หลายครั้งที่ พนมกรณ์ ฌานหิรัญ พยายามตามหาความสุขของตนเองว่าสิ่งไหนที่ทำให้เขามีความสุขได้ เพราะสิ่งที่มีอยู่ก็ยังไม่สามารถตอบโจทย์ในการใช้ชีวิตได้ บางทีก็ลองสังเกตตัวเองและสงสัยกับตัวเองว่า “รึยังไม่รู้จักพอกับความสุขที่ตนมีอยู่” หลังจากที่ได้อุปสมบทถือเพศบรรพชิต การใช้ชีวิตอยู่แบบไม่มีอะไรดำเนินไปด้วยธรรมะขัดเกลา ลดความอยากได้ อยากมี อยากเป็น เลยทำให้เขาได้ค้นพบความสุขที่แท้จริงในชีวิต
“ชีวิตไม่เจอทุกข์ ไม่พบธรรม” ทุกคนในสังคมนี้ปรารถนาที่จะใช้ชีวิตอย่างมีความสุข ต้องการเป็นที่ยอมรับของสังคมเฉกเช่นบุคคลที่มีชื่อเสียงมากมายและประสบความสำเร็จในชีวิตทั้งหน้าที่การงาน ความมั่นคงทางการเงิน สังคม ความรักและชีวิตที่สะดวกสบายพร้อมไปกับเครื่องอำนวยความสะดวกต่างๆนานาที่สามารถหาได้ในปัจจุบัน ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลที่กล่าวมานี้หากมองให้ลึกซึ้งแล้วถือเป็น “ปัจจัยภายนอกที่เราท่านปรุงแต่งกันขึ้นมา” แต่ว่าการปรุงแต่งนี้เองที่สร้างความทุกข์ ความเหนื่อยในใจเราทุกคน อยากได้ อยากมี อยากเป็น ในสิ่งที่ตนหวังไว้ ครั้นไม่สมปรารถนานั้นกลับทำให้ตนเองเป็นที่หดหู่อย่างยิ่ง
ความที่พนมกรณ์เป็นบุตรชายเพียงคนเดียวของครอบครัว เขาย่อมเป็นที่รักใคร่เอาใจตั้งแต่เด็กๆ ไม่มีคำว่าไม่ได้ เรียกได้ว่ามีอุปนิสัยเอาแต่ใจ ด้วยรูปลักษณ์ที่หล่อเหลาขาวสะอาด แววตามีประกาย เมื่อเข้าสู่วัยรุ่นเขาจึงมีเพื่อนมากและใช้ชีวิตสรวลเสเฮฮากับเพื่อนพ้องทุกรูปแบบ แม้แต่หลงไปในโลกมืดที่เรียกว่า “ความรัก” ที่เรียกว่า “อยากจะมี” จนบางครั้งหลงไปกับสิ่งอบายมุข ซึ่งกลายเป็นคนที่ไม่ค่อยจะดีนักในสายตาคนรอบข้าง
พนมกรณ์คิดอยากเปลี่ยนตัวเองด้วยคำว่า “อยากเป็นคนดี” เหตุผลนี้ย่อมทำให้เขายิ่งไขว่คว้าและเริ่มจริงจังกับการศึกษาธรรมะ ค่อยๆใช้หลักคำสอนของศาสนามาเปลี่ยนแปลงตนเอง สามารถทำให้เขาละสิ่งต่างๆได้ทีละเล็กทีละน้อย คิดเสมอว่าอารมณ์ภายนอกต่างๆที่เราเก็บมายึดถือไว้เปรียบเหมือนเราหาบของหนักๆมาวางไว้บนบ่า ถ้าเราปลดปล่อยเสียได้ก็เท่ากับเราวางหาบนั้นลง ซึ่งสามารถทำให้ความ รัก โลภ โกรธ หลง ที่มีอยู่มันลดลงมาก แต่เมื่อเกิดขึ้นมาอีกเมื่อไหร่ เขาก็สามารถผมที่จำกำจัดโดย “ใช้สติให้มาก ทำใจให้เบา” แล้วทุกอย่างที่เกิดขึ้นจะลดลงไปเอง หากความโกรธเข้ามาเขาจะแผ่เมตตาให้คนเหล่านั้นเพื่อลดความพยาบาทและให้อภัยทานแก่ผู้นั้นไปใจก็เป็นสุข
