HI-CLASS MAGAZINE COMPANY LIMITED
www.hiclasssociety.com


HI-CLASSIC CLUB
 

Bentley R Type Hooper Express Saloon
ยนตรกรรมแห่งการเวลา ของบุญฤทธิ์ จุลละทรัพย์

เหมือนว่าคนเราในปัจจุบันใช้ชีวิตกันอย่างรีบจนเคยชิน ทำให้วัฒนธรรมที่สร้างขึ้นในยุคใหม่ขับเน้นเรื่องปริมาณมากกว่าเรื่องคุณค่าภายใน ต่างจากยุคก่อนที่สร้างสรรค์คืออะไรแบบค่อยเป็นค่อยไป แต่มากด้วยคุณภาพความแตกต่างนี้เอง ทำให้ผู้คนในสังคมหลงลืมคุณค่า ความหมาย ความงาม ที่ซ่อนอยู่ภายใน
“ รถคลาสสิค ” คือมรดกทางวัฒนธรรมที่สะท้อนถ่ายเรื่องราวความเป็นมาแต่ละยุคสมัยได้เนอย่างดีอีกสิ่งหนึ่งซึ่งนับวันจะสูญหายเลือนรางลงไปทุกวัน อย่างไรก็ตามยังมีคนเล็กๆกลุ่มหนึ่งพยายามดึงคุณค่าเหล่านี้กลับมาให้อยู่ในความสนใจอีกครั้ง และรถคลาสสิกที่จอดสงบนิ่งอยู่ตรงหน้าผมคันนี้ น่าจะอยู่ในกระบวนการที่ว่านี้ด้วยเช่นกัน เบนท์เลย์ (Bentley R Type Hooper Express Saloon) ผลิตขึ้นในปี ค.ศ. 1952

 

ที่ประเทศอังกฤษด้วยการเคาะและประกอบมือ ตัวถังทำด้วยอะลูมิเนียมทั้งคันเพื่อผลในเรื่องการลดน้ำหนักของตัวรถ เครื่องยนต์แบบ 6 สูบแถวเรียงเบนซิน พร้อมขุมกำลัง 4,257 CC. คาบิวเรเตอร์คู่ของ SU เดินหน้า 4 เกียร์ เดิมทีรถคันนี้เป็นรถประจำตำแหน่งของจอมพล ป.(แปลก) พิบูลสงคราม อดีตนายกรัฐมนตรี จึงไม่น่าแปลกว่ายนตรกรรมรุนแรกๆของโลกชิ้นนี้จะถูกขนานนามตามเจ้าของเดิมว่า “ ท่านนายพล ” ปัจจุบัน “ ท่านนายพล ” ได้รับการผ่องถ่ายกรรมสิทธิ์มาอยู่กับ คุณบุญฤทธิ์ จุลละทรัพย์ บุตรชายของอดีตนายกรัฐมนตรี พลอากาศเอก ทวี จุลละทรัพย์ เป็นที่เรียบร้อย “ จุดเริ่มที่สนใจพวกรถคลาสสิกเริ่มจากตอนที่คุณพ่อ (พลอากาศเอกทวี จุลละทรัพย์)เสียชีวิตคือประมาณเก้าปีที่แล้ว ” คุณบุญฤทธิ์เริ่มต้นบทสนทนาว่าทำไมเริ่มสนใจเกี่ยวกับเรื่องรถยนต์คลาสสิก

ด้วยความที่ถูกแวดล้อมไปด้วยรถคลาสสิกหลายหลากคันตั้งแต่วัยเยาว์ ความสัมพันธ์จึงถูหลอมรวมเข้ากลายเป็นความสนใจอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว ไม่ว่าจะเริ่มต้นด้วยความสนใจหรือว่าเพราะความผูกพัน คุณบุญฤทธิ์ ค่อยๆเริ่มการบูรณะรถคลาสสิกภายในบ้านที่ถูกทิ้งร้างไว้ โดยจับบรรดารถคลาสสิกที่มีอยุ่มาแต่งตัวเสียใหม่ นับเป็นการคืนชีวิตให้กับสิ่งที่รักและผูกพัน และเมื่อสภาพร่างกายพร้อม การออกเดินทางครั้งใหม่ก็เริ่มขึ้น การเดินทางครั้งใหม่นี้เองที่ไปเข้าตาพื่อนฝูงจนเกิดการรวมกลุ่มกบเพื่อนอนุรักษ์รถคลาสสิกอย่างจริงจัง และวันนี้ดอกผลที่ตั้งใจก็กลายมาเป็น “ ชมรมรถคลาสสิกแห่งประเทศไทย ” ที่มีคุณบุญฤทธิ์เป็นหัวหอกสำคัญ

