ความน่าฉงนในพระพุทธอุบัติภูมิ มิใช่ที่อินเดียหรือเนปาล (1)

Rock-cut_Lord_--Buddha--_Statue_at_Bojjanakonda_near_Anakapalle_of_Visakhapatnam_dist_in_AP

เมื่อสองร้อยปีที่แล้วประเทศอินเดียเป็นดินแดนที่ไม่มีประวัติศาสตร์หรือวัฒนธรรม แต่ทว่าปัจจุบันกลายเป็นประเทศที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นเป็นดินแดนที่มีความเจริญรุ่งเรืองมาก่อนประวัติสาตร์ มีความโดดเด่นในด้านวัฒนธรรมที่มีเอกลักษณ์และความต่อเนื่องมายาวนาน

Dervla Murphy แห่งไอริซเขียนแสดงความชื่นชมหนังสือของ John Keay ชื่อ India Discovered : The Recovery of a Lost Civilization ว่า “หนังสือเล่มนี้ทำให้เราได้ทราบความเป็นมาของการค้นคว้าด้านโบราณคดีที่ทำให้ฝรั่งเขียนประวัติพระพุทธศาสนาจนทำให้พระพุทธองค์กลายเป็นชาวอินเดีย”

“ประวัติศาสตร์คือสิ่งที่เราทราบ หากเราทราบมาผิดๆประวัติศาสตร์ก็ผิดด้วย” คำกล่าวนี้อาจเป็นจริงสำหรับประวัติพระพุทธศาสนาซึ่งเกิดในชมพูทวีปและถือว่าอยู่ที่ดินแดนของไทย ลาว เขมร พม่าและมอญ แต่ถูกฝรั่งบิดเบือนว่าพุทธศาสนาเกิดขึ้นในอินเดียและเนปาล “พระเจ้าของไทย” (The Thai’s God) ทรงพระนามว่า Pout หรือ Codom หรือที่เราคุ้นๆกันว่า “พระโคดม” มีปรากฏในบันทึกของชาวฝรั่งเศส (M. Simon de le Loubere เอกอัครราชทูตฝรั่งเศสประจำสยามในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช) ก่อนที่ชาวอังกฤษจะเข้ามามีอำนาจในอินเดีย โดยได้บันทึกไว้ว่า “พระเจ้า” ของไทย เป็นที่เคารพนับถือในภูมิภาคต่างๆ ในอินเดียเป็นพันปีและเป็นองค์เดียวกับเทพเจ้าของชาว Ceylon ที่ชื่อ Buddha or Gautama ผู้ที่ได้บันทึกเรื่องนี้ไว้คือชาวอังกฤษชื่อ William Chambers ผู้ค้นพบโบสถ์ที่ Mahabalipurum (Keay,pp.66-67) ทว่า ประเทศอินเดียกลายเป็นอู่วัฒนธรรมได้อย่างไรและทำไมพระของไทยคือพระพุทธองค์และพระพุทธศาสนาจึงถูกโยกย้ายจากแหล่งเกิดในสุวรรณภูมิซึ่งเป็นที่ตั้งของไทย ลาว เขมร พม่าและมอญไปยังอินเดีย

อย่ากระนั้นเลยชาวฝรั่งไม่เฉลียวใจเกี่ยวกับประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนาฉบับดั้งเดิมและหลักฐานจารึกและใบลานที่มีอยู่แล้วอย่างมากมายมหาศาลในประเทศต่างๆในสุวรรณภูมิ หากไม่สนใจใฝ่ศึกษาหลักฐานจากภายนอกคำตอบสำหรับเขาก็มีอยู่แล้วในงานเขียนของนักโบราณคดีอังกฤษซึ่งปรากฏอย่างชัดเจนหลายแห่งในหนังสือของ John Keay ในบทที่ว่าด้วย “ตำนานพระพุทธ” ในงานเขียนได้กล่าวถึงผลงานของ Captain E. Fell ซึ่งเดินทางไปสาญจีอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งได้บรรยายความสวยงามของการแกะสลักหินเล่าเรื่องต่างๆเกี่ยวกับเสาหิน วัดหิน ที่นำเสนอเรื่องราวทางศาสนาและเชื่อว่าสถูปที่เมืองสาญจีเป็นของพุทธ ซึ่ง John Keay ก็สงสัยว่าหากสาญจีเป็นพุทธจริงแล้วชาวพุทธหายไปไหนหมด?

