:: PLACE ::
ชื่อสถานที่:Sampang to Banmor










Photo Trip จากสามแพร่งถึงบ้านหม้อ เยือนย่านอารยะ ย่ำมรรคาแห่งอดีต

กรุงเทพมหานครวันนี้เต็มไปด้วยความสับสนวุ่นวาย ถนนหนทางฉวัดเฉวียนซ้อนทับกันหลายชั้นหลายสาย รถราวิ่งเวียนวน
แทบจะเต็มพื้นที่ของทุกเส้นทาง ความเจริญของเมืองรุกคืบทำลายอารยะของบ้านเรือนไปมากต่อมาก ทิ้งร่องรอยความโอ่อ่างดงาม ของสถาปัตยกรรมไว้เพียงในภาพถ่ายเก่าๆ และซากปรักที่พังภินท์ ความมลังเมลืองของเมืองฟ้าแห่งนี้ยังเด่นชัดอยู่ในห้วงแห่ง ความคิดคำนึง แต่แม้จะเด่นชัดเพียงใดก็ไม่สามารถดึงอดีตให้ย้อนกลับได้ หนทางเดียวที่ยังหลงเหลือคือการเลียบเคียงสถล แห่งอดีตที่ครั้งหนึ่งเคยฟู่ฟ่าทันสมัย เพื่อบันทึกภาพใหม่ปะติปะต่ออดีตให้ฟื้นชีวิตอีกครั้ง

ภาพถ่าย...ช่างน่าอัศจรรย์ ไม่ใช่แค่เพียงบันทึกสิ่งที่ตาเห็นไว้เท่านั้น แต่ภาพถ่ายคือประจักษ์พยานแห่งอดีตอันสำคัญ เพราะมันสามารถเก็บเกี่ยวชีวิต อารมณ์ และจิตวิญญาณไว้ได้อย่างครบถ้วนเด่นชัด เพียงหนึ่งภาพก็สามารถเรียกอดีตอันห่างไกลให้กลับมาโลดแล่นเริงร่าดั่งวันวาน แทนคำจำนรรจ์ได้เกินกว่าหมื่นแสนถ้อย ณ สถานอันคุ้นเคย ในมุมมองแปลกใหม่ เรื่องราวที่ไม่เคยคิดก็อาจผุดพรายขึ้นมา เป็นประสบการณ์ที่ประทับไว้บนแผ่นฟิล์ม

พวกเราเริ่มต้นเก็บเกี่ยวอดีตกันที่คลองมหานาค หน้าวัดสระเกศวรมหาวิหาร คลองที่ครั้งหนึ่งเคยสวยใส หมู่ปลาว่ายแหวกร่าเริง ผู้คนดื่มด่ำอาบกินอย่างเอมอิ่ม สายสัญจรแห่งนี้ยังไม่เคยละทิ้งหน้าที่สำคัญในการรองรับการคมนาคมไปเลย เรือยังคงแล่นฉิวบนแผ่นน้ำ หากวันเวลาที่เปลี่ยนไป พาเครื่องยนต์เข้ามาทำหน้าที่ขับเคลื่อนแทนแรงคน สายน้ำอันชื่นเย็นถูกลูกหลานทอดทิ้ง ไอรวยรินของโคลนตมโชยชายมากระทบจมูกไม่ขาดระยะ เป็นสัญญาณมรณะของสายน้ำที่ใกล้ม้วยมรณ์ สะพานมหาดไทยอุทิศ ที่สร้างแต่ครั้ง พ.ศ.๒๔๕๗ ยังแข็งแรงด้วยการซ่อมแซมอันต่อเนื่อง ภาพสลักคนร้องไห้ที่นายช่างพยายามสื่อสารถึงความโศกาดูรที่แผ่นดินสยามสูญเสียพระพุทธเจ้าหลวงรัชกาลที่ ๕ ไปในปี ๒๔๕๓ ยังคงกระจ่างชัดไม่ลบเลือน แต่ใครเลยจะล่วงรู้ว่าในเวลานี้ สิ่งที่พวกเขาโหยไห้โศกาดูรยิ่ง อาจเป็นจิตวิญญาณแห่งสายน้ำที่สะพานงานแห่งนี้ทอดข้ามอยู่ก็เป็นได้

