“หากครูมอบหมายให้เด็กทำงานให้เสร็จตั้งแต่ในชั้นเรียน เด็กทุกคนจะมีโอกาสเท่ากันในการทำงาน หากมีการสั่งงานกลับไปทำเป็นการบ้าน เด็กที่มาจากครอบครัวร่ำรวยจะเกิดความได้เปรียบ เนื่องจากพ่อแม่อาจจะจ้างครูมาสอนพิเศษให้ช่วยทำการบ้านให้ได้” คำกล่าวนี้เป็นหนึ่งในสุนทรพจน์ที่มิสเตอร์ฟรองซัวส์ ออลลองด์ ประธานาธิบดีของประเทศฝรั่งเศสกล่าวเมื่อรัฐบาลฝรั่งเศสมีนโยบายเกี่ยวกับการปฏิรูปการศึกษา ซึ่งหนึ่งในนั้นคือการยกเลิกการสั่งการบ้านนักเรียน อาจเป็นเพราะหลายสิ่งหลายอย่างประกอบประมวลให้ทางรัฐบาลฝรั่งเศสได้คิดถึงผลที่ตามมาจากการเรียนหลายๆอย่าง พฤติกรรมของวัยรุ่นและสังคม ประธานาธิบดีฝรั่งเศสเตรียมออกคำสั่งห้ามครูสั่งการบ้านนักเรียน เนื่องจากไม่ได้ช่วยให้เด็กฉลาดขึ้น อันที่จริงประเด็นนี้เป็นที่สนใจกันมาพอสมควรแล้ว
ในขณะที่ประเทศไทยของเราเป็นประเทศที่เป็นเอกราช ไม่เคยเป็นเมืองขึ้นใคร เคารพและยึดมั่นในความเป็นตัวของตนเองอย่างเหนียวแน่นในขณะที่โลกก้าวไกลสู่ยุค 5G ประเทศไทยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ยังไม่เปิดสัญญาณ 3G ให้ประชาชนได้ใช้เรื่อยมามาประสบความสำเร็จในยุคของรัฐบาลที่นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี ประเทศไทยเหนียวแน่นในความเป็นไทย ยึดมั่นว่าภาษาไทยเป็นภาษาประจำชาติ ซึ่งในขณะที่สากลใช้ภาษาอังกฤษในการติดต่อสื่อสาร และการออกเดินทางหนังสือเดินทางก็คงเป็นภาษาอังกฤษ และอีกไม่นานจะมีการเปิดการค้าเสรีอาเซียน (AEC) หากว่ายังมีความคิดเรื่องอนาคตของประเทศไทยอยู่นั้น อยากให้พ่อแม่ให้ความสำคัญกับสิ่งใกล้ตัวก่อนนั่นคือ “ลูก” คุณพ่อคุณแม่ทราบไหมว่า “คาบเรียนในโรงเรียนรัฐบาล วันหนึ่งๆตกอยู่ที่ 7-8 คาบ, นักเรียนเข้าแถวหน้าเสาธง ฟัง ผอ.ให้โอวาทก่อนเข้าคาบแรก กินเวลาไป 10-20 นาที เด็กต้องตากแดด ร้อน หน้ามืดเป็นลม, เด็กไทยขนหนังสือในกระเป๋าเป็นสิบกิโล หลังงอไปโรงเรียน” และสิ่งที่มากไปกว่านั้นคือ “การบ้าน”
