Untitled Document
 
 
 
 
 
   
 
    หน้าแรก  >  KARLAKUM   >  Anti-aging : ศาสตร์แห่งการปฏิเสธสังขารธรรม

   “สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงหนอ มีความเกิดขึ้น และเสื่อมไปเป็นธรรมดา เกิดขึ้นแล้วย่อมดับไป ความที่สังขารเหล่านั้นสงบระงับเป็นสุข”

เรื่องของอายุยืนยาวดูเหมือนเป็นยอดปรารถนาของใครๆ แม้สงฆ์เองก็ยังกำหนดให้อายุเป็น 1 ในมงคลพรที่เป็นยอดปรารถนา อันประกอบด้วย อายุ คืออายุยืนยาว, วรรณ คือ ผิวพรรณผ่องใส, สุข คือ สุขดีไม่มีโรค, พล คือมีกำลังกายและกำลังใจดี, ปฏิภาณ คือ มีความคิดปลอดโปร่ง ไหวพริบปฏิภาณพร้อมและธนสารสมบัติ คือ มีทรัพย์มาก      
จะเห็นว่าอายุมาก่อนพวก คงถือเป็นเคล็ดว่าถึงมีเงินทองมากมาย ผิวพรรณสดใส มีสติปัญญาล้ำเลิศ มีกำลังวังชา แต่อายุสั้นก็เท่ากับไม่มีอะไรเลยนั่นเอง

 ในวัฒนธรรมจีนซึ่งเชียวชาญในระบบสัญลักษณ์อย่างยิ่งนั้น กำหนดพร 3 ประการให้มีบุคลาธิษฐานเป็นองค์เทพที่เราคุ้นตา เรียกว่า ฮก ลก ซิ่ว 

 ฮก หมายถึง ร่ำรวยสมปรารถนา มักทำรูปปั้นเป็นชายวัยกลางคน สวมหมวกเส้า บางครั้งก็อุ้มเด็กสัญลักษณ์ของการสืบทอดตระกูล แต่บางครั้ง ฮก อาจแสดงสัญลักษณ์เป็นกวางดาว, ผลทับทิม, ดอกเบญจมาศหรือลายคลื่นน้ำก็ได้
 ลก หมายถึง ยศฐาบรรดาศักดิ์ ทำเป็นรูปชายสวมหมวกขุนนาง ในมือถือคทาหยกยู่อี่  แต่บางครั้งก็ทำเป็นรูปค้างคาว, ดอกโบตั๋นหรือดอกพุดตาน, ผลส้มมือ, ลายกระจังและลายคอเสื้อเป็นต้น
 ซิ่ว หมายถึง อายุยืน ทำเป็นรูปชายแก่ หน้าผากโหนก เคราขาวยาวเฟื้อยและถือไม้เท้า บางครั้งมีน้ำเต้าแขวนไว้ที่ปลายไม้เท้าด้วย และใช้รูปนกกะเรียน, ลูกท้อ, นกกา, ต้นสน,เห็ดหรือลายประแจจีนแทนก็มี

คนจีนแบ่งช่วงอายุมงคลออกเป็น 3 ช่วง คือ อายุครบ 60 เรียก เหี่ยซิ่ว เป็นช่วงเริ่มต้นวัยชรา บางคนเมื่ออายุครบ 60 ปีก็จะจัดงานฉลองใหญ่ ที่คนไทยคุ้นเคยกันดีในชื่องาน ” แซยิด “เพื่อฉลองการก้าวสู่วัยสุดท้ายของชีวิต อายุ 80 ปี เรียกว่า จงซิ่ว เป็นเวลาที่ลูกหลานห้อมล้อมดูแล เพราะทำอะไรๆไม่ค่อยไหวแล้ว ส่วนอายุ 100 ปี เรียกว่า เจี่ยซิ่ว บางคนอาจถูกกระเซ้าว่า อีกไม่นานคงได้เป็นเซียน เพราะมีอายุยืนผิดธรรมดา

