Untitled Document
 
 
 
 
 
   
 
    หน้าแรก  >  KARLAKUM   >  ตำนานตากอากาศ

   

ช่วงนี้หากจะให้ดิฉันบรรยายลักษณะภูมิอากาศของเมืองไทยให้ใครฟัง ก็คงต้องขออนุญาตใช้คำว่า ‘วิปริต’มาประกอบด้วยล่ะค่ะ เพราะวันหนึ่งๆคุณสามารถผจญกับอากาศร้อน, อากาศหนาวและห่าฝนได้ติดๆกันจนแทบจะรักษาสุขภาพไว้ไม่ได้ทีเดียว นี่หากเป็นนกดิฉันก็คงชวนพรรคพวกบินย้ายถิ่นหนีความแปรปรวนไปแล้ว แต่ก็อย่างที่ได้รับทราบจากข่าวสารกันมาบ้างแล้วว่าไม่ว่าบ้านไหนเมืองไหนก็ผจญกับความ’วิปริต’ ของภูมิอากาศและ ‘อะไรๆ’ คล้ายกับบ้านเราเหมือนกัน เพราะฉะนั้นจะย้ายถิ่นไปไหนก็คงหนีไม่พ้นอยู่ดี

 ไม่ใช่แค่นกหรือสัตว์เดรัจฉานอีกหลายชนิดเท่านั้นนะคะที่ย้ายถิ่นเพื่อหนีอากาศที่ไม่พึงใจ บางครั้งมนุษย์เราเองก็ยอมโยกย้ายที่อาศัยชั่วคราว เมื่อต้องเผชิญกับสภาพแวดล้อมที่โหดร้าย ดังที่เรามักเรียกกันว่า ‘ตากอากาศ’นั่นเอง
 อันที่จริงสำนวน ‘ตากอากาศ’ เป็นสำนวนใหม่ที่เพิ่งใช้กันราวสมัยรัชกาลที่ 5 นี้เอง สันนิษฐานว่าเพี้ยนมาจากคำ ‘ต่างอากาศ’ ที่แปลความหมายได้ตรงตัว ส่วนก่อนหน้ายุคนั้นขึ้นไปมักใช้คำว่า ‘เปลี่ยนอากาศ’ กันเสียโดยมาก
 การ ‘เปลี่ยนอากาศ’ นี้ทางการแพทย์ไม่ว่าสมัยใดๆต่างก็เห็นว่าเป็นสิ่งสำคัญต่อร่างกายมนุษย์เป็นอย่างมาก เพราะบางครั้งการที่เราอุดอู้อยู่กับสิ่งแวดล้อมเดิมๆ อาจมีอันตรายต่อสุขภาพ อันเป็นผลมาจากมลภาวะ เช่น ร้อนเกินไป , หนาวเกินไป , ฝุ่นเยอะหรืออากาศชื้น เป็นต้น การเดินทางออกไป ‘เปลี่ยนอากาศ’ จึงอาจเป็นหนทางให้อวัยวะต่างๆได้ปรับความสมดุล ดังคุณก็อาจจะได้เห็นในบรรทัดต่อๆไปว่า เหตุผลข้อนี้เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้เกิดสถานตากอากาศอันมีชื่อเสียงหลายต่อหลายแห่งในเมืองไทย

