โรควิตกกังวล “ภัยที่คุกคามความสุข”

ถ้าพูดคำว่า “วิตกกังวล” อย่างเดียว จะเป็นภาวะอารมณ์มากกว่าครับ แต่ถ้าเป็นมากๆ เราคิดว่าเป็น “โรค” ในทางจิตเวช โรค หมายถึง เขามีความวิตกกังวล จนเจ้าตัวทุกข์ทรมานใจมาก เป็นทั้งวัน เป็นแทบทุกวัน นานเป็นเดือนจนทำงานไม่ได้ แต่ถ้าเป็นวิตกกังวลทั่วไปในชีวิตประจำวัน วันนี้กังวลพรุ่งนี้หาย กังวลว่าจะสอบแต่พอสอบเสร็จแล้วก็จบไป แต่ถ้าเป็นโรควิตกกังวล เจ้าตัวจะวิตกกังวลอยู่เรื่อยๆ บางทีเรื่องผ่านไปแล้วก็ยังไม่ยอมปล่อยให้มันผ่านไป เรื่องใหม่ผ่านมาก็ยังเก็บเอามากังวลอีก

ความวิตกกังวลมีอยู่กับทุกคน คนปกติที่ไม่เป็นโรคจะเป็นๆหายๆอยู่ในขอบเขตเฉลี่ยคือ ไม่มากเกินไป ถ้าไม่วิตกกังวลเลย คนเราจะไม่ต้องเตรียมอะไร เช่น ถ้าจะสอบ ถ้าผมไม่วิตกกังวลเรื่องสอบ ผมก็ไม่ต้องดูหนังสือ พอถึงวันสอบก็สอบตก แต่ความวิตกกังวลจะทำให้เราต้องเตรียมตัว กลางคืนแทนที่จะหลับตั้งแต่สี่ทุ่มก็นั่งอ่านหนังสือจนถึงตีหนึ่ง เพราะความวิตกกังวลทำให้เราต้องเตรียมตัว เตรียมพร้อม

พูดอย่างนี้หลายคนจะสงสัยว่าเป็นหรือเปล่า?
ทางจิตเวชอาการใดอาการเดียวเราไม่ถือว่าเป็นโรค เหมือนซึมเศร้า ซึมเศร้าอย่างเดียวก็ไม่เป็นโรคครับ ถ้าเป็นโรค ต้องมีอาการอย่างอื่นๆประกอบกัน เหมือนอย่างปอดบวม ถ้าเป็นโรคปอดบวม ต้องมีไอ มีเสมหะ เจ็บหน้าอก มีไข้อย่างนี้ครับ ถ้าเป็นโรควิตกกังวล จะต้องมี อย่างน้อยที่สุดจะต้องมีวิตกกังวล และจะมีองค์ประกอบอื่นๆร่วมกันอีก เช่น อ่อนเพลีย นอนไม่หลับ สะดุ้งตกใจง่าย สมาธิไม่ค่อยดี รู้สึกปวดเมื่อยเนื้อตัว เพราะฉะนั้นตรงนี้ ตัววิตกกังวลจะเป็นตัวนำ สมมุติว่ามีคนไข้มาหาผม ผมจะถามอาการอื่นๆว่า นอกจากวิตกกังวลแล้ว คุณยังมีอาการอื่นๆอีกหรือไม่ เราก็ไล่ไปเรื่อยๆครับ

ประเทศไทยมีคนที่เป็นทุกข์จากโรคนี้อยู่เยอะ แล้วเขาไม่ค่อยมาหาหมอกันครับ ส่วนใหญ่คิดว่าเป็นเรื่องธรรมดาก็เลยไม่มาหาหมอ ทั้งๆที่จริงๆหมอช่วยได้ จิตแพทย์ช่วยได้ครับ เพราะเขาไม่คิดว่าเป็นโรค เขาไม่ทราบว่าเป็นโรค เขาทราบแต่ว่าเขานอนไม่หลับ เขาเบื่ออาหาร ช่วงนี้สมาธิความจำไม่ดี ถ้าจะมาหาหมอก็จะมาเพราะนอนไม่หลับ แต่เขาไม่ทราบว่าเขาเป็นโรควิตกกังวล บางทีการที่เขามาหาหมอ เขาไม่ได้พูดคำว่าวิตกกังวลออกมาเลย พูดแต่ปวดหัว นอนไม่หลับ คุยไปคุยมาถึงได้รู้ว่าวิตกกังวลเต็มไปหมด เพราะเจ้าตัวเขาไม่ทราบว่า ตรงนี้คือแกนสำคัญในการวินิจฉัยครับ