 แม้จะเรียกว่า ฮก ลก ซิ่ว แต่เวลาตั้งรูปปั้น ต้องตั้งลกไว้ตรงกลาง ฮกอยู่ทางซ้ายมือของลก และซิ่วอยู่ทางขวามือ สะท้อนแนวคิดในการใช้ชีวิตของคนจีนในสมัยก่อนว่า ชีวิตจะมีสุขได้ต้องเริ่มต้นจากการมีวาสนาบารมี มียศฐาบรรดาศักดิ์เสียก่อน จากนั้นเงินทองและความมั่งคั่งจะตามมาเอง เพราะธรรมดาขุนนางจีนก็จะมีสิทธิ์ทำการค้าขาย มีโอกาสในการลงทุนมากกว่าคนอื่นๆ ไหนจะรายได้จากการบริหารจัดการงานบ้านงานเมืองอีก ทำให้ขุนนางส่วนมากเป็นเศรษฐีไปด้วย แต่ทั้งหมดนี้ต้องอาศัยอายุยืนด้วย เพื่อให้ได้มีเวลากิ่ร่างสร้างตัวและอยู่ชื่นชมบุญของตัวเองให้ได้มากที่สุด รูปปั้นฮก ลก ซิ่วนี้ ไม่เคยเห็นมีการกราบไหว้แบบเทพเจ้าองค์อื่นๆเลย นิยมตั้งอยู่ในอาคารบ้านเรือนในทำนองของมงคลมากกว่า และไม่ค่อยเห็นตั้งบูชาในศาลเจ้าหรือในวัดด้วย

 เรื่องอายุนั้นเป็นสิ่งสำคัญที่กำหนดคุณลักษณะของคนว่าเหมาะสมกับกิจการหรือหน้าที่ต่างๆอีกด้วย ที่พิเศษหน่อยก็คือหลักการดูหญิงที่งามพร้อมในอินเดีย ที่เรียกว่า “เบญจกัลยาณี” มีนิทานกล่าวถึงนางวิสาขามหาอุบาสิกา ในทำนองว่านางเป็นหญิงเบญจกัลยาณี คือ ประกอบไปด้วยคุณสมบัติ 5 ประการ ดังนี้
1. เกสกลฺยาณํ ผมงาม คือ หญิงที่มีผมยาวถึงสะเอวแล้วปลายผมงอนขึ้น
2. มงฺสกลฺยาณํ เนื้องาม คือหญิงที่มีริมฝีปากแดงดุจผลตำลึงสุกและเรียบชิดสนิทกันดี
3. อฏฺฐิกลฺยาณํ กระดูกงาม คือหญิงที่มีฟันสีขาวประดุจสังข์ และเรียบเสมอกัน
4. ฉวิกลฺยาณํ ผิวงาม คือหญิงที่มีผิวงามละเอียด ถ้าดำก็ดำดังดอกบัวเขียว ถ้าขาวก็ขาวดังดอกกรรณิกา
5. วยกลฺยาณํ วัยงาม คือ หญิงที่แม้จะคลอดบุตรถึง ๑๐ ครั้ง ก็ยังคงสภาพร่างกายสาวสวยดุจคลอดครั้งเดียว 
ว่ากันว่าเมื่อนางแต่งงานแล้ว มีลูกชายหญิงอีก 20 คน ลูกแต่ละคนแต่งงานมีลูกอีก คนละ 20 คน นางจึงมีหลาน 400 คน และหลานทั้งหมดแต่งงานมีลูกอีกคนละ 20 คน นางวิสาขาจึงมีเหลนนับได้ 8,000 คน และนางวิสาขาเองก็มีอายุยืนยาวได้เห็นหน้าลูก หลานและเหลนทั้งสิ้น 8,420 คนนี้เสียด้วย 

