Untitled Document
 
 
 
 
 
   
 
    หน้าแรก  >  KARLAKUM   >  ราชาภรณ์

    เมื่อมนุษย์เริ่มต้นสร้างสรรค์สังคมให้เป็นระเบียบนั้น ระบบชนชั้นเป็นเครื่องมือหนึ่งที่ถูกเลือกขึ้นมาใช้ควบคุมความสงบเรียบร้อยของผู้คนในหมู่เหล่าเดียวกัน ทว่าระบบนี้ไม่สามารถแบ่งแยกมนุษย์ซึ่งเป็นสัตว์ในเผ่าพันธุ์เดียวกัน มีรูปกาย นิสัยใจคอ และวิถีชีวิตเหมือนกันออกจากกันได้ บรรพบุรุษผู้ชาญฉลาดจึงคิดสร้างสัญลักษณ์ขึ้นเพื่อแสดงความ ‘พิเศษ’ ของแต่ละชนชั้นขึ้นมา
 สัญลักษณ์แรกที่ถูกนำมาใช้แบ่งแยกมนุษย์ชั้นหนึ่งให้ต่างจากมนุษย์ชั้นอื่นๆก็คือเสื้อผ้า ซึ่งนอกจากแต่ละชิ้นจะวิจิตรอลังการขึ้นเรื่อยๆตามความก้าวหน้าในเชิงช่างแล้ว ยังเต็มไปด้วยนัยความหมายที่ลึกซึ้งและเกี่ยวโยงสัมพันธ์กับขนบธรรมเนียม วิถีชีวิตของแต่ละสังคมอีกด้วย

 ไม่ว่าสมัยใด ชนชั้นผู้นำซึ่งมีหน้าที่บังคับบัญชาและชี้นำสังคมนั้น เป็นชนชั้นพิเศษสุด การจะรักษาอำนาจวาสนาไว้ในกำมือได้นั้น ย่อมต้องอาศัยบารมีและความ ‘เหนือ’ กว่าผู้คนโดยทั่วไป การแต่งกายก็เป็นวิธีแสดงอำนาจบารมีและความมั่งคั่งเหนือผู้อื่นอีกวิธีหนึ่ง ฉะนั้นอาภรณ์ของชนชั้นผู้นำจึงน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง

 ย้อนกลับไปในยุคหินเก่า ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สังคมเพิ่งจะเริ่มก่อตัวขึ้นเป็นรูปเป็นร่าง แม้จะมีการติดต่อแลกเปลี่ยนทางการค้าขายซึ่งมักพ่วงด้วยการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมอยู่บ้างก็ประปรายเท่านั้น สินค้าจากต่างถิ่นจึงกลายเป็นของหายากที่ถูกนำมาเป็นเครื่องแสดงบารมีของผู้นำในท้องถิ่นต่างๆ อาทิ
 ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เรามักขุดพบโครงกระดูกมนุษย์สมัยหินใหม่ (4,500 – 4,000 ปีก่อน) ซึ่งมีโครงกระดูกจำนวนหนึ่งสวมใส่เครื่องประดับที่ทำจากลูกปัด ซึ่งสร้างจากวัสดุหลายชนิด เช่น กระดูกสัตว์, แก้ว, หินโมรา (Agate หรือ Blood stone), หินโมกุล (Carnelian) บางครั้งลูกปัดเหล่านั้นถูกสลักเป็นรูปสัตว์ เช่น สิงโต ซึ่งไม่ได้เป็ฯของที่ทำขึ้นในดินแดนแถบนี้ แต่เป็นของที่นำเข้ามาจากเมืองใหญ่แถบทะเลอาระเบียน หรือแถบเอเชียกลาง นั่นหมายความว่าโครงกระดูกนั้นคือชนชั้นผู้นำของชุมชนซึ่งมีความสามารถในการซื้อของมีราคาเหล่านี้มาสวมใส่ เพื่อแสดงถึงอำนาจบารมีมากกว่าผู้คนโดยทั่วๆไป ในขณะเดียวกันโครงกระดูกสมัยหินใหม่บางโครงที่ขุดพบในแถบยุโรปและเอเชียกลางก็สวมใส่เครื่องประดับทองแดงและทองสำริดประเภทกำไลขนาดใหญ่ ซึ่งสวมซ้อนกันหลายๆวง, สร้อยคอที่ห้อยด้วยกระพรวนจำนวนมาก ซึ่งเป็นของที่สันนิษฐานว่าน่าจะถูกผลิตขึ้นจากดินแดนแถบภาคกลางและภาคอีสานของไทยในปัจจุบัน เพราะเป็นแหล่งที่มีสายแร่ทองแดงซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในการทำเครื่องประดับทองแดงและสำริด สิ่งเหล่านี้แสดงถึงความสัมพันธ์ของดินแดนทั้งสองด้วย

