ก่อนที่เราจะเสื่อมไปกว่านี้

เสื่อม 01

มีหลายคนพูดว่า หากเปรียบเทียบสถานการณ์เศรษฐกิจไทยช่วงนี้กับช่วงโควิด ดูเหมือนว่าตอนนี้จะแย่กว่ามาก ด้วยเหตุปัจจัยหลักคือ ความเชื่อมั่นต่อรัฐและนโยบายเศรษฐกิจตกต่ำ ที่ถูกซ้ำเติมด้วยผลกระทบจากปัญหาเศรษฐกิจโลก ปัญหาการเมืองในระดับโลก และอีกหนึ่งปัญหาใหม่ที่กำลังเกิดขึ้นคือ ปัญหาความขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชา 

.

แม้ว่าช่วงเวลานี้จะเป็นช่วงเวลาที่คนไทยส่วนใหญ่กำลังสับสนคล้ายจะสิ้นหวังกับอนาคตทางเศรษฐกิจของประเทศ เพราะยิ่งหากพิจารณาด้วยมุมมองของนักประวัติศาสตร์ที่คุ้นกับการวิเคราะห์ปัจจัยการเกิด-ดับของเมืองและอารยธรรมที่เคยรุ่งเรืองของอาณาจักรหรือประเทศต่างๆ ในประวัติศาสตร์ ก็จะยิ่งเห็นตรงกันว่า ประเทศของเรากำลังจะมีเหตุปัจจัยใกล้ครบสมบูรณ์ที่จะทำให้เกิดปรากฏการณ์ “civilization shift คือ การเปลี่ยนผ่านของอารยธรรมหรือความเจริญรุ่งเรือง ซึ่งอาจเป็นได้ทั้ง การเข้าสู่ยุคใหม่ในพื้นที่เดิม หรือการเคลื่อนย้ายตำแหน่งความเจริญทางอารยธรรมจากพื้นที่หนึ่งไปสู่อีกพื้นที่หนึ่ง ยกตัวอย่างเช่น  อารยธรรมโบราณที่เคยรุ่งเรืองในเมโสโปเตเมีย หรืออียิปต์ ค่อย ๆ เสื่อมถอย ขณะที่อารยธรรมกรีก–โรมัน และต่อมาอารยธรรมตะวันตกได้กลายเป็นศูนย์กลางใหม่ ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นกับประเทศไทยนั้นคล้ายจะเป็นแบบหลัง คือ ความเจริญที่เคยเกิดขึ้นในพื้นที่ของเรากำลังขยับไปที่อื่น 

.

พูดง่ายๆก็คือ เรากำลังมี ‘องค์ประกอบที่เป็นปัจจัยของความเสื่อมที่นำไปสู่ความล่มสลายของอารยธรรม’ ใกล้จะครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็น

  • การบริหารที่เสื่อมทรามหรือระบบการปกครองล้มเหลว – จากทุกส่วนของภาครัฐที่มีการคอร์รัปชัน ใช้อำนาจไม่เป็นธรรม หรือขาดประสิทธิภาพในการดูแลประชาชน ตัวอย่างเช่น จักรวรรดิโรมันปลายยุค ที่มีการแย่งชิงบัลลังก์อย่างต่อเนื่อง อาณาจักรที่มีชนชั้นปกครองเหินห่างจากประชาชน

  • เศรษฐกิจตกต่ำหรือโครงสร้างเศรษฐกิจล้มเหลว – จากการเก็บภาษีเกินกำลัง มีหนี้สาธารณะและหนี้ครัวเรือนสูง เงินเฟ้อรุนแรง ความเหลื่อมล้ำสูง หรือการพึ่งพาทรัพยากรเพียงด้านเดียว 

  • การล่มสลายของโครงสร้างสังคมและศีลธรรม – ความเสื่อมทางคุณธรรม ค่านิยมทางวัฒนธรรมที่เน้นความฟุ่มเฟือย การล่มสลายของสถาบันศาสนา สถาบันหลักต่างๆ ที่เป็นโครงสร้างทางสังคมและศูนย์รวมทางจิตใจกำลังสั่นคลอนจากภายใน