ปัจจุบันนี้ วิทยาการทางด้านสมองเราก้าวหน้าไปมาก เราทราบว่าโรควิตกกังวล จริงๆแล้วมีการเปลี่ยนแปลงของสมอง มีจุดหนึ่งในสมองคล้ายเป็นตัวเร่งคือ เวลามีเรื่องอะไรมากระตุ้นทำให้เราตกใจ สมมุติว่า เราไปเหยียบงูหรืออะไรที่นิ่มๆ กระแสสัญญาณประสาทจะส่งมาที่สมอง สมองจะเตือนเราว่ามีอะไรที่น่ากลัวหรืออันตรายเกิดขึ้นกับเรา เราจะตกใจครับ ถ้าไปอยู่แถวป่าช้าอาจจะขนหัวลุก สะดุ้งตกใจสุดขีด แล้วแต่ว่าสิ่งที่เรารับรู้เข้ามาทางสัญญาณประสาททางไหน อาจจะเป็นเสียง เหยียบตัวอะไรนิ่มๆ เห็นอะไรที่น่ากลัวโดยที่ยังจับอะไรไม่ได้ชัดไปกระตุ้นที่สมอง จะตกใจจนเหงื่ออก ใสสั่น สักพักหนึ่งสมองจะแปลสัญญาณว่าที่เราเห็นหรือที่เราไปเหยียบมันเป็นหนู มันไม่ใช่อะไรที่เรากลัว ไม่ใช่งู สมองก็จะเบรกให้สงบลงได้

หลักการที่ง่ายที่สุด เขาอธิบายว่าคนที่เป็นโรควิตกกังวล มีปัญหาอยู่ 2 อย่าง

  • สมองทำงานเยอะไปหน่อยหรือเปล่า
    • ตัวแปลสัญญาณที่มาคอยเบรกความวิตกกังวลทำงานน้อยไปหรือเปล่า เลยทำให้คนนั้นเหมือนอยู่ในภาวะที่วิตกกังวลอยู่เรื่อยๆ ทั้งๆที่สิ่งที่ทำให้เราวิตกกังวลผ่านไปแล้ว แต่เจ้าตัวก็ยังวิตกกังวล

ทั้งนั้นครับ ไม่สามารถชี้ให้แน่ชัดได้ว่า อันนี้เป็นสาเหตุจากสมอง100% อันนี้เป็นสาเหตุจากจิตใจ100% เช่น มือสั่น ใจสั่น เหงื่อแตก ออกมาจากสมองผ่านไปทางระบบประสาทไขสันหลัง สมองจะส่งกระแสประสาทไปกระตุ้นระบบประสาทอื่นๆในร่างกายของเรา ทำให้มีอาการใจสั่น ปรากฏการณ์ทางสมองเกิดขึ้นในคนที่มีภาวะวิตกกังวลทำให้เกิดภาพของคนที่กลัวขนาดนี้ขึ้นมาได้ นั่นคือการสั่งงานในสมองของเขา จนกระทั่งเกิดภาพอย่างนั้นนี้ ถ้าจะเรียกให้ถูก ต้องเรียกว่า “กลุ่มโรควิตกกังวล” มีทั้งหมด 5 โรคครับ โดย 5 โรคนี้จะมีแกนกลางเหมือนกันคือความวิตกกังวล

1.โรควิตกกังวลไปทั่ว กังวลทุกเรื่อง

ลูกกลับบ้านสายก็กังวล สามีกลับบ้านดึกก็กังวล ได้ยินข่าวว่าไฟไหม้บ้านนู้นก็กังวล กลัวว่าบ้านเราจะเป็นอะไรหรือเปล่า ต้องไปเช็คไฟอะไรอย่างนี้ ถ้าเป็นภาษาไทยจะคล้ายกับวิตกจริต แต่นี่เป็นโรคครับ เพราะฉะนั้นจะต้องมีอาการอื่นๆร่วมด้วย เช่น สะดุ้งตกใจง่าย นอนไม่หลับร่วมด้วยหลายๆอย่าง อันนี้คือ โรควิตกกังวลไปทั่ว

2.โรคตื่นตระหนก ( Panic ) อยู่ๆก็สะดุ้งขึ้นมา มีอาการเหมือนกับใจสั่นสะดุ้ง เป็นเหมือนโรคหัวใจ ใจสั่น เหงื่อออก ตกใจโดยไม่รู้สาเหตุว่าทำไมต้องตกใจ ไปตรวจร่างกาย ตรวจคลื่นหัวใจก็ปกติทุกอย่าง วันแรกเป็น วันที่สองเป็น วันที่สามหายไปก็นึกว่าไม่มีอะไรแล้ว วันที่สี่กลับมาเป็นอีกเป็นๆหายๆ คิดว่าเป็นจากระบบประสาทอัตโนมัติทำงานไม่คงที่ก็เลยทำให้เกิดอาการนี้ขึ้นมา

