Untitled Document
 
 
 
 
 
   
 
    หน้าแรก  >  HI-CLASS-242   >  บุกค่ายแฟร์เท็กซ์ เปิดใจประธานชมรม คนรักทาทา ยัง

   

คงไม่น่าแปลกใจ หากจะกล่าวว่า “ ความรัก ” คือพลังสำคัญในการขับเคลื่อนความฝันให้กลายเป็นความจริง บุคคลผู้ประสบความสำเร็จในชีวิตทั้งหลายล้วนมีความรักเป็นเครื่องนำทางไปสู่จุดหมาย หากปราศจากความรักในสิ่งที่ทำแล้ว ก็คงยากที่จะมีกำลังฝ่าฟันอุปสรรคขวากหนาม และด้วยความรักในศิลปะแม่ไม้มวยไทยของลูกผู้ชายนักสู้ บรรจง บุษราคัมวงษ์ แห่งค่ายมวยแฟร์เท็กซ์ ซึ่งมีชีวิตอีกภาคหนึ่งในฐานะนักธุรกิจเสื้อยืดส่งออก เจ้าของแบรนด์ แฟร์เท็กซ์ ที่ประสบความสำเร็จอย่างกว้างขวางและคุ้นหูคุ้นปากคนไทยมานาน ทำให้ชื่อเสียงของค่ายแฟร์เท็กซ์ และความนิยมในศิลปะมวยไทยขจรไกลไปในหลายภูมิภาคทั่วโลก

แม้ว่าความชื่นชมมวยไทยของชาวต่างชาติจะเป็นเรื่องที่น่ายินดี แต่ก็น่าน้อยใจที่คนไทยด้วยกันเองกลับไม่ได้ให้ความสนใจต่อศิลปะการต่อสู้ประจำชาติของเรามากนัก แต่เพราะ “ ความรัก ” อีกเช่นกัน ที่ทำให้คนไทยส่วนมากซึ่งไม่เคยสนใจมวยไทยต่างพากันหวนกลับมาจับตามองมวยไทยอีกครั้ง หากแต่รักครั้งนี้ เป็นข่าวคราวความรักระหว่างซูเปอร์สตาร์ระดับอินเตอร์ ทาทา ยัง กับทายาทค่ายมวยแฟร์เท็กซ์ ทำให้ชื่อของ เปรม บุษราคัมวงษ์ ลูกชายคนเดียวของเสี่ยบรรจง กับชื่อแฟร์เท็กซ์ และเรื่องราวของมวยไทย ดังกระหึ่มข้ามวงการหมัดมวยมาสู่วงการบันเทิง ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์สารพัดรูปแบบจากทั่วสารทิศ

บรรจง บุษราคัมวงษ์ หรือ ที่ใครๆเรียกขานกันว่า เสี่ยบรรจง เกิดที่เซี่ยงไฮ้ มีชีวิตวัยเด็กอยู่ในครอบครัวใหญ่ซึ่งโยกย้ายจากเซี่ยงไฮ้ไปอยู่เวียดนาม มาเรียนหนังสือจนจบป .4 ที่เมืองไทย ก่อนจะข้ามไปเติบโตเป็นหนุ่มที่ฮ่องกง เสี่ยบรรจงในช่วงวัยรุ่นเป็นหนุ่มเลือดร้อน เต็มไปด้วยสัญชาตญาณนักสู้ กล้าชกกล้าต่อยไม่กลัวใคร หากโดนดูถูกหรือรังแกก็พร้อมจะลุยปกป้องศักดิ์ศรีได้ทุกที่ ไม่เว้นแม้แต่ในโรงเรียน

“ ผมเป็นเด็กเกเรมีแต่เรื่องชกต่อยตลอด ผมอยู่ฮ่องกงก็โดนเค้าจับเข้าตารางตลอด อยู่ที่อเมริกาก็โดนจับเข้าตารางเหมือนกันก็เพราะเรื่องต่อยกัน ต่อยเค้ากลางถนนเลย ทั้งครอบครัวนั้นผมเป็นเด็กที่เกเรที่สุด

คนไทยมันมีมีสัญชาตญาณมวยไทยนะ ตั้งแต่นั้นเรื่องมวยมันฝังใจเรา พอกลับมาเมืองไทยเราก็แบกกระสอบทรายกลับไปฮ่องกง เอาไปสอนเพื่อนๆที่ฮ่องกง หลังจากจบไฮสคูลที่ฮ่องกง ผมไปเรียนต่อที่อเมริกา ไปอยู่เบิร์กเลย์ ผมมีเรื่องกับพวกนิโกรกับฝรั่งเรื่อย เราเป็นคนไม่ยอมคน ใครดูถูกเรา ดูถูกคนเอเชีย ดูถูกคนผิวเหลืองเราก็ไม่ยอม ”

ถึงจะเป็นเด็กเกเร แต่สิ่งที่เสี่ยบรรจงรับไม่ได้คือคนไทยในรัฐต่างๆที่อเมริกามีเรื่องทะเลาะเบาะแว้ง ถึงขั้นยกพวกเข่นฆ่ากันเอง ทำให้เขาตัดสินใจกลับมาอยู่เมืองไทยทั้งที่ยังเรียนไม่จบ เพราะกลัวจะต้องเสียคน โดยกลับมาทำงานช่วยธุรกิจครอบครัวเป็นอาชีพหลัก ยามว่างก็ไปดูมวย และด้วยความรักมวยเป็นชีวิตจิตใจ ค่ายมวยแฟร์เท็กซ์จึงเกิดขึ้น