ถนนราชดำเนินกลางมรรคาสายสำคัญที่พาดผ่านพระนคร คลาคล่ำด้วยรถรา ไม่ผิดเพี้ยน Champs-?lys?es แห่งกรุงปารีส ด้นแบบที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า เจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๕ ทรงได้แนวคิดมา กินนรและกินนรียังหิ้วอัจกลับโคมไฟ เอื้อแสงส่องทางยามราตรีดุจเดิม แม้ในยุคสมัยนี้ แสงจากชวาลาดวงน้อยจะเทียบไม่ได้กับแสงนีออนจรัส หากเหล่ากินนรก็ยังคงเฝ้าดูการเปลี่ยนแปลงของมรรคาแห่งชีวิตสายนี้ไม่หนีหาย

เราฝ่าจราจรมาจนถึงสี่แยกคอกวัว เลี้ยวซ้ายสู่ถนนตะนาว ย่านที่มนต์ขลังแห่งอดีตยังคุกรุ่น บ้านเรือนสองฟากถนนยังสะท้อนภาพวันวานได้ลางเลือน รัชกาลพระปิยมหาราช ถิ่นนี้คือแดนศิวิไลซ์ของเมืองฟ้าอมรอย่างแท้จริง พระอนุชา ๓ พระองค์ในพระเจ้าอยู่หัวทรงปลูกวังอยู่ที่นี่ ถนนหนทางคลาคล่ำด้วยฝูงชนทั้งไทยและเทศ ร้านรวงมากมายอ้าแขนต้อนรับผู้มาเยือน แพรพรรณนานา วางขายอยู่ในร้าน หากก็มิอาจเทียบชั้นกับอาภรณ์ที่ประดับอยู่บนเรือนร่างของผู้มีอันจะกินที่เดินเตร็ดเตร่อยู่บนถนน รถเจ๊กถูกลากผ่านมาเสียงดังโครกคราก ผู้โดยสารนั่งเชิดหน้าระหงอยู่บนนั้น นานๆรถม้า สักคันจะวิ่งผ่านไป ผู้โดยสารในนั้นพูดคุยกันอย่างออกรสออกชาติ หลากหลายสำเนียง หญิงงามเมืองแห่งสำนักโคมเขียวขึ้นชื่อส่งเสียงหวานร้องเรียกลูกค้ากังวานใส

กำแพงของวังกรมหลวงสรรพศาสตร์ศุภกิจ ตั้งตระหง่าน ความใหญ่โตโอ่อ่าเป็นที่กล่าวขวัญไปทั่ว ไม่ไกลกันนั้นวังของกรมพระนราธิปพระพันธ์พงศ์ ก็ครึกครื้นไม่แพ้กัน สรรพสำเนียงเสนาะโสตของดุริยางค์แว่วลอยออกมา คนไทย คนจีน ฝรั่งมังค่าแย้มยิ้มผ่านประตูเข้าไป เพื่อเอมอิ่มกับละครร้อง นาฏยศิลป์แผนใหม่ในเวลานั้น ซึ่งไม่มีคณะละครใดมีชื่อเสียงเทียบเท่าคณะละครปรีดาลัย ของท่านเจ้าของวังเลย

ยิ่งวีคใดมีการแสดงเรื่อง สาวเครือฟ้า บทประพันธ์ในพระองค์ขึ้น คนดูก็ล้นหลามปริ่มว่าวังจักแตก ทว่าสรรพเสียงใดจะดังกว่าเสียงละครก็หาไม่ เมื่อเครือฟ้าหัวเราะ ผู้ชมก็เป็นสุขไปกับเธอ เมื่อเครือฟ้าสิ้นลมเพราะพิษรักของร้อยตรีพร้อม หยาดน้ำก็รื้นวาวคลอตาผู้ชม บ้างร้องไห้ปานจะดับดิ้นไปพร้อมเครือฟ้าผู้อาภัพ