  • เทคโนโลยีหรือวัฒนธรรมที่ล้าหลังเมื่อเทียบกับคู่แข่ง – ประเทศไม่สามารถพัฒนาเทคโนโลยีหรือกลยุทธ์การบริหารให้เท่าทันโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบการศึกษาที่ล้าหลังจนทำให้ประเทศไม่สามารถผลิตทรัพยากรบุคคลที่มีความรู้ความสามารถได้ตามความต้องการของเศรษฐกิจโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง

  • ภัยพิบัติธรรมชาติและการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมทั้งทางกายภาพและทางสังคม – วิกฤตการณ์ต่างๆ เช่น น้ำท่วม ภัยแล้ง แผ่นดินไหว หรือโรคระบาด รวมไปถึงภาวะการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ ทำให้ประชากรวัยทำงานลดลง 

  • การรุกรานหรือสงครามภายนอก – หลายอารยธรรมสิ้นสุดเพราะสูญเสียความมั่นคงของประเทศจากการถูกโจมตีหรือพิชิตโดยศัตรูจากภายนอก เช่น จักรวรรดิโรมันตะวันตก ล่มสลายจากการรุกรานของชนเผ่าเยอรมัน อาณาจักรอาณานิคมแอซเท็กและอินคา ล่มสลายลงโดยการรุกรานของกองทัพสเปน

.

แม้บทวิเคราะห์ในเชิงอุดมคตินี้จะฟังดูแล้วชวนให้สิ้นหวัง แต่หนึ่งในความจริงที่ต้องยอมรับ หากคุณเป็นคนที่มีโอกาสเดินทางไปเยี่ยมเยือนหลายประเทศทั่วโลก คือ ท่ามกลางภาพอนาคตอันพร่ามัวจากฝุ่นควันของปัญหาและความขัดแย้งต่างๆ ที่เป็นตัวฉุดถ่วงความเจริญของประเทศไทยเรานั้น ภาคเอกชนของไทยยังคงมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องและเข้มแข็งในการทำให้คุณภาพของสินค้าและบริการของไทยนั้นอยู่ในระดับที่ดีไม่แพ้ชาติใดในโลก 

.

คนที่เคยไปพักโรงแรมหรูๆ ในประเทศต่างๆ คงไม่ปฏิเสธว่า ระดับการบริการของโรมแรมไทยนั้นไม่ด้อยกว่าประเทศใด ห้างสรรพสินค้าชั้นนำและแหล่งค้าขายของไทย มีทั้งเสน่ห์ของสินค้า-บริการที่มาพร้อมกับบรรยากาศที่น่าดึงดูด น่ามาเยือน มาช้อปปิ้ง ไม่แพ้ที่ใดในโลก อสังหาริมทรัพย์ในไทยก็มีคุณภาพและราคาที่อยู่ในเกณฑ์น่าซื้อน่าลงทุน สินค้าและบริการที่ตอบสนองไลฟ์สไตล์การท่องเที่ยวและการใช้ชีวิตของไทยเราก็ยังไม่ได้แย่กว่าใคร เพราะสิ่งที่เหมือนกันสำหรับคนทำมาหากินทุกภาคส่วนซึ่งเราเรียกรวมๆว่า ‘ภาคเอกชน’ ไม่ว่า รายเล็กหรือรายใหญ่ ตั้งแต่แม่ค้าส้มตำรถเข็นไปจนถึงธุรกิจของเจ้าสัวแสนล้าน คือ ความตั้งใจดีที่จะทำสินค้าและบริการของตัวเองให้ดีเสมอต้นเสมอปลายและยังมีแนวโน้มว่าจะดีขึ้นเรื่อยๆ ร้านอาหารไม่ว่าเล็กใหญ่ก็มีการพัฒนาทั้งเรื่องคุณภาพ ความสะอาด ความสะดวกสบาย โรงแรมทุกแห่งก็มุ่งยกระดับมาตรฐานให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ สินค้าแฟชั่นของไทยก็มีคุณภาพไม่แพ้ใคร โดยเฉพาะธุรกิจบริการของไทยจากมิตรไมตรีแบบไทยๆ ก็ยังคงเป็นเสน่ห์และเป็นทรัพยากรทางเศรษฐกิจที่มีเอกลักษณ์ไม่มีใครเลียนแบบได้ ถ้าลองไปถามนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกก็จะได้รับคำตอบเดียวกันว่า ร้านนวดที่ถูกและดีที่สุดในโลกก็อยู่ที่ประเทศไทย 

.

