บุคคลที่ชอบพูดด้วยความเลื่อนลอยรู้เท่าไม่ถึงการณ์หรือพูดแสดงความอวดดี จนตัวเองต้องรับเคราะห์ ทั้งนี้ก็เพราะปากของตนเอง แลดูแล้วคล้ายกับปลาหมอที่อยู่ในลำน้ำมักชอบผุดขึ้นฮุบเหยื่อหรือน้ำบ่อยๆจนเป็นที่สังเกตของนักเลงตกปลาได้ว่าปลาหมออยู่หนใดก็เอาเบ็ดล่อลงไปตรงนั้น และแน่นอนว่าไม่พลาดที่จะได้ปลาหมอ ด้วยเหตุนี้จึงเป็นที่มาของภาษิตไทย “ปลาหมอตายเพราะปาก”
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้มีเทศนาธรรมในเรื่องนี้ไว้ด้วยเช่นกันความว่า “…ปลามีชีวิตยืนยาวอยู่ได้ก็เพราะอาศัยปากเป็นสิ่งสำคัญ แต่ก็เพราะปากนั่นเองปลาจึงต้องติดเบ็ดเสียชีวิตโดยง่ายฉันใด คนเราจะประสบความสำเร็จได้รับความเจริญก้าวหน้าในชีวิตก็เพราะอาศัยวาจา สุภาษิตจากปาก แต่ก็เพราะวาจาทุพภาษิตจากปากเพียงคำเดียวบางครั้งแม้แต่ชีวิตก็ยากจะรักษาไว้ฉันนั้น…”
มงคลชีวิตข้อที่ 10 เป็นมงคลที่ทรงตรัสไว้ถึงวาจาสุภาษิต ทั้งนี้วาจาอันเป็นสุภาษิตมิได้หมายถึงเพียงว่าต้องเป็นคำร้อยกรอง ร้อยแก้ว คำคมบาดใจมีความหมายลึกซึ้งแต่ประการใด อวัยวะในร่างกายของคนเรานี้ก็แปลก ตามีหน้าที่ดูอย่างเดียว ธรรมชาติให้มาสองตา หูมีหน้าที่ฟังอย่างเดียว ธรรมชาติให้มาสองหู จมูกมีหน้าที่ดมกลิ่นอย่างเดียว ธรรมชาติให้มาสองรู แต่ตรงกันข้ามปากมีหน้าที่ถึงสองอย่างคือทั้งกินและพูด ธรรมชาติกลับให้มาเพียงปากเดียว แสดงว่าธรรมชาติต้องการให้คนดูให้มาก ฟังให้มากแต่พูดให้น้อย ให้มีสติคอยระมัดระวังปากจะกินก็กินให้พอเหมาะ จะพูดก็พูดให้พอดี ลักษณะคำพูดที่พอเหมาะพอดี สรุปความสำคัญแล้ววาจาสุภาษิตจึงหมายถึงคำพูดที่ผู้พูดได้กลั่นกรองไว้ดีแล้วด้วยใจที่ผ่องใส มิใช่สักแต่พูด ลักษณะคำพูดที่พอเหมาะพอดี เป็นคุณทั้งแก่ตัวผู้พูดและผู้ฟัง
องค์ประกอบของวาจาสุภาษิต ต้องเป็นคำจริงไม่ใช่คำพูดที่ปั้นแต่งขึ้นคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง ไม่บิดเบือนจากความจริง ไม่เสริมความ ไม่อำความต้องเป็นเรื่องจริงเท่านั้น ทั้งนี้ต้องเป็นคำสุภาพเป็นคำพูดไพเราะที่กลั่นออกมาจากน้ำใจที่บริสุทธิ์ ไม่เป็นคำหยาบ คำด่า คำประชดประชัน คำเสียดสี คำหยาบ ทั้งนี้การฟังถ้อยคำเหล่านั้นก็ระคายหูเพียงแค่คิดถึงก็ระคายใจ การพูดต้องคำนึงอีกด้วยว่าพูดแล้วก่อให้เกิดประโยชน์ เกิดผลดีทั้งแก่คนพูดและคนฟังถึงแม้คำพูดนั้นจะจริงและเป็นคำสุภาพแต่หากพูด แล้วไม่เกิดประโยชน์อะไรกลับจะทำให้เกิดโทษก็ไม่ควร