วงสนทนาเริ่มออกรสออกชาติ ผมไม่รีรอที่จะสบค้นถึงที่มาของ “ ท่านนายพล ” ที่ยืนสังเกตการณ์ณ์เราอยู่ข้างอย่างเงียบๆและจากการพุดคุยทำให้ผมได้รับข้อมูลมาขยายความเกี่ยวกับรถคันนี้มากยิ่งขึ้น เท่าที่มีการค้นประวัติไปที่เดมเลอร์ประเทศอังกฤษ ด้วยวิธีส่งหมายเลขเชสซิส (chassis) ไปให้ก็พบว่า มคำสั่งซื้อจาก จอมพล ป. พิบูลสงครามโดยตรงไปที่ประเทศอังกฤษซึ่งนับเป็นเรื่องที่นาสนใจมากเนื่องจากปกติสมัยก่อน การสั่งรถยนต์เข้ามาใช้ในงานราชการนั้นจะเป็นหน้าที่โดยตรงของฝ่ายพลาธิการ แต่ เบนท์เลย์ คันนี้ จอมพล ป. เป็นฝ่ายที่จัดการเรื่องนี้เองมาตลอด ตั้งแต่การกำหนดวัสดุที่นำมาตีเป็นตัวถังรถ เครื่องยนต์ และอุปกรณ์ตกแต่งภายในบางอย่าง และหลังจากนั้นเป็นต้นมา

รถคันนี้ก็กลายมาเป็นรถประจำตำแหน่งท่าน รวมถึงนายกรัฐมนตรีคนต่อๆมา ด้วยเหตุนี้กระมังที่ทำให้รถโบราณคันนี้ดูโดดเด่น ทั้งคุณค่าและเรื่องราวแต่สิ่งที่น่าสนใจต่อไปอีกก็คือเพราะเหตุใดรถประจำตำแหน่งของนายกรัฐมนตรีถึงได้มาอยู่ในการครอบครองของตระกูลจุลละทรัพย์ซึ่งในส่วนนี้ คุณบุญฤทธิ์ ได้กรุณาเปิดเผยเรื่องราวความเป็นมาที่น่าสนใจยิ่ง

“ ต้องย้อนกลับไปที่สมัยโลกครั้งที่สอง สมัยนั้นคุณพ่อร่วมอยู่ในขบวนการใต้ดินหรือที่เรียกว่า “ เสรีไทย ” ท่านเป็นผู้หนึ่งที่คอยเจรจากับประเทศสัมพันธมิตร คอยวางแผนการเคลื่อนไหว คอยวางแผนการเคลื่อนไหว และจะต้องเป็นคนติดต่อกับจอมพล ป.ว่าจะโจมตีกองทัพญี่ปุ่นที่ตั้งฐานในเมืองไทยตรงไหนบ้าง ขบวนการต่อต้านญี่ปุ่นในครั้งนั้นเป็นหัวเชื้อของความสนิทระหว่างจอมพล ป. กับครอบครัวจุลละทรัพย์ เมื่อสิ้นสุดสงครามประเทศไทยเกือยตกอยู่ในสภาวะผู้แพ้สงครามเพราะโดยภาพที่ปรากฏ เราอนุญาตให้ญี่ปุ่นเข้ามาตั้งฐานทัพและใช้พื้นที่ประเทศเป็นแนวรบ แต่ทว่าอีกด้านหนึ่งเรามีขบวนการเสรีไทยที่ทำงานใต้ดินเพื่อต่อต้านประเทศญี่ปุ่น จอมพล ป. จึงสั่งให้ขบวนการเสรีไทยเดินทางไปตกลงกับประเทศสัมพันธมิตรที่กำลังประชุมกันอยู่ที่ประเทศสิงคโปร์ พลอากาศเอกทวี จุลละทรัพย์ พ่อของผมจึงได้รับภารกิจนี้ และในที่สุดก็สามารถพลิกสถานการณ์สร้างความเข้าใจกลายมาเป็นประเทศผู้ชนสงครามได้ ”