“ ก ารเปิดค่ายมวยมันยากมากเลยนะ เพราะถ้าเราไม่รู้จักใคร ไม่มีใครให้คุณชกหรอก ตอนนั้นผมขอเค้า ให้เค้าเอานักมวยผมไปชก โดยคุณไม่ต้องให้ค่าตัวผม แต่ผมยังให้เงินคุณซะอีก ลำบากนะ แต่ทำไปทำมาก็ค่อยๆ ดีขึ้น สุดท้ายสวัสดิการกองทัพบกก็เห็นความพยายามของผม เห็นว่าผมเป็นพ่อค้า เพราะวงการมวยไม่ค่อยมีพ่อค้าเท่าไหร่ มีแต่พวกเสือสิงห์ทั้งหลายแหล่ เค้าก็แต่งตั้งผมกับเสี่ยส่งเป็นโปรโมเตอร์ลุมพินี ”

การเปิดค่ายมวยเป็นเรื่องที่ต้องใช้เงินทุนไม่น้อย และเป็นสิ่งที่เสี่ยบรรจงทำเพราะใจรัก ดังนั้นการทำธุรกิจเสื้อผ้าร่วมกับครอบครัวซึ่งเป็นอาชีพหลักจึงต้องบากบั่นเพื่อให้สามารถเลี้ยงชีพยืนหยัดอยู่บนลำแข้งของตัวเองให้ได้

“ พ่อผมทำธุรกิจ Import สั่งของมาจากทั่วโลกเลย มาขายที่สำเพ็ง ยี่ห้อแฟร์เท็กซ์นี้ผมไม่ได้เป็นคนตั้ง ทางครอบครัวผมเป็นคนตั้ง ไหนๆ เค้าก็ตั้งยี่ห้อนี้แล้ว ผมก็เลยขยายให้ยี่ห้อนี้ไปไกลต่อไป เสื้อยืดสมัย 40-50 ปีที่แล้วเข้าห้างไม่ได้ ถ้าจะเข้าห้างได้ต้องเป็นเสื้อที่ import มาจากเมืองนอกเท่านั้น ผมชอบเสื้อผ้า ก็สั่งมาขายจากเมืองนอก พอตอนหลังภาษีเพิ่มขึ้นจาก 40 % เป็น 70 % ผมก็ไม่ไหวเพราะกำไรน้อยมาก ผมเลยขอพ่อเปิดโรงงานทำเสื้อยืด ผมออกแบบเอง ผมต้องไปเมืองนอก ไปซื้อหนังสือแมกกาซีนมาดู เอาแบบมาดูเป็นตัวอย่าง ดูเทรนด์มันว่าสีไหน แบบไหนกำลังเป็นที่นิยม จนกลายเป็นเสื้อยืดที่ขายดีที่สุดในประเทศไทย ผมเป็นคนแรกของประเทศไทยที่เอาเสื้อยืดเข้าห้างได้ ทุกห้างก็ซื้อของผม ขายดีจนเทน้ำเทท่า ผมมีทุกวันนี้ได้เพราะคุณพ่อรักผมมาก คุณพ่อเชื่อใจผม ”

ไม่เพียงความสำเร็จของการทำธุรกิจค้าขายในประเทศเท่านั้น เสี่ยบรรจงยังเดินหน้าลุยทำตลาดต่างประเทศให้กับแบรนด์แฟร์เท็กซ์ซึ่งเคยประสบปัญหาถึงขั้นอยากจะเลิกธุรกิจส่งออก จนกลายมาเป็นหนึ่งในผู้นำธุรกิจเสื้อผ้าส่งออกของเมืองไทย

. ” ธุรกิจในครอบครัวนี้ แผนกส่งออกจะดีที่สุด อยู่ในขั้นใหญ่ที่ 2 ที่ 3 ในประเทศไทย ทางอเมริกาให้โควต้ามา ส่วนเรื่องมวยผมก็ไม่ได้ทิ้งทำมาตลอด ทุกปีขาดทุนล้านกว่าบาท ทุกเดือนขาดทุนแสนกว่าบาท แต่เพราะความรักเราจึงไม่เคยถอย ทำถึงปัจจุบัน เพิ่งมามีกำไรเมื่อประมาณปี 2 ปีนี้นี่เอง ช่วงหลังนี้มวยมาทำให้ผมดังมาก ทั่วโลกนิยมมวยไทย เพราะมันมีหนังองค์บาก หนังเรื่อง beautiful boxer มาเข้ามา ทุกคนก็อยากจะมาหัดมวยไทย มันกลายเป็นว่ามวยไทยนี้ฮิตทั่วโลกเลย ”

ชีวิตของคนทำค่ายมวยและโปรโมเตอร์มวย ถึงจะไม่ได้ขึ้นชกบนสังเวียนด้วยตัวเอง แต่ก็มีเรื่องให้ต่อสู้มากมาย รวมถึงภาพลักษณ์ที่คนภายนอกมองวงการมวยเป็นวงการพนัน ซึ่งเสี่ยบรรจงบอกว่าคนที่เข้าไปดูมวยมีมากกว่า 90 % ที่เข้ามาเพียงเพื่อเล่นพนัน ไหนจะมีภาพของมาเฟีย เจ้าพ่อ และข่าวคราวความรุนแรงต่างๆ ส่งผลให้คนไทยส่วนใหญ่ไม่ค่อยสนใจมวยไทย