 หากชนชั้นนำในสมัยหินใหม่ฟื้นคืนชีพขึ้นมาในสมัยนี้ คงต้องแปลกใจกับชนชั้นนำมากมายที่เดินสวนกันอยู่บนท้องถนน เพราะเวลานี้แฟชั่นกำไลขนาดใหญ่กลับมาเป็นที่นิยมอย่างยิ่งในหมู่แฟชั่นนิสต้าทั้งมวล
 ในช่วงเวลาเดียวกันนี้ ชนชั้นนำบางแห่งแต่งกายอย่างวิลิศมาหรา ผู้ปกครองของมหาอาณาจักรแห่งลุ่มน้ำไนล์ตามปรกติจะแต่งกายด้วยผ้าฝ้ายเนื้อดี สวมกรองคอที่ทอด้วยเส้นทองแล้วประดับด้วยเทอร์คอยซ์, ทองคำ, หินสีหรืองาช้าง แต่ในเวลาพิธีการฟาโรห์และพระราชินีจะสวมเครื่องประดับศรีษะรูปงูเห่า สัญลักษณ์แห่งอียิปต์ล่าง และหัวเหยี่ยว สัญลักษณ์แห่งอียิปต์บน ทั้งหมดหมายถึงการรวมอียิปต์เข้าเป็นหนึ่งเดียว

 ชนเผ่าอินคาในอเมริกาใต้(พ.ศ.1981 - 2076)เป็นพวกที่บูชาพระอาทิตย์เป็นเทพเจ้าสูงสุด ผู้นำเผ่าและนักบวชก็คือคนๆเดียวกัน ในยามประกอบพิธีบูชาสุริยเทพ กษัตริย์แห่งอินคาจะสวมเครื่องประดับศรีษะที่ทำเป็นแฉกๆคล้ายรัศมีของดวงอาทิตย์ เครื่องประดับนี้ทำขึ้นจากทองคำและหินสี เล่ากันว่าเมื่อพวกสเปนเข้ามาทำลายอาณาจักรอินคา พวกเขาหวงแหนสุริยมงกุฎนี้มาก และเมื่อจนตรอกพวกเขาก็เลือกที่จะโยนของค่าควรเมืองชิ้นนี้ลงสู่ก้นทะเลสาปติติกากา ซึ่งได้รับการกล่าวขานว่าเป็นทะเลสาปที่อยู่สูงที่สุดในโลก ดีกว่ายอมให้อารยชนต่างถิ่นได้ไปครอบครอง