วันดีคืนดีที่บุญมาถึงหลังจากที่ได้ใช้ธรรมะเตือนใจตนอยู่เสมอๆ เขาเข้าใจในหลักธรรมคำสอนของพระพุทธองค์ จึงตัดสินใจเข้าอุปสมบทเป็นพระภิกษุสงฆ์ด้วยความสมัครใจที่วัดป่าดาราภิรมย์ (จ.เชียงใหม่) กับการใช้ชีวิตอยู่แบบไม่มีอะไร พระพนมกรณ์(ใช้คำสรรพนามว่าพระ เพราะเขียนถึงเหตุการณ์ในขณะนั้น)ได้เรียนรู้กับคำสอน รักษาศีล การภาวนา ซึ่งค่อยๆขัดเกลา ลดความอยากได้ อยากมี อยากเป็น เลยทำให้พระพนมกรได้ค้นพบความสุขที่แท้จริงในชีวิตด้วยคำว่า “ไม่ยึดมั่น ถือมั่น” เพียงคำสอนนี้อาจเป็นเพียงหลักธรรมสั้นๆ ฟังแล้วเข้าใจง่าย คือแรงบันดาลใจในการค้นหาความสุขที่ตนเองต้องการ การวางสิ่งต่างๆที่ ยึดถือลงไว้และใช้ชีวิตด้วยครรลองแห่งธรรม คือ รู้จักการทำทานด้วยการสละทรัพย์ที่มีให้เหมาะสมกับฐานะของตนโดยสม่ำเสมอ สละเวลาที่มีในการใช้ชีวิตไปกับอบายมุขต่างๆ ด้วยการสำรวมกาย วาจา ใจ ให้อยู่ในศีล สิ่งที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้ คำสั่งสอนนั้นเปรียบได้ดั่งใบไม้ทั้งป่าทั้งดง แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ “สิ่งทั้งหลายทั้งปวงในโลกนี้ ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น” และให้ความสำคัญกับการปฏิบัติตนมากกว่าอื่นใด ด้วยการหมั่นทำทาน รักษาศีลห้าให้ครบ นั่งสมาธิ หมั่นวิปัสสนา(เป็นภาวนามะยะปัญญาคือลงมือกระทำ เมื่อกระทำสภาวธรรมทั้งหลายก็จะเกิดขึ้น)แล้วปัญญาจะเกิดขึ้นในขณะที่เราลงมือปฏิบัติ
จากวันนั้นจนวันนี้พนมกรณ์ขายหนุ่มรูปงามได้เปลี่ยนเป็นคนละคนที่งามทั้งกายและใจ แน่นอนว่าไม่มีใครที่จะอารมณ์เสมอแน่นิ่งเท่ากันทุกวัน บางครั้งที่มีใครมาทำให้เราไม่สบอารมณ์ แน่นอนว่าเราทุกคนต้องมีอารมณ์โกรธบ้างเป็นธรรมดา พนมกรณ์กล่าวว่าวิธีของที่จำกำจัดอารมณ์อันไม่พึงประสงค์ของตน คือ “ใช้สติให้มาก ทำใจให้เบา” แล้วทุกอย่างที่เกิดขึ้นจะลดลงไปเอง หากความโกรธเข้ามาก็จะแผ่เมตตาให้คนเหล่านั้นเพื่อลดความพยาบาทและให้อภัยทานแก่ผู้นั้นไป ใจก็เป็นสุข การพยายามทำแบบนี้บ่อยๆเพื่อเป็นการฝึกปัญญาของตน ผลที่ได้สามารถนำมาแก้ไขปัญหาต่างๆที่เข้ามาในชีวิตได้เป็นอย่างดี ในชีวิตทุกอย่างควรจะต้องดำเนินไปด้วยความพอดี พอเหมาะแก่ตนและเวลา มองโลกตามสภาวะความเป็นจริงให้มากที่สุด พนมกรณ์มีความคิดอยู่เสมอๆว่าเวลาที่ผ่านไปคืออายุที่น้อยลง นั่นหมายถึงเรากำลังนับถอยหลังเข้าสู่ความตายทุกวัน ฉะนั้นแล้วการใช้ชีวิตประจำวันในวันหนึ่งที่ผ่านเลยไปของผมทุกวันจะต้องมีประโยชน์และมีค่าตามสภาวะของร่างกายและจิตใจที่จะสามารถทำได้ในวันนั้นๆใช้ชีวิตบนพื้นฐานของคำว่าธรรมชาติให้มากที่สุด คือการไม่พยายามที่จะปรุงแต่งตนเองมากนัก ค่อยๆลดการตามกระแสของสังคมออกทีละนิด
สังคมปัจจุบันถูกพัฒนาขึ้นมาอย่างรวดเร็วด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย อำนวยความสะดวกในการใช้ชีวิตของมนุษย์เป็นอย่างมาก คนเปรียบเสมือนเหรียญที่มีสองด้าน ด้านหนึ่งอาจจะเป็นด้านที่ดี อีกด้านอาจจะซ่อนความไม่พึงประสงค์อยู่ หากเพียงเราใช้สิ่งที่พัฒนาแล้วนี้ในทางที่เกิดประโยชน์นั่นหมายถึงสังคมย่อมพัฒนาไปอย่างสันติสุขแน่นอน เมื่อสิ่งอำนายความสะดวกเกิดขึ้นมานั่นหมายถึงกิเลสย่อมเกิดขึ้นแก่ผู้ที่ต้องการในสิ่งนั้น หากเพียงต้องการตามสภาวะความสามารถของตนไม่เดือดร้อนใครก็คงไม่ผิด แต่เมื่อไหร่เกิดขึ้นโดยการเบียดเบียนผู้อื่นนั่นหมายถึงปัญหาทางสังคมต่างๆนย่อมตามมาภายหลัง