 แต่ความมีอายุยืนก็ทำให้นางได้รับทุกขเวทนาจากการสูญเสียจนได้ สมัยหนึ่งเมื่อพระพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ วัดบุพพาราม ซึ่งนางวิสาขาเองเป็นผู้สร้างถวาย ปรากฎว่านางวิสาขาเดินร้องไห้เข้ามาเฝ้าพระพุทธเจ้า พระองค์ตรัสถามถึงสาเหตุที่ทำให้เสียใจ นางจึงทูลถึงเรื่องที่นางสุทัตตี หลานสาวคนโปรดได้ถึงแก่กรรมลงด้วยโรคชรา พระพุทธองค์ตรัสธรรมกถาแก่นางว่า “ดูกรวิสาขา คนในโลกนี้ ผู้ใดมีสิ่งเป็นที่รัก 100 ผู้นั้นก็จะมีทุกข์ถึง 100 ผู้ใดมีสิ่งเป็นที่รัก 50 ผู้นั้นก็จะมีทุกข์ถึง 50 เช่นกัน วิสาขา เราขอบอกเธอว่า ความทุกข์ ความเศร้าโศก ความพิไรรำพันที่คนทั้งหลายประสบกันอยู่ในโลกนี้ ก็เพราะอาศัยสัตว์หรือสังขารอันเป็นที่รัก ถ้าไม่มีสัตว์หรือสังขารอันเป็นที่รักแล้ว ความทุกข์ ความเศร้าโศก ความพิไรรำพันเหล่านั้นก็ไม่มี ผู้นั้นก็จะมีแต่ความสุข ดังนั้น ผู้ปรารถนาความสุขให้กับตนเอง ก็ไม่ควรทำสัตว์หรือสังขารให้เป็นที่รัก”
 นางวิสาขาได้ฟังพระพุทธดำรัสนี้แล้วจึงค่อยคลายความเศร้า แต่ต่อมานางก็ต้องเสียใจกับการจากไปของหลานที่รักอีกถึงสองครั้ง ซึ่งพระพุทะองค์ก็ทรงแสดงพระธรรมโปรดนางอีกทั้งสองครั้งเช่นกัน

 ว่ากันว่าเมื่อนางอายุได้ 120 ปี ขณะอยู่ท่ามกลางลูกหลาน คนพวกอื่นไม่สามารถทราบได้ว่านางใดคือนางวิสาขา เพราะความเป็นเบญจกัลยาณีทำให้นางมีวัยงามดั่งดรุณีอายุ 16 ปีซึ่งเป็นครั้งแรกที่นางมีครรภ์ ตั้งแต่นั้นมาวัยของนางก็ไม่ได้เคลื่อนคล้อยไปไหนเลย ต่อเมื่อนางจะลุกขึ้นยืนเท่านั้นจึงจะทราบได้ว่าคือวิสาขามหาอุบาสิกา เพราะธรรมดาหนุ่มสาวนั่งอยู่ย่อมลุกขึ้นได้ทันที แต่คนชราย่อมต้องใช้สองมือดันพื้นพยุงร่างลุกขึ้นมานั่นเอง แปลว่าสตรีเหนือธรรมดาอย่างนางวิสาขามหาอุบาสิกาก็ยังพ่ายแพ้ต่อสังขาร…

 เมื่อความเชื่อเรื่องเบญจกัลยาณีแพร่หลายเข้ามาสู่ดินแดนแถบเอเชียอาคเนย์ ความเชื่อเรื่องวัยงามจึงเคลื่อนไปจากเดิมเล็กน้อย คือถือกันว่า วัยงามหมายถึง งามสมวัย คือเมื่อเด็กก็งามแบบเด็ก เมื่อสาวก็งามอย่างสาว และเมื่อชราภาพลงก็มีริ้วรอยความงามสมอายุ เป็นต้น เรียกว่า “งามตามสังขาร” แต่ความคิดอย่างนี้ดูเหมือนไม่เป็นที่นิยมเท่ากับหลัก “ยิ่งแก่ ยิ่งเด็ก”ที่กล่าวมาแต่ต้น