 พระจักรพรรดิจีนไม่ได้มีเพียงเครื่องประดับเท่านั้นที่เป็นเครื่องหมายแสดงถึงอำนาจ แม้แต่ลวดลาย เนื้อผ้าและรูปแบบของฉลองพระองค์ก็สงวนไว้เพียงเพื่อโอรสแห่งสวรรค์อย่างพระองค์เท่านั้น ฉลองพระองค์ของพระจักรพรรดิจีนมีหลายแบบ เพื่อให้เหมาะกับฤดูกาลและพระราชกรณียกิจต่างๆที่ต้องทรงปฏิบัติ ชุดที่สำคัญที่สุดคือชุดมังกร ซึ่งจะทรงเมื่อพระราชพิธีบรมราชาภิเษก และใช้ทรงในการพระราชพิธีสำคัญๆ เป็นชุดยาวที่ทอด้วยไหมชั้นดีสอดสลับด้วยเส้นทองคำ ปักดิ้นเป็นรูปมังกรห้าเล็บดั้นเมฆล่อแก้ว เพื่อเป็นการตอกย้ำพระราชสถานะโอรสแห่งสวรรค์ ซึ่งแสดงออกด้วยมังกร 5 เล็บ ซึ่งเป็นมังกรตระกูลสูงที่สุด

 มังกรบนฉลองพระองค์ของฮ่องเต้มักมี 8 ตัว ด้านหน้า 3 ตัว ด้านหลัง 3 ตัว แขนซ้าย 1 ตัว แขนขวา 1 ตัว นั่นเพราะเลข 8 เป็นเลขมงคล และเมื่อรวมกับฮ่องเต้ซึ่งถือกันว่าทรงเป็นมังกรเช่นกัน ก็เท่ากับว่ามีมังกรทั้งหมด 9 ตัว
 ฉลองพระองค์มังกรมักทอด้วยไหมสีทอง เพราะเป็นสีแห่งธาตุดิน ซึ่งหมายถึงความอุดมสมบูรณ์ สีเหลืองและสีทองจึงเป็นสีเฉพาะของพระจักรพรรดิ ในฐานะที่ทรงเป็นเจ้าของแผ่นดินและทรงอุปถัมภ์การเกษตร นอกจากนี้สีเหลืองยังเป็นสีแห่งความเจริญ มีความหมายถึงการกำเนิดและเติบโตอีกด้วย
 แต่ในราชวงศ์ซ่ง (???? ) พ.ศ. 1503 - พ.ศ. 1822 ชุดมังกรไม่ใช่ชุดเต็มยศ เป็นเพียงเครื่องแต่งพระองค์ที่ใช้ในพระราชพิธีเท่านั้น ชุดเต็มยศของฮ่องเต้ราชวงศ์ซ่งเป็นชุดเรียบไม่มีลวดลาย สีแดง ซึ่งหมายถึงพลังอำนาจ และทรงคู่กับพระมาลาสีดำ ซึ่งเป็นสีของธาตุน้ำ ว่ากันว่าปฐมจักรพรรดิจิ๋นซีทรงฉลองพระองค์สีดำ เพราะเป็นยุคที่ให้ความสำคัญกับน้ำเป็นอย่างยิ่ง

 อันที่จริงฉลองพระองค์ของพระจักรพรรดิจีนมีหลายสี ล้วนมีความหมายโดยนัยทั้งนั้น เช่น สีขาว หมายถึงธาตุทองและความบริสุทธิ์, สีเขียว หมายถึงธาตุไม้และการเจริญเติบโต เป็นต้น
 ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าลายมังกรจะเป็นลายเฉพาะสำหรับพระจักรพรรดิเพียงพระองค์เดียว เรายังได้เห็นมังกรบนฉลองพระองค์ของพระมเหสี เจ้าจอม พระราชวงศ์ หรือบนเสื้อผ้าของขุนนางผู้ใหญ่ เพียงแต่จำนวนเล็บของมังกรเหล่านี้ต้องไม่มากกว่าหรือเท่ากับ 5 เล็บเท่านั้นเอง
 เครื่องแสดงอิสริยศักดิ์ของพระมหากษัตริย์ภาคพื้นยุโรปคือ ‘มงกุฎ’ ในพิธีการพระมหากษัตริย์ที่เป็นบุรุษจะทรงเครื่องแบบทหารเหล่าใดเหล่าหนึ่งพร้อมกับทรงพระมหามงกุฎบนพระเศียร บางครั้งจะมีผ้าคลุมพระอังสายาวแสดงถึงพระราชอำนาจ แต่หากพระมหากษัตริย์เป็นสตรี มักสวมผ้าคลุมพระอังสาและทรงพระมหามงกุฎกับฉลองพระองค์ชุดยาวหรูหรา
 ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก กษัตริย์แห่งอังกฤษซึ่งแต่งพระองค์ด้วยฉลองพระองค์เต็มยศ คลุมพระองค์ด้วยผ้าคลุมหนายาวซึ่งมีมหาดเล็กถือชาย หรือในกรณีที่เป็นสมเด็จพระบรมราชินีนาถก็จะใช้นางพระกำรนัลถือชายฉลองพระองค์คลุมนั้น ซึ่งแทนความหมายของพระราชอิศริยยศสูงสุด 

