คนเราจะเจริญก้าวหน้าทำประโยชน์แก่ตนเองและผู้อื่นได้ ไม่ใช่เพียงเพราะทำงานได้มากเท่านั้นแต่จะต้องเลือกทำเฉพาะงานที่ไม่มีโทษด้วย นั่นคือสัมมาอาชีวะซึ่งตรงกับหลักธรรมอีกหลักธรรมนั่นคือ “การเลี้ยงชีพชอบ” งานไม่มีโทษหมายถึงงานที่ไม่มีเวรไม่มีภัย ไม่เบียดเบียนใครแต่เป็นประโยชน์ทั้งแก่ตนและผู้อื่น
ความสามารถในการทำงานของคนมีอยู่สองระดับ คือ “ขั้นทำได้” หมายถึงการทำงานสักแต่ให้เสร็จๆไป จะเกิดประโยชน์หรือไม่เพียงใด ไม่ได้คำนึงถึง อีกระดับคือ “ขั้นทำดี” หมายถึงการเป็นผู้คิดให้รอบคอบถึงผลได้ผลเสียทุกแง่มุมแล้วจึงเลือกทำเฉพาะแต่ที่เป็นประโยชน์จริงๆ สิ่งใดที่ไม่เห็นว่าจะเป็นประโยชน์ทั้งแก่ตนเองและผู้อื่นเพียงพอก็ไม่ทำสิ่งนั้น
อีกนัยหนึ่ง ทำได้หมายถึงทำสิ่งต่างๆได้ตามที่ตนอยากได้ อยากทำ เช่น ค้าขายหาผลประโยชน์เข้าตัวเป็นโดยไม่เลือกสิ่งของที่ค้าอาจขายสิ่งที่ไม่ควรขาย อย่างพวกเหล้า บุหรี่ ยาบ้า เป็นต้นก็ได้ หรืออยากได้ยศ อยากได้ตำแหน่ง ก็มุ่งมั่นช่วงชิงเอาให้ได้ ผิดถูกชั่วดีอย่างไรไม่ได้คำนึง การทำได้จึงเป็นเพียงคุณสมบัติขั้นต้นของคนทำงานเท่านั้น ถ้าจะให้ดีจริงแล้ว ต้องถึงขั้น ทำดี คนทำดีนั้นมีคุณสมบัติในตัวถึง 2 อย่าง คือนอกจากจะทำได้ แล้วยังสามารถเลือกไม่ทำก็ได้ ถ้าเห็นว่าทำแล้วจะไม่ดีอย่างนี้จึงจะเก่งแท้ อาจจะเปรียบได้ว่าคนทำงานขั้นทำไดก็เหมือนกับเด็กทารกที่เพิ่งรู้จักกิน ทำเป็นแต่เพียงหยิบอะไรใส่เข้าปากแล้วกลืนลงท้องไป กินขั้นนี้เรียกว่ากินได้ยังไม่ใช่คนกินเป็น ยังไม่มีความดีวิเศษอะไรนัก ถ้าพี่เลี้ยงเผลออาจหยิบสิ่งที่เป็นพิษใส่เข้าปากแล้วกลืนลงท้องให้ผู้ใหญ่ต้องเดือดร้อนวิ่งหาหมอก็ได้ แต่คนกินเป็น จะต้องรู้จักเลือกของกิน เห็นว่าควรกินจึงกิน ถ้าไม่ควรกินก็ไม่กิน เช่นเดียวกันนักทำงานที่เก่งแท้ต้องถึงขั้นทำดี คือไม่ใช่สักแต่ว่าทำงานได้แต่ต้องเห็นว่างานที่จะทำเป็นงานที่ดีควรทำจึงลงมือทำ
วิธีพิจารณางานว่ามีโทษหรือไม่
ในการพิจารณางานที่ทำว่าเป็นงานมีโทษหรือไม่ ต้องไม่ถือเอาคำติชมของคนพาลมาเป็นอารมณ์ เพราะคนพาลนั้นเป็นคนมีใจขุ่นมัวเป็นปกติ มีวินิจฉัยเสีย ความคิดความเห็นผิดเพี้ยนไปหมด สิ่งใดที่ถูกก็เห็นเป็นผิด ที่ผิดกลับเห็นเป็นถูกหรือเรื่องที่ดีคนพาลก็เห็นเป็นเรื่องที่ชั่ว แต่เรื่องที่ชั่วกลับเห็นเป็นเรื่องที่ดี ถือเป็นบรรทัดฐานไม่ได้