จากจุดนี้เองความสัมพันธ์ระหว่างจอมพล ป. กับครอบครัวจุลละทรัพย์จึงกระชับมากขึ้นไปอีกกระนั้นก็ต้องรอเวลาจนล่วงมาสู่ปี พ.ศ.2518 “ ท่านนายพล ” ก็ได้ตกทอดมาถึงครอบครัวจุลละทรัพย์ คุณบุญฤทธิ์เล่าต่อว่าหลังจากที่รถถึงวัยเกษียณก็ถูกปล่อยทิ้งไว้ในโกดังจนสภาพทรุดโทรมไม่เหลือร่องรอยแห่งความยิ่งใหญ่เมื่อครั้งอดีต ครอบครัวจุลละทรัพย์โดยพลอากาศเอกทวี จึงเข้ามาช่วยกอบกู้ความยิ่งใหญ่กลับมา ผ่านการประมูลกับทางรัฐ แล้วขั้นตอนการเริ่มบูรณะก็เกิดขึ้น จนถึงวันนี้เรียกว่าความสมบูรณ์เกือบเท่าของเดิมแล้วจะมีที่เปลี่ยนก็คือสีจากเดิมเขียวเข้ม กลายมาเป็นสีเทาออกดำที่ดูคลาสสิกมากกว่าเก่า

คนเราลองอยู่กับสิ่งที่เราสนใจเข้าแล้ว มองไปทางไหนหรือหยิบจับอะไรออกมาก็ดูจะเป็นความทรงจำและเรื่องราวดีๆไปเสียหมด ด้วยเสน่ห์ของรถคันที่สั่งทำตัวถังแบบพิเศษ ประกอบมือทั้งคันจึงมีพียง 20 คันในโลก ในเมืองไทยเท่าที่มีการสำรวจน่าจะมีคันนี้แค่คันเดียว ส่วนพวกที่วิ่งได้จริงในโลกตอนนี้เหลือ 4 – 5 คันเท่านั้นนี่อาจเป็นดัชนีสะท้อนคุณค่าของรถคลาสสิกได้เป็นอย่างดี และเมื่อเราพิจารณาถึงความพยายามของคนสมัยก่อน ก็จะพบปรัชญาในการสร้างสรรค์งาที่ใส่ใจรายละเอียดเน้นเรื่องคุณภาพมากกว่าปริมาณ

ไม่เพียงแต่เป็นเจ้าของรถ “ ท่านนายพล ” เท่านั้น ปัจจุบันคุณบุญฤทธิ์ยังควบตำแหน่งประธานชมรมรถคลาสสิกประเทศไทย และประธานชมรมเบ็นซ์คลาสสสิกแห่งประเทศไทย อย่างเป็นทางการด้วยโดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อสร้างชุมชนรถคลาสสิกให้แข็งแรงไม่ให้สูญหายไปกับการเวลา

“ ปีหน้าจะจัดแรลลี่ไปที่เมืองพัทยา ไปให้นักท่องเที่ยวดูกันน่าจะเป็นนิมิตที่ดีเพราะเป็นเสมือนการประชาสัมพันธ์ประเทศให้ใครต่อใครเห็นบทเรียนทางประวัติศาสตร์อีกด้านหนึ่งของเรา ใช้รถคลาสสิกเป็นสะพานเชื่อมระหว่างรุ่นสู่รุ่น เพราะรถแต่ละคันต่างมีเรื่องเล่าของตัวเอง เพียงแต่ขั้นแรกเราต้องเรียกความสนใจของคนออกมาก่อนแล้วจึงต่อยอดออกไป ”

การลุกขึ้นมาทำชมรมรถคลาสสิกของคุณบุญฤทธิ์ และเพื่อนๆเป็นเรื่องที่ดีเพราะสิ่งนี้คือพยายามในการเก็บรักษาบางส่วนของประวัติสาสตร์ให้คงอยู่ และผลจากกิจกรรมแต่ละครั้งที่ทางชมรมจัดขึ้น มีส่วนช่วยสร้างบรรยากาศการท่องเที่ยวแก่ประเทศ แต่ปัจจุบันยังไม่มีภาครัฐสนใจเข้ามาสนับสนุนบรรดานักอนุรักษ์รถคลาสสิกเท่าที่ควร การดำเนินการใดๆจึงเหมือนเป็นการทำไปอย่างโดดเดี่ยว