“ ประเทศไทยนี้ส่วนมากที่มาอยู่วงการมวยจะเป็นคนไม่ค่อยมีเงินหรอก ทำเสียงดังหน่อยเพราะถือว่าเรามีนักมวยอยู่ในสังกัด อาจจะเรียนหนังสือไม่ค่อยสูงมาก แต่พอพักหลังทางลุมพีนีมองเห็นปัญหาตรงนี้เลยพยายามเอาคนที่มีคลาสหน่อยไปเป็นโปรโมเตอร์ ให้คนรู้ว่าไม่ใช่เป็นอย่างนี้หมด เค้าก็เลยเอาผมไป ให้เห็นว่ามียังพ่อค้าที่ใหญ่พอสมควรที่อยู่ในวงการนี้ สมัยนี้วงการมวยไม่ค่อยดีเลย คนที่ดูมวยมีแค่พันกว่าคนเท่านั้นเอง ช่วงนี้ถ้าไม่มีฝรั่งมาดูวงการมวยอยู่ไม่ได้ ทุกคืนฝรั่งมาดู แล้วเราเก็บฝรั่งตั้ง 2,000 บาท เลยกลายเป็นว่าช่วงนี้อาศัยฝรั่งช่วย

วงการมวยก่อนหน้านั้นมีเจ้าพ่ออยู่ ใครเค้าก็เป็นเจ้าพ่อกันทั้งนั้น ( หัวเราะ ) เวลาผมกับพวกเค้าเจอกันก็ทักทายกัน สมัยนั้นผมจำได้ว่าคุณแคล้วเค้าก็มีลูกน้องที่จะมาบังคับให้มวยของผมล้มน่ะ ผมก็ไม่กลัวอะไร บุกไปถามถึงบ้านเลย คุณแคล้วเค้าบอกว่าไม่เห็นรู้เรื่องเลย ใครบอกคุณ เราอยู่จนถึงวันนี้ได้ เพราะเราเป็นคนดี ทุกคนรักเรา บางคนว่าเราโง่ แต่ใจกว้าง ใจสูงส่งไง วงการมวยเป็นเรื่องที่ไม่ใช่อยู่ง่าย แต่ผมก็ช่วยทุกคนเลย เอาความดีเข้าว่า ผมไปไหนไม่เคยมีมือปืน ไม่เคยมีคนเดินตาม ”

ด้วยวิสัยทัศน์แบบนักธุรกิจที่นำมาผสมผสานกับการบริหารค่ายมวยของเสี่ยบรรจง บวกกับความเป็นแฟมิลี่แมน เสี่ยบรรจงเป็นยอดคุณพ่อผู้รักลูกยิ่งกว่าแก้วตาดวงใจ จนถึงกับยอมโยกย้ายครอบครัวไปตั้งรกรากใหม่ที่อเมริกาในช่วงที่ลูกๆเรียนหนังสืออยู่ที่โน่น และหอบหิ้วความรักมวยติดตัวไปด้วย ทำให้เกิดค่ายมวยไทยขึ้นในอเมริกา

“ ผมพาทั้งครอบครัวไปอยู่อเมริกา ค้าขายอะไรก็เลิกหมดเลย ปีหนึ่งกลับมาครั้ง 2 ครั้ง ผมก็โทรศัพท์ทางไกลมาถามธุรกิจเป็นไงบ้าง มีอะไรเสียหายไหม เค้าบอกว่าเสียหายแต่ผมก็ยอมเพราะผมรักลูกนะ

ผมทำธุรกิจร้านอาหารไทยที่นั่น จากนั้นก็ไปเปิดค่ายมวยที่อเมริกา และผมเอา trainer ไปได้ เมีย trainer ก็เป็นคนงานที่บ้านผม ก็เอาไปได้ ตอนผมอยู่อเมริกาผมอยู่อย่างราชาเลยนะ มีทั้งคนขับรถ คนสวน คนใช้ 6-7 คน จริงๆ แล้วพวกนี้เค้าคือคนของค่ายผม แต่พอดีอเมริกาเค้ายอมให้เอาไป พวกนี้ก็เลยเอาลูกไปด้วยไปเรียนหนังสือกันที่นั่น การทำให้ฝรั่งยอมรับตอนแรกก็ยากพอสมควร แต่สุดท้ายเค้าก็รับมวยไทยได้ ปัจจุบันนี้ค่ายมวยไทยของผมก็ยังอยู่ ช่วงลูกเรียนจบผมย้ายกลับมา ส่วนลูกสาวผมมีแฟนเป็นคนจีนที่อยู่อเมริกา ผมก็เลยให้เค้าสานต่อที่โน่น ”

เมื่อพูดถึงความรักในหัวใจของคนรักมวย ย่อมหมายถึงความรักและความดูแลที่มีให้กับชีวิตของนักมวยในค่ายด้วย รวมไปถึงครอบครัวและลูกหลานของบรรดาเทรนเนอร์ นักมวย ซึ่งเป็นความรับผิดชอบอันยิ่งใหญ่สำหรับเจ้าของค่ายมวย คนเลี้ยงนักมวยกับคนเลี้ยงม้าแข่งจะต่างกันก็ตรงที่ม้าแข่งตัวไหนขาหักวิ่งไม่ได้จะต้องถูกยิงทิ้ง แต่เลี้ยงนักมวยต้องดูแลกันไปตลอดชีวิต ขอเพียงให้มีความซื่อสัตย์ต่อกันเท่านั้น