 แต่ไหนแต่ไรสยามได้ชื่อว่าเป็นดินแดนอุดมโชค ด้วยมีที่ตั้งอยู่ในบริเวณที่เหมาะสมอย่างยิ่งต่อการสร้างบ้านแปงเมือง มีภูมิประเทศและภูมิอากาศที่เอื้อต่อการดำรงชีวิต มีความหลากหลายของทรัพยากรและภูมิประเทศ แต่เมื่อบ้านเมืองเจริญยิ่งๆขึ้น ความหนาแน่นของประชากรมีมากขึ้นๆ ทำให้ความเป็นอยู่ไม่สุขสบายดังเดิม ผนวกกับแนวคิดบางอย่างในสังคมทำให้การขยับขยายเริ่มต้นขึ้น
 โดยเนื้อแท้แล้ว ชาวสยามเป็นผู้รักถิ่นฐานและความสงบ ทว่าหลายครั้งเราก็ยังได้เห็นคุณลักษณะของการเป็นนักสำรวจได้ลางๆ ทั้งนี้อาจเป็นเพราะเรารับคติอย่างหนึ่งมาจากทางอินเดีย ซึ่งต่อมา นมส.ทรงพระนิพนธ์กาพย์อธิบายแนวคิดนี้ไว้ใน ‘นิทานเวตาล’ ความว่า

๏ ชายใดไม่เที่ยวเทียวไป ทุกแคว้นแดนไพร
มิอาจประสบพบสุข
๏ ชายใดอยู่เหย้าเนาทุกข์ ไม่ด้นซนซุก
ก็ชื่อว่าชั่วมัวเมา
๏ จงจรเที่ยว เทียวบทไป
พงพนไพร ไศละลำเนา
๏ ดั้นบถเดิน เพลินจิตเรา
แบ่งทุกขะเบา เชาวนะไวฯ

๏ ชายหาญชาญเชี่ยวเทียวไพร สองขาพาไป
บ่มัวบ่เมาเขลาขลาด
๏ ขาเขาคือกิ่งพฤกษชาติ ช่อชูดูดาษ
และดกด้วยดอกออกระดะ
๏ ไป่ช้าเป็นผลปนคละ โต ๆโอชะ
รสาภิรสหมดมวล
๏ โทษหลายกลายแก้แปรปรวน เจือจุนคุณควร
เพราะเหตุที่เที่ยวเทียวเดิน
๏ จงจรเที่ยว เทียวบทไป
พงพนไพร  ไศละดำเนิน
๏ ดุ่มบถด่วน  ชวนจิตเพลิน
ใดบ่มิเกิน  เชิญบทจร ฯ
๏ เชิญคะนึงซึ่งพระทินกร  ฤาหลับฤานอน
ธ เดินและด้นบนสวรรค์
๏ เธอมีความสุขทุกวัน  หมื่นกัปแสนกัลป์
บ่อ่อนบ่เปลี้ยเพลียองค์
๏ จงจรเที่ยว เทียวบทไป
ตั้งจิตใน   ไพรพนพง
๏ ดูทินกร  จรจิรยง
แสนสุขทรง  ทุกขะบ่มี ฯ 

 พระราชวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้ารัชนีแจ่มจรัส กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์ หรือ น.ม.ส. ทรงเขียนกาพย์ข้างบนนี้เพื่อบอกว่าการเดินทางมีความสำคัญกับชีวิตอย่างยิ่ง นอกจากได้ค้นหาและค้นพบสรรพวิชานานาซึ่งไม่อาจหาได้จากในห้องเรียนแล้ว บางกรณีอาจเป็นการดีต่อสุขภาพของผู้เดินทางเองด้วย
 นับตั้งแต่พระมหากษัตริย์จนถึงยาจกต่างก็ใฝ่ฝันจะได้เดินทาง ‘เปลี่ยนอากาศ’ กันทั้งนั้น...หากมีโอกาส
 แต่ระหว่างพระราชากับยาจก โอกาสของฝ่ายแรกที่จะได้ ‘เปลี่ยนอากาศ’ ย่อมมากกว่า...
 ดังที่ดิฉันได้กล่าวไว้แต่ต้นว่า ในสมัยที่บ้านเมืองยังไม่มีความหนาแน่นของประชากรนั้น ความจำเป็นในการ ‘เปลี่ยนอากาศ’ อย่างเป็นงานเป็นการย่อมมีน้อย เมื่อทรงเบื่อบรรยากาศเดิมๆ เพียงแค่เสด็จประพาสไปในที่ต่างๆนานบ้าง ไม่นานบ้าง เท่านั้น