แม้ตัวอย่างที่หยิบยกมาของภาคเอกชนไทยที่ยังคงทำอะไรได้ดีจะเป็นเพียงบางส่วน ไม่ใช่ทั้งหมด แต่ก็น่าจะพออธิบายได้ว่า ความเจริญที่ผ่านมาของประเทศไทยนั้นเป็นเครดิตของภาคเอกชนเป็นส่วนใหญ่หรือเกือบทั้งหมด โดยภาครัฐมีหน้าที่เพียง อำนวยความสะดวกหรือส่งเสริมให้ง่ายขึ้น ในขณะที่เมื่อมาพิจารณาหา ‘สาเหตุของความเสื่อม’ ก็จะเห็นตรงกันว่า ส่วนใหญ่หรือทั้งหมดเกิดขึ้นจาก ‘ภาครัฐที่ล้มเหลว’ ที่มีเรื่องของการบริหารที่เสื่อมทรามกับการทุจริตคอรัปชั่นเป็นต้นตอใหญ่ 

.

ใครๆ ก็เข้าใจตรงกันว่า ปัญหาที่ทำให้เศรษฐกิจของไทยมีปัญหาร้ายแรงในขณะนี้ จากกำลังซื้อที่ลดลง การลงทุนที่ลดลง ไม่ได้เกิดจากการที่สินค้าและบริการของไทยไม่ดีหรือเอกชนของไทยทำงานไม่ดีพอ แต่เกิดจากปัญหาคอรัปชั่นในภาครัฐที่ฝังรากลึกทำลายระบบการปกครอง ทำลายระบบเศรษฐกิจ ทำลายสังคมแทบทุกภาคส่วน จนไม่มีใครกล้ามาเที่ยว มาลงทุน หรืออยากมาค้าขายกับไทย 

.

เพราะประเทศไทยกำลังถูกมองว่าเป็นประเทศที่ “ความเสี่ยงสูงแต่ผลตอบแทนต่ำ” โดยเฉพาะในสายตานักลงทุนต่างชาติและผู้ประกอบการจากต่างประเทศ ที่ประเมินว่า กฎกติกาเปลี่ยนบ่อย ขาดเสถียรภาพทางนโยบาย ระบบราชการทุจริต–รีดไถ–เอื้อกลุ่มทุนผูกขาด ทำให้ต้นทุนธุรกิจบิดเบี้ยว ไม่เป็นธรรม ขาดความเชื่อมั่นในระบบยุติธรรมและกระบวนการตรวจสอบถ่วงดุล ไม่มีหลักประกันเรื่องสิทธิในทรัพย์สินและสัญญา เพราะกฎหมายถูกแทรกแซงได้ง่าย การใช้เงินภาครัฐไร้ประสิทธิภาพไม่โปร่งใส ทำให้โครงการพัฒนาที่ควรเป็นโอกาสกลับกลายเป็นภาระ 

.

เหล่านี้ส่งผลให้แม้ประเทศไทยจะมีจุดแข็งหลายด้าน เช่น ทรัพยากรธรรมชาติ ตำแหน่งที่ตั้ง ภาคการผลิตเกษตรและอาหารที่มีคุณภาพ รวมถึงศักยภาพการท่องเที่ยวระดับโลก แต่สิ่งเหล่านี้ ไม่สามารถแปลงเป็น “มูลค่าทางเศรษฐกิจ” ได้เต็มศักยภาพ เพราะถูกฉุดรั้งด้วยโครงสร้างการเมืองและระบบราชการที่ผุพังจากการทุจริต

.