ส่วนบัณฑิตนั้นเป็นคนมีความคิดเห็นถูกต้อง รู้จักผิดชอบชั่วดี รู้จักบาปบุญคุณโทษ ทั้งเป็นคนมีศีลมีสัตย์ คนประเภทนี้ใจกับปากตรงกัน เราจึงควรรับฟังคำติชมของบัณฑิตด้วยความเคารพ หลักที่บัณฑิตใช้พิจารณาว่างานมีโทษหรือไม่นั้นมีอยู่ 4 ประการด้วยกัน แบ่งเป็นหลักทางโลก 2 ประการและหลักทางธรรม 2 ประการ
องค์ประกอบของงานไม่มีโทษ 4 ประการ ดังนี้
1.ไม่ผิดกฎหมาย
กฎหมายเป็นระเบียบข้อบังคับซึ่งทุกคนต้องปฏิบัติตาม การทำผิดกฎหมายทุกอย่างจัดเป็นงานมีโทษทั้งสิ้น แม้บางอย่างจะไม่ผิดศีลธรรมข้อใดเลย เช่น การปลูกบ้านในเขตเทศบาลต้องขออนุญาตตามเทศบัญญัติ ถ้าไม่ขอผิด การทำอย่างนี้ดูเผินๆทางธรรมเหมือนไม่ผิดเพราะ ปลูกในที่ของเราเองและด้วยเงินทองของเรา แต่การกระทำดังกล่าวก็เป็นงานมีโทษคือมีตำหนิและโปรดทราบด้วยว่าเมื่อใครทำงานมีโทษก็ย่อมผิดหลักธรรมอยู่นั่นเองอย่างน้อยก็ผิดมงคล
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงสั่งสอนเป็นหนักหนา ทั้งพระทั้งชาวบ้าน ให้เคารพต่อกฎหมายบ้านเมืองโดยเคร่งครัด ไม่เคยปรากฏในที่ใดเลยว่าพระบรมศาสดาของเราสอนพุทธศาสนิกชนให้แข็งข้อต่อ กฎหมาย แม้จะเอาการประพฤติธรรมหรือความเป็นพระเป็นสงฆ์เป็นข้ออ้างแล้วทำการดื้อแพ่งก็หาชอบด้วยพุทธประสงค์ไม่
ทั้งนี้แสดงให้เห็นว่าพระพุทธศาสนาต้องการให้พุทธศาสนิกชนเป็นคนรักสงบและให้เคารพในกฎหมาย ชาวพุทธต้องไม่ทำตัว “ดื้อแพ่ง” ต่อกฎหมายบ้านเมืองไม่ว่าในกรณีใดๆ ถ้าเราพิจารณาในแง่มงคลแล้วจะเห็นได้ชัดว่าการทำผิดกฎหมายนั้นเป็นอัปมงคลแน่เพราะเป็นการสร้างความผิดคล้องคอตัวเอง
2. ไม่ผิดประเพณี
ประเพณีหมายถึงจารีต ขนบธรรมเนียมของมหาชนในถิ่นหนึ่งๆหรือสังคมหนึ่งซึ่งแตกต่างกันมากบ้างน้อยบ้าง แต่เมื่อคนทั้งหลายเขาถือกันเป็นส่วนมากและนิยมว่าดีก็กลายเป็นกฎของสังคม ใครทำผิดประเพณีถือว่าผิดต่อมหาชน เช่น ประเพณีแต่งงาน ประเพณีต้อนรับแขก ประเพณีรับประทานอาหาร ประเพณีทำความเคารพผู้ใหญ่ ฯลฯ ซึ่งแตกต่างกันไปในแต่ละท้องที่ จึงต้องศึกษาให้ดี
เราชาวพุทธเมื่อจะเข้าไปสู่ชุมชนใด ก็ต้องถามไถ่ดูก่อนว่าเขามีประเพณีอย่างไรบ้าง อะไรที่พอจะโอนอ่อนผ่อนตามได้ก็ทำตามเขา แต่ถ้าเห็นว่าทำไปแล้วจะก่อให้เกิดความเสียหายต่อตัวเรา เสียหายแก่ภูมิธรรมและศักดิ์ศรีของชาวพุทธก็ควรงดเสียอย่าเข้าไปเกี่ยวข้อง เช่น ประเพณีไม่ให้เกียรติแก่ผู้สูงอายุ ดูถูกผู้หญิงของคนบางเหล่า ประเพณีถือฤกษ์ยามจนแทบไม่มีโอกาสทำมาหากิน ประเพณีห้ามถ่ายอุจจาระปัสสาวะซ้ำที่ของชาวอินเดียบางกลุ่มจนกระทั่งไม่สามารถทำส้วมใช้ได้