“ ผมเกือบจะปิดค่ายหลายครั้งเพราะความไม่ซื่อสัตย์ของนักมวย เพราะเค้าล้มมวย เดี๋ยวนี้มันเล่นกันเป็นล้าน ๆ ล้มแล้วได้ทีละ 500,000 บาท เด็กชกทีได้ 10,000 -20,000 บาท มันไปล้มมวยเอา 500,000 บาท ดีกว่า แต่ผมก็สอนเด็กว่ามันก็เหมือนกับขายชาติ ผมเลี้ยงเค้าอย่างดี เค้าไปทำแบบนี้มันไม่เจริญหรอก ถามว่าที่ผมทำค่ายมวยมา 30-40 ปี ผมได้อะไรมากที่สุด ผมได้ความซื่อสัตย์นะ ตอนผมไปอยู่ที่อเมริกาผมทิ้งบ้านไว้อย่างนี้เลยนะแล้วไม่เคยมีอะไรหายเลย ผมบอกให้เค้าช่วยดูแล แล้วเวลาลูกสาวผมไปโรงเรียนเค้าก็คอยไปรับไปส่งอยู่ ผมไว้ใจ เค้าก็รักลูกผมเหมือนลูกของเค้า ผมได้คนที่ซื่อสัตย์กับผมมาก ผมก็รักพวกเค้า อย่างลูกน้องผมนะถ้าคนดีผมเลี้ยงทุกคนเลย ผมก็ส่งไปดูงานอเมริกา โรงงานผมทั่วทุกโรงงานผมดูแลหมด ผมเลี้ยงทั้งพ่อ แม่ ลูก เมียเค้า ทั้งครอบครัวของเค้าอยู่กับผมหมด ไม่มีเงินเรียนหนังสือผมก็ส่งเสียหมด ทุกคนรู้ว่าเค้าพึ่งเราได้ คือถ้าผมตายนะ พวกคุณยังมีเปรม พวกคุณยังอยู่ได้ ขอให้ทำดี ถ้าคุณชกมวยไม่ได้แล้วผมก็ยังเลี้ยงคุณต่อไป แต่ละคนอยู่กับผมหลาย ๆ 10 ปี แล้วทั้งนั้น

คนที่ชกมวยไม่ได้แล้วผมก็ยังเลี้ยงอยู่ ผมมีนักมวยอยู่คนหนึ่งขับมอเตอร์ไซน์คว่ำแล้วพิการเลย ตอนแรกครอบครัวเอาไปเลี้ยง สักพักเมียก็ทิ้ง พอหลังจากนั้น 1 ปีพ่อแม่ก็ทิ้งเค้าด้วยนะ แล้วเค้าก็กลับมาอยู่กับผม ผมเลี้ยง มีงานให้ทำจนปัจจุบันนี้ ผมจะเป็นคนที่ไม่เข้าวัดบริจาคเงินที่ไหน ผมจะทำอะไรที่ผมเห็นว่าผมช่วยเค้าได้จริง ๆ เพราะบริจาคเงินบางแห่งก็ไปไม่ถึง ”

นอกเหนือไปจากรักมวย รักลูกน้อง สิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเสี่ยบรรจงคือความรักลูก รักครอบครัว และเมื่อคุยถึงลูกชายหัวแก้วหัวแหวน เปรม บุษราคัมวงษ์ หนุ่มหล่อเจ้าของข่าวสุดฮอตแห่งปี แววตาเอาจริงเอาจังของเสี่ยบรรจงก็เปลี่ยนเป็นอบอุ่นผ่อนคลาย

“ ผมมีลูกผู้หญิง 4 คน มีลูกชายคนเดียว ก็แปลกใจนะลูกผมมันดีทุกคนเลย เป็นคนเรียบร้อยหมด อย่างลูกชายผมก็แต่งตัวเรียบร้อย ไม่เที่ยวเลย แต่บางทีก็เป็นเด็กดีจนเกินไป เรียบร้อยจนเกินไปก็ไม่ทันเค้า

แต่ลูกเราหล่อนะ มีคนจีบ ( หัวเราะ ) ยิ่งเวลาอยู่หอพัก สาวๆ แถวบ้านมักจะชวนเค้า ตั้งแต่เด็กเปรมเค้าก็หล่อแล้ว เค้าเหมือนลูกครึ่ง ผมก็แดงหมดเลยนะ พอโตมาก็จะไม่เหมือนแล้ว ” เสี่ยบรรจงกระเซ้า ‘ เปรม ' ลูกชายสุดที่รักซึ่งนั่งเขินแก้มแดงอยู่ใกล้ๆ

ตามประสาคนที่รักลูกเป็นชีวิตจิตใจ ครอบครัวของเสี่ยบรรจงจึงมีความรักสืบเนื่องไปถึงคนใกล้ตัวลูกด้วย

“ ชีวิตลูกผม … ก็คือชีวิตของลูก อันไหนที่ไม่ดีเราก็ต้องห้ามเค้า อย่างพูดถึงทาทาเนี่ยเค้าก็เป็นดี เค้าเป็นคนที่มีบางอย่างเหมือนผม เพราะเป็นคนที่มีความมั่นใจในตัวเอง ซึ่งอันนี้ผมชอบ เค้าต้องมีอะไรเค้าถึงได้มั่นใจในตัวเอง เค้าเป็นเด็กที่กตัญญู ข่าวบ้าบอก็ไม่ค่อยมี อาจจะมีมั่งก็นิด ๆ หน่อยๆ