การบ้าน ภาระงานต่างๆ ฝึกให้นักเรียนรับผิดชอบซึ่งเป็นเรื่องจริง แต่สั่งงานแต่ละครั้ง! แล้วในวันหนึ่งๆนักเรียนเรียนกี่วิชา ครูคนหนึ่งสั่งกี่อย่าง แล้วหากทุกวิชากำหนดส่งในวันถัดไปจะเป็นอย่างไร? ลองคิดคร่าวๆ เด็กหญิงแพรวพรรณเรียนวันละ 8 คาบ ครูแต่ละคาบสั่งการบ้านคนละ 1 อย่าง สิริรวมแล้ว เด็กหญิงแพรวพรรณมีการบ้าน 8 อย่าง แล้วถูกกำหนดให้ส่งในวันรุ่งขึ้นทุกวิชา หากเด็กหญิงแพรวพรรณเป็นลูกแม่ค้า ไม่มีเวลาทำการบ้านต้องช่วยแม่ขายของในตอนเย็น เก็บกวาดร้าน เข็นรถเข็นกลับมามี่บ้าน จัดของเข้าบ้าน เวลาของเขาอยู่ตรงไหน 1 วันมี 24 ชั่วโมง ร่างกายทุกคนก็ต้องการการพักผ่อนเช่นกัน อย่างดีที่สุดหลังจาก 4 ทุ่มไปแล้ว เออาจทำการบ้านได้มากที่สุด 3 วิชาแล้วเข้านอน รุ่งขึ้นเธอมาโรงเรียนแล้วลอกการบ้านเพื่อนก่อนเข้าแถวเคารพธงชาติ วนไปจนครบทุกวันๆ เป็นวงจรชีวิตเด็กหญิงแพรวพรรณ แล้วเด็กได้อะไรจากการสั่งการบ้าน?

สมัยที่ผู้เขียนเป็นนักเรียนเรียนแล้วมีการสอบคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัยโดยระบบแอดมิชชั่นกลาง คนเก่งไปเรียนหมอคะแนนเต็มหมื่น เหล่าบรรดาคุณหมอต้องมีคะแนนมากกว่า8,000 คะแนน แล้วขอเล่าต่อว่าใครมาเป็นครู? ก็คือบุคคลที่มีคะแนนแอดมิชชั่นต่ำกว่า 2,800 คะแนนลงมา มีอยู่เป็นจำนวนน้อยของคณะวิทยาศาสตร์และสังคมศาสตร์ที่เปิดหลักสูตรสำหรับครูเฉพาะทาง จึงเป็นเรื่องที่น่าขบคิดถึงอนาคตของประเทศชาติ ครั้งหนึ่งมีโอกาสได้พูดคุยกับแพทย์หญิงกุหลาบ จิตต์มิตรภาพแห่งผิวดีคลินิก ซึ่งครอบครัวของเธอเป็นสายวิชาชีพแพทย์ทั้งหมด เธอกล่าวว่า เพื่อนของเธอที่เป็นชาวอเมริกันพูดถึงอนาคตของประเทศไทยว่าอีกไม่นานจะล้มละลาย ซึ่งในขณะนั้นผู้เขียนได้แกคิดขึ้นมาทันทีว่าเป็นเพราะสาเหตุอันใด จนกระทั่งมองถึงสิ่งใกล้ตัวนั่นก็คือระบบการศึกษา รวมทั้งการงานหน้าที่ของเด็กนักเรียน หากใครที่ยังคงคิดว่าการบ้านทำให้เด็กฉลาด ซึ่งหากมองให้ลึกลงไปแล้วจะมีกี่คนที่ใส่ใจ ตั้งข้อสังเกตว่าแม้การบ้านเป็นสิ่งที่อยู่คู่กับการศึกษาในโรงเรียน เคยสงสัยไหมว่าการบ้านมีผลช่วยให้เด็กๆฉลาดขึ้นหรือไม่ มีวินัยมากขึ้นหรือไม่ รักการเรียนมากขึ้นหรือไม่ ต้องย้อนไปที่ครูที่สอบแอดมิชชั่นในปี พ.ศ.2547 ด้วยว่าคะแนนพวกเขาอยู่ที่กี่คะแนน
