จักกาย สนใจและอยากทำงานเกี่ยวกับศิลปะ จึงเลือกเรียนสาขาวิชาที่สามารถพลิกแพลงไปเป็นงานดีไซน์หรืองานพาณิชย์ศิลป์ นั่นคือด้านศิลปะและออกแบบสิ่งทอทั้งปริญญาตรีและปริญญาโท จากสหรัฐอเมริกา ซึ่งในสมัยนั้นเมืองไทยยังไม่มีสอนในด้านนี้
หลังจากเรียนจบกลับมาแล้วก็มาเป็นอาจารย์สอนที่ธรรมศาสตร์ในสาขา ศิลปะออกแบบพัตราภรณ์ คณะศิลปกรรม และวิชาศิลปะนิพนธ์ ซึ่งมีเวลาการสอนที่ตายตัวอยู่แล้วตามตารางของทางมหาวิทยาลัย นอกนั้นยังมีงาน Magazine ที่ต้องรับผิดชอบ รวมทั้งงานวาดภาพประกอบต่างๆ และดูเหมือนงานจะไม่ได้มากมายอะไร แต่ จักกาย ก็บอกว่าแทบไม่มีเวลาว่างเลย
จริงๆ แล้วไม่ค่อยมีเวลาว่างเท่าไหร่ คือว่าทำงานแบบนี้มันไม่มีเสาร์ - อาทิตย์อยู่แล้ว มันไม่ได้ทำงานไปตามตารางของออฟฟิศหรืออะไร ส่วนใหญ่ถ้างานสอน หรืองานบรรณาธิการ มันก็ไม่ได้เป็นงาน Full-time จริงๆ แต่ตรงนั้นเราต้องถือตามตารางเวลาของเขา เช่น สอนก็ไปตามตารางของวิชาต่างๆ งาน Magazine ก็อย่างที่รู้คือเข้าเมื่อไหร่ เสร็จดึกเมื่อไหร่ก็ได้ แต่ว่างานอื่นๆ ส่วนใหญ่ก็ทำที่บ้านอยู่แล้วก็จะกำหนดเองได้ว่าควรจะทำยังไง ถ้าไม่มีสอนแล้วต้องปิดเล่มก็จะอยู่ที่นั้นตลอด แต่ถ้าต้องมีถ่ายนอกสถานที่หรืออะไรอย่างนี้ก็ต้องไปดูตลอด
เมื่อมีเวลาว่างจริงๆ จักกาย จะใช้เวลาส่วนใหญ่หมดไปกับการฟังเพลง อ่านหนังสือ และทำงานศิลปะ
โดยให้อิสระกับตัวเองโดยไม่มีเวลาเป็นเงื่อนไข ซึ่งถือว่าเป็นการพักผ่อนจริงๆ แต่ก็น้อยครั้งที่จะเป็นเช่นนั้น ถึงแม้จะออกไปสังสรรค์กับเพื่อนก็ตามที่เรียกว่าพักผ่อน แต่ก็ไม่พ้นที่จะคุยหรือถกกันในเรื่องของงานเพราะงานไอเดียมันสามารถคิดได้ในทุกที่แม้ว่าจะไปพักผ่อนก็ตาม
ก็พูดเสมอว่า จริงๆ แล้วไม่อยากทำอะไรเลย อยากอยู่เฉยๆ การอยู่เฉยๆ
ในที่นี้หมายถึง มันไม่ต้องทำงานหรือทำอะไรตามกำหนด หรือข้อบังคับที่ตั้งขึ้นมา คือไม่ชอบให้ถูกกำหนดว่าอันนี้ต้องทำอย่างนี้ ฉะนั้นการอยู่เฉยๆ ในที่นี้หมายถึงว่าอยากทำอะไรเมื่อไหร่ก็ได้ บางวันอยากอ่านหนังสือทั้งวันก็ทำได้ บางวันอาจจะนั่งฟังเพลงอย่างเดียวก็ได้ หรือนั่งทำงานศิลปะอย่างเดียวทั้งวันก็ได้ทั้งอาทิตย์ก็ได้ คือการพักผ่อนในที่นี้อาจจะหมายถึงการมีอิสระให้กับตัวเองจริงๆ ว่าอยากจะทำอะไร แต่เราก็ยังไม่พร้อมที่เราสามารถทำได้ อันนั้นเรียกว่าเป็นเป้าหมายของชีวิตอย่างหนึ่ง ซึ่งจริงๆ ไม่ได้ซับซ้อนอะไรเลย ชอบอยู่บ้าน อยู่กับเพื่อน อยู่กับหมา อยู่กับงานศิลปะอะไรอย่างนี้ ถือว่าโอเคแล้ว แต่เราทำงานตรงนี้เป็นอาชีพมันก็มีข้อกำหนดต่างๆ อยู่บ้าง และถือเป็นประเพณีอีกอย่างของ จักกาย ที่ต้องเดินทางไปพักผ่อนยังต่างประเทศ หลังจากที่เปิดงาน Exhibition ของตัวเอง ซึ่งถือเป็นการให้รางวัลกับตัวเอง หลังจากที่ต้องทำงานเหนื่อยมาตลอด เหมือนเป็นการไปชาร์จแบตฯ ให้กับตัวเองได้กลับมาเริ่มงานใหม่
ทุกปีถือว่า อย่างน้อยต้องหยุดก็จะเดินทางไปต่างประเทศ หลังจากงานจริงๆ เลย พอเสร็จงานมีปาร์ตี้เปิดนิทรรศการ วันรุ่งขึ้นผมก็ไป จะเป็นแบบนี้ ไปสักอาทิตย์สองอาทิตย์หรือไม่ก็ ต่างจังหวัดก็ได้ บางทีด้วยช่วงเวลาหรืออะไรก็แล้วแต่จะมีข้อจำกัดอยู่ มีภาระอื่นๆ ให้ไปไหนไกลมากไม่ได้ จริงๆ แล้วการพักผ่อนมันต้องเปลี่ยนบรรยากาศ เปลี่ยนสถานที่ คือจะเป็นที่ไหนก็ได้ ไม่จำเป็นต้องไกลมากหรือว่าเป็นต่างประเทศ ขอแค่มีการเปลี่ยนบรรยากาศบ้าง เพื่อที่จะสามารถมีพลังทำงานต่อไปได้
อย่างปีที่แล้วไปแสดงงานที่นิวยอร์ก
ก็เสร็จจากนิทรรศการทางนี้แล้วก็เอางานไปที่นั้นต่อมันก็เลยถือเป็นการท่องเที่ยวไปด้วย
ซึ่งถือเป็นโอกาสที่ดีสำหรับตัวเองในฐานะของศิลปินที่ได้ไปแสดงงานต่างประเทศ
โดยเฉพาะเมืองอย่างนิวยอร์กซึ่งเป็นถือว่าเป็นศูนย์กลางของศิลปะ
ถึงแม้ว่าเราเป็นเพียงเสี้ยวหนึ่งเท่านั้น เล็กๆ เลย ได้เป็นส่วนหนึ่งตรงนั้นก็ดีแล้ว
แล้วเป็นเมืองที่ผมชอบและเคยอยู่แล้วได้ไปอยู่ 1 เดือนก็เหมือนเป็นการเบรคที่ดีเหมือนกัน