 ยกตัวอย่างเช่น ครั้งหนึ่งพระสงฆ์ไทยหมู่หนึ่งเดินทางไปลังกาเพื่อสักการะรอยพระพุทธบาท พระสงฆ์ลังกาพากันถามว่า สยามก็มีรอยพระบาทเหตุไฉนจึงต้องดั้นด้นไปสักการะไกลถึงลังกา? พระสงฆ์สยามหมู่นั้นกลับมากราบทูลพระเจ้าทรงธรรมให้ทรงทราบ จึงโปรดให้ออกเที่ยวหารอยพระพุทธบาทที่พระลังกากล่าวถึง

 น่าอัศจรรย์ที่ไม่นานหลังจากนั้นก็มีการพบรอยพระบาทประทับบนก้อนศิลาใหญ่บนเนินเขาที่แขวงเมืองสระบุรี พระเจ้าทรงธรรมทรงโสมนัสยิ่งนักโปรดให้ตรวจสอบจนแน่พระทัยและจึงสมโภชรอยพระบาทเป็นการใหญ่ พระราชทานนามเนินนั้นว่าสุวรรณบรรพต ทรงสร้างมณฑปทองคำครอบรอยพระบาทนั้น โปรดให้ช่างชาวฮอลันดาส่องกล้องทำถนนขึ้นสู่มณฑป สร้างพระราชนิเวศน์ที่ท่าเจ้าสนุกริมแม่น้ำป่าสักแห่งหนึ่งและที่เชิงเขาสุวรรณบรรพตแห่งหนึ่ง เพื่อใช้เป็นที่ประทับเมื่อเสด็จฯมาบำเพ็ญพระราชกุศล 

 ปรากฎว่าพระองค์พระเจ้าทรงธรรมเองเสด็จฯไปสักการะพระพุทธบาทหลายครั้งจนสวรรคตในปี พ.ศ. 2173 และกลายเป็นประเพณีที่กษัตริย์สยามทุกพระองค์ต้องเสด็จฯไปสักการะพระพุทธบาท
 การเสด็จฯไปสักการะพระพุทธบาทแต่ละครั้งเป็นเรื่องใหญ่ซึ่งชาววังต่างรอคอยมาก เพราะสถานที่ตั้งอยู่ไกลจากทั้งอยุธยาและกรุงเทพมหานคร การเดินทางสมัยก่อนก็ต้องใช้เรือมาขึ้นที่ท่าเจ้าสนุกแล้วเดินทางทางบกบุกป่าฝ่าดงต่อไป ใช้เวลาหลายวัน ต้องเตรียมตัวมากเป็นการรื่นเริง