พระมหากษัตริย์จะเสด็จพระดำเนินเข้ามาในมหาวิหารเวสมินสเตอร์ ท่ามกลางบรรดาพระบรมวงศานุวงศ์, ข้าราชการและผู้แทนกษัตริย์ต่างชาติซึ่งเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทอยู่ แล้วเสด็จขึ้นประทับบนพระราชบัลลังก์ พระสังฆราชแห่งแคนเทอเบอรี่ จะเชิญพระมหามงกุฎประดับอัญมณีมาสวมลงบนพระเศียร ตามด้วยพระคฑาซึ่งทรงรับมาถือไว้ในพระหัตถ์ขวา สัญลักษณ์ถือพระราชอาญาสิทธิ์ จากนั้นจึงเป็นโลกมณฑลซึ่งทรงรับแล้วถือไว้ในพระหัตถ์ซ้าย สัญลักษณ์แห่งการเป็นพระผู้ได้รับการยอมรับจากพระผู้เป็นเจ้า ถือเป็นการเสร็จสิ้นพิธีกรรมในการผ่านพิภพเป็นพระมหากษัตริย์โดยสมบูรณ์
พระมหามงกุฎที่ใช้ทรงในงานบรมราชาภิเษกกษัตริย์แห่งอังกฤษคือ St.Edward’s Crown ซึ่งถุกสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2204 กล่าวกันว่าสร้างเป็นมงกุฎทองคำประดับอัญมณี ประดับด้วยสัญลักษณ์กางเขนแบบ crosses patt?e และสัญลักษณ์รูปดอกไอริสหรือลิลลี่ อย่างละ 4 รูปอยู่ที่ทั้ง 4 มุมโครงทองคำประดับอัญมณีนี้สร้างครอบลงบนพระมาลากำมะหยี่สีแดงที่ว่ากันว่าเป็นของ เซนต์เอ็ดเวิร์ด (St.Edward) บรรพกษัตริย์แห่งอังกฤษ พระมหามงกุฎองค์นี้ถูกใช้เพียงครั้งเดียวในแต่ละรัชกาล คือในวันบรมราชาภิเษกนี่เอง

ในสมัยโบราณชนชั้นสูงมักสวมหมวกเป็นเครื่องแสดงถึงอำนาจ ต่อมาจึงคิดประดับหมวกนั้นด้วยของมีค่าเพื่อแสดงถึงบารมี หากผู้นำเผ่าหนึ่งสามารถเอาชนะอีกเผ่าหนึ่งได้ก็จะนำของประดับที่อยู่บนหมวกของผู้แพ้มาประดับเสริมบนหมวกของผู้ชนะ และพัฒนาจนกลายเป็นมงกุฎในที่สุด ฉะนั้นมงกุฎจึงเป็นเครื่องหมายของอำนาจบารมี จนกระทั่งอาณาจักรยอมรับอำนาจของศาสนจักรเหนือตน จึงคิดประดิษฐ์รูปกางเขนไว้บนมงกุฎเพื่อเป็ฯเครื่องหมายในการยอมรับพระผู้เป็นเจ้า และแสดงอำนาจอาณาจักรที่ได้รับการรับรองโดยศาสนจักรอีกด้วย

