“แผลกดทับ” เพชฌฆาตเงียบ ภัยที่คุณรู้ทันป้องกันได้

แผลกดทับ” ความเจ็บป่วยที่ไม่ใช่ “โรค” หากทว่าความเจ็บปวดไม่ได้จำกัดอยู่เพียงผู้ป่วย ลูกหลานญาติสนิทมิตรสหาย ล้วนแต่บอบช้ำด้วยกันทั้งสิ้น แผลกดทับจึงเสมือนสัญญาณเตือนแห่งความยุ่งยากซับซ้อนในการรักษาพยาบาลอาการป่วยหลักของผู้ป่วยไม่แปลก!! หากคุณที่เคยเข้าโรงพยาบาลนานๆหรือมีญาติผู้ใหญ่ที่มีเหตุให้ต้องนอนอยู่กับที่ อย่างเช่นเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต หรือไม่สบายมากจนไม่มีแรงจะลุกขึ้นจากที่นอน จะได้ยินแพทย์หรือพยาบาลเตือน ให้ผู้ดูแลหมั่นพลิกตัวบ่อยๆ ไม่ให้จมอยู่กับที่นานๆเพื่อป้องกัน“ แผลกดทับ ”

ผู้ที่มีความเสี่ยงเกิดแผลกดทับคือผู้ที่อยู่กับที่นิ่งๆ นานๆ ไม่ค่อยได้เคลื่อนไหว โดยเฉพาะในผู้สูงอายุที่เคลื่อนไหวยาก บางคนคิดว่าการเกิดแผลกดทับจะเกิดเฉพาะกับผู้ที่มีน้ำหนักตัวมากเท่านั้น แต่ในความเป็นจริงแล้ว แผลกดทับไม่จำเป็นต้องเกิดจากแรงกดมากมายเสมอไป เพียงแต่การนอนในท่าหนึ่งท่าใดนานๆก็เกิดได้แล้ว หรือในรายที่นั่งนิ่งๆอยู่กับเก้าอี้ทั้งวันไม่ค่อยเปลี่ยนอิริยาบถ แรงกดทับดังกล่าวจะทำให้เกิดแรงกดดันกับเนื้อเยื่ออ่อนๆบริเวณก้นหรือสะโพก แล้วรุกรามเป็นแผลพุพอง จนเนื้อเยื่อหลุดลอกตามมาได้

แผลกดทับจึงมีปัจจัยภายในเรื่องของอายุที่มากขึ้น ชั้นไขมันใต้ผิวหนังบางลง ผิวหนังเปราะบางจึงฉีกขาดได้ง่าย หรือในผู้ป่วยน้ำหนักมากมีเนื้อเยื่อชั้นไขมันมากทำให้เลือดไหลเวียนไม่ดี หรือในรายผู้ป่วยน้ำหนักน้อยก็สามารถเกิดแผลกดทับได้เช่นกัน เนื่องจากแรงกดของเนื้อเยื่อบริเวณปุ่มกระดูกมีมากขึ้นหรือการขาดสารอาหารโดยเฉพาะโปรตีน ภาวะโรคเดิมของผู้ป่วย เช่น เบาหวาน ไตวาย มะเร็ง เป็นต้น หรืออาจเกิดจาก ปัจจัยภายนอก เช่น แรงกดจากการนั่งหรือนอนในท่าเดิมนานๆ จนทำให้เกิดแรงกดไปขัดขวางออกซิเจนและสารอาหารที่ไปเลี้ยงเนื้อเยื่อ ถ้าผู้ป่วยไม่มีการเคลื่อนไหวจะมีผลให้เนื้อเยื่อขาดเลือดไปเลี้ยง โดยเฉพาะบริเวณปุ่มกระดูกต่างๆจะเกิดแรงกดมากขึ้น แรงเลื่อนไหลหรือแรงเฉือนเป็นแรงที่ผู้ป่วยนั่งหรือนอน เลื่อนไหลตามแรงโน้มถ่วงของโลก ทำให้การไหลเวียนของเลือดบริเวณนั้นเสียไป แรงเสียดทานเป็นแรงที่เกิดจากผู้ป่วยสัมผัสกับพื้นผิวด้านนอกเกิดการถลอกของผิวหนัง เช่นการเลื่อนผู้ป่วยโดยการดึงลากทำให้ผิวหนังถลอกเป็นแผล ความเปียกชื้นของเหงื่อ ปัสสาวะ อุจจาระทำให้ผิวหนังเปื่อยได้ง่าย

