คุณเคยมีอาการอย่างนี้กันบ้างไหม นอนตื่นสายทั้งๆที่เมื่อคืนก็ไม่ได้นอนดึก, นอนมาก ตื่นก็สาย แต่ทำไมไม่สดชื่น แถมมีอาการง่วงๆ ซึมๆ อีกต่างหาก, หงุดหงิด อารมณ์เสียง่าย ความสามารถในการจำลดลง, ตกบ่ายก็เกิดอาการหาวและอยากนอน แล้วที่สำคัญคนรักที่นอนร่วมเรียงเคียงหมอนกับคุณมักนอนไม่หลับเพราะเสียงกรนของคุณ
ไม่ว่าเพศใด วัยใด น้ำหนักขนาดไหน ถ้าหากมีอาการที่มีลักษณะเหมือนกันหรือใกล้เคียงกับอาการต่างๆเหล่านี้ ควรสังเกตตนเองและพูดคุยกับคนใกล้ชิดว่าอาการเหล่านี้เป็นมากน้อยเพียงใดและควรใส่ใจสุขภาพตนเองมากขึ้น เพราะไม่เช่นนั้นการนอนจะไม่ใช่การพักผ่อนที่ดีที่สุดของคุณอีกต่อไป
การนอนหลับที่ปกติเป็นเรื่องของธรรมชาติอย่างหนึ่งรวมถึงการนอนกรน แต่ด้วยความก้าวหน้าทางการแพทย์ ทำให้รับรู้ว่าการนอนกรนมีอันตรายต่อสุขภาพของตนเองและคนใกล้ชิดอย่างมาก จะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นคนนอนกรนเรื่องนี้ง่ายมากๆ นั่นคือถามคนใกล้ชิด ไม่ว่าจะเป็น สามี ภรรยาหรือลูกหลานก็ได้ ถ้าไม่เชื่อก็ควรให้คนใกล้ชิดบันทึกเสียงขณะหลับไว้เปิดฟังในเวลาตื่นนอน ว่าเสียงนอนกรน ของตนรบกวนคนอื่นขนาดไหน คราวนี้รู้แน่ๆว่านอนกรน รบกวนคนใกล้ชิดมากน้อยขนาดไหนและตนเองจะมีอันตรายอะไรบ้าง ทำอย่างไรถึงจะไม่นอนกรนอีกต่อไป
นอนกรนคืออะไร? นอนกรนคือความผิดปกติของการนอน มี 2 ชนิด ดังนี้
- ชนิดไม่อันตราย ไม่ทำให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพ เพียงแต่ก่อความรำคาญให้คนใกล้ชิดเท่านั้น
- ชนิดอันตราย นั่นคือหยุดหายใจขณะหลับ อันเนื่องมาจากมีการอุดตันของทางเดินหายใจขณะหลับ ภาวะอุดตันทางเดินหายใจส่วนบน และระบบประสาทส่วนกลางผิดปกติ
นอนกรน ชนิดไม่อันตราย
ในขณะที่คนเรานอนหงายและหลับสนิท เนื้อเยื่อของอวัยวะต่างๆในช่องคอ เช่น ลิ้น ลิ้นไก่ เนื้อเยื่อบริเวณเพดานอ่อนจะตกไปทางด้านหลัง ในคนที่ช่องคอแคบกว่าปกติเนื้อเยื่อเหล่านี้จะขวางกั้นทางเดินผ่านของอากาศจึงเกิดเสียงกรนขึ้น เสียงกรนเหล่านี้จะรบกวนคนที่นอนด้วยทำให้เกิดความรำคาญหรือในรายที่อาการกรนตั้งแต่เริ่มหลับอาจรบกวนกระบวนการการนอนของผู้ป่วยเอง ทำให้นอนสะดุ้งบ่อยจากเสียงกรนของตนเอง
นอนกรน ชนิดอันตราย-หยุดหายใจขณะหลับ