ไม่เพียงกษัตริย์เท่านั้นที่ทรงสวมเครื่องประดับพระเศียร โดยธรรมเนียมแล้วพระราชวงศ์และขุนนางทั้งชายและหญิงต่างได้รับอนุญาตให้มีเครื่องประดับศรีษะขนาดเล็ก ซึ่งเรียกกันว่า ‘รัดเกล้า (Teara)’  ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระราชวงศ์และขุนนางที่รอเฝ้าอยู่ในมหาวิหารเวสมินเตอร์ต่างก็ถือรัดเกล้าของตนไว้ ต่อเมื่อพระสังฆราชแห่งเคนเทอเบอรี่สวมพระมหามงกุฎแด่กษัตริย์แล้ว ทุกคนจึงสวมรัดเกล้าของตนตาม
แต่มหามงกุฎที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลกถูกเก็บรักษาไว้ที่หอคอยแห่งลอนดอน(Tower of London) เป็นหนึ่งในเครื่องราชกกุธภัณฑ์ของอังกฤษ มีชื่อว่า The Imperial State Crown มหามงกุฎองค์นี้ประกอบด้วยเพชร 2868 เม็ด, ไข่มุกน้ำงาม 273 เม็ด, ไพลิน 17 เม็ด,มรกต 11 เม็ดและทับทิม 5 เม็ด ซึ่งอัญมณีมากมายที่ประดับอยู่บนพระมหามงกุฎนี้ทุกเม็ดมีประวัติศาสตร์และที่มาอันโชกโชนเป็นของตัวเอง อาทิ เพชรคัลลินานที่ 2 (Cullinan II) เจ้าของฉายาดวงดาวแห่งอัฟริกา (The Lesser Star of Africa),ทับทิมของเจ้าชายดำหรือ Black Prince’s Ruby เป็นต้น กษัตริย์หรือราชินีแห่งอังกฤษสวมพระมหามงกุฎนี้ในวันเปิดประชุมรัฐสภาของทุกๆปี