3.โรคกลัว เป็นความกลัวซึ่งเจ้าตัวเองก็รู้ว่าไม่น่ากลัว แต่ก็ห้ามใจไม่ให้กลัวไม่ได้ เช่น กลัวไก่ กลัวไก่เพราะตอนเด็กเคยโดนไก่จิก หรือเห็นพี่ชายถูกไก่จิกที่ตาจนเกือบตาบอด จึงฝังใจ เห็นไก่ก็เกิดกลัว บางคนกลัวผีเสื้อ กลัวในสิ่งที่คนอื่นไม่กลัวกัน เขาก็รู้ว่าจริงๆมันไม่น่ากลัว โดยความคิดรู้ว่ามันไม่น่ากลัว แต่ห้ามใจตัวเองไม่ให้กลัวไม่ได้ กลัวผีไม่นับครับ งูก็ไม่นับครับ เป็นสัตว์มีพิษ โดยสัญชาติญาณคนเรารู้ว่าเป็นสิ่งที่ต้องกลัว สรุปคือ กลัวอะไรที่คนอื่นเขาไม่กลัวกัน นอกจากพวกสัตว์อะไรต่างๆแล้ว สิ่งของหรือสถานที่ เช่น กลัวลิฟท์ไม่กล้าขึ้น กลัวที่สูง กลัวที่แคบ นั่งแท็กซี่ไม่ได้ต้องนั่งรถเมล์ กลัวที่สูงหลายคนก็กลัวแต่ถ้าคนนั้นเขาจะกลัวมาก ขนาดอยู่ในตึก 4 ชั้น ไม่กล้าเดินเข้าไปใกล้หน้าต่าง หมายถึงในชั้นปกติที่เขาอยู่กันได้ แต่คนนี้ไปอยู่ไม่ได้ กลัวเกินปกติ ไม่ว่าจะเป็นคน สัตว์ สิ่งของ สถานที่รวมเข้าไปอยู่ในเรื่องของโรคกลัว

4.โรควิตกกังวล ชนิดย้ำคิดย้ำทำ คิดซ้ำๆในเรื่องเดิมๆ ทั้งๆที่เจ้าตัวรู้ว่าไม่น่าคิด แต่ก็ห้ามใจไม่ให้คิดไม่ได้ ทำอะไรซ้ำๆทั้งๆที่รู้ว่าไม่น่าทำ แต่ก็ห้ามใจไม่ได้ เช่น กลางคืนปิดไฟเข้านอน ก็ต้องไปตรวจกลอนประตูซ้ำๆ ซึ่งคนปกติก็เป็นได้แต่จะทำแค่ครั้งหรือสองครั้ง แต่ถ้าเป็นโรคย้ำคิดย้ำทำจะตรวจแล้วตรวจอีก ตัวเองก็รู้ว่าตรวจสองครั้งก็พอแล้ว แต่ก็ห้ามใจไม่ให้ไปดูอีกทีไม่ได้ ดูแล้วกลับไปนอนก็ลุกขึ้นมาดูอีก ผมมีคนไข้คนหนึ่ง กังวลเรื่องปิดแก๊ส คนไข้คนนี้เป็นคนคุมศูนย์อาหาร จะต้องตรวจดูว่าแก๊สปิดหมดแล้ว ตรวจดูสามเที่ยวว่าแก๊สปิดหมดแล้ว ขับรถกลับบ้านไปได้สองป้ายรถเมล์ ไม่สบายใจต้องวนรถกลับมาดูอีกทีหนึ่ง ทั้งๆที่เช็คไปแล้วสามรอบ เป็นความกังวลมากเกินปกติ อาการนี้ทำให้เจ้าตัวรู้สึกแย่ แบบนี้ต้องเป็น รปภ. คอยเช็คความสงบเรียบร้อยน่าจะดี เป็นพยาบาลก็แย่เหมือนกันครับ กังวลว่าจะผูกข้อมือเด็กไม่ตรงกับชื่อ จะดูซ้ำแล้วซ้ำอีก เด็กที่เพิ่งคลอดออกมา กลัวจะไม่ตรงกับพ่อแม่ของเขา พยาบาลจะกังวลตลอดเวลา ออกจากเวรไปแล้วก็ต้องกลับขึ้นมาดูใหม่อีกที ว่าใช่หรือเปล่า กลัวว่าจะทำให้พ่อแม่เขาทุกข์ใจ