ในภาวะที่ผู้ป่วยมีช่องลำคอตีบมากจากอวัยวะต่างๆในช่องคอ เช่น ลิ้น ลิ้นไก่ เพดานอ่อนหย่อนยานมากมีการขวางทางเดินหายใจจนถึงขนาดอุดกั้นทางเดินหายใจ ส่วนบนผู้ป่วยกลุ่มนี้จะมีอาการกรนไม่สม่ำเสมอ กรนเสียงดังมาก อาจมีอาการสำลักน้ำลายหรือสะดุ้งตื่นกลางดึกหรือมีอาการหายใจหอบเหมือนอาการขาดอากาศ การขาดอากาศบ่อยครั้งทำให้เกิดผลกระทบต่อเนื่องต่อสุขภาพ ร่างกายหลายอย่าง การหยุดหายใจขณะนอนหลับประกอบด้วยประการแรกคือการหยุดหายใจหมายถึงสภาวะที่ไม่มีลมหายใจผ่านเข้า-ออกทางจมูก หรือปาก เป็นเวลาอย่างน้อย 10 วินาที ประการที่สองคือหายใจแผ่วหมายถึงสภาวะที่มีลมหายใจผ่าน เข้า-ออกทางจมูก หรือปากลดลงร้อยละ 50 หรือมากกว่า เป็นเวลาอย่างน้อย 10 วินาที โดยสังเกตได้จากการกระเพื่อมของทรวงอกและท้องลดลง
ขณะที่คนเราหยุดหายใจขณะหลับ ระดับออกซิเจนในหลอดเลือดแดงจะต่ำลง ทำให้ออกซิเจนที่ไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆของร่างกายลดลงตามไปด้วย โดยเฉพาะหัวใจ สมอง ปอด เมื่อออกซิเจนในเลือดลดลงถึงระดับหนึ่ง ร่างกาย(โดยเฉพาะสมอง) จะมีกลไกตอบสนองภาวะนี้ โดยจะปลุกให้ตื่น มีอาการสะดุ้ง สำลักน้ำลายตนเอง เพื่อเปิดทางเดินหายใจและทำให้ออกซิเจนสามารถผ่านเข้าไปในปอดอีก แล้วสมองก็จะเริ่มหลับอีกครั้ง การหายใจจะเริ่มติดขัดอีก ระดับออกซิเจนในเลือดต่ำลง สมองก็จะปลุกให้ตื่นอีกเป็นเช่นนี้เรื่อยๆ ไปตลอดทั้งคืน ทำให้นอนหลับได้ไม่เต็มที่ การนอนหลับไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายมีผลกระทบถึงอวัยวะอื่นๆ เช่น ระบบหัวใจ ระบบไหลเวียนของเลือด สมอง ปอด ทำให้ความดันเลือดสูง เกิดภาวะโรคหัวใจขาดเลือด สุขภาพแย่ลงจนเป็นอันตรายแก่ชีวิตได้
สังเกตอาการตนเองอย่างไร
บางครั้งผู้ป่วยที่นอนกรนไม่ทราบว่ามีภาวะหยุดหายใจขณะหลับร่วมด้วยหรือไม่ อาจให้คนนอนข้างๆ สังเกตหรือพิจารณาว่ามีอาการเหล่านี้หรือไม่
- นอนกรนเสียงดัง
- รู้สึกนอนไม่เต็มตื่น อ่อนเพลียหลังตื่นนอน
- ทั้งที่มีเวลานอนเพียงพอ ตื่นนอนตอนเช้ามีอาการปวดศีรษะร่วมด้วย
- ง่วงนอนบ่อย หรือหลับง่ายในช่วงกลางวัน ขณะทำงานหรือเรียนหนังสือ จนถึงขั้นมีอันตรายเช่นอุบัติเหตุเกี่ยวกับรถยนต์ (หลับใน) หรืออุบัติเหตุเกี่ยวกับเครื่องจักรต่างๆ
- ความคิดการอ่าน ความสามารถในการจดจำลดลง
- หงุดหงิดง่าย อารมณ์เสียบ่อยกว่าปกติ
- ในเด็กอาจทำให้มีการเปลี่ยนแปลง ร่างกายไม่แข็งแรง ปัสสาวะรดที่นอน
ต้องการนอน “หลับสบาย” ปรึกษาใคร
