"จริงๆ แล้วเป็นรถของคุณพ่อ ซึ่งได้มาจากเพื่อนชาวอเมริกันที่มารับราชการที่สถานทูต พอเขากลับประเทศไปก็ทิ้งรถไว้ให้คุณพ่อ คันนี้อยู่มาประมาณเกือบ 20 ปีแล้ว ทุกอย่างเป็น Original ของมัสแตงเอง เราไม่ได้เปลี่ยนอะไรเลย ไม่ว่าจะเป็นพวงมาลัยซ้าย เครื่องยนต์ เบาะ อุปกรณ์ในรถ ซึ่งตัวคุณพ่อท่านชอบเก็บรถคลาสสิก แต่เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยได้ดูแลเท่าไร ก็เลยโอนมาทางผม ซึ่งผมรักและหวงมัสแตงคันนี้มาก ยังไงก็ไม่ขาย เพราะว่าหาค่าไม่ได้ เหมือนมีของชิ้นหนึ่งและไม่สามารถจะหาได้อีกแล้ว"
เมื่อจบชั้นประถมศึกษาที่โรงเรียนอัญสัมชัญ กรุงเทพฯ คุณดุ๊กก็ไปใช้ชีวิตวัยเด็กและวัยรุ่นจนกระทั่งเติบโตเป็นหนุ่ม จบการศึกษาจาก CARNEGIE MELLON, PITTSBURGH , U.S.A. , MASTER OF PUBLIC POLICY AND MANAGEMENT จากนั้นก็บินกลับมารับช่วงบริหารงานต่อจากคุณพ่อที่โรงแรมมณเฑียร
"ผมมาช่วยงานคุณพ่อได้ประมาณ 4 ปี แต่กว่าจะมาทำจุดนี้ได้ ต้องฝึกงานในโรงแรมทุกแผนกก่อน ตั้งแต่ฟร้อนต์ไปจนถึงช่าง เพราะผมไม่ได้จบการโรงแรมมาโดยตรง แต่เราต้องรู้ว่าเมื่อท่อแตก แอร์เสีย จะต้องทำอย่างไร มีการลงทุนใหม่อะไรบ้าง
การที่ได้ไปใช้ชีวิตที่เมืองนอกตั้งแต่เด็ก ทำให้ผมมีความคิดแบบฝรั่ง ในขณะที่ก็ถูกปลูกฝังในแบบไทยๆ ในเรื่องของความอ่อนน้อม มีสัมมาคารวะ ตรงนี้อาจจะเป็นจุดดี เพราะเราเข้ากับฝรั่งก็ได้ เข้ากับคนไทยก็ได้ รู้ว่าคนไทยและฝรั่งคิดแบบไหน จะปรับคนไทยให้เป็นแบบฝรั่งยังไง และจะปรับฝรั่งให้เข้ากับคนไทยได้อย่างไร"
อาจจะด้วยเหตุผลนี้ ที่ทำให้คุณดุ๊กได้รับมอบหมายจากครอบครัวให้ดูแลโรงแรมมณเฑียร สุรวงศ์ ซึ่งเป็นแห่งที่เก่าแก่ที่สุด ต้องดูแลรับผิดชอบพนักงานถึง 600 ชีวิต ต้องพบเจอกับหลากหลายปัญหาจากลูกค้าที่มาใช้บริการ
"ผมดูแลทุกส่วน เพราะธุรกิจโรงแรมเป็นธุรกิจที่ละเอียดอ่อน ต้องใช้เวลากับมัน โดยมีหลักการทำงานก็คือ ก่อนตัดสินใจอะไร เราต้องรู้ข้อมูลทั้งหมด มีปัญหาหรือมีข้อคิดเห็น ข้อนำเสนอของหัวหน้าแผนก เราก็ต้องฟัง การควบคุมคนเยอะๆ ก็ต้องมีระเบียบวินัยสูง ทุกคนต้องอยู่ในกฎระเบียบที่เราตั้ง เนื่องจากว่าทุกคนการศึกษาไม่เหมือนกัน แต่ว่าบริการของโรงแรมต้องออกมาในมาตรฐานเดียวกัน เพราะฉะนั้นเราจะให้ความสำคัญกับหัวหน้าของแต่ละแผนกมาก ว่าเขาจะต้องปกครองลูกน้องได้ เราก็จะดูแลเขาอีกทีว่าทำหน้าที่ได้ดีไหม ผลการตอบรับของแขกเป็นอย่างไร ตลาดตอนนี้เปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง เพราะตอนนี้โรงแรมมีการเปลี่ยนแปลงสูง ใครๆ ที่อยู่นอกธุรกิจโรงแรมก็อยากจะลงทุน เพราะเมืองไทยจุดขายอยู่ที่การท่องเที่ยว เราถือว่ามีโอกาสดีที่มาอยู่ทำเลตรงนี้ เราเองก็ต้องทำบริการและสินค้าของเราให้ดีขึ้น"
แม้ภารกิจจะรัดตัว แต่เมื่อมีเวลาว่างจากการทำงานหนักอย่างวันอาทิตย์ คุณดุ๊กจะพาเจ้าม้าป่าคันโปรดไปตีกอล์ฟ เพื่อออกกำลังกาย แต่ถ้าเป็นวันปกติที่สมองคิดแต่เรื่องงานกับงานแล้วล่ะก็ AUDI A 4 TURBO กลับเป็นเพื่อนคู่ใจไปในทุกที่ ส่วน PORSCHE รถในครอบครองอีกคันก็นานๆ ขับที เนื่องจากคลัชค่อนข้างแข็ง ไม่เหมาะกับสภาพการจราจรที่เป็นอยู่ของกรุงเทพฯ เท่าไรนัก
แต่เอาเข้าจริงๆ เวลาที่ควรจะว่างก็ถูกแบ่งไปให้กับร้านอาหารหวางเทียน ธุรกิจส่วนตัวของคุณดุ๊กซึ่งเปิดให้บริการมาได้ 3 เดือน และได้รับการตอบรับเป็นที่น่าพอใจ
"เสร็จงานจากโรงแรมประมาณทุ่มก็ไปที่ร้าน ซึ่งอยู่ใกล้ๆ กับโรงแรม ร้านของผมเป็นภัตตาคารจีน แบบ Open Kitchen เหมือนร้านอาหารญี่ปุ่น ผมพยายามทำเมนูใหม่ รสชาติใหม่ ไม่ให้ซ้ำกับมณเฑียร เน้นกลุ่มลูกค้าคนไทยที่นิยมรับประทานอาหารภัตตาคาร ที่มีบริการดีเหมือนโรงแรม ซึ่งทั่วไปมีน้อย"
ต้องยอมรับว่าเขาคือนักบริหารหนุ่มรุ่นใหม่ไฟแรงตัวจริงเสียงจริงอีกคนหนึ่งของยุคนี้ แต่เอ...ทำงานเป็นพายุแบบนี้ แล้วจะมีเวลาควบม้าป่าตามหาท่านหญิงหรือนี่ ท่านดุ๊ก!! ~ |