5.โรควิตกกังวลจากการประสบกับภาวะกดดันทางจิตใจที่รุนแรง
เช่น สงคราม ไฟไหม้ น้ำท่วม หรืออยู่ๆ เราขับรถไปเกิดรถคว่ำ คนในรถเสียชีวิตหมด เหลือเรารอดมาคนเดียว เราจะมีความรู้สึกที่ไม่ดีเกิดขึ้น จะฝันถึงเหตุการณ์นั้นซ้ำๆ เห็นรถแบบนั้นก็กลัวไม่กล้าเข้าใกล้ เพราะเห็นแล้วชวนให้นึกถึงเหตุการณ์นั้น และมีภาวะตื้นตระหนกอยู่เรื่อยๆ รวมถึงเครื่องบินบินชนตึกเวิลด์เทรดแล้วตึกถล่มด้วย คนที่อยู่ละแวกนั้น ถ้าได้ยินเสียงดังก็จะสะดุ้งตกใจ อยู่ในภาวะตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา

คนที่ทำงานแล้วเจอปัญหานี้อยู่ เขาหาทางแก้ไขปัญหาและความวิตกกังวลนั้นอย่างไร

  • การวิตกกังวลคือ การคิดมากของคน วกวนอยู่กับสิ่งที่เกิดขึ้นไปแล้วหรือยังไม่เกิดขึ้น บางทีอาจจะคิดว่า เราจะมีเงินใช้หรือไม่ เราจะมีอะไรหรือไม่
  • เป็นความรู้สึกภายในที่เราคิดล่วงหน้าไปเอง คิดในแง่ดีบ้าง ร้ายบ้าง เหมือนความหวังที่เราคาดคะเนไว้ล่วงหน้า แล้วเราก็จะสมมุติไปว่า ถ้ามันเป็นอย่างนั้น เป็นอย่างนี้ มันเป็นธรรมชาติของมนุษย์ ผมมองว่า มนุษย์มีสิ่งที่จะมองไปข้างหน้า บางคนจะมองเป็นทัศนคติที่ลบไป จะเป็นกังวล เป็นวิตกมาก ว่าถ้ามันเป็นอย่างนั้นจะแก้ปัญหาอย่างไร เหมือนเรื่องงาน หรือเรื่องความรักแล้วแต่ว่าใครจะมองมุมไหน ผมว่ามันเกิดขึ้นได้กับทุกคน
  • เวลาวิตกกังวลจะเครียด เหมือนกับนอนหลับไม่เต็มตื่น หายใจไม่ออก เจ็บคอ คอแห้ง คงเป็นความกดดัน ถ้าทำงานอยู่ก็คงกดดันจากงาน ถ้าเป็นความรักก็คงกดดันจากความรัก

 

การฝึกควบคุมการหายใจเพื่อการผ่อนคลาย

  • นอนหงายตามสบายบนเตียง หรือพื้นที่ในบริเวณที่สงบ
  • มือทั้งสองประสานวางอยู่บนหน้าท้องไม่เกร็ง ผ่อนคลายกล้ามเนื้ออกและหัวไหล่
  • สูดลมหายใจเข้าช้าๆพร้อมทั้งสังเกตและจดจ่ออยู่ที่การเคลื่อนไหวของลมหายใจที่ผ่านรูจมูกเข้าไปลึกเต็มที่จนหน้าท้องขยายขึ้น รู้สึกได้จากการที่มือทั้งสองถูกยกขึ้นช้า ๆ และหัวไหล่เคลื่อนขึ้น
  • เมื่อหายใจเข้าเต็มที่แล้ว นับ 1,2,3 ในใจช้า ๆ
  • ผ่อนลมหายใจออกช้า ๆ พร้อมทั้งสังเกต และจดจ่อที่การเคลื่อนไหวของลมหายใจที่เคลื่อนที่ออกผ่านรูจมูกจนหน้าท้องแฟบลง มือทั้งสองลดต่ำลง
  •   เมื่อหายใจออกจนหมด นับ 1,2,3 ในใจช้า ๆ
  •   เริ่มหายใจเข้าและหายใจออกสลับกันไป เป็นจังหวะสม่ำเสมออย่างน้อย 10 ครั้ง
  • เมื่อมีความชำนาญอาจทำเวลานั่งโดยพิงเก้าอี้ตามสบาย มือทั้งสองวางไว้ที่หน้าขาหรือประสานกันอยู่ที่หน้าท้อง วิธีการเหมือนกับการควบคุมการหายใจในท่านอนหงายทุกประการ

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก รองศาสตราจารย์นายแพทย์มาโนช หล่อตระกูล
จิตแพทย์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี

****************************************************************
Thanks to image from :-
http://season.org/how-to-stop-anxious-thoughts/
http://www.toptenthailand.com/display.php?id=1305&sort=asc

Related contents:

You may also like...