เมื่อรู้สึกว่ามีปัญหานอนกรนหรือสงสัยว่ามีอาการหยุดหายใจขณะหลับ นอกจากปรึกษาคนใกล้ชิดที่ช่วยสังเกตอาการขณะนอนหลับแล้ว ควรไปปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางหู คอ จมูก(โสต ศอ นาสิกแพทย์)และอายุรแพทย์ทางด้านโรคปอด ซึ่งจะให้การตรวจวินิจฉัยและดูแลรักษา ให้คำแนะนำที่เหมาะสมกับท่านได้ ตามสถิติแล้วอาการนอนกรนและการหยุดหายใจจากการอุดตันทางเดินหายใจ ส่วนใหญ่พบในบุคคลที่มีน้ำหนักมากกว่ามาตรฐาน ในผู้ชายมากกว่าผู้หญิงและเกิดมากขึ้นเมื่อสูงอายุมากขึ้น อย่างไรก็ตามแม้จะไม่พบปัจจัยเหล่านี้ผู้ป่วยก็ยังมีอาการกรนและหยุดหายใจ ขณะหลับ ควรพิจารณาถึงอาการและผลที่เกิดขึ้นตามมาจากการนอนที่ผิดปกติ เช่นอาการอ่อนเพลีย อาการปวดศีรษะตอนเช้าหรืออาการหมดสมรรถภาพทางเพศ หลับในช่วงกลางวันบ่อยๆ ประวัติการใช้ยา การดื่มสุรา ประวัติครอบครัว โรคความดันเลือดสูง โรคหัวใจ เป็นข้อมูลที่สำคัญในการดูและรักษา การใช้แบบทดสอบ สามารถช่วยบอกแนวโน้มของความผิดปกติได้
แนวทางการรักษา
การรักษาผู้ป่วยนอนกรน และหยุดหายใจขณะหลับแยกได้เป็น 2 แนวทาง คือ การรักษาโดยไม่ผ่าตัดและการรักษาโดยการผ่าตัด
การรักษาโดยไม่ผ่าตัด
- การควบคุมน้ำหนัก ในผู้ป่วยที่มีน้ำหนักเกินกว่ามาตรฐาน การพยายามลดน้ำหนักลง มีรายงานทางการแพทย์พบว่า ผู้ป่วยที่ลดน้ำหนักได้ร้อยละ ๗.๘ จะมีอัตราการนอนกรนลดลงถึงร้อยละ ๓๐ ผู้ป่วยนอนกรนที่ลดน้ำหนักตัวลงจะมีเส้นผ่าศูนย์กลางของระบบทางเดินหายใจ ส่วนบนกว้างขึ้น นอกจากนั้นหรือในคนอ้วนที่ลดน้ำหนักจะทำให้สุขภาพด้านอื่นเปลี่ยนแปลงไปใน ทางที่ดีขึ้นด้วย
- หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์และยากล่อมประสาท แอลกอฮอล์และยากล่อมประสาทเป็นตัวกระตุ้นทำให้เกิดภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ในผู้ป่วยที่นอนหลับยากควรเลี่ยงการดื่มสารที่มีกาเฟอีน
- การนอน ผู้ป่วยที่นอนหงายจะมีอาการกรนและหยุดหายใจ ขณะหลับได้บ่อยกว่านอนตะแคงหรือนอนคว่ำ ในสมัยก่อนมีการใช้ถุงใส่ลูกเทนนิส 3-4 ลูกติดไว้ด้านหลังของเสื้อนอน เพื่อบังคับให้ผู้ที่ใส่นอนตะแคงหรือนอนคว่ำ (sleep ball technique)
- การใช้เครื่องมือทางทันตกรรม เครื่องมือทางทันตกรรมที่ใช้นี้จะมีลักษณะคล้ายๆ ฟันยางกันกระแทกของนักมวย แต่จะถูกดัดแปลงมาให้ปรับตำแหน่งของขอกรรไกรล่างให้เคลื่อนมาทางด้านหน้า กว่าภาวะปกติ ทำให้บริเวณลิ้นเคลื่อนมาทางด้านหน้าด้วย ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้คือ ลักษณะอาการคอแห้งปากแห้ง มีอาการอักเสบของข้อกราม หรือในรายที่เครื่องมือชำรุด ชิ้นส่วนอาจตกเข้าในปาก ลำคอ หรือเป็นสิ่งแปลกปลอมในหลอดลมได้