และท้ายที่สุด ความเสื่อมในระบบรัฐธรรมนูญและการบริหารราชการแผ่นดิน ก็ส่งผลลึกถึง “ความเชื่อมั่นของประชาชนต่ออนาคต” ซึ่งเป็นต้นทุนสำคัญของระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม เมื่อผู้คนไม่เชื่อว่าจะมีอนาคตที่ดีในประเทศนี้ พวกเขาย่อม ลดการใช้จ่าย ลดการลงทุน และแสวงหาโอกาสนอกประเทศ ซึ่งทั้งหมดนี้คือ วงจรเสื่อมที่กำลังฉุดเศรษฐกิจไทยไว้

.

ภาพที่ฉายมานี้ ยิ่งทำให้เห็นชัดว่า ‘ผู้ร้ายตัวจริง’ ของความเสื่อมประเทศไทยในขณะนี้ คือ ‘ภาครัฐ’ และพระเอกตัวจริงที่จะพยุงหรือกอบกู้สถานการณ์นี้ได้คือ ‘ภาคเอกชน’ ดังคำกล่าวที่ โทมัส แอล. ฟรีดแมน (Thomas L. Friedman) ผู้เขียนหนังสือ “The World is Flat” (The World is Flat: A Brief History of the Twenty-First Century) วิเคราะห์ว่า โลกในศตวรรษที่ 21 “แบนลง” ด้วยอิทธิพลของเทคโนโลยี ทำให้คนจากทุกมุมโลกสามารถแข่งขันและร่วมมือกันได้ในระดับที่ไม่เคยมีมาก่อน ไม่ว่าจะอยู่ประเทศใด เพราะโลกยุคใหม่ไม่ใช่การแข่งขันระหว่างรัฐกับรัฐอีกต่อไป แต่เป็นการแข่งขันระหว่าง ปัจเจกบุคคล–บริษัท–ไอเดีย ที่เชื่อมต่อกันได้ทุกที่ทุกเวลา

ในยุคที่ภาครัฐ ไม่ได้มีไว้พึ่ง ไม่อำนวยความสะดวก หรือ FACILITATE ในการสร้างความเจริญ แต่กลับทำหน้าที่เป็นตัวถ่วงและตัวบ่อนทำลายความเจริญทั้งทางเศรษฐกิจและสังคม ดังตัวอย่างที่เห็นในขณะนี้คือ ‘รัฐไทยกำลังนำประเทศเข้าสู่ภาวะสงครามกับรัฐกัมพูชา’ จนสร้างความเสียหายทั้งชีวิต ทรัพย์สิน และสูญเสียทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล ต่อภาคเอกชนหรือประชาชนทั้งสองฝ่าย ที่เคยเป็นเพื่อนบ้าน เป็นคู่ค้า เป็นหุ้นส่วนทางธุรกิจที่ดีต่อกันด้วยความเป็นมิตร 

.

พูดมาถึงตรงนี้ อาจมีหลายคนบอกว่า ‘ภาครัฐ’ ในขณะนี้ แบ่งเป็นสองฝ่าย เพราะปัจจุบันไทยเราไม่มีเอกภาพระหว่างรัฐบาลกับกองทัพ พูดง่ายๆคือ ทหารกับรัฐบาลไม่ใช่พวกเดียวกัน แต่ถึงจะอย่างไรก็ตาม ทั้งทหารและรัฐบาล รวมๆกันแล้ว ก็คือ “ภาครัฐ” จะเรียกเป็นอย่างอื่นคงไม่ได้

.

ภาครัฐ’ ไม่เพียงทำลายสายสัมพันธ์อันดีทั้งทางเศรษฐกิจและสังคมที่ประชาชนทั้งสองประเทศเคยมีต่อกันจนพังทลาย แต่มุ่งมั่นสร้างความเกลียดชังระหว่างประชาชนทั้งสองประเทศอย่างรุนแรงด้วยวิธีการต่างๆนานา เพื่อสนองประโยชน์ของรัฐที่ฉ้อฉล ทำให้ประเทศชาติและประชาชนทั้งในพื้นที่ชายแดนทั้งสองประเทศและในภาพรวมได้รับผลกระทบที่เลวร้ายทั้งในระยะสั้นและระยะยาว เพราะไม่มีสิ่งใดจะทำลายเศรษฐกิจได้ดีกว่าการเปลี่ยนมิตรประเทศเป็นศัตรู !!