 ‘สังขาร’ มาจากคำภาษาบาลีว่า สํสฺการ แปลว่า สิ่งที่ประกอบขึ้นเป็นร่างกายและจิตใจรวมกัน ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงสอนอยู่เสมอว่าเป็นสิ่งไม่เที่ยง มีเกิด ตั้งอยู่และดับไปเป็นธรรมดา
 แม้แต่พระพุทธสังขารเองก็ยังต้องเสื่อมสลายไป เล่ากันว่าเมื่อพระอินทร์เสด็จมาทรงสักการะพระพุทธศพเป็ฯครั้งสุดท้ายก่อนถวายพระเพลิงนั้น จอมเทวดาถึงกับรำพึงว่า “อนิจฺจา วต สงฺขารา อุปฺปาทวยธมฺมิโน อุปฺปชฺชิตฺวา นิรุชฺฌนฺติเตสํ วูปสโม สุโขติ ฯ” ซึ่งแปลว่า “สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงหนอ มีความเกิดขึ้น และเสื่อมไปเป็นธรรมดา เกิดขึ้นแล้วย่อมดับไป ความที่สังขารเหล่านั้นสงบระงับเป็นสุข”

 บางคนเชื่อว่าพระพุทธเจ้าทรงมีพระรูปผิดแผกจากปุถุชน ความเชื่ออันนั้นมิเป็นความจริงเลย พระพุทธองค์เพียงเคยทรงแสดงโอภาสนิมิตรให้พระอานนท์ทราบ ณ ร่มไม้ ใกล้ปาวาลเจดีย์ เมืองไพศาลี ในพรรษาที่ 80 ของพระชนชีพว่า “อานนท์ ถ้าบุคคลใดเจริญอิทธิบาท 4 ประการ แม้ปรารถนาจะดำรงอยู่ประมาณกัปป์หนึ่ง หรือมากกว่านั้นก็สามารถจะอยู่ได้" ทั้งนี้เพื่อแสดงเหตุให้พระอานนท์ทราบว่าใกล้เวลาเสด็จดับขันธปรินิพพานของพระองค์แล้ว หากพระอานนท์ทูลอารธนาให้พระองค์เสด็จดำรงพระชนม์อยู่ต่อไป ก็จะรับอาราธนา แต่พระอานนท์ก็หาได้ทันคิดไม่ ดังนั้นพระพุทธเจ้าจึงปลงพระชนมายุสังขารว่า อีกสามเดือนจะเสด็จดับขันธปรินิพพาน