- การใช้เครื่องอัดอากาศเพื่อช่วยหายใจขณะนอนหลับ (CPAP) เป็นวิธีการป้องกันการตีบแคบของช่องลำคอ โดยใช้แรงดันอากาศเป็นตัวถ่างไว้ การใช้ CPAP (continuous positive airway pressure) เป็นการรักษาแบบเร่งด่วนอีกวิธีหนึ่ง ดังนั้น การใช้ CPAP มีข้อบ่งชี้คือ อาการหยุดหายใจขณะหลับอย่างรุนแรงในระดับมีอันตราย ผู้ป่วยมีอาการระบบหายใจล้มเหลว ผู้ป่วยมีออกซิเจนในเลือดลดลงมากอย่างรุนแรง ผู้ป่วยมีอัตราเสี่ยงต่อการผ่าตัดสูง ผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดและไม่ได้ผล ผู้ป่วยที่ไม่ต้องการรักษาโดยการผ่าตัด โดยทั่วไปข้อห้ามในการใช้ CPAP มีได้ดังนี้ คือ ช่องจมูกตีบตันมากแรงดันอากาศที่ใช้เปิดช่องทางเดินหายใจสูงเกินไปควรงดใช้ CPAP ชั่วคราว ในขณะที่มีการติดเชื้อในทางเดินหายใจ มีลมรั่วเข้าช่องปอด ผู้ป่วยปัญญาอ่อนหรือผู้ป่วยโรคจิต
- ภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นจาก CPAP มีบ้างเล็กน้อย เช่น มีอาการระคายเคืองต่อเยื่อบุช่องจมูก พบได้ราวร้อยละ ๕๐ ของผู้ป่วยที่ใช้ CPAP มีอาการแสบตา เคืองตา ตาแห้งจากกระแสลมรั่วจากหน้ากาก ลมเข้ากระเพาะอาหารทำให้ท้องอืดโดยเฉพาะผู้ป่วยที่มีหูรูดหลอดอาหารย่อย นอนไม่หลับจากเสียงรบกวน รำคาญเครื่องมือที่ใช้ การใช้ CPAP สามารถแก้ภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้นทางเดนหายใจได้มากกว่าร้อยละ 90 ใน ผู้ป่วยที่ทนต่ออุปกรณ์หน้ากากได้ ซึ่งมากกว่าร้อยละ 50 ของผู้ป่วยมักเลิกใช้หลังจากใช้ไม่ได้เกิน 3 เดือน
การรักษาโดยการผ่าตัด
จุดประสงค์ของการผ่าตัดในการรักษานอนกรนและภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น ทางเดินหายใจส่วนบน คือ การขยายทางเดินหายใจให้กว้างขึ้น การที่จะพิจารณาผ่าตัดนั้น ต้องพิจารณาหลายปัจจัย ส่วนมากแล้วมักต้องตรวจการนอนก่อน ตำแหน่งที่จะทำการผ่าตัดขึ้นอยู่กับพยาธิสภาพของที่ตรวจได้ ซึ่งจะแบ่งได้เป็น ๓ ระดับคือ ระดับโพรงจมูก ระดับเพดานอ่อนและระดับโคนลิ้น
๑. การผ่าตัดโพรง
๒. การผ่าตัดภาวะตกแต่งเพดานอ่อนและลิ้นไก่
๓. การผ่าตัดตกแต่งเพดานอ่อนและลิ้นไก่โดยใช้แสงเลเซอร์
๔. การผ่าตัดเลื่อนขากรรไกรล่างเพื่อดึงกล้ามเนื้อของลิ้นมาทางด้าน
๕. การผ่าตัดเลื่อนขากรรไกรบนและขากรรไกรล่างมา
๖. การรักษาโดยการใช้คลื่นความถี่วิทยุ
๗. การผ่าตัดเจาะคอ
