วิสามัญเมือง สิทธิเขตต์ บทสนทนาระหว่าง ความเปลือยเปล่า ' และ ความโป๊เปลือย '
ในแต่ละวัฒนธรรมเส้นแบ่งระหว่าง ศิลปะ ' และ ความโป๊เปลือย ' ของการเปลือยกาย ( nude) นั้นวางอยู่บนบรรทัดฐานที่แตกต่างกันไป เล่ากันว่าหากจับเอาผู้หญิงเปลือยชาวอังกฤษ ญี่ปุ่น และเยอรมัน มายืนต่อหน้าธารกำนัล ปฏิกิริยาที่ผู้หญิงแต่ละชนชาติแสดงออกก็จะไม่เหมือนกัน
ผู้หญิงชาวอังกฤษจะใช้มือปิดท่อนล่างของร่างกาย ขณะที่ผู้หญิงชาวญี่ปุ่นจะยกมือปิดหน้าอก ส่วนผู้หญิงชาวเยอรมันจะยกมือขึ้นปิดหน้า (เพราะการเปลือยกายโดยที่ไม่รู้ว่าใครเป็นคนเปลือยย่อมเท่ากับไม่เปลือยกาย)
ไม่ว่าเรื่องเล่าดังกล่าวจะจริงเท็จมากน้อยเพียงไร แต่อย่างน้อยก็สามารถสะท้อนวิธีคิดเกี่ยวกับความการปลดเปลือยที่หลากหลาย ซึ่งแน่นอนระเบียบวิธีคิดที่แผกเพี้ยนไปตามแต่ละวัฒนธรรมนั้นไม่ได้เกิดขึ้นเพียงชั่ววันข้ามคืน หรือก่อนหน้าที่วัฒนธรรมไทยจะปฏิเสธและมองเห็นร่างกายที่เปล่าเปลือยเป็นความลามกอนาจารสถานเดียว เราก็เคยมองเห็นเป็นเรื่องปรกติ หรือเป็นความธรรมดาของชีวิตแบบอย่างหนึ่ง
วิสามัญเมือง สิทธิเขตต์ เป็นช่างภาพศิลปินร่วมสมัยที่หยิบเอาความโป๊เปลือย (ซึ่งเป็นประเด็นแหลมคมสำหรับวัฒนธรรมของเรา) มาแสดงออกอย่างเปิดเผยในงานของเขา
ด้านหนึ่งเขาเป็นช่างภาพมืออาชีพที่เชี่ยวชาญในการถ่ายนู้ด แต่ในอีกด้านเขาเป็นศิลปินที่มองเห็นช่องว่างและความสัมพันธ์ระหว่างรูปแบบที่ตายตัวของภาพนู้ดบนหน้านิตยสารกับศิลปะที่เขาสามารถสร้างขึ้นจากช่วงพัก หรือช่วงคั่นหลังฉาก (ซึ่งเข้ากับงานแสดงภาพถ่ายของเขาที่มีชื่อว่า นู้ดนอกมิติสมมุติ )
วิสามัญเมืองเล่าว่าความสนใจในการถ่ายภาพนั้นเริ่มตั้งแต่ที่เขาเข้าเรียนที่วิทยาลัยช่างศิลป์
เรียนศิลปะ เรียนที่วิทยาลัยช่างศิลป์ ช่วงเรียนช่วงนั้นวาดรูปอย่างเดียว ก็วาดรูปหนัง วาดรูปหาตังค์นั่นละ สนใจกล้องตั้งแต่นั่น กล้องตัวแรกซื้อมา ก็ถ่ายจิปาถะ เจออะไรก็ถ่ายไปเรื่อย
ตอนนั้นมันมีนิตยสารนู้ดที่น่าสนใจอยู่สองสามเล่ม อยากลองทำงานนู้ดดู ช่วงนั้นก็ทำงานไป เรียนไป ดร็อปไปด้วย ได้มามีโอกาสถ่ายรูปให้กับนิตยสารนู้ดช่วงนั้น
ถ่ายอยู่พักหนึ่ง รู้สึกว่ามันเหนื่อย คือทำงานทุกอย่างมันเหนื่อย แต่รู้สึกว่าการคุมธีม คุมคอนเซ็ปท์ทุกอย่างตกอยู่ที่เราทั้งหมด เราต้องดูนางแบบ ดูอะไรเอง แล้วที่สำคัญคือต้องเดินทาง แต่ผมเป็นคนที่ขี้เกียจเดินทางมาก เลยท้อ หยุดแล้วก็ไปวาดรูปต่อ วาดรูปยาวเลยทีนี้
จนกระทั่งมาเจอนิตยสาร Cute ก็ชวนเราไปลองถ่ายดู ก็ลืมๆ ไปหมดแล้วตอนนั้น คือก็โอเคถ่าย ครั้งแรกกับ Cute ตัวเราเองก็ชอบนะ ก็โป๊ะเช๊ะ เขาเองเขาก็ชอบ ก็เลยทำมาเรื่อยๆ ติดต่อมา 3-4 ปีแล้วถึงตอนนี้
หากถามถึงความเกี่ยวข้องระหว่าง ความอีโรติก ' และ ภาพนู้ด ' วิสามัญเมืองอธิบายว่า
ขึ้นอยู่ที่รสนิยมของช่างภาพ โดยส่วนตัวแล้วมันคงเปลือยเปล่ามากกว่า แต่ทำให้นิตยสารมันก็ต้องมี โพส มีรูปแบบของนิตยสาร มีเสื้อผ้า มีเครื่องประดับนะ เข้ากับยุคสมัย แต่โดยส่วนตัวจะเล่นกับความเปลือยเปล่าคือแทนที่เราจะเอาเสื้อผ้ามาบดบัง เราก็ใช้แสงมาพาด คือมันมันกว่า
ซึ่งอันนี้เรียกว่า Fine Art ก็แล้วกัน ส่วนทั้งหมดที่เห็นก็เป็นงานส่วนตัวไม่ได้ลงนิตยสาร งานชุดนี้เริ่มทำเมื่อกลางปี ส่วนฟีดแบ็คกลับมาก็ดี พี่นิวัติ (กองเพียร) ก็ชื่นชม ก็ให้พวกรุ่นพี่ในวงการดูก็โอเค ส่วนที่แสดงงานก็ตอบรับดี
ส่วนมุมมองต่อความสำเร็จ เขามีความเห็นว่า
คือผมว่านะงานขายไม่ได้ ไม่ใช่จะไม่ประสบความสำเร็จ คือความสำเร็จมันอยู่เราเริ่มต้นจริงจังหรือเปล่า ตั้งแต่ก่อนที่เราเริ่มต้นออกแสดง คือเราไม่พอใจ ไม่ถูกใจ ผมก็ไม่เอาออกแสดงแน่นอน ตรงนั้นก็ถือว่ามันเป็นความภูมิใจ ความภูมิใจถือว่าเป็นสำเร็จขั้นหนึ่งละ ขายได้ไม่ขายได้นี่อีกเรื่องหนึ่ง |