“ มันก็เป็นเรื่องธรรมดาที่เราจะโดดเดี่ยว เพราะเปรียบไปเราก็เหมือนหินก้อนหนึ่งในทะเล แต่ตอนนี้เราพยายามเอาหินหลายๆก้อนมารวมกนเพื่อสร้างแนวปะการงและถ้าเป็นแนวปะการังอันยิ่งใหญ่แล้ว เรือใหญ่อย่างรัฐบาลก็ต้องหยุดดู เราอยากให้รัฐเข้ามาช่วยในบางเรื่อง อย่างเช่นเรื่องภาษีรถยนต์ อย่างรถบางคันเสียภาษีมาตั้งสี่ห้าสิบปีแล้วยังต้องเสียอยู่ จะเป็นเรื่องดีมากหากมีการช่วยเหลือ ”

ในความเป็นจริง จำนวนรถคลาสสิกในเมืองไทยอยู่ที่พันคันโดยประมาณ ทว่าหลายคนประสบปัญหาเรื่องภาระทางภาษีทำให้ไม่อยากบูรณะรถมาใช้ใหม่ ท้ายที่สุดก็จบลงที่การขายต่อไปยังต่างประเทศ ซึ่งต่อไปเด็กรุ่นหลังที่สนใจก็ไม่มีทางหาดูได้จะกลายเป็นว่าเรามีประวัติศาสตร์ แต่ไม่มีเครื่องช่วยเตือนความจำ คุณบุญฤทธิ์ชี้ให้ดูคราบบุหรี่ของท่านจอมพล ป. ที่ยังอยู่ในรางเขี่ยตรงพนักวางมือเบาหลังของรถในสายตาของคนบางคนมันเป็นเพยงเถ้าฝุ่นสีดำที่กองสงบนิ่งอยู่ก้นภาชนะ แต่ภายในแววตาของคุณบุญฤทธิ์ จุลละทรัพย์ ทำให้เรารู้สึกว่า สิ่งนี้คือความโชคดีที่มันยังไม่โดนจัดการโดยเครื่องดูดฝุ่นสมัยใหม่ เพียงเพราเห็นว่ามันคือเศษฝุ่นไร้ค่า

ก่อนอกจากโรงรถ ผมไม่ลืมทำความเคารพ “ ท่านนายพล ” ที่ยังคงมีท่าทางเคร่งขรึมอยู่เช่นเดิม ผมรู้สึกว่าการที่เรามีโอกาสรู้จักท่านนายพลในครั้งนี้ ก็คงเหมือนฝูงปลาที่ให้ความสนใจเริ่มเข้ามาแหวกว่ายตามแนวปะการังเล็กๆของคุณบุญฤทธิ์ ส่วนเรือใหญ่ที่ว่านั้นยังไม่มีวี่แวว คงต้องรอให้ถึงวันที่แนวปะการังใหญ่พอ

ผมเชื่อว่า ‘ กรุงโรมไม่ได่สร้างเสร็จในวันเดียว ' การอนุรักษ์รถคลาสสิกก็เช่นกัน ถึงแม้ผู้สร้างเมืองจะดูโดดเด่นบ้างบางที

 

 



แนะนำ รถคลาสสิค ลงใน HI-CLASS ติดต่อ

ฝ่ายประชาสัมพันธ์ นิตยสารไฮ-คลาส
30 สุขุมวิท 85 แขวงบางจาก เขตพระโขนง กรุงเทพฯ 10260
โทร. 02-7426438-9__ โทรสาร 02-3311618
อีเมล์ : editor@hiclassmagazine.com


HI-CLASS MAGAZINE
30 Sukumwit 85 Bangjak Prakanong Bangkok 10260 Tel. 662-331-1610, 662-331-1618 _Fax. 662-331-1618
e-mail : editor@hiclassmagazine.com
Copyright 2004 www.hiclassmagazine.com All Rights Reserved