3.ไม่ผิดศีล
ศีลเป็นพื้นฐานของการทำความดีทุกอย่าง แม้ในไตรสิกขาซึ่งถือเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนาก็กล่าวไว้ว่าศีลเป็นพื้นฐานของสมาธิ สมาธิทำให้เกิดปัญญา ปัญญาเป็นเครื่องบรรลุนิพพาน ดังนั้นผู้ที่คิดจะสร้างความดีโดยไม่นำพาในการรักษาศีลเลย จึงเป็นการคิดสร้างวิมานในอากาศ
เราชาวพุทธทั้งหลายควรพิจารณาทุกครั้งก่อนทำงาน งานที่เราจะทำนั้นขัดต่อศีล 5 หรือไม่ ถ้าผิดศีลก็ไม่ควร ให้งดเว้นจากการล่วงละเมิดศีลและงดเว้นจากการสนับสนุนผู้อ้างตัวว่าเป็นผู้วิเศษแต่ไม่มีศีลด้วยเช่นกัน
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า “เธอพึงพิจารณาเนืองๆ ว่าตัวเราเองตำหนิตัวเราเองโดยศีลได้หรือไม่ เธอพึงพิจารณาเนืองๆว่าผู้รู้ใคร่ครวญแล้วติเตียนเราโดยศีลได้หรือไม่” (นัย อภิณหปัจจเวกขณธรรมสูตร) องฺ. ทสก. ๒๔/๔๘/๙๒
4.ไม่ผิดธรรม
ธรรมคือความถูกความดี ในการปฏิบัติงานทุกครั้งต้องคำนึงถึงข้อธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ให้ถี่ถ้วนเพราะงานบางอย่างแม้จะไม่ผิดกฎหมาย ไม่ผิดประเพณีและไม่ผิดศีล แต่อาจผิดหลักธรรมได้ ดังเช่น การผูกโกรธคิดพยาบาทผิดหลักกุศลกรรมบถ การเกียจคร้านผิดหลักอิทธิบาทการเป็นนักเลงการพนัน เจ้าชู้ ผิดหลักการละอบายมุข
ดังนั้นเมื่อเราทำงาน ไม่ว่าจะเป็นงานทางกาย ทางวาจาหรือทางใจก็ตาม เราต้องทำให้ถูกต้องตามกฎหมาย ประเพณี ศีลและธรรม จึงจะได้ชื่อว่าเป็นคนทำงานไม่มีโทษ
คนบางคนมีปัญหาว่าใจก็ต้องการทำงานไม่มีโทษ แต่ทำงานครั้งใดกว่าจะรู้ว่างานที่ตัวทำเป็นงานมีโทษก็สายไปเสียแล้ว ทำไปแล้ว จึงมีปัญหาว่าทำอย่างไรเราจึงจะเป็นคนที่รู้ก่อนทำ
วิธีรู้ก่อนทำทางพระพุทธศาสนาสอนเรื่องการทำงานไว้ว่า “นิสฺสมฺมกรณํ เสยฺ-โย” คือ “ใคร่ครวญดูก่อน แล้วจึงลงมือทำดีกว่า นักทำงานสมัยนี้ก็มีคติว่า “อย่าดมก่อนเห็น อย่าเซ็นก่อนอ่าน” ซึ่งก็เป็นการปฏิบัติตามหลักธรรมนั่นเอง แต่การทำงานแบบนี้คนหนุ่มสาวมักจะไม่ค่อยชอบเพราะใจร้อน เวลาเสนองานให้ผู้ใหญ่ พอท่านบอกว่า “ขอคิดดูก่อน” เด็กก็มักจะขัดใจหาว่าคนแก่ขี้ขลาดทำอะไรไม่เด็ดขาด ความจริงไม่ใช่เรื่องกล้าหรือขลาดแต่เป็นเรื่องการใช้ความคิด ท่านต้องการรู้ก่อนทำไม่ใช่ทำก่อนรู้ แล้วทำอย่างไรเราจึงจะรู้ก่อนทำ?