John Keay ได้เขียนว่าชาวพุทธมีอยู่เกือบทุกประเทศ เช่น จีน เนปาล ทิเบต พม่า ไทย อินเดียและศรีลังกา พระพุทธศาสนามีผู้นับถือล้อมรอบอินเดียแต่ในอินเดียเองกลับไม่มีใครรู้จักศาสนาพุทธและทำไมจึงไม่มีใครในอินเดียรู้จักพระศาสนาพุทธเลย? แม้กระทั่งจิตรกรที่ได้เขียนภาพสีน้ำแสดงให้เห็นภาพสถูปที่เมืองสาญจีซึ่งมีรูปปั้นหญิงเปลือยแขวนอยู่บนประตูหน้าสถูป หากเป็นโบสถ์พุทธแล้วจะมีภาพหรือหุ่นหญิงเปลือยไม่ได้เลย และได้มีจิตรกรอีกท่านหนึ่งที่ได้เขียนภาพสีน้ำแสดงโบสถ์พราหมณ์ที่พุทธคยา เมื่อเทียบกับเจดีย์ที่มีอยู่ในปัจจุบันจะเห็นได้ว่าแตกต่างกันมากเพราะมีการเปลี่ยนแปลงหลายครั้งเพื่อทำให้โบสถ์พราหมณ์กลายเป็นเจดีย์พุทธ คำตอบแสดงอย่างชัดเจนว่าศาสนาพุทธไม่ได้อุบัติขึ้นในอินเดียและเป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าในอินเดียนั้นประชาชนส่วนใหญ่นับถือศาสนาฮินดู แล้วใครเป็นผู้ทำให้เกิดความสับสน และบิดเบือนข้อเท็จจริงระดับโลกนี้ขึ้น?

ก่อน ค.ศ.1836 (พ.ศ. 2379) ชาวตะวันตกในยุโรปและอเมริกาที่มีความรู้เรื่องราวของพุทธศาสนาคงมีไม่มากนักจนกระทั่ง Sir Alexander Cunningham (1814-1893) ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นบิดาแห่งโบราณคดีอินเดียมาประจำการในกองทัพอังกฤษที่เบงกอล ได้ประกาศว่าพระพุทธองค์ประสูติในประเทศฮินดูสถาน(อินเดียและเนปาลในปัจจุบัน)จนเกิดความสับสนขึ้นโดยเฉพาะชาวไทยรุ่นก่อน ส่วนรุ่นใหม่ที่ถูกครอบด้วยความคิดที่ว่าพระพุทธเจ้าเป็นชาวอินเดียจนฝังแน่นไปแล้วอาจจะไม่รู้สึกสับสนอะไร ตรงกันข้ามใครที่พยายามฟื้นความจริงให้ปรากฏก็อาจถูกหาว่าเพี้ยน เพ้อเจ้อ เหลวไหล และครั้งหนึ่ง ศาสตราจารย์ ดร.ชัยยงค์ พรหมวงศ์ ได้ประสบมาแล้วในช่วงเริ่มต้นศึกษาเรื่องนี้

683

ต้นเหตุแห่งความสับสนหรือการบิดเบือนประวัติพระพุทธศาสนาเกิดจากฝรั่งที่เป็นผู้เขียนประวัติพระพุทธศาสนาใหม่ คือ Alexander Cunningham บุคคลผู้นี้ไม่ได้นับถือพุทธศาสนา ไม่ได้ศึกษาพระไตรปิฎกแต่มีความสนใจประวัติศาสตร์อินเดียและเหรียญโบราณ ได้ขุดค้นสถานที่ต่างๆในอินเดีย อาทิ เมืองสาญจี สารนาถ ฯลฯ ขุดอะไรได้ก็นำไปขายให้ British Museum ในช่วงเวลาดังกล่าวได้เกิดความรู้สึกอย่างรุนแรงที่จะเขียนประวัติพระพุทธศาสนาขึ้นมาใหม่จากการขุดค้นสถานที่ไม่กี่แห่ง เขาก็เขียนประวัติพุทธศาสนาขึ้นใหม่โดยไม่ทราบหรือไม่นำพาต่อความจริงที่ว่าประวัติพระพุทธศาสนามีอยู่แล้วที่ชมพูทวีปซึ่งไม่ใช่อินเดียแต่เป็นสุวรรณภูมิ เขาและคณะได้เผยแพร่ผลงาน ทำให้กระแสความเชื่อที่ว่าพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นในฮินดูสถาน(ดินแดนที่เป็นประเทศอินเดียและเนปาลในปัจจุบัน)ก็แผ่กระจายไปทั่วโลก เขาได้รับพระราชทานอิสริยยศเป็น “อัศวิน” จากผลงานดังกล่าวใน ค.ศ.1887