 พระสังขารของพระพุทธเจ้านั้น ตามพระบาลีว่าไว้ว่าเมื่อทรงกสิณจะสุกสว่างเรืองรอง ประกอบไปด้วยฉัพพรรณรังสี 6 ประการ พระฉวีจะสดใสสว่างเป็นพิเศษเมื่อใกล้กาลสำคัญคือเมื่อประสูติ ตรัสรู้ แสดงปฐมเทศนา และเสด็จดับขันธ์เท่านั้น ในเวลาปรกติก็มีพระรูปสมบูรณ์เป็นไปตามสังขารธรรมดุจเดียวกับพระอรหันต์ทั้งหลาย
 มีเรื่องเล่าว่า พราหมณ์ผู้หนึ่งปรารถนาจะได้เข้าเฝ้าทูลถามปัญหาแด่พระพุทธองค์ เมื่อทราบว่าขณะนั้น พระองค์ประทับอยู่ ณ พระเชตวันวิหาร เมืองสาวัตถี พร้อมด้วยพระอรหันต์ขีณาสพจำนวน 500 จึงเดินทางไปขอเข้าเฝ้า ขณะอยู่ในวิหาร พบภิกษุมากมายอยู่ที่นั่น ไม่ทราบว่าผู้ใดเป็นผู้ใด พราหมณ์จึงต้องถามว่า “ท่านใดคือพระสมณโคดม” และทรงตอบว่า “ดูกรพราหมณ์! เราคือสมณโคดม”  หมายความว่าพระพุทธองค์ในเวลานั้น มิได้มีความต่างจากพระอรหันต์จำนวน 500 นั้นเลย แม้พราหมณ์ยังแยกไม่ออก ก็ภิษุอรหันต์นั้นมีมากมายหลากหลายวัย พระพุทธเจ้าเองก็คงจะมีพระสิริรูปไม่ต่างจากคนพวกนั้น พระองค์ไม่ได้แสดงฤทธิ์ให้พระวรกายงามกว่าผู้อื่นเลย ทรงเข้าพระทัยในหลักสังขาร และทรงหวังให้พุทธศาสนิกชนนำพุทธประวัติของพระองค์มาเป็ฯเครื่องเตือนสติ ว่าแม้แต่ผู้เป็นเลิศในโลกอย่างเช่นพระพุทธเจ้าก็ต้องพ่ายแพ้แต่สังขารและมรณะ

 เรื่องทรงสั่งสอนให้เห็นความธรรมดาแห่งสังขารนี้ เกิดขึ้นอีกครั้งที่กรุงราชคฤห์ เมื่อนางสิริมา หญิงนครโสเภณีที่มีค่าตัวถึงคืนละ 1,000 กหาปนะ ถึงคราวสิ้นชีวิตลง พระพุทธองค์ทรงขอให้งดการปลงศพไว้ก่อน จนกระทั่งศพของนางเน่า เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้วพระพุทธเจ้าก็เสด็จไปพร้อมพระเจ้าพิมพิสารและพุทธบริษัทจำนวนมาก เพื่อเปิดหีบศพนางสิริมาออกดู รับสั่งให้พระเจ้าพิมพิสารขายทอดตลาดศพนั้นเป็นเงิน 1,000 กหาปนะ ตามค่าตัวเดิมของนาง ปรากฎว่าไม่มีใครยอมซื้อ แม้ลดราคาลงเรื่อยๆก็ไม่มีใครยอมซื้อ จนแม้ให้เปล่าก็ไม่มีใครอยากได้ พระพุทธองค์ทรงแสดงพระธรรมว่า
 “ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย ดูสตรีอันเป็นที่รักที่พอใจของคนเป็นอันมาก เมื่อก่อนนี้ให้ทรัพย์ 1,000 กหาปณะแล้ว ให้อยู่ร่วมด้วยนางสิริมาเพียงวันเดียวคนทั้งหลายก็แย่งกัน แต่บัดนี้เวลาล่วงไปเพียง 5-6 วันเท่านั้น ร่างเดียวกันนี้ แม้ให้เปล่าก็ไม่มีใครต้องการ ภิกษุทั้งหลาย รูปที่มีความงามถึงปานนี้ ถึงแล้วซึ่งความสิ้นและความเสื่อมไปตามธรรมดาของโลกทั้งหลาย รูปนี้เป็นอย่างไร รูปอื่นก็เป็นอย่างนั้น รูปอื่นเป็นอย่างไร รูปนี้ก็เป็นอย่างนั้น ภิกษุทั้งหลาย ดูเถิด ดูร่างกายที่เน่าเปื่อยมีกลิ่นเหม็น มีกระดูกเป็นโครงอันเนื้อและเลือดซึ่งเกิดแต่กรรมทำให้วิจิตรแล้ว ร่างกายนี้อาดูร ไม่มีความเที่ยงหรือยั่งยืน แต่คนส่วนมากก็ยังดำริถึงด้วยความกำหนัดพอใจ” คราวนั้นมีผู้บรรลุโสดาบันหลังจบพระธรรมกถาเป็นจำนวนมาก