ข้อสำคัญคือต้องทำใจเราให้คลายความอวดดื้อถือทิฏฐิมานะ ต้องยอมรับว่าเราไม่ใช่คนเก่งที่สุด เราไม่ใช่คนฉลาดที่สุด ยังมีผู้ที่เกิดก่อนเรารู้เห็นมามากกว่าเรา ใครลดความลำพองลงเสียได้ดังนี้ คนนั้นจะมีหวังเป็นคนรู้ก่อนทำ ถ้าปรับปรุงตัวอย่างนี้ไม่ได้ก็ไม่มีหวัง จะต้องเป็นคนทำก่อนรู้อยู่ร่ำไป สอบตกแล้วจึงรู้ว่าเกโรงเรียนไม่ดี ตับแข็งแล้วจึงรู้ตัวว่ากินเหล้ามากไป หมดตัวแล้วจึงรู้ว่าไม่ควรเล่นการพนัน หนักเข้าก็ต้องเข้าคุก แล้วจึงรู้ว่าบ้านเมืองมีขื่อมีแป
ประเภทของงานไม่มีโทษ
ผู้ที่ทำงานไม่มีโทษก็หมายถึง ผู้ที่ทำงานทั้ง ๒ ประการนี้อย่างถูกต้องและสมบูรณ์ตามองค์ประกอบทั้ง 4 ประการ ดังได้กล่าวมาแล้ว งานที่เราทำนั้นแบ่งได้เป็น 2 ประการ คือ
- งานที่ทำเพื่อประโยชน์ตนเอง
- งานที่ทำเพื่อประโยชน์ส่วนรวม
งานที่ทำเพื่อประโยชน์ตนเอง คือการทำมาหาเลี้ยงชีพต่างๆ เช่น ทำนา ทำสวน ค้าขาย เป็นครู เป็นช่างไม้ ช่างยนต์ ฯลฯ ซึ่งในเรื่องการประกอบอาชีพนี้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่าอาชีพต้องห้ามต่อไปนี้พุทธศาสนิกชนไม่ควรทำ ได้แก่การค้าอาวุธ การค้ามนุษย์ การค้ายาพิษ การค้ายาเสพย์ติดการค้าสัตว์เพื่อนำไปฆ่า ใครก็ตามที่ประกอบอาชีพ 5 ประการข้างต้นนี้ได้ชื่อว่าทำงานมีโทษและก่อให้เกิดโทษแก่ตนเองมากมายสุดประมาณ แม้จะร่ำรวยเร็วก็ไม่คุ้มกับบาปกรรมที่ก่อไว้
งานที่ทำเพื่อประโยชน์ส่วนรวม คือการทำงานสังคมสงเคราะห์ช่วยเหลือคนข้างเคียงและช่วยเหลืองานที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมส่วนรวม เช่น สร้างสะพาน ทำถนน สร้างศาลา ที่พักอาศัยข้างทาง ฯลฯ ข้อเตือนใจนักทำงานเพื่อส่วนรวมคือในการทำงานให้ทำเต็มที่ตามกำลังแต่อย่าทำจนล้นมือและก่อนจะทำงานเพื่อส่วนรวมนั้น เราจะต้องฝึกฝนตัวเราเองให้ดีก่อน ฝึกแก้นิสัยที่ไม่ดีๆในตัวด้วยการประพฤติธรรมดังมงคลที่ 16 เพื่อป้องกันไม่ให้กระทบกระทั่งกับผู้อื่นเวลาทำงานและเพื่อให้สามารถควบคุมการทำงานให้เป็นไปตามเป้าหมายว่าเพื่อสังคมจริงๆไม่ใช่เพื่อชื่อเสียง