ถ้า 2 คน จะรักจะแต่งงานกัน ผมไม่ห้ามอยู่แล้ว เพราะเค้าเป็นเด็กดีนี่ เราเห็นด้วย ผมไม่ห่วงหรอก ผมว่าทุกอย่างมันอยู่เรามากกว่า ผมก็เคยเจอซุปเปอร์สตาร์มาก็เยอะ ผมผ่านมาแล้ว ผมสอนลูกตลอดว่าอะไรถูกไม่ถูก อย่างลูกสาวลูกเขยผมก็เลือกนะ ตอนนี้ก็มาช่วยงานผมอยู่ด้วย ไม่ใช่ว่าเราไม่ยุ่ง แต่เรายุ่งพอประมาณ อย่างบางคนไม่หล่อแต่นิสัยดีเราก็รับได้ บางคนหล่อแต่มันไม่ได้ คือเอาแบบไม่หล่อแล้วเค้ารักเราดีกว่า ”

เสี่ยบรรจงโยนลูกไปให้หนุ่มเปรม บุษราคัมวงษ์ รับช่วงสนทนาต่อ เปรมยิ้มน้อยๆ ท่าทีสุขุมเยือกเย็น ติดจะขี้อาย จนน่าแปลกใจว่า ชายหนุ่มมาดนุ่มนวลคนนี้หรือที่เติบโตขึ้นมาในวงการนักสู้ แถมยังพ่วงด้วยตำแหน่งคนรู้ใจของ ทาทา ยัง ศิลปินสาวมั่นแห่งยุค แต่เมื่อ เปรม เริ่มพูดคุยตอบคำถาม ด้วยการพูดการจาเป็นหลักเป็นฐานอย่างคนที่มีความคิด และดูเป็นผู้ใหญ่เกินวัย บวกกับกิริยาท่าทางที่สุภาพ ผิดจากลักษณะของคนที่ไปเติบโตในวัฒนธรรมตะวันตกทั่วไป เราจึงไม่สงสัยว่าเพราะเหตุใด เขาถึงเป็นคนสำคัญในหัวใจของสาวเก่ง

“ ผมเป็นคนเฉยๆ ครับ ถ้าไม่รู้จักใครก็ไม่ทัก ก็คุยอะไรกันธรรมดา อยู่ที่โน่นผมไม่ค่อยติดเพื่อนครับ เพราะป๊าสอนไว้ว่าถ้าเกิดว่าเค้าไปทางที่ดีเราก็ตามเค้าไป ถ้าเค้าไปทางที่ไม่ดีเราก็ไม่ตาม ถ้าถามถึงการคบเพื่อน เลือกคบเพื่อนเมืองไทยดีกว่านะฮะ แต่ถ้าให้เลือกมหาวิทยาลัยอยากเรียนที่อเมริกามากกว่า เพราะอยู่นั่น 10 กว่าปีครับ ชีวิตจะชินกับที่โน่น อยู่ที่โน่นเสียมากกว่า ไปอยู่ตั้งแต่ 8 ขวบ กลับมาตอนอายุ 19 ปี อยู่ที่นี่ก็ 4-5 ปีแล้วครับ เพราะไปนานคุณพ่อกลัวไม่มีเพื่อน คุณพ่อให้กลับมาเรียนมหาวิทยาลัยที่นี่

ผมเป็นคนชอบเล่นกีฬา ไม่ค่อยชอบเที่ยวกลางคืน เพราะเสียงดังๆ จะปวดหัว หนวกหู ถ้าไม่ออกกำลังกายก็ชอบอยู่บ้าน สบายใจมากกว่า แต่ถ้าเกิดเราไปกับเพื่อนเราก็มีเฮฮาบ้างเหมือนกัน เราจะไปนั่งเฉย ๆ ทำหน้าเบื่อ ๆ มันก็ไม่ดี มันก็แล้วแต่กาลเทศะ ”

เปรมเล่าเรื่อยๆ ถึงชีวิตส่วนตัวของเขาที่ดูค่อนข้างจะเรียบง่าย แต่แน่นอน เมื่อวันหนึ่งกลายเป็นคนดัง ชีวิตที่เคยเงียบสงบก็ย่อมจะเปลี่ยนไป บ่อยครั้งที่เขาถูกถามซอกแซกถึงเรื่องส่วนตัว ความรัก แม้จะไม่อยากตอบ แต่บางครั้งก็ต้องทำใจ หลีกเลี่ยงไม่ได้

“ เค้าดังน่ะครับ เราจะทำยังไงได้ล่ะ เราไม่ได้ที่จะไปเกาะเค้าเพื่อไปเป็นแฟน ไปเป็นเพื่อนเพื่ออยากจะดังหรืออยากจะอะไร บางทีก็คนเป็นเพื่อนกัน เป็นคนสนิท เป็นคนรู้ใจกัน มันก็บังคับไม่ได้ว่าคุณจะเป็นใคร ผมก็เฉย ๆ นะ

ชอบนิสัยเค้า คุยกันรู้เรื่อง เข้าใจกัน เพราะผมจะสนิทกับพ่อไง เค้ามีนิสัยบางอย่างคล้ายกับคุณพ่อ เรารู้จักกันมาก่อนแล้ว มีคนแนะนำอีกที เราก็มาคุย ๆ กันแล้วมาสนิทกันครับ