หลังจากการขุดค้นที่ต่างๆในโครงการศึกษาประวัติศาสตร์ของประเทศอินเดีย ใน ค.ศ. 1876 (พ.ศ. 2419) Cunningham ก็เริ่มเขียน Ancient Geography of India อย่างเร่งรีบ ผู้ช่วยของเขาคือ A.C. Carvelleyel เดินทางมาอินเดียในปีเดียวกันและขุดค้นที่เมือง Sahet Mahet ซึ่งพวกเขาเชื่อว่าเป็นสาวัตถี (Sravasti or Savatthi) แต่ไม่พบอะไรที่เป็นแก่นสาร จึงยกกองขุดขึ้นเหนือไปถึงเมือง Bhuilatal ริมฝั่งแม่น้ำ Rawai แล้วสรุปว่าที่ตรงนั้นคือกรุงกบิลพัสดุ์(Kapilavastu) Alexander Cunningham ก็เห็นด้วยกับการค้นพบของลูกน้อง อย่างไรก็ตามผลการค้นพบก็ทำให้เกิดการโต้เถียงระหว่างอินเดียและเนปาล เนื่องจากสถานที่ที่ Cunningham ชี้ว่าเป็นที่ประสูติพระพุทธเจ้าอยู่ในอินเดีย คือที่เมือง Pripahawa ห่างจากตำบล Tilaurakot (สถานที่ถือว่าเป็นลุมพินีวัน)ประมาณ 24 ไมล์

ในศตวรรษที่ 10 เจ้าผู้ครองเนปาลด้วยไม่เชื่อว่ากบิลพัสดุ์อยู่ในอินเดีย ได้เชิญนักโบราณคดีชาวเยอรมันซึ่งมีความรู้เรื่องพระไตรปิฎกอย่างดีมาทำการขุดค้นและประกาศว่ากบิลพัสดุ์ตั้งอยู่ที่ตำบล Tilaurakot และสรุปว่าที่พบในอินเดียเป็น เพียงวิหารแห่งหนึ่งเท่านั้น ในปีค.ศ.1899 รัฐบาลอินเดียของอังกฤษได้ส่ง P. C. Mukherjee มาเนปาลเพื่อหาข้อเท็จจริง Mukherjee ยืนยันว่า Tilaurakot เป็นกบิลพัสดุ์แน่นอน

Tilaurakot ได้รับการยอมรับว่าเป็นกบิลพัสดุเพียง 60 ปี ก็ถูกท้าทายโดย ในปี 1961 รัฐบาลเนปาลได้เชิญ Debala Mitra แห่ง Archaeological Survey of India (ASI) มาทำการศึกษานัยว่าต้องการยืนยันว่า Tilaurakot คือกบิลพัสดุ์อย่างไม่ต้องสงสัย แต่ปรากฏว่า Mitra สรุปว่า Tilaurakot มีอายุไม่เกินศตวรรษที่ 3 ดังนั้น จึงระบุไม่ได้ว่ากบิลพัสดุอยู่ที่ใด ข้อค้นพบของ Mitra กระตุ้นนักโบราณคดีอินเดียคือ K. M. Srivastava จาก ASI ทำการขุดค้น Pripahawa อีกครั้งตามรอยของ Mukherjee และระบุว่า Pripahawa เป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรศักยะและยืนยันอีกครั้งหนึ่งว่า Pripahawa คือกรุงกบิลพัสดุ์

รัฐบาลเนปาลไม่พอใจเป็นอย่างมาก ในปี 1997 จึงได้ขอให้ UNESCO ว่าจ้างนักโบราณคดีชาวอังกฤษชื่อ Dr. Robin Coningham จาก Beadford University ร่วมกับ Dr. Armin Schmidt และ Kosh Acharya เพื่อทำการขุดค้นเพิ่มเติม พวกเขาได้พบกองเหรียญกษาปณ์โบราณกับเครื่องปั้นดินเผาโบราณก็สรุปว่ากบิลพัสดุ์อยู่ที่Tilaurakot และ UNESCO ก็ประกาศให้บริเวณนี้เป็นมรดกโลกในปีเดียวกัน