ถัดจากนั้นคือวังเหนือของกรมหมื่นภูธเรศร์ธำรงศักดิ์ ซึ่งโอ่อ่าไม่แพ้กัน ถนนที่ผ่านหน้าวังทั้งสามมาบรรจบกันตรงจุดที่เรียกว่า สามแพร่ง ซึ่งเต็มไปด้วยร้านรวงของชาวต่างชาติ จนกล่าวได้ว่าเป็นย่านการค้าของชาวตะวันตกย่านแรกของกรุงรัตนโกสินทร์ ข้าราชสำนักจากวังหลวงออกมาจับจ่ายซื้อหาสิ่งของไปถวายเจ้านายกันมากมาย ข้าหลวงในสมเด็จพระศรีพัชรินทรา บรมราชินีนาถ เป็นลูกค้าประจำของห้างทองนายแกรเลิต ฝรั่งชาติเยอรมัน ที่มีร้านขายเครื่องเพชร เครื่องทอง ค่าควรเมืองก้ออกร้านอยู่แถวนี้ คุณมหาดเล็กในพระเจ้าอยู่หัวก็มักเดินสอดส่ายหาเครื่องแก้วเจียระไนชิ้นงามจากห้างฝรั่งทั้งหลายไปถวาย สามย่านยามนั้นช่างเต็มไปด้วยชีวิตชีวา

แต่เมื่อเจ้านายทั้งสามสิ้นพระชนม์ ชีวิตแห่งเวียงวังอันอลังการก็ดับมอด หากกาลเวลาก็ลบเลือนอดีตไม่ได้ สามแพร่งวันนี้แม้
คร่ำคร่าด้วยความเก่าแก่ เสื่อมโทรมลงตามวัยอันล่วงเลย หากมนต์เสน่ห์แห่งสถาปัตยกรรมยังคงอยู่ประปราย สีซีดทึมของตึกยัง
ขับกับสีเขียวของประตูหน้าต่างเด่นชัด กระเบื้องเกร็ดมุงหลังคาเดิมแม้ร่วงหล่นก็ยังถูกเปลี่ยนใหม่ด้วยของคล้ายเดิม ซุ้มประตูวัง
กรมหลวงสรรพศาสตร์ศุภกิจที่เหลือรอดจาดเพลิงกาฬที่เผาวังจนวอดวายยังตระหง่านเหงาอยู่เดียวดายท่ามกลางอาคารสมัยใหม่
ที่รายล้อม บรรยากาศอดีตยังอวลอยู่ไม่สร่างซา

กล้องถ่ายภาพยังคงซื่อสัตย์ต่อหน้าที่ในการเก็บรายละเอียดลมหายใจอันรวยรินของอดีต จะแผ่วเบาเพียงใดก็ไม่เคยผ่านพ้นแผ่นเลนส์ไปได้

เราเปลี่ยนเส้นมาเลียบริมคลองหลอดหรือคลองคูเมืองเดิม ซึ่งกำหนดเขตพระนครในสมัยรัชกาลที่ ๑ คลองใสที่บัดนี้ไม่ได้มีสภาพแตกต่างจากคลองมหานาคเลยแม้แต่น้อย เราผ่านวัดวาสง่างาม สุสานหลวงอันร่มเย็นของวัดราชบพิตรสถิตมหาสีมาราม ก่อนจะมาพบกับมนต์มายาแห่งอาคารโบราณย่าน บ้านหม้อ ที่ยังสะกดให้ผู้คนหลงใหลไม่เคยคลาย

สะพานอุบลรัตน์ทอดผ่านคลองหลอดมาตั้งแต่ปี ๒๔๕๕ เป็นสายใยแผ่วบางที่เชื่อมให้ลูกหลานไทยจดจำพระนาม พระอรรคชายาเธอ พระองค์เจ้าอุบลรัตน์นารีนาค พระมเหสีในรัชกาลที่ ๕ ที่น้อยคนนักจะจดจำพระองค์ได้ทอดกายสงบนิ่งให้ผู้คนข้ามผ่านมาชั่วนาตาปี