 ในรัชกาลที่ 5 การไปนมัสการพระบาเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นที่ชาววังรอคอยและชอบหยิบยกมาพูดถึงเมื่อไม่มีเรื่องจะพูด ในนวนิยายเรื่อง ‘สี่แผ่นดิน’ ผลงานชิ้นเอกของหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมทเล่าว่า คืนแรกในห้องหอของแม่พลอยกับคุณเปรม ต่างฝ่ายต่างก็ขวยอายกันอยู่ คุณเปรมเป็นฝ่ายชวนแม่พลอยคุยก่อนด้วยประเด็นว่า “แม่พลอยเคยขึ้นพระบาทหรือยัง”
 น่ารักจริงเชียว...
 ในพ.ศ. 2209 รัชกาลสมเด็จพระนารายณ์มหาราช โปรดฯให้สถาปนาเมืองละโว้หรือลพบุรีเป็นเมืองหลวงแห่งที่สองของอยุธยา ทั้งด้วยเหตุผลส่วนพระองค์และเหตุผลทางการเมือง พระองค์เสด็จประทับที่พระราชวังเมืองละโว้ปีหนึ่งๆเฉลี่ยนานถึง 8 – 9 เดือน ซึ่งทรงพระสำราญอยู่ค่อนข้างมาก เพราะได้ทรงท่องเที่ยวไปตามสถานที่ต่างๆ
 ทิศตะวันออกของเมืองละโว้ มีทะเลสาปขนาดใหญ่ เรียกว่า ‘ทะเลชุบศร’ ซึ่งล้อมรอบด้วยป่าเขา มีทิวทัศน์งดงามและบรรยากาศแสนสบาย สมเด็จพระนารายณ์มหาราชโปรดฯให้สร้างพระที่นั่งไกรสรสีหราช หรือพระที่นั่งเย็นขึ้น เพื่อประทับเปลี่ยนอากาศที่สำคัญ พระที่นั่งเย็นองค์นี้ได้ใช้เป็นสถานที่ทอดพระเนตรจันทรุปราคา เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม พ.ศ.2228 และทอดพระเนตรสุริยุปราคาเมือวันที่ 30 เมษายน พ.ศ.2231 พร้อมทูตานุทูตและนักดาราศาสตร์ต่างชาติ
 การ ’ เปลี่ยนอากาศ’ ของกษัตริย์ก็เท่ากับการ ‘เปลี่ยนอากาศ’ ของข้าราชการไปด้วย เพราะคนเหล่านี้จำเป็นต้องติดตามไปเพื่อสนองพระมหากรุณาธิคุณตามหน้าที่รับผิดชอบของตน มีพงศาวดารกระซิบเล่าว่า เมื่อพระเจ้าอยู่หัวแต่ละพระองค์เสด็จไปประทับ ณ พระราชวังเมืองละโว้ บรรดาขุนนาง ข้าราชการต่างก็ไปคอยเฝ้าแหนในเรือของตน แต่ละคนก็มีบ่าวไพร่ติดตามไปจนมีเรือเต็มคุ้งน้ำเมืองลพบุรีไปหมด

 อย่างไรก็ตาม การเสด็จทรง ‘เปลี่ยนอากาศ’ ก็ยังไม่เป็นไปอย่างเต็มที่ในเวลานี้ จนกระทั่งพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสืบสิริราชสมบัติเป็นพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 4 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์และโปรดให้สร้างพระราชนิเวศน์นอกพระนครขึ้น อันอาจเป็นผลมาจากเมื่อครั้งทรงเพศภิกษุอยู่นั้น ได้เสด็จจาริกไปเห็นความงามและความสำคัญของสถานที่นั้นๆมาก่อน กอปรกับการที่ต้องละจากอารามอันสงบเย็นสบายมาประทับในพระบรมมหาราชวังที่แออัด ทำให้ไม่สบพระราชอัธยาศัย โปรดให้บูรณะพระราชวังเก่าขึ้นเพื่อเสด็จไปประทับ อาทิ พระราชวังบางปะอิน เมืองอยุธยา, พระราชวังเมืองละโว้,พระราชฐานที่เกาะสีชัง เป็นต้น กับทั้งโปรดฯให้สร้างพระราชฐานใหม่ขึ้นบนยอดเขาสมณะ แขวงเมืองเพชรบุรี พระราชทานนามว่า ‘พระนครคีรี’ นับเป็นอาคารสถานหมู่แรกที่สร้างด้วยศิลปะยุโรปเต็มที่ แม้จะยังขาดความลงตัวอยู่บ้างก็ตาม