หนังสือที่เขียนโดยชาวฝรั่งเศสสองเล่มคือ The Homework Myth (Alfie Kohn) และ The Case Against Homework ( Sara Bennett & Nancy Kalish) ยกเอาข้อมูลสถิติ งานศึกษาและการสำรวจจำนวนมากเพื่อพยายามชี้ให้เห็นว่า “การบ้านที่มากเกินไปไม่ได้มีส่วนช่วยให้เด็กมีได้คะแนนสอบดีขึ้น” ข้อมูลที่ก่อนการวิเคราะห์ของหนังสือทั้งสองเล่มได้แก่จากการสำรวจเด็กอเมริกัน 24,000 คนในปีค.ศ. 2004 ของมหาวิทยาลัยมิชิแกน พบว่าเด็กใช้เวลาทำการบ้านมากขึ้นกว่าในปีค.ศ. 1981 ถึง 51% เด็กๆในชั้นเรียนระดับล่างจะมีอัตราการเพิ่มของการบ้านมากกว่าเด็กในชั้นเรียนที่สูงขึ้น เด็กในช่วงอายุ 6-8 ปี ใช้เวลาทำการบ้านเพิ่มจาก 52 นาทีต่อสัปดาห์ในปีค.ศ. 1981 เป็น 128 นาทีต่อสัปดาห์ ในปีค.ศ. 1997 และดูเหมือนว่าในปีค.ศ. 2006 จะเพิ่มเป็น 78 นาทีต่อวันเลยทีเดียว ผลการสำรวจดังกล่าวไม่ได้ดูเหมือนเป็นจริงแค่ในสหรัฐอเมริกา เพราะประเทศที่ให้การบ้านน้อย(เกินไป) เช่น ญี่ปุ่น สาธารณรัฐเชค และเดนมาร์ก จะมีคะแนนสอบมาตรฐานของเด็กสูงกว่าประเทศที่ให้การบ้านมาก(เกินไป) เช่น ไทย กรีซและอิหร่าน
หาความสัมพันธ์ของเวลาที่ใช้ในการทำการบ้านกับคะแนนสอบมาตรฐาน(ไม่เกี่ยวข้องกับคะแนนที่มาจากการบ้าน) ด้วยการหาค่าสหสัมพันธ์การวิเคราะห์ตัวแปรพหุ (Multivariate Analysis) และการวิเคราะห์สมการแบบโครงสร้าง (Structural Equations Model) แต่”ไม่”พบความสัมพันธ์ในทางบวกระหว่างเวลาที่ใช้ในการทำการบ้านกับคะแนนสอบ นั่นคือการบ้านไม่ได้มีผลใดใดกับความฉลาดของเด็ก นอกจากนี้ยังพบความสัมพันธ์ที่ไม่เป็นเส้นตรงของการบ้านกับคะแนนสอบ นั่นคือ จำนวนการบ้านเป็นไปตามกฎของการลดน้อยถอยลง (Diminishing Return)

ภาพที่ 1 แสดงความสัมพันธ์ระหว่างเวลาที่ใช้ในการทำการบ้านกับคะแนนสอบมาตรฐานของเด็ก เกรด 4, 8 และ 12 (เทียบได้กับเด็ก ป.4, ม.2 และ ม.6)ซึ่งผลได้ที่ลดน้อยถอยลงนั้นมีความชัดเจนมากในเด็กเล็ก แต่จะมีความอดทนมากขึ้นเมื่อเด็กโตขึ้นตามอายุ(เกรด) และแสดงความสัมพันธ์ระหว่างเวลาที่ใช้ในการทำการบ้านกับคะแนนสอบมาตรฐานของเด็กเกรด 4, 8 และ 12″

ภาพที่ 2 เด็กที่ไม่มีการบ้านกับเด็กที่มีการบ้านนั้น มีระดับผลการสอบที่แตกต่างกันน้อยมากๆ คือ เด็กที่ใช้เวลาทำการบ้านเฉลี่ยวันละ 1 ชั่วโมงจะมีคะแนนสอบเฉลี่ยอยู่ที่ 222 คะแนน กับเด็กที่ไม่มีการบ้านจะมีคะแนนสอบเฉลี่ยอยู่ที่ 212 คะแนน แสดงความสัมพันธ์ระหว่างเวลาที่ใช้ในการทำการบ้านกับคะแนนสอบมาตรฐานของเด็กที่ใช้เวลาทำการบ้านแตกต่างกัน