ในประเทศไทยและลาวดังปรากฏในจารึกและใบลานจาร พงศาวดารท้องถิ่นที่แสดงเรื่องราวในสมัยพุทธกาลของการเกิดพระเจดีย์ พระพุทธบาท พระพุทธฉายและพระพุทธรูปของชาวเหนือและชาวลาว แสดงว่าประชาชนมีความเชื่อว่าพระพุทธเจ้าของพวกเขาอุบัติขึ้นที่ดินแดนสุวรรณภูมิซึ่งเป็นที่ตั้งของประเทศไทยในปัจจุบัน ในการประกาศว่าพระพุทธศาสนาอุบัติขึ้นในอินเดียหรือเนปาลยังความไม่พอใจให้ชาวชมพูทวีปเป็นอย่างยิ่ง แต่ก็ไม่กล้าแสดงความคิดเห็นโต้แย้งเพราะส่วนใหญ่เป็นเมืองขึ้นของอังกฤษหรือฝรั่งเศสยกเว้นประเทศไทย

พระสงฆ์ชาวไทยที่ไม่พอใจมีจำนวนมากแต่ไม่กล้าประท้วงอย่างเปิดเผย เนื่องจากพระผู้ใหญ่และผู้ใหญ่บางองค์ในสมัยพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีความเห็นคล้อยตามฝรั่งและหันหลังให้กับหนังสือโบราณ เช่น “มหาวงศ์” และ “สังคีติยวงศ” เนื่องจากเห็นว่าหนักไปในทางปาฏิหารย์จึงยึดถือที่ฝรั่งเผยแพร่ เป็นเหตุให้ “ชาวโยนกกลายเป็นพวกกรีก พระยามิลินทร์และพระนาคเสนก็กลายเป็นฝรั่งไปสิ้น” โดยไม่นำพาความเชื่อของชาวเหนือที่ถือว่าพระยามิลินทร์และพระนาคเสนเป็นชาวเหนืออ อย่างไรก็ตามในรัชสมัยพระปิยมหาราช มีพระเถระรูปหนึ่งคือพระเดชพระคุณพระธรรมเจดีย์(ปาน)แห่งวัดมหรรณพารามได้เขียนหนังสือ “พระเจ้า 500 ชาติ–อ้อยต้นจืดปลายหวาน กินนานอร่อย” เพื่อเป็นอนุสรณ์ที่พระปิยมหาราช ครองราชย์ได้ 29 ปี เนื้อหาของหนังสือประท้วงคณะสงฆ์ที่ยอมเชื่อว่าพระพุทธองค์ประสูติในอินเดีย ตามที่ชาวอินเดียจากเมืองกาสี 8 คนนำมาเสนอ

หลวงพ่อปานฯกล่าวหาว่าเมื่อชาวอินเดียทั้ง 8 คนนี้เดินทางกลับอินเดียได้นำพระไตรปิฎก อภิธานศัพท์และคำสอนในพระพุทธศาสนาไปประเทศอินเดียด้วยและเมื่อชาวอินเดีย พวกนี้กลับมากรุงเทพฯก็กลับมาพร้อมแผนที่ประเทศฮินดูสถานฉบับใหม่ที่มีชื่อเมือง แม่น้ำ ภูเขา ฯลฯ ตามที่ปรากฏในประไตรปิฎกก็ยิ่งทำให้คนไทยเชื่อว่าพระพุทธอุบัติขึ้นในอินเดียมากยิ่งขึ้น โดยให้การต้อนรับอย่างดี อินเดียได้ขาย นม เนย ภายหลังก็ได้มีการเรี่ยไรเงินทองเพื่อไปสร้างเจดีย์ที่สถานที่ตรัสรู้ ณ พุทธคยา แต่หามีใครสังเกตไม่ว่าระยะทางและทิศทางระหว่างเมืองต่างๆในอินเดียขัดแย้งกับที่ปรากฏในพระไตรปิฏกชนิด หน้ามือเป็นหลังมือ ศาสตราจารย์ ดร.ปรีดี เกษมทรัพย์ อดีตอธิการบดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าว่า “… ผู้เฒ่าผู้แก่โกรธมากที่มีคนบอกว่าพระพุทธเจ้าเป็นอินเดีย…”

Credit : ศาสตราจารย์ ดร.ชัยยงค์ พรหมวงศ์
http://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/1/1a/Rock-cut_Lord_–Buddha–_Statue_at_Bojjanakonda_near_Anakapalle_of_Visakhapatnam_dist_in_AP.jpg

Related contents:

You may also like...