.

แม้ว่าภาคเอกชนอาจไม่มีอำนาจในการประกาศหยุดสงครามทางการทหารได้ แต่สิ่งสำคัญที่ภาคเอกชนจะช่วยประเทศไม่ให้ก้าวพลาดสู่วิกฤตที่ร้ายแรงกว่าเดิม คือการรณรงค์ให้หยุดการสร้างความเกลียดชังระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศที่อยู่ในความขัดแย้ง โดยในระดับองค์กรต่างๆ ควรมีมาตรการในการส่งเสริมให้ความรู้เรื่อง GLOBAL CITIZENSHIP หรือ จิตสำนึกความเป็นพลเมืองโลก อย่างจริงจัง เพื่อสร้างความตระหนัก ในโลกยุคใหม่ที่ทุกคนเชื่อมโยงถึงกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยอาจประกอบด้วย

  • การจัดอบรมและกิจกรรมภายในองค์กร เพื่อสร้างความเข้าใจในหลักคิดเรื่องสิทธิมนุษยชน ความหลากหลายทางวัฒนธรรม และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในมิติที่เป็นมิตรและสร้างสันติ

  • การสื่อสารภายในและภายนอกองค์กร ที่ระมัดระวังต่อการใช้ภาษาที่สร้างความเกลียดชัง (hate speech) หรือความอคติบนพื้นฐานของเชื้อชาติ ศาสนา หรือชาติพันธุ์

  • การสนับสนุนเนื้อหาและแคมเปญที่ส่งเสริมสันติภาพ ความเข้าใจอันดี ส่งเสริมความร่วมมือในระดับประชาชน และระดับธุรกิจกับธุรกิจ

  • การเป็นแบบอย่างที่ดี ในการดำเนินธุรกิจอย่างมีจริยธรรมและตระหนักต่อผลกระทบทางสังคม

  • การพัฒนาความสัมพันธ์ ระดับธุรกิจกับธุรกิจระหว่างประเทศ ให้มีความแข็งแกร่งถึงระดับที่สามารถก้าวข้ามความขัดแย้งระหว่าง รัฐกับรัฐ

.

ภาคเอกชนและภาคประชาชนมีส่วนสำคัญในการกอบกู้วิกฤตความขัดแยังระหว่าง ‘รัฐกับรัฐ’ ไม่ให้ขยายบานปลายไปสู่ความขัดแย้งระหว่างเชื้อชาติ ซึ่งจะนำพาหายนะมาสู่ประเทศและภูมิภาคอย่างร้ายแรงในระยะยาว โดยไม่มีใครได้ประโยชน์นอกจากพ่อค้าอาวุธสงครามและเหล่าทรราชย์ ด้วยการมุ่งมั่นพัฒนาความสัมพันธ์ระดับ ธุรกิจกับธุรกิจ ระหว่างประเทศ ให้มีความแข็งแกร่งถึงระดับที่สามารถก้าวข้ามความขัดแย้งระหว่าง รัฐกับรัฐ และเชื่อมโยงให้เกิดความเข้าใจอันดีระหว่างประชาชนกับประชาชนในฐานะพลเมืองโลก ที่ไม่จำเป็นต้องตกเป็นเหยื่อความขัดแย้งระหว่างรัฐกับรัฐ

.

การนำพาประเทศให้รอดพ้นจากความเสื่อมที่เกิดจากความล้มเหลวของภาครัฐ จำเป็นต้องอาศัยพลังของภาคเอกชนและประชาชนทุกระดับ โดยเริ่มจากการยอมรับว่า การมี “จิตสำนึกความเป็นพลเมืองโลก” ไม่ใช่เรื่องของอุดมคติอีกต่อไป แต่คือ “ภูมิคุ้มกัน” ที่จำเป็นสำหรับทุกสังคม โดยเฉพาะในห้วงเวลาที่ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์กำลังร้อนแรง และ ‘รัฐประเทศของเรากำลังล้มเหลว

วรรณศิริ ศรีวราธนบูลย์
Editor@HiclassSociety.com

Related contents:

You may also like...