อันที่จริงกระบวนการเรียนรู้ของเด็กควรเป็นแบบสม่ำเสมอและค่อยเป็นค่อยไป แต่การให้การบ้านของครูในแต่ละวิชานั้นมีแนวโน้มจะเป็นอิสระจากกัน จึงเกิดความล้มเหลวของการร่วมมือกันให้การบ้าน (Homework Coordination Failure) นั่นหมายถึง บางวันเด็กอาจจะมีการบ้านเยอะมาก บางวันก็อาจไม่มีเลยแทนที่จะกระจายอย่างสม่ำเสมอ นั่นถือเป็นปัญหาของการบ้านอีกประการหนึ่ง แม้ว่าจะมีการโต้แย้งว่าการบ้านอาจไม่ได้มุ่งหวังแค่ผลสอบที่ดีขึ้นเท่านั้น แต่ยังมุ่งหวังเพื่อสร้างนิสัยรักการเรียนด้วย อย่างไรก็ตามงานวิจัยที่ตามมาจำนวนมากก็ยังไม่เห็นด้วยกับประเด็นนี้ เพราะการบ้านมีแนวโน้มที่น่าจะทำให้เด็กไม่รักการเรียนมากกว่า การบ้านยังทำให้เด็กมีโอกาสใช้เวลาในการออกกำลังกายน้อยลง มีปฏิสัมพันธ์กับครอบครัวน้อยลงและนอนน้อยลงด้วย ซึ่งกิจกรรมเหล่านี้ล้วนมีความสำคัญกับพัฒนาการของเด็กและการเป็นคนที่สมบูรณ์ของสังคมในอนาคตไม่น้อยไปกว่าการเป็นคนเรียนเก่งอีกด้วย


แม้ว่าข้อเสนอแนะของหนังสือทั้งสองเล่มจะดูขัดแย้งกับสถานการณ์ของโลกความเป็นจริงรวมทั้งสังคมไทยไปมากทีเดียว แต่ก็น่าจะทำให้เราฉุกคิดหรือนำมาศึกษาในกรณีเฉพาะของสังคม และต้องแก้ที่ระบบการศึกษาอย่างใหญ่หลวง การเป็นครูนั้นได้แตกต่างออกไปจากครูในพ.ศ.2475 เพราะปัจจุบันนี้ทุกคนต้องหาเงินเพื่อเป็นต้นทุนของปัจจัยสี่ ซึ่งในอดีตครูกับศิษย์นับถือกันเสมือนพ่อแม่คนที่สอง โรงเรียนเปรียบเสมือนบ้านหลังที่สอง แต่ปัจจุบันนี้คำจำกัดความของโรงเรียนในเชิงธุรกิจคือ “สถานประกอบการ” หากเป็นเช่นนี้แล้วแน่นอนว่า “อนาคตของประเทศไทยก็คงไม่ต่างจากประเทศกรีซอย่างแน่นอน”
Text : Kittisak Kandisakunanont
Thanks to information and images from :
http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=ontherocks&month=07-2012&date=10&group=18&gblog=13
http://www.thai-school.net/%E0%B8%97%E0%B8%B6%E0%B9%88%E0%B8%87_Mind_map_%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%A2%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%88_4_%E0%B9%82%E0%B8%94%E0%B8%A2_%E0%B8%94_%E0%B8%8A__%E0%B8%A2%E0%B8%A8%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%97%E0%B8%98%E0%B9%8C_%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99_%E0%B8%9B_3-activities-ID-150133.html