 ในทางวิทยาศาสตร์อธิบายว่าร่างกายประกอบขึ้นด้วยเซลล์ (Cell) นับพันล้านเซลล์ เซลล์เหล่านั้นต่างประกอบกันขึ้นเป็นอวัยวะเพื่อทำหน้าที่ของตนสอดคล้องกันไป กลายเป็นระบบร่างกาย เซลล์เหล่านี้มีการก่อกำเนิด พัฒนาและสิ้นอายุขัยของมันเอง บางอย่างร่างกายก็สามารถสร้างใหม่ขึ้นมาทดแทนได้ แต่บางอย่าง บางขณะเวลาร่างกายก็ไม่สามารถสร้างสรรค์เซลล์ใหม่ขึ้นมาทดแทนเซลล์เก่า ดังนั้นร่างกายจึงมีการก่อเกิด พัฒนา เหี่ยวเฉาและสิ้นไปในที่สุด เราทั้งหลายก็ทราบกันดีอยู่ แต่ก็พยายามหาทางชะลอปรากฎการณ์เหล่านี้ออกไป

 ในวงการแพทย์ วิวัฒนาการเพื่อการชะลออายุเริ่มมีประสิทธิผลเมื่อไม่กี่สิบปีมานี้เอง เวลาปัจจุบันนี้เป็นช่วงที่การแพทย์เพื่อความงามและความอ่อนเยาว์กำลังตื่นตัวเต็มที่ และมนุษย์ก็ทำงานอย่างหนักเพื่อพยายามเอาชนะธรรมชาติให้จงได้
 ศาสตร์แห่งการชะลอวัย (Anti-aging) นับย้อนหลังลงไปได้เกือบ 5,000 ปี ในยุคที่อารยธรรมอียิปต์กำลังเฟื่องฟู ชาวอียิปต์พยายามค้นหาสมุนไพรที่ช่วยลดเลือนริ้วรอยและสร้างชีวิตอมตะให้กับตนเอง ทั้งโดยวิธีรับประทาน, ประทินเรื่อยไปจนกระทั่งการผ่าตัดเลยทีเดียว กรรมวิธีเหล่านี้ถูกปกปิดเป็นความลับมาตลอดในขณะที่อีกซีกโลกหนึ่ง ในจีนและอินเดีย พัฒนาการขององค์ความรู้ทางด้านการชะลอวัยก็กำลังก้าวหน้ามากขึ้นเรื่อยๆ และเป็นยอดปรารถนาของมนุษย์ทั้งโลกในเวลาต่อมา กลายเป็นที่มาของตำนานที่มีความอ่อนเยาว์เป็นสาระสำคัญ เช่น ตำนานแห่ง Shangri-la ดินแดนลึกลับที่ผู้ไปเยือนจะได้รับชีวิตอมตะและความอ่นเยาวชั่วนิรันดร์เป็นของขวัญ เป็นต้น

 ช่วงต้น ศตวรรษที่ 21 ศาสตร์ของการชะลอวัยด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ได้รับความนิยมอย่างยิ่ง ผลการวิจัยของ Daniel Mroczek เภสัชกรชาวอเมริกันพบว่าในขณะที่ความสุขในการใช้ชีวิตช่วยให้เราดูอ่อนเยาว์ลงนั้น ความอ่อนกว่าวัยก็ช่วยให้คนถึง 38 % ดูมีความสุขกับการใช้ชีวิตมากขึ้นกว่าปรกติด้วย ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาธุรกิจเพื่อชะลออายุก็เติบโตอย่างไม่อาจหยุดยั้งและการเป็นธุรกิจที่สร้างรายได้มหาศาลให้กับหลายๆคน