บ้านหม้อก็ถิ่นวัง พัฒนามาจากแหล่งปั้นหม้อดินเผาลือชื่อ ก่อนที่พระเจ้าบรมวงศ์เธอฯ กรมหลวงพิทักษ์เทเวศวร์ ต้นราชสกุลกุญชร จะได้รับพระราชทานที่ดินจากรัชกาลที่ ๒ พระราชชนก ให้สร้างวัง แต่เดิมเรียก วังท้ายหับเผย แต่โปรดให้รื้อลงแล้วซ่อมสร้างใหม่ให้งามกว่าเดิมในรัชกาลที่ ๓ พระราชทานนามว่า วังบ้านหม้อ ตามชื่อถิ่นตั้ง

แม้วันนี้วังบ้านหม้อจะไม่อนุญาตให้คนภายนอกเข้าไปชมความงาม หากอาคารร้านรวงริมถนนอัษฎางค์ก็หรูหราไม่แพ้กัน ลีลาพลิ้วไหวของลวดลายที่จั่วยังแจ่มชัดล้อกับแสงแดดยามเย็น แม้หม้อดินจะสิ้นสาย หากลวดลายหม้อน้ำแบบฝรั่งยังฝังรอยอยู่ทุกจั่วมุมทดแทน ความเก่าแก่ของอาคารเสมือนพยายามบอกเล่าเรื่องราวตามวันเวลาที่เลยผ่าน การจราจรบนถนนสับสนวุ่นวาย ผู้คนเดินจับจ่ายกันชุลมุน ร้านรวงแผงลอยตั้งขายเครื่องเสียง ลำโพง กันดารดาษ ทำให้เราเห็นพัฒนาการของแหล่งปั้นหม้อที่กลายเป็นย่านขายเครื่องประดับไปจนหมด แต่ตึกรามเก่าแก่ยังยืนตระหง่านบอกเล่าเรื่องราวอันยาวนานให้ลูกหลานฟังไม่รู้เบื่อ

เพียงคลองหลอดคั่นกลาง สถาปัตยกรรมอันโดดเด่นของกระทรวงกลาโหมก็เฉิดฉายให้ตื่นตะลึง พระพุทธเจ้าหลวงโปรดให้นายช่างชาวอิตาลี สร้างโรงทหารหน้าขึ้นเพื่อใช้เป็นที่ทำการของทหาร ในปี ๒๔๒๗ ก่อกำเนิด สถาปัตย์มหึมา ยิ่งใหญ่งามสง่า เป็นศรีแห่งสยามตราบเท่าทุกวันนี้

ไม่ว่ากาลเวลาจะผ่านไปเท่าใด รอยอดีตยังตราตรึงอยู่ในห้วงคำนึง และเด่นชัดอยู่ในภาพถ่าย ไม่แปรเปลี่ยน จะกี่ร้อยกี่พันปี ภาพถ่ายของวันนี้จะกลายเป็นตำนานและเรื่องเล่าไม่รู้จบในวันหน้า

ชมภาพ Virtual Tours ที่ www.at-bangkok.com
   

เชิญทำข่าว / ฝากข่าวสังคมลงใน HI-CLASS SOCIETY ติดต่อ
นิตยสารไฮ-คลาส
30 สุขุมวิท 85 แขวงบางจาก เขตพระโขนง กรุงเทพฯ 10260
โทร. 02-7426438-9 โทรสาร 02-3311618
อีเมล์ : editor@hiclassmagazine.com


HI-CLASS MAGAZINE
30 Sukumwit 85 Bangjak Prakanong Bangkok 10260 Tel. 662-331-1610, 662-331-1618 _Fax. 662-331-1618
e-mail : editor@hiclassmagazine.com
Copyright 2004 www.hiclassmagazine.com All Rights Reserved