ก็ต้องดูๆ กันไปครับ แต่ตอนนี้เค้าก็ไม่มีปัญหาอะไร เค้าเป็นคนที่ดีแบ่งเวลาเป็น อย่างเวลาที่ทำงานก็ต้องทำงาน อย่างเวลาที่อยู่กับเพื่อนก็อยู่กับเพื่อน เค้ามีดีอะไรหลาย ๆ อย่าง ”

ถึงจะดูเป็นหนุ่มเรียบร้อย แต่ภาพของเปรมในมิวสิควิดีโอเพลง ‘ ยอม ' ของทาทา ยัง ซึ่งมีกลิ่นอายโรแมนติกปนเซ็กซี่ ทำให้หลายคนตั้งข้อสงสัยว่า ชายหนุ่มกำลังจะก้าวจากวงการมวยเข้าสู่วงการบันเทิง

“ ก็อยากจะช่วยๆ เค้า ไม่ได้คิดอะไร ทำแล้วแบบสนุกๆ ขำๆ ไม่ได้อยากเกิดในวงการหรืออะไรเลย เพราะเราเป็นครอบครัวธุรกิจ อยากอยู่ในวงการนี้มากกว่า ต่อไปผมจะรับช่วงธุรกิจแทนคุณพ่อแล้วอาจจะทำอะไรอย่างอื่นด้วย ”

เปรมตอบยิ้มๆอย่างอารมณ์ดี คงเพราะมีคุณพ่อเป็นแบบอย่างและเป็นคนสำคัญในชีวิต เขาจึงอยากสานต่อเส้นทางของครอบครัวตามรอยที่พ่อได้วางไว้มากกว่าจะไปโลดแล่นในโลกมายา รวมถึงมุมมองต่อเพศตรงข้าม และการมีคู่ครองในอนาคตก็คิดเหมือนพ่อ

“ ผมก็อยากจะเหมือนพ่อนะครับ อยากเป็น family man เหมือนพ่อ เพราะเราก็อายุ 24 ปีแล้ว มันก็ไม่ใช่เด็กๆ ที่จะมาเหลวไหล เราควรจะมีใครที่เราจริงจังสักคนสักที ผมว่ามันแปลกนะ เพราะคนอายุ 24 หลายคนยังอยากจะไปเที่ยวไปอะไร แต่ผมเบื่อน่ะ ไม่เอาแล้ว ปวดหัวพอแล้ว เพราะมีคนเดียวก็ปวดหัวพอแล้ว ( หัวเราะ ) ”

ไม่รู้ว่า ‘ คนเดียว ' ที่ทำให้เปรมปวดหัวนั้นหมายถึงใคร แต่คงไม่ใช่เรื่องแปลก ถ้าเขาจะต้องปวดหัวบ้างเพราะตกอยู่ในสายตาของประชาชนและนักข่าว

“ การทำตัวเวลาอยู่ด้วยกันก็ทำตามธรรมดาครับ เพราะเค้าก็เป็นคนที่ธรรมดาอยู่แล้ว เพราะบางคนทีเราอยากไปดูหนังเราก็ไปสิ เราจะไปห้ามคนดังทำอย่างนั้นไม่ได้ ทำยังไงได้ละครับ ถึงเป็นคนดังมันก็ต้องมีพักผ่อนกันบ้าง ( ยิ้ม ) ผมก็เจอนักข่าวอย่างที่ดาราเจอนั่นแหละครับ ถูกถ่าย ถูกโน่น ถูกนี่อะไรต่างๆ เค้าเป็นนักข่าวเค้าก็ต้องหาข่าว ส่วนผมจะให้อยู่แต่กับบ้านมันก็ไม่ได้นะครับ เพราะผมก็อยากออกไปเดินช้อปปิ้ง กินข้าวอะไรบ้าง ไม่ใช่ว่าถ่ายไม่ได้นะครับ ไอ้ถ่ายมันก็ถ่ายได้ครับ แต่เกรงใจนิดนึง ถ่ายเสร็จก็แล้วกันไป เพราะเค้าก็เป็นคนที่อยากจะอยู่เงียบๆ ถ้าใครมาถือกล้องตามตลอดมันก็อึดอัดนะครับ ถ้าคุณได้ข่าวแล้วก็ปล่อยเค้าไปตามทางของเค้าได้ ให้ไปดูหนัง ทานข้าว ( ยิ้ม ) ” เรื่องกวนใจทำนองนี้ ถ้าเกิดกับเสี่ยบรรจงในวัยหนุ่มเลือดร้อน นักข่าวคงหวาดเสียว แต่สำหรับคนใจเย็นอย่างหนุ่มเปรม ถือเป็นเรื่องสบายๆ ยอมรับได้ ต่อให้เขาต่อยมวยเก่งก็คงไม่คิดไปต่อยปากใคร

“ ต้องคิดหลายๆ อย่างนะครับ เพราะเค้าเป็นคนที่มีปากกา เค้าสามารถที่จะเขียนอะไรไปก็ได้ เพราะนักข่าวนี่ฮะ เราก็ต้องยอมทน พ่อผมเคยสอนว่าเราจะหนีไปทำไม เพราะยิ่งหนีไปเดี๋ยวเค้าก็ยิ่งหาว่ามีอะไรอีกหรอก ก็เอาไปเลยคุณอยากทำอะไรก็ทำไป คุณพ่อสอนมาดีมากครับ ถ้าถามว่าผมเป็นคนดุมั๊ย ที่จริงผมเป็นคนใจร้อนนะครับ หงุดหงิดง่ายเหมือนกัน แต่เราก็ต้องรู้จักดูกาลเทศะ ”