แต่ตามธรรมเนียมสยาม สิ่งสำคัญในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกมิใช่พระมหามงกุฎ แม้ว่าเครื่องประดับพระเศียรจะเป็นเครื่องประกอบพระเกียรติยศที่มีมาแต่สมัยโบราณกาลแล้วก็ตาม ไม่ปรากฎว่ากษัตริย์สยามพระองค์ใดในประวัติศาสตร์ไทยทรงสวมพระมหามงกุฎในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกมาก่อนรัชกาลที่ 4เลย
ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เมื่อพราหมณ์ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาแล้วจะเชิญสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จประทับบนพระแท่นเพื่อสรงพระมุรธาภิเษก นัยว่าเพื่อเป็นการชำระคาวมนุษย์พร้อมสำหรับเสด็จสู่พระราชสถานะเทวราชาและเพื่อสวัสดิมงคล เสร็จแล้วทรงเครื่องบรมราชขัติยภูษิตาภรณ์สีมงคล เสด็จขึ้นประทับบนพระราชบัลลังก์ พราหมณ์ถวายน้ำเทพมนตร์ทั้ง 8 ทิศ เป็ฯเครื่องหมายถึงการยกสิทธิ์ในแผ่นดินถวายแด่พระมหากษัตริย์ ถือกันว่าขั้นตอนนี้คือการอภิเษกเป็นพระมหากษัตริย์โดยสมบูรณ์ เพราะคำว่า ‘บรมราชาภิเษก’ มาจากคำสามคำ คือ บรม ซึ่งหมายถึง ยิ่งใหญ่, ราชา คือ กษัตริย์ และ อภิเษก ซึ่งหมายถึงการรดน้ำ รวมความแล้วจึงหมายถึง การสถาปนาพระมหากษัตริย์โดยการรดน้ำ
จากนั้นพราหมณ์จึงถวายเครื่องราชกกุธภัณฑ์ อันเป็นเครื่องแสดงพระอิสริยยศพระมหากษัตริย์ มีพระมหามงกุฎเป็นต้น ของทั้งหมด ทรงรับแล้ววางไว้ข้างพระองค์ เล่ากันว่าในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อพราหมณืถวายพระมหาพิชัยมงกุฎแล้ว ทรงรับ แล้วตรัสว่า “เก็บไว้ให้เขา” จากนั้นจึงทรงวางไว้ข้างพระองค์ มิได้ทรงสวม ‘เขา’ที่ตรัส อาจทรงหมายถึง พระภิกษุเจ้าฟ้ามงกุฎก็เป็นได้
พระภิกษุเจ้าฟ้ามงกุฎ(รัชกาลที่ 4)นี้เองที่ทรงเริ่มต้นธรรมเนียมที่พระมหากษัตริย์ทรงสวมพระมหาพิชัยมงกุฎในวันบรมราชาภิเษก เพราะทรงพระราชดำริว่ารัชสมัยของพระองค์มีชาวต่างชาติเข้ามาในสยามมากแล้ว ควรที่สยามจะแสดงตนว่ารู้ธรรมเนียมฝรั่ง ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาจนบัดนี้กษัตริย์แห่งสยามจึงทรงพระมหาพิชัยมงกุฎในวันบรมราชาภิเษกเช่นธรรมเนียมสากล และจะทรงพระมหามงกุฎองค์นี้เพียงครั้งเดียวนั้นด้วย
สันนิษฐานกันว่ามงกุฎยอดแหลมแบบสยามพัฒนามาจากมุ่นมวยผม เนื่องจากคนแถบนี้นิยมไว้ผมยาวแล้วมุ่นเป็นมวยไว้กลางกระหม่อม แล้วใช้ผ้าโพกบางครั้งก็แซมด้วยดอกไม้หอม มาลัย ต่อมาจึงมีผู้คิดค้นทำดอกไม้ไหวด้วยโลหะมีค่า และพัฒนาต่อมาเป็ฯมงกุฎอย่างที่เห็นกันอยู่

อันที่จริงสยามมีพระมาหมงกุฎหรือพระชฎาอยู่หลายองค์ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเคยทรงพระนิพนธ์ไว้ว่าเป็นธรรมเนียมที่กษัตริย์จะทรงสร้างพระมงกุฎสำหรับทรงเฉพาะพระองค์ เมื่อสวรรคตก็ทรงพระบรมศพใส่พระบรมโกศไป เมื่อถึงกำหนดถวายพระเพลิงก็จะนำมาหลอมยุบแล้วหล่อขึ้นเป็นพระพุทธรุปแทนพระองค์
มีผู้แสดงความหมายของเครื่องราชกกุธภัณฑ์ไว้ว่า พระมหาพิชัยมงกุฎ หมายถึง พระราชอิสริยยศประเสริฐสุด, พระแสงขรรค์ไชยศรี หมายถึงพระราชอำนาจอาญาสิทธิ์, ธารพระกร หมายถึง ทรงเป็นที่พึ่งของปวงชน, พัดวาลวิชนีและพระแส้หางจามรี หมายถึง ทรงขจัดปัดเป่าทุกข์ร้อนจากปวงชนและฉลองพระบาทเชิงงอน หมายถึง ทรงเป็นเจ้าของผืนดินพระราชทานแก่ประชาราษฎร์