เพื่อความมีหน้ามีตาของเราเองและให้รับรู้ว่าการทำงานเพื่อส่วนรวมนั้น แท้จริงผู้ที่ได้รับประโยชน์มากที่สุดก็คือตัวเราเอง คือได้ทั้งบุญกุศลและอุปนิสัยที่ดีติดตัวไปเบื้องหน้าและเป็นการสร้างสิ่งแวดล้อมที่ดีให้แก่ตัวเองอีกด้วย ส่วนประโยชน์ที่ผู้อื่นจะได้รับถือเป็นเพียงผลพลอยได้เท่านั้น ถ้าคิดได้อย่างนี้จะทำให้ใจสบาย มีกำลังใจในการทำงานและไม่คิดทวงบุญทวงคุณเอากับใคร
อานิสงส์การทำงานไม่มีโทษ
คนทำงานมีโทษนั้นได้กับเสียเป็นเงาตามตัว ยิ่งได้งานมากก็ทุกข์ใจมาก เข้าทำนอง “อิ่มท้องแต่พร่องทางใจ” ยิ่งรวยได้ทรัพย์มากเท่าไรโอกาสที่จะเสียคนก็มากเท่านั้น ยิ่งทำก็ยิ่งทุกข์ คุณความดีในตัวลดลงทุกที ส่วนคนที่ทำงานไม่มีโทษนั้น จะก้าวหน้าไปสู่ความสุขแท้และความเจริญแท้ ถึงแม้จะไม่รวยทรัพย์แต่ก็รวยความดี
คนทำงานไม่มีโทษนั้นจะหลับก็เป็นสุข จะตื่นก็เป็นสุข ไม่อายใคร ไม่ต้องหวาดระแวงใครเพราะงานที่ทำเป็นประโยชน์แก่โลกล้วนๆ ไม่มีโทษเข้าไปเจือปนเลย ชื่อว่าได้ทดแทนบุญคุณของโลกที่อาศัยเกิดมา เมื่อทำงานเสร็จเรียบร้อยแล้วก็จะได้สันติสุขเป็นเครื่องตอบแทนไปชั่วกาลนาน นอกจากนั้นผู้ที่จะทำงานเพื่อส่วนรวมจะต้องหัดรักษาศีล 8 รักษาอุโบสถศีลเพื่อเป็นการฝึกควบคุมอารมณ์ให้ดีเพราะการทำงานเพื่อส่วนรวมนั้น จะต้องคลุกคลีกับคนจำนวนมาก มีโอกาสที่จะกระทบกระทั่งเกินเลยกันได้ง่ายทำให้เดือดร้อนในภายหลังทั้งๆที่ทำด้วยความหวังดี ตนเองก็มีกรรมติดตัวไป ก่อนที่จะทำงานเพื่อสังคมให้ปรับปรุงสภาพในครอบครัวของตนให้ดี ต้องมีเวลาให้ลูกให้ครอบครัวให้พอ ครอบครัวจะได้มั่นคงเป็นสุข ส่งผลให้เราทำงานได้เต็มที่โดยไม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลัง
“ยศย่อมเจริญแก่ผู้มีความหมั่น มีสติ มีการงานสะอาด ใคร่ครวญก่อนแล้วจึงทำสำรวมแล้ว เป็นอยู่โดยธรรม ไม่ประมาท”
ขุ. ธ. ๒๕/๑๒/๑๘
Thanks to image from http://www.patrolnews.net/wp-content/uploads/2012/10/1218.jpg