หลายคนคงอยากรู้เหมือนกันว่า ภาพอนาคตความสัมพันธ์ของคนดังนั้นจะลงเอยแบบไหน

“… ก็ต้องปล่อยให้ดูกันไปครับ แต่ก็เชื่อว่าเค้าคงไม่ต้องทำงานอย่างนี้ไปตลอดชีวิตอยู่แล้ว เพราะยังไงดาราทุกคนมันต้องมีจุดหนึ่งที่เป็นจุดจบ เค้าทำมา 10 กว่าปีแล้วนี่ครับ มันคงต้องมีจุดอิ่มตัวที่จะปักหลักมีครอบครัว ผมเชื่ออย่างนั้น เหมือนดารานักร้องที่เป็นมา 10 กว่าปี มันก็ต้องมีนักร้องรุ่นใหม่มาแล้ว ไม่ใช่ว่าจะเป็นไปจนอายุ 40-50 ปี แต่ผมก็ไม่กลัวนะครับ เพราะถ้าเกิดใจผูกพันกันจริงๆ มันก็ไม่มีปัญหา ต่างคนต่างก็ปรับกันได้ อย่างเรื่องลูกผมยังไม่คิดเลย เพราะผมไม่คิดไปไกลมาก เดี๋ยวมันไม่เป็นความจริงแล้วจะผิดหวัง ”

เปรมมีท่าทางอึดอัดใจบ้างเมื่อถูกถามล่วงล้ำความเป็นส่วนตัว แต่การจะตัดสินใจวู่วามใดๆคงไม่เกิดขึ้น เพราะครอบครัวที่อบอุ่นสร้างให้เขาเป็นคนที่มีความมั่นคงทางอารมณ์มากทีเดียว

“ ผมก็ต้องเลือกครอบครัวอยู่แล้วครับ พ่อกับแม่ เพราะถ้าเผื่อไม่มีเค้า เราก็ไม่มีวันนี้ แต่พ่อก็จะสนิทมากกว่า เพราะแม่ก็จะมีความคิดในแบบของผู้หญิง ๆ ไปในแง่ของผู้หญิง อย่างพ่อก็จะเข้าใจมากกว่าเพราะว่าคุณพ่อเป็นผู้ชายเหมือนกัน ผมติดพ่อมากกว่าแม่ แต่กับแม่ก็รักนะครับ ( ยิ้ม ) ด้วยความที่ไม่มีพี่ชายสักคนเลยครับ เลยสนิทกับพ่อ และผมก็ชอบมวยเหมือนกันครับ ต่อยมวยตั้งแต่เด็ก ซ้อมมวยตั้งแต่ 7-8 ขวบ ตอนนี้ก็ยังซ้อมมาตลอด ”

สำหรับมุมมองต่อวงการมวย ในสายตาของคนที่เกิดและเติบโตมากับมวยไทย อีกทั้งยังต้องเป็นผู้สืบทอดงานดูแลค่ายมวย เขามีความเป็นห่วงวงการนี้ไม่น้อยไปกว่าคุณพ่อ

“ วงการมวยมันไม่ค่อยดีนะครับ มันมีปัญหาหลายอย่าง ตอนนี้คุณพ่อกำลังจะเปิดที่ญี่ปุ่น และกำลังจะไปเปิดที่แอลเอเพิ่ม ก็เริ่มบุกแล้วครับ ให้คนทั่วโลกรู้จักมวยไทยและประเทศไทย ต่างประเทศเขาเห็นคุณค่าของมวยไทยมาก แต่คนไทยไม่เห็น คนไทยคิดว่ามวยไทยเป็นกีฬาที่ต่ำ เป็นกีฬาของคนจน แต่ดูอย่างญี่ปุ่นสิครับ เค้าดูมวยอย่างบ้าคลั่งกันมาก

การเปลี่ยนทัศนคติคนไทยที่มีต่อมวยไทยมันยากนะครับ เพราะตั้งแต่กี่ปีมาแล้วที่เห็นมวยไทยเป็นอย่างนี้ ก็คงต้องใช้เวลานานพอสมควรที่จะปรับ อย่างตอนนี้ก็ดีขึ้นบ้างเพราะว่ามีคนไทยหลายคนพยายามจะปรับเปลี่ยนความคิดตรงนี้ คนพยายามพิสูจน์ให้เห็นว่ามันไม่ได้เป็นกีฬาของพวกป่าเถื่อนเท่านั้น แต่เป็นกีฬาที่คนจากทั่วโลกมาเรียน บางคนที่เรียนที่ HAVARD บินมาเรียนที่นี่ 4-5 เดือนแล้วขึ้นชก เป็นนักมวยสักครั้ง 2 ครั้ง บางที … คนไทยอาจจะคิดว่ามวยไทยเป็นอะไรที่จะนำเราไปสู่ชื่อเสียงก็ได้