ในยามปรกติพระมหากษัตริย์สยามก็ทรงฉลองพระองค์เยี่ยงสามัญชน เล่ากันว่ากษัตริย์ 3 พระองค์แรกแห่งราชวงศ์จักรี ในยามปรกติจะไม่ทรงฉลองพระองค์(เสื้อ) แต่ทรงนุ่งพระภูษาปล่อยชายยาว ที่เรียกกันว่า ‘นุ่งผ้าลอยชาย’แม้เมื่อทรงประชุมว่าราชการอย่างสามัญ ก็แต่งพระองค์อย่างนั้น ประทับเอนพระองค์บนพระแท่น ขุนนางก็จะถอดเสื้อเข้าเฝ้า หากพระเจ้าแผ่นดินไม่สวมฉลองพระองค์ ขุนนางก็สวมเสื้อไม่ได้ จึงเป็นที่สังเกตกันว่าถ้าในหลวงพระถัน (นม) หด แสดงว่าทรงหนาว ขุนนางก็ดีใจว่าไม่นานก็จะทรงเรียกฉลองพระองค์มาคลุม ขุนนางก็จะได้ใส่เสื้อแก้หนาว ว่ากันว่าพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงเข้มงวดเรื่องฉลองพระองค์อย่างมาก นอกจากจะทรงพระภูษาสีตามวันทุกวันแล้ว ยังโปรดให้แยกพระภูษาที่ใช้นุ่งออกจากพระภูษาอื่นๆ ดำริว่าของที่ใช้ที่ต่ำแล้วไม่ควรมาใช้ในที่สูง 

ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงนำอาภรณ์ต่างชาติและธรรมเนียมการสวมเครื่องแบบทหารของพระเจ้าแผ่นดินต่างชาติมาใช้ ทำให้การแต่งพระองค์อย่างโบราณประเพณีจะมีขึ้นในพระราชพิธีอย่างใหญ่เท่านั้น และพนะองค์ก็ทรงเป็นต้นคิดประดิษฐ์เครื่องราชอิสริยาภรณ์ขึ้นเป็ฯครั้งแรกในเอเชีย เพื่อเป็นอาภรณ์พิเศษที่แสดงถึงเกียรติยศและคุณงามความดีของผู้ได้รับ

แม้ว่าเวลาจะผ่านพ้นไป แต่การแต่งกายก็ยังแสดงได้ถึงความต่างของยศฐาบรรดาศักดิ์ แต่สิ่งที่แฝงมากับอาภรณ์อันเรืองรองคือคติธรรม ที่ตอกย้ำให้ผู้สวมใส่ได้ตระหนักถึงหน้าที่ และแม้ผู้ที่ใฝ่ฝันอยากประดับกายด้วยพิมพาภรณ์เหล่านั้นก็ต้องพยายามด้วยสุจริตธรรมจึงจะได้มาและสวมได้อย่างผ่าเผย


Text: สรรพสิทธิ์ เอี่ยมสุดใจ

+++++++++++++++++++++++
อัพเดท่โดย : เบญจมาส  วิชาสอน
วันที่ : 29 ก.ค. 53
editor@hiclassmagazine.com

Share
 
 
นิตยสาร GreenscapeAsia และเว็บไซต์ www.Greenscapeasia.com เป็นสื่อน้องใหม่ในเครือ HI-CLASS นำเสนอเรื่องราวด้านการท่องเที่ยว ไลฟ์สไตล์ ในแนวคิด ECO Living ในรูปแบบสองภาษา ไทย-อังกฤษ วางแผงฉบับแรกในเดือนธันวามคม 2554 และบริการผู้อ่านประจำสายการบิน โอเรียนท์ไทย - ติดต่อโฆษณาในนิตยสารและเว็บไซต์ ได้ที่ คุณรมมี่ : 02-7426438-9 หรือ 089-1132305
 
 
 
 
 
 
 
hi-class , magazine , high society , hiso , executive , politician , thailand , artist , leader , celebrity
 
hi-class , magazine , high society , hiso , executive , politician , thailand , artist , leader , celebrity
 
 
 
 

 

 

Untitled Document
เชิญทำข่าว / ฝากข่าวลงใน HI-CLASS SOCIETY ติดต่อ
บรรณาธิการบริหาร นิตยสาร HI-CLASS
32 สุขุมวิท 85 แขวงบางจาก เขตพระโขนง กรุงเทพฯ 10260 โทร 02-7426439 โทรสาร 02-3311618 อีเมล์ : editor@hiclassmagazine.com
Copyright 2004 www.hiclasssociety.com All Rights Reserved