นอนกรนในเด็ก
สำหรับเด็กอาจมีอันตรายจากการนอนกรนได้ โดยผลเสียที่เกิดได้ มีดังต่อไปนี้
๑. กรนเสียงดัง อ้าปากหายใจ หายใจแรง จนบางครั้งเห็นว่ามีรอยบุ๋มบริเวณหน้าอกและคอขณะหายใจเข้า
๒. พัฒนาการของสมองและร่างกายจะแย่ลง เพราะเกิดภาวะขาดออกซิเจนในขณะนอนหลับ
ใครบ้างที่นอนกรน เพศชาย นอนกรนประมาณร้อยละ 25 เพศหญิง นอนกรนประมาณร้อยละ 15 ในกลุ่มอายุมากกว่า ๔๐ ปี เพศชายนอนกรนร้อยละ 50 ในขณะที่เพศหญิงนอนกรนร้อยละ 40 ในกลุ่มคนทั่วไปที่นอนกรน พบว่าร้อยละ 1 หยุดหายใจขณะหลับ สำหรับในกลุ่มผู้ชายสูงอายุและอ้วน พบหยุดหายใจขณะหลับร้อยละ 10
อะไรทำให้ “นอนกรน” และหยุดหายใจขณะหลับ
- อายุ ในคนที่มีอายุมาก เนื้อเยื่อต่างๆ ขาดความตึงตัว กล้ามเนื้อหย่อนยาน รวมทั้งช่องทางเดินหายใจบริเวณคอแคบลง ลิ้นไก่และลิ้นตกไปบังทางเดินหายใจได้ง่าย
- เพศ เพศชายมีอุบัติการณ์การนอนกรนและภาวการณ์หยุดหายใจขณะหลับจากการอุดตันทาง เดินหายใจส่วนบนมากกว่าเพศหญิง เชื่อว่าฮอร์โมนของเพศหญิงมีส่วนทำให้กล้ามเนื้อที่ทำหน้าที่ขยายช่องทาง เดินหายใจ มีความตึงตัวที่ดีกว่า
- ลักษณะโครงสร้างของกระดูกใบหน้า คนที่มีคางสั้นมาก กระดูกใบหน้าแบน จะมีผลทำให้ช่องทางเดินหายใจส่วนบนแคบกว่าปกติ
- ความอ้วน ผู้ที่มีน้ำหนักมากจะมีการสะสมของไขมันมากบริเวณลำคอและทรวงอก ทำให้ช่องทางเดินหายใจแคบลง การเคลื่อนไหวของหน้าอกแย่ลง
- การดื่มสุรา ยาคลายเครียด และยานอนหลับ ทำให้กล้ามเนื้อมีอาการอ่อนแรง รวมถึงกล้ามเนื้อในลำคอ เกิดการอุดตันทางเดินหายใจได้ง่าย นอกจากนี้แอลกอฮอล์และยายิ่งมีผลกดการทำงานของสมองให้ช้ากว่าปกติ
- การสูบบุหรี่ ทำให้ระบบทางเดินหายใจมีประสิทธิภาพแย่ลง
- กรรมพันธุ์
ขอขอบคุณความรู้จาก รศ.นพ.วีระชัย คีรีกาญจนะรงค์
Thanks to images from http://www.clinicaomegazeta.com/files/20110926101523.jpg
http://themindsanctuary.com/wp-content/uploads/overcoming-insomnia.jpg
http://2.bp.blogspot.com/-2uBZK3ztqfQ/Tpw2LqHw0qI/AAAAAAAAAtw/qjUk4q3zvHg/s1600/insomnia+treatment+guidelines.jpg
http://www.mamashealth.com/hormonalhealth/images/Insomnia.jpg
http://essentialsurvival.org/wp-content/uploads/2013/01/insomnia.jpg
http://mariamuir.com/wp-content/uploads/2013/04/insomnia-causes1.jpg
http://www.happyhomeopathy.co.uk/wp-content/uploads/2013/06/insomnia.jpg