ผมคิดว่าคนไทยต้องมีเชื้อที่จะเป็นมวยอยู่แล้วทุกคน มันก็ขึ้นอยู่กับว่าความขยันของคุณในการซ้อมมีมากน้อยแค่ไหน หัวสมองของคุณไปเร็วที่จะตอบรับขนาดไหน สมัยนี้ฝรั่งหลายคนเก่งมาก แล้วคนไทยมัวแต่คิดว่ายังไงเราก็เก่งอยู่แล้วเพราะเราเป็นคนไทยและมวยเป็นศิลปวัฒนธรรมไทย อย่างนี้เราแพ้แน่นอนครับ อเมริกาที่เค้าตั้งใจซ้อมมาก บางทีเค้าซ้อม 2-3 เดือนกว่าจะต่อย เค้าก็จะมุ่งมั่นจริง คนไทยที่ไปต่อยกับฝรั่งมักคิดว่าไม่เห็นมีอะไรที่น่ากลัวเลย อย่างมากเค้าก็มีหมัดอย่างเดียว ตอนนี้อาจจะยังเป็นความจริงอยู่ แต่ผมว่าถ้าไม่รักษาไว้ อีกไม่นานก็จะถูกเอาไป หลายอย่างที่ตอนนี้คนไทยกำลังจะทำ อย่างดนตรีไทย เพื่อให้รู้ว่าอันนี้เป็นของคนไทยนะ จะได้ไม่มีใครมาแย่ง แต่พวกเราก็ต้องมีความรับผิดชอบช่วยรักษา ช่วย promote ไม่เป็นแฟร์เท็กซ์ที่เดียวที่สามารถจะทำได้ มันไม่ใช่ แต่ต้องเป็นทุกคนที่จะช่วยกัน รัฐบาลก็ต้องช่วยกันด้วย ”

เป็นธรรมดาที่คนหนุ่มสาวทุกคนจะต้องรักชีวิตที่สนุกสนานท้าทาย และมีความใฝ่ฝันเป็นของตัวเอง แต่ในฐานะของทายาทผู้สืบทอดตระกูลบุษราคัมวงษ์และกิจการต่างๆของแฟร์เท็กซ์ เปรมมีความเข้าใจต่อความคาดหวังของครอบครัวที่มีต่อตัวเขาเป็นอย่างดี

“ มันก็คงมีความกดดันอยู่บ้างครับว่าเค้าอยากจะให้เราเป็นยังไง เค้าคาดหวังแค่ไหน เหมือนพ่อทุกคนที่อยากให้ลูกรวย ไม่อยากให้ลูกมีปัญหาอะไร แล้วเค้ามั่นใจในตัวเราว่าเราจะไม่ทำให้นามสกุลนี้ตกต่ำลงไป แต่ตอนนี้คงยังนะครับ เพราะตอนนี้ผมยังไม่รู้อะไรเลยครับ เรากำลังจะจบออกมา ในโลกมหาวิทยาลัยกับโลกที่ทำงานมันไม่เหมือนกันเลยนะครับ หลายๆสิ่งหลายๆ อย่างที่เรียนมาก็ไม่ได้ใช้นะ และหลายๆสิ่งหลายๆอย่างในการทำงานที่มหาวิทยาลัยก็ไม่มีสอน

ในอนาคต ผมก็อยากทำอะไรของตัวเองเหมือนกันครับ แต่ของคุณพ่อก็ต้องสานพ่อเพราะว่าแฟร์เท็กซ์มีมาตั้ง 40-50 ปีแล้ว เราไม่อยากให้มันหายไป เราเป็นลูกชายคนเดียว เป็นคนที่จะสืบทอดนามสกุลนี้ ต้องให้เค้ามั่นใจในตัวเราว่าสามารถสืบต่อนามสกุลนี้ได้ ”

ชายหนุ่มเผยความตั้งใจของเขาด้วยแววตามุ่งมั่น และเราก็เชื่อว่าสิ่งที่เขาตั้งใจไว้ น่าจะอยู่ไม่ไกลเกินฝัน แม้ว่าบนเส้นทางไปสู่ความสำเร็จอาจมีอุปสรรคบ้าง แต่ ‘ ความรัก ' คงจะช่วยนำทางและประคับประคองเขาไปได้ตลอดรอดฝั่ง เพราะอนาคตของชื่อแฟร์เท็กซ์ไม่ได้หมายถึงอนาคตของธุรกิจครอบครัวบุษราคัมวงษ์เท่านั้น แต่ยังหมายถึงอนาคตของ ‘ มวยไทย ' ด้วย


Share
 
 
นิตยสาร GreenscapeAsia และเว็บไซต์ www.Greenscapeasia.com เป็นสื่อน้องใหม่ในเครือ HI-CLASS นำเสนอเรื่องราวด้านการท่องเที่ยว ไลฟ์สไตล์ ในแนวคิด ECO Living ในรูปแบบสองภาษา ไทย-อังกฤษ วางแผงฉบับแรกในเดือนธันวามคม 2554 และบริการผู้อ่านประจำสายการบิน โอเรียนท์ไทย - ติดต่อโฆษณาในนิตยสารและเว็บไซต์ ได้ที่ คุณรมมี่ : 02-7426438-9 หรือ 089-1132305
 
 
 
 
 
 
 
hi-class , magazine , high society , hiso , executive , politician , thailand , artist , leader , celebrity
 
hi-class , magazine , high society , hiso , executive , politician , thailand , artist , leader , celebrity
 
 
 
 

 

 

Untitled Document
เชิญทำข่าว / ฝากข่าวลงใน HI-CLASS SOCIETY ติดต่อ
บรรณาธิการบริหาร นิตยสาร HI-CLASS
32 สุขุมวิท 85 แขวงบางจาก เขตพระโขนง กรุงเทพฯ 10260 โทร 02-7426439 โทรสาร 02-3311618 อีเมล์ : editor@hiclassmagazine.com
Copyright 2004 www.hiclasssociety.com All Rights Reserved