ท้ายที่สุดนี้ พนมกรกล่าวว่าสิ่งที่น่ากลัวที่สุดสำหรับการอยู่ในสังคมนี้สำหรับเขาก็คือ “อัตตา ความเป็นตนเอง” เพราะตัวเราเองนั้นสามารถปรุงแต่งความคิดของเราไปได้อย่างไม่มีขอบเขต คิดไปในทางที่ไม่ดีก็ทำให้ตนเองเป็นทุกข์ พนมกรณ์ถูกสอนมาอย่างฝังใจ ด้วยคำว่า “เมื่อมองคนอื่นเป็นคนชั่ว นั่นแสดงว่าเราชั่วกว่าเขา” คำสอนนี้สามารถทำให้ผู้คนในสังคมนี้อยู่ร่ยวมกันอย่างเป็นมิตร มองผู้อื่นด้วยความอาทร ทุกคนล้วนแต่เกิดเป็นเพื่อนร่วมโลกด้วยกัน พนมกรณ์จึงเป็นผู้ที่มีบุคลิกนอบน้อมต่อทุกคน เขาคิดเสมอว่า ไม่ว่าใครก็ตามหากทำดีแล้วนั้น ย่อมเป็นผู้ที่ควรเคารพ หากว่าผู้นั้นเป็นบุคคลที่กระทำอกุศลเป็นอาจินกรรม(สม่ำเสมอ) ผู้นั้นย่อมได้รับผลของกรรมที่เขากระทำขึ้นเองเป็นในที่สุด พนมกรณ์ทิ้งท้ายว่าเมื่อสังคมดำเนินไปด้วยธรรม นั่นหมายถึงสังคมย่อมมีแต่สิ่งที่ดี ปัญหาที่มีอยู่ย่อมเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นแน่นอน
Story : Porsche Kittisak K

************************************************************************************************************************
คอลัมน์ : การอุปสมบท การบวช
การบวชถือเป็นประเพณีที่ผู้ชายทุกคนที่นับถือพระพุทธศานาเมื่ออายุครบแล้วจะต้องบวช การบวชถือว่าเป็นการอบรมบ่มนิสัยให้ดีมีศีลธรรมและเป็นการตอบแทนบุญคุณของบิดามารดาผู้ให้กำเนิด ดังนั้นการบวชจึงถือว่า เป็นประเพณีที่จำเป็นสำหรับลูกผู้ชายทุกคน
คำว่า บวช มาจากศัพท์ว่า ปะวะชะ แปลว่า งดเว้น ได้แก่ งดเว้นในสิ่งที่ควรงดเว้น คือ เว้นจากกิจบ้านการเรือนมาบำเพ็ญเพียรทำกิจพระศาสนา มีสวดมนต์ ภาวนา เป็นต้น การบวชนั้น ถ้าเป็น สามเณร เรียก บรรพชา ถ้าเป็น พระภิกษุ เรียก อุปสมบท มี 3 อย่าง คือ
- พระพุทธเจ้าบวชให้ด้วยเปล่งวาจาว่า มาเถิดพระภิกษุ ธรรมเรากล่าวดีแล้ว ท่านจงประพฤติพรหมจรรย์ เพื่อพ้นทุกข์โดยชอบเถิด เรียกเอหิภิกขุอุปสัมปทา
- พระสาวกบวชให้ ด้วยเปล่งวาจาว่า พุทธัง สรณังคัจฉามิ ธัมมัง สรณัง คัจฉามิ สังฆัง สรณัง คัจฉามิ เรียกติสรณคมนูปสัมปทา
- พระสงฆ์ 5 รูป รวมทั้งพระอุปัชฌาย์บวชให้ด้วยการสวดญัตติ 1 ครั้ง อนุสาวนา 3 ครั้ง รวมเป็น 4 ครั้ง เรียกญัตติจตุตถกรรมวาจา การบวชข้อที่ 3 นี้ เป็นการบวชที่ทำอยู่ในปัจจุบัน
************************************************************************************************************************
Credit : http://www.lib.ubu.ac.th/localinformation/life/labuad.htm