วจีสุจริตคือคำพูดที่เปี่ยมด้วยจิตเมตตา พูดด้วยความปรารถนาดี อยากให้คนฟังมีความสุข มีความเจริญยิ่ง ๆขึ้นไป ในข้อนี้หมายถึงว่า แม้จะพูดจริง เป็นคำสุภาพ พูดแล้วเกิดประโยชน์ แต่ถ้าจิตยังคิดโกรธ มีความริษยาก็ยังไม่สมควรพูดเพราะผิดกาลเทศะ แม้ใช้คำพูดที่ดี เป็นคำจริงเป็นคำสุภาพเป็นคำพูดที่มีประโยชน์และพูดด้วยจิตที่เมตตา แต่ถ้าผิดจังหวะไม่ถูกกาลเทศะผู้ฟังยังไม่พร้อมที่จะรับแล้วจะก่อให้เกิดผลเสียได้ เป็นต้นว่าจะกลายเป็นประจานกันหรือจับผิดไป
หากจะให้กล่าวถึงกาลเทศะโดยละเอียดอาจพอสรุปได้ว่า พูดถูกเวลา(กาล) คือรู้ว่าเวลาใดควรพูด เวลาใดยังไม่ควรพูด ควรพูดนานเท่าไร ต้องคาดผลที่จะเกิดขึ้นไว้ด้วย อีกประการหนึ่งคือพูดถูกสถานที่(เทศะ) คือรู้ว่าในสถานที่เช่นไร เหตุการณ์แวดล้อมเช่นไรจึงควรที่จะพูดหากพูดออกไปแล้วจะมีผลดีหรือผลเสียอย่างไร เช่นมีความหวังดีอยากเตือนเพื่อนไม่ให้ดื่มเหล้าแต่ไม่เตือนขณะที่กำลังมา อยู่อย่างนี้นอกจากเขาจะไม่ฟังแล้ว เราเองอาจเจ็บตัวได้ “คนฉลาดไม่ใช่เป็นแต่พูดเท่านั้น ต้องนิ่งเป็นด้วย คนที่พูดเป็นนั้น ต้องรู้ในสิ่งที่ไม่ควรพูดให้ยิ่งกว่าสิ่งที่ควรพูด”
ลักษณะของการพูดที่ดี
“ผู้ใด เข้าไปสู่บริษัทที่พูดคำหยาบคายก็ไม่สะทกสะท้านไม่ยังคำพูดให้เสีย ไม่ปกปิดข่าวสาร พูดจนหมดความสงสัย และเมื่อถูกถามก็ไม่โกรธผู้นั้นย่อมควรทำหน้าที่ทูต”
- ยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น ไม่ด่วนปฏิเสธ
- เมื่อถึงคราวพูด ก็สามารถทำให้ผู้อื่นฟัง
- รู้จักกำหนดขอบเขตของการพูดให้กะทัดรัด
- จำเนื้อความทั้งหมดที่จะพูด
- เข้าใจเนื้อความทั้งหมดโดยละเอียดตามความเป็นจริง
- ทำให้ผู้อื่นเข้าใจตามได้
- ฉลาดในการพูดที่เป็นประโยชน์และมิใช่ประโยชน์
- ไม่ก่อการทะเลาะวิวาท
อานิสงส์การมีวาจาสุภาษิต
- เป็นคนมีเสน่ห์ เป็นที่รักของชนทุกชั้น
- มีความเจริญก้าวหน้าทั้งทางโลกและทางธรรม
- มีวาจาสิทธิ์ ได้รับความสำเร็จในสิ่งที่เจรจา
- ย่อมได้ยินได้ฟังแต่สิ่งที่ดีงาม
- ไม่ตกในอบายภูมิ “วาจาสุภาษิต ไม่ว่าจะพูดด้วยสำเนียงภาษาอย่างไรก็ตาม วาจานั้นย่อมเป็นวาจาชั้นสูง ความแก่การสรรเสริญของบัณฑิต ตรงกันข้ามวาจาทุพภาษิตแม้จะพูดด้วยภาษาใดสำเนียงดีแค่ไหน บัณฑิตก็ไม่สรรเสริญ”
ลักษณะเสียงที่สมบูรณ์ของมหาบุรุษ
- แจ่มใส ไม่แหบเครือ
- ชัดเจน ชัดถ้อยชัดคำ ไม่ติดขัด
- ไพเราะ อ่อนหวาน
- เสนาะโสต
- กลมกล่อม หยดย้อย
- ไม่แตก ไม่พร่า
- ซึ้ง มีกังวาน
ขอบคุณความรู้ธรรม จาก มหาภา
วัดพระศรีมหาธาตุ บางเขน