วิธีป้องกันและดูแลผู้ป่วยจากภาวะความเสี่ยงจากแผลกดทับ

  • ควรเปลี่ยนท่านอนทุก 2 ชั่วโมง เพื่อให้ส่วนใดส่วนหนึ่งไม่รับแรงกดนานเกินไป ถ้าเปลี่ยนท่านอนแล้วรอยแดงบริเวณผิวหนังไม่หายภายใน 30 นาทีอาจจะพิจารณาให้เปลี่ยนท่านอนได้บ่อยขึ้น โดยมีการหมุนเวียนเปลี่ยนท่านอน เช่น นอนหงาย นอนตะแคงซ้าย นอนตะแคงขวา สลับกันไป การนอนตะแคงควรจัดให้นอนตะแคงกึ่งหงาย ใช้หมอนยาวรับตลอดแนวลำตัว รวมทั้งบริเวณข้อเข่า ข้อเท้า ควรทำให้สะโพก ทำมุม 30 องศา และใช้หมอนรองตามปุ่มกระดูก และใบหู การนอนหงายควรมีหมอนสอดคั่นระหว่างหัวเข่า ตาตุ่มทั้ง 2 ข้าง ขา 2 ข้าง และรองใต้น่องและขาเพื่อให้เท้าลอยพ้นพื้นไม่กดที่นอน การจัดท่านอนนั้นควรจัดให้ศีรษะสูงไม่เกิน 30 องศา แต่ถ้าจำเป็นศีรษะสูงเพื่อให้อาหาร หลังจากให้อาหาร 30 นาที – 1 ชั่วโมง ควรลดระดับลงเหลือ 30 องศา กรณีที่นั่งรถเข็น ควรให้มีเบาะรองก้น และกระตุ้นให้เปลี่ยนถ่ายน้ำหนักตัว หรือยกก้นลอยพ้นพื้นที่นั่งทุก 30 นาที
  • ในการดูแลผิวหนังนั้น ผู้ป่วยที่มีผิวหนังแห้ง ควรหลีกเลี่ยงการใช้น้ำอุ่นหลังทำความสะอาดร่างกายควรทาโลชั่น 3-4 ครั้ง/วัน เพื่อป้องกันผิวหนังแตกแห้ง สำหรับพื้นที่อับชื้นได้ง่าย ควรดูแลให้แห้งอยู่เสมอ หลังเช็ดให้แห้งก็ต้องดูแลด้วยการโรยด้วยแป้งฝุ่นที่มีส่วนผสมของ นาโนซิงค์ออกไซด์(Nanazincoxide)ที่สามารถดูแลผิวหนังของคุณให้แห้งได้ในระดับนาโน ซึ่งจะช่วยให้พื้นที่อับชื้นแห้งสนิทยิ่งขึ้น
  • นอกจากนี้ให้ระวังอุบัติเหตุที่เกิดกับผิวหนัง เช่น การกระแทกของมีคม เป็นต้น จัดสิ่งแวดล้อมเพื่อให้อากาศถ่ายเทได้สะดวก เพื่อไม่ให้ผิวหนังอับชื้น หลีกเลี่ยงการนวดปุ่มกระดูกโดยเฉพาะที่มีรอยแดง ะทำให้การไหลเวียนลดลง หลีกเลี่ยงการใช้ความร้อนประคบบริเวณผิวหนังที่มีความรู้สึกน้อยหรืออ่อนแรง ดูแลผ้าปูที่นอนให้สะอาดแห้งและเรียบตึงเสมอ เพื่อลดความเปียกชื้นและลดแรงเสียดทาน จัดเสื้อผ้าให้เรียบหลีกเลี่ยงการนอนทับตะเข็บเสื้อ และปมผูกต่างๆเพื่อลดแรงกดบริเวณผิวหนัง ไม่นวดหรือใช้ความร้อนประคบหรือใช้สบู่กับผิวหนังที่มีรอยแดง ไม่ใช้ห่วงยางเป่าลมรองบริเวณปุ่มกระดูกเพราะจะทำให้เลือดไปเลี้ยงได้ไม่ดีทำให้เกิดแผลได้ และไม่ควรใช้ถุงมือใส่น้ำรองบริเวณปุ่มกระดูก เพราะอาจแพ้ยางได้
  • การเคลื่อนย้ายสำหรับการดูแลด้านโภชนาการนั้น ถ้าผู้ป่วยรับประทานอาหารได้น้อยหรือรับประทานอาหารไม่ได้เลยควรพิจารณาใส่สายยางให้อาหาร ควรเพิ่มอาหารประเภทโปรตีนเพื่อส่งเสริมการหายของแผล เช่น นม ไข่ เนื้อสัตว์ต่างๆ วิตามินซี เช่น ส้ม ผัก ผลไม้สด มีผลต่อการหายของแผล ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกัน และป้องกันการทำลายเนื้อเยื่อ วิตามินเอได้แก่ นม ไข่ ผักคะน้า ผักใบเขียว เป็นต้น ช่วยให้แผลหายเร็วขึ้น สังกะสี เช่น หอยแมลงภู่ เมล็ดทานตะวัน ช่วยในการสังเคราะห์โปรตีน สร้างคอลลาเจน เป็นต้น

เท่านี้คุณก็สามารถรับมืออย่างรู้เท่าทันและป้องกันคนที่คุณรักจากอาการแผลกดทับได้อยู่หมัดแล้ว
ขอบคุณข้อมูลจากศูนย์วิจัยและพัฒนา Wonder powder Call Center สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ Call Center 0-2376-0983 หรือ www.pangwonder.com

*************************************************************************
ที่ปรึกษาประชาสัมพันธ์
บริษัท เดอะบิ๊กพอตเตอร์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด
คุณวณิษตา ใจมีอารี (แอนนี่) 081-816-4185
คุณวัชรินทร์ คันทะชา (นก) 081-573-0636

Related contents:

You may also like...