 นอกจากนี้ในรัชกาลที่ 4 ยังโปรดฯให้สร้างหมู่พระที่นั่งมากมายขึ้นในพระบรมมหาราชวัง  ผลดีคือความยิ่งใหญ่สง่างามแต่ผลร้ายคือความทึบทึม ลมเดินไม่สะดวก ผลของเหตุนี้มาแสดงตัวอย่างชัดเจนในรัชกาลที่ 5 เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวไม่ทรงสบายพระองค์อย่างยิ่ง เนื่องด้วยความแออัดและอบอ้าว ดังนั้นจึงโปรดฯให้สร้างวังพญาไทขึ้นที่ทุ่งนานอกพระนคร ไว้เป็นที่สำหรับพระองค์และพระราชวงศ์ทรงพระสำราญ บางคราวก็แปรพระราชฐานไปหัวเมือง โดยปฏิสังขรณ์วังต่างอากาศของพระบรมราชชนก เช่น พระนารายณ์ราชนิเวศน์หรือพระราชวังเมืองละโว้, พระจุฑุชราชสถาน ณ เกาะสีชัง, พระนครคีรี เมืองเพชรบุรี เป็นต้น กับทั้งสร้างพระราชวังใหม่ เช่น พระรามราชนิเวศน์ หรือวังบ้านปืน เมืองเพชรบุรี 

 ยุคนี้เองที่เมืองริมทะเลเริ่มได้รับความนิยมในการต่างอากาศ บรรดาเจ้านายพระบรมวงศานุวงศ์, ขุนนาง,ตลอดจนเศรษฐีมีตระกูลต่างๆ พากันไปซื้อที่ปลูกเคหะสถานริมทะเลไว้เปลี่ยนอากาศกันทั้งนั้น
 ในรัชกาลที่ 6 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพอพระทัยการท่องเที่ยวอยู่แล้วเป็นทุนเดิม ได้เสด็จประพาสสถานที่ต่างๆตั้งแต่ครั้งยังดำรงพระอิสริยยศมกุฎราชกุมาร เมื่อเสวยราชย์แล้วก็โปรดแปรพระราชฐานเป็นเนืองนิจ อาทิ พระราชวังสนามจันทน์ เมืองนครปฐมซึ่งเสด็จอยู่มาแต่ครั้งเป็นพระยุพราช แม้เมื่อทรงเป็นพระราชาแล้วในระยะแรกก็เสด็จประทับที่พระราชฐานนี้อยู่เนืองๆ

 พ.ศ.2466 พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 6 ทรงมีพระอาการปวดตามข้อพระอัฐิ(กระดูก) คณะแพทย์ลงความเห็นว่าทรงประชวรพระโรครูมาตอย และถวายคำแนะนำให้เสด็จไปเปลี่ยนอากาศที่ชายทะเลบ้าง แรกๆก็เสด็จประพาสโดยชลมารค ประทับเรือท่องเที่ยวไป ต่อมาจึงมีพระดำริ ‘จะสร้างบ้าน’ ริมทะเล
 โปรดให้สร้างพระราชฐานที่หาดเจ้าสำราญ ทว่าเกิดปัญหาตรงที่พระราชนิเวศน์ตั้งอยู่ใกล้กับหมู่บ้านชาวประมง มีแมลงวันหัวเขียวชุกชุม แม้เมื่อเสวยพระกระยาหารก็ต้อมมีมหาดเล็กอยู่งานแส้ปัดแมลงวัน บางครั้งปัดถูกตัวมันตกลงมาตายบนโต๊ะเสวย บางครั้งปลายแส้สะบัดไปโดนชามน้ำแกงกระเด็นเลอะเทอะ ก็ไม่ทรงบ่น เล่ากันว่าวันหนึ่งทรงแอบได้ยินมหาดเล็กบ่นกันว่า ‘หาดเจ้าสำราญ แต่ข้าราชบริพารเบื่อ’ จึงทรงพระดำริเรื่อง ‘ปลูกบ้านใหม่’
 เวลานั้นหัวหินเป็นเมืองต่างอากาศยอดนิยม แต่พระเจ้าอยู่หัวพระองค์นั้นไม่ทรงมีพระดำริจะรบกวนความสำราญของราษฎร จึงไม่โปรดให้สร้างพระราชนิเวศน์บริเวณนั้น ทว่าเลือนขึ้นมาทางเหนือ แล้วโปรดให้สร้าง ‘พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน’ ด้วยสถาปัตยกรรมที่งดงามน่าชื่นชมอย่างยิ่ง