 เห็นได้ว่าอายุมีความสัมพันธ์กับสังขาร แต่มนุษย์กลับพยายามแยกทั้งสองอย่างนี้ออกจากกัน อนุญาตให้อายุเดินต่อไปได้ ในขณะที่ปฏิเสธการพัฒนาของสังขารอย่างสิ้นเชิง ดังเรายังคงทำบุญและจัดงานเฉลิมฉลองอายุกันอยู่ทุกปี แต่เรากลับกลัวการเป็นคนแก่ไปเสียได้อย่างน่าขัน
 เราไม่เพียงสร้างบรรทัดฐานใหม่ให้กับความเชื่อมโยงระหว่างอายุและสังขารเท่านั้น เรายังใช้บรรทัดฐานนี้กำหนดสิ่งต่างๆด้วย ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่น น้อยคนที่จะนึกภาพชายชราในวัย 80 ปี ที่มีผิวกายหย่อยยาน เรี่ยวแรงถดถอยใกล้หมดกำลังว่าเป็นพระบรมศาสดาของศาสนาพุทธ ทั้งที่พระองค์เองก็ทรงสอนอยู่เสมอว่ามนุษย์ผู้มีเลือดเนื้อ แม้ประเสริฐเพียงใดก็อยู่ใต้กฎแห่งสังขาร  เป็นต้น
                                                                                                                                             
เคยมีคนพูดว่า “สำหรับผู้ชายแล้ว ชีวิตเริ่มต้นที่ 30” สมัยหนึ่งความคิดนี้อาจเป็นความจริง เพราะการทำงานใหญ่สักอย่างหนึ่ง ต้องอาศัยทั้งวัยวุฒิและคุณวุฒิประสมกัน คนจะเป็นเจ้านายจึงต้องภูมิฐาน น่าเคารพเลื่อมใส ในขณะที่ทุกวันนี้กระแสผู้บริหารรุ่นใหม่ไฟแรงกำลังเข้ามาตีตลาด ผู้นำแข่งกันทำหน้าเด็กอย่างเอาเป็นเอาตาย
 เรื่องเหล่านี้ไม่มีใครผิดใครถูก สังคมปัจจุบันใส่ใจกับภาพลักษณ์อย่างยิ่ง จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะปรับปรุงสังขารไม่ให้เสื่อมโทรมไปตามวัย 

Text: สรรพสิทธิ์ เอี่ยมสุดใจ


+++++++++++++++++++++
อัพเดทโดย : เบญจมาส  วิชาสอน
วันที่ : 26 ส.ค. 53
editor@hiclasssociety.com

Share
 
 
นิตยสาร GreenscapeAsia และเว็บไซต์ www.Greenscapeasia.com เป็นสื่อน้องใหม่ในเครือ HI-CLASS นำเสนอเรื่องราวด้านการท่องเที่ยว ไลฟ์สไตล์ ในแนวคิด ECO Living ในรูปแบบสองภาษา ไทย-อังกฤษ วางแผงฉบับแรกในเดือนธันวามคม 2554 และบริการผู้อ่านประจำสายการบิน โอเรียนท์ไทย - ติดต่อโฆษณาในนิตยสารและเว็บไซต์ ได้ที่ คุณรมมี่ : 02-7426438-9 หรือ 089-1132305
 
 
 
 
 
 
 
hi-class , magazine , high society , hiso , executive , politician , thailand , artist , leader , celebrity
 
hi-class , magazine , high society , hiso , executive , politician , thailand , artist , leader , celebrity
 
 
 
 

 

 

Untitled Document
เชิญทำข่าว / ฝากข่าวลงใน HI-CLASS SOCIETY ติดต่อ
บรรณาธิการบริหาร นิตยสาร HI-CLASS
32 สุขุมวิท 85 แขวงบางจาก เขตพระโขนง กรุงเทพฯ 10260 โทร 02-7426439 โทรสาร 02-3311618 อีเมล์ : editor@hiclassmagazine.com
Copyright 2004 www.hiclasssociety.com All Rights Reserved