 ในระยะต่อจากนี้มิเพียงหัวหินเท่านั้น แต่หัวเมืองริมทะเลหลายแห่งกลายเป็นเมืองต่างอากาศที่มีชื่อเสียง ตั้งแต่ประจวบคีรีขันธ์, เพชรบุรีเรื่อยไปจนถึงจันทบุรี แม้พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 7 ก็โปรดฯให้สร้างพระราชวังไกลกังวลเป็นที่ประทับที่หัวหินและเสด็จประทับลี้ภัยกังวลอยู่โดยเกือบตลอดรัชกาล และพระราชวังแห่งนี้ยังเป็นพระราชสำนักหลักในการแปรพระราชฐานของพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบันอีกด้วย
 อาจเป็นเพราะมีที่ตั้งอยู่มาไกลจากเมืองหลวง, มีอากาศดี, ทัศนียภาพงดงาม ทำให้หัวเมืองเหล่านี้ต้องเปิดเมืองต้อนรับผู้คนจากต่างถิ่น ยิ่งนานวันเข้าที่ทางของ ‘เจ้าของบ้าน’ ก็ลดน้อยลง วิถีดั้งเดิมก็หมดไปด้วยมีวิถีชาวกรุงเข้ามาแทนที่
 แม้เวลานี้จะเป็น พ.ศ.2551 แต่หัวเมืองริมทะเลก็ยังครองความเป็นเมืองต่างอากาศยอดนิยมได้อย่างไม่เคยเปลี่ยนแปลง ทว่าสิ่งที่เปลี่ยนแปลงก็คือเมืองนั้นๆเอง ที่นับวัน ‘ของปลอม’ ก็เข้ามามีอิทธิพลเหนือ ‘ของจริง’ มากขึ้นๆ
 ปัญหาอยู่ที่ว่าเมื่อถึงวันหนึ่ง คนหัวหิน, คนชะอำ,คนจันทบุรี ฯ ขนานแท้ จะเดินทางไป ‘เปลี่ยนอากาศ’
 ที่ไหนกันดี แค่นั้นเอง 
 
Text: สรรพสิทธิ์ เอี่ยมสุดใจ

++++++++++++++++++++++++++
อัพเดทโดย : เบญจมาส วิชาสอน
วันที่ : 29 เม.ย. 53
editor@hiclassmagazine.com


Share
 
 
นิตยสาร GreenscapeAsia และเว็บไซต์ www.Greenscapeasia.com เป็นสื่อน้องใหม่ในเครือ HI-CLASS นำเสนอเรื่องราวด้านการท่องเที่ยว ไลฟ์สไตล์ ในแนวคิด ECO Living ในรูปแบบสองภาษา ไทย-อังกฤษ วางแผงฉบับแรกในเดือนธันวามคม 2554 และบริการผู้อ่านประจำสายการบิน โอเรียนท์ไทย - ติดต่อโฆษณาในนิตยสารและเว็บไซต์ ได้ที่ คุณรมมี่ : 02-7426438-9 หรือ 089-1132305
 
 
 
 
 
 
 
hi-class , magazine , high society , hiso , executive , politician , thailand , artist , leader , celebrity
 
hi-class , magazine , high society , hiso , executive , politician , thailand , artist , leader , celebrity
 
 
 
 

 

 

Untitled Document
เชิญทำข่าว / ฝากข่าวลงใน HI-CLASS SOCIETY ติดต่อ
บรรณาธิการบริหาร นิตยสาร HI-CLASS
32 สุขุมวิท 85 แขวงบางจาก เขตพระโขนง กรุงเทพฯ 10260 โทร 02-7426439 โทรสาร 02-3311618 อีเมล์ : editor@hiclassmagazine.com
Copyright 2004 www.hiclasssociety.com All Rights Reserved