"เพ็ญศรี
พุ่มชูศรี" นารีผู้มีอัจฉริยภาพทางคีตศิลป์

ความเป็นหนึ่งและความเป็นเอกในด้านการขับร้องของนักร้องแต่ละคนล้วนมีเอกลักษณ์เป็นของตนเอง
บนพื้นฐานของการใช้เทคนิคการขับร้องเบื้องต้นในลักษณะเดียวกัน ส่วนในขั้นก้าวหน้าหรือขั้นสูงกว่านั้นนักร้องแต่ละคนจะประยุกต์เทคนิคต่างๆ
ที่เป็นของตนเองขึ้นมา ซึ่งทำให้เกิดความต่างที่เป็นเอกลักษณ์ประจำตัว
"เพ็ญศรี
พุ่มชูศรี" เป็นหนึ่งในผู้ที่มีเทคนิคการขับร้องขั้นสูง
และสามารถใช้เทคนิคเหล่านั้นได้อย่างเหมาะสมและมีเอกลักษณ์เป็นของตนเอง
จึงทำให้มีความเป็นหนึ่งตลอดมา ส่วนความเป็นเอกนั้น คือ การมี "ทาง"
ของตนเอง ซึ่งทำให้สามารถกุมอารมณ์ของผู้ฟังและคุมบรรยากาศของการแสดงไว้ได้ตลอดเวลา...
ฉายแววแต่ครั้งเยาว์วัย
ครูสมาน (ใหญ่) นภายน เล่าให้ฟังว่า ราวอายุสัก 10 ขวบ เด็กหญิงผ่องศรี
พุ่มชูศรี ได้เริ่มต้นฝึกหัดร้องเพลง เนื่องด้วยเป็นเด็กที่มีแก้วเสียงดี
ร้องเพลงเพราะ สามารถจำเพลงละครร้องของครูพรานบูรพ์ได้อย่างแม่นยำด้วยลีลาและเสียง
ดังนั้น...ครูศิวะ วรนาฏ จึงได้รับเด็กหญิงตัวน้อยๆ นี้ไว้เป็นศิษย์
และฝึกสอนให้ร้องเพลงอย่างถูกจังหวะ เพราะจังหวะนั้นถือเป็นหัวใจสำหรับนักร้องและนักดนตรีที่จะเดินทางไปสู่ความสำเร็จในด้านการขับร้องและในด้านการบรรเลง
นอกจากนี้ยังต้องร้องอักขระให้ถูกต้องตามบทเพลง พร้อมทั้งวิธีการเปล่งเสียงสั้น-ยาว-เบา-แรง
ว่าสมควรจะนำมาใช้ในส่วนของทำนองเพลง ในบทเพลงนั้นๆ
พรสวรรค์...พรแสวง
เด็กหญิงผ่องศรี พุ่มชูศรี เป็นเด็กหัวไว จดจำทุกคำที่ครูพร่ำสอนไว้ในบทเพลงนั้นๆ
ได้อย่างแม่นยำ สามารถนำไปร้องเพลงประกวดตามงานวัด ทั้งวัดอินทร์
บางขุนพรหม วัดจางวางศิษฐ์ วรจักร วัดสามปลื้ม วัดหัวลำโพง จนกระทั่งไปถึงมหาวิทยาลัยร้องเพลงของชาวบ้านก็คือวัดสระเกศ
หรือที่รู้จักกันในชื่อว่า "ภูเขาทอง" ซึ่งใครที่มีความสามารถผ่านวัดนี้ไปได้ก็จะสามารถไปร้องเพลงสลับหน้าม่านหากินได้อย่างสบายๆ
จนกระทั่งนักร้องรุ่นพี่หลายคน เช่น อ.เอี่ยวพญา หรือ ชาญ เย็นแข
ตรีเพ็ชร หรือตาล กิ่งเพ็ชร แสงนภา บุญราศี เขียนไว้ว่าเมื่อไปสมัครร้องเพลงที่วัดไหน
ถ้าเห็นชื่อเด็กหญิงผ่องศรีมาสมัคร พวกเขาจะรีบถอนตัวทันทีเพราะกลัวจะร้องแล้วแพ้เด็ก...นี่คืออิทธิพลของเสียงร้องเพลงจากเด็กหญิงตัวเล็กๆ
ที่แม้แต่ผู้ใหญ่ยังกลัว...เจ้าหนูเสียงใสคนนี้จึงมีถ้วยรางวัลชนะเลิศในการประกวดร้องเพลงตามงานวัดหลายสิบใบ
ขณะที่มีอายุเพียงแค่ 10 ขวบ เท่านั้น
ต่อมาจึงได้ร้องเพลงบันทึกแผ่นเสียงเป็นครั้งแรกในชีวิตของการเป็นนักร้อง
ชื่อเพลง "ศีลธรรมทั้ง 5" ด้วยฝีมือการแต่งเพลงของ "ศิวะ
วรนาฏ" นับแต่นั้นมาเด็กหญิงผ่องศรี จึงเปลี่ยนชื่อเป็น "เด็กหญิงเพ็ญศรี
พุ่มชูศรี" และใช้ชื่อนี้ในการขับร้องเพลงเรื่อยมา
มีเสียงเป็นทรัพย์
ราวปี พ.ศ.2484 คุณพ่อของเธอประสบอุบัติเหตุจนต้องตัดแขนทิ้ง นอนรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล
ด้วยความยากจนและพิการ ไม่สามารถที่จะหาเงินมาเป็นค่ารักษาและค่ายา
หนทางเดียวเท่านั้นที่เธอจะทำได้คือการเข้าไปนั่งคุกเข่าร้องเพลงให้นายแพทย์สมหวัง
ฉายะจินดา ฟังอย่างตั้งอกตั้งใจ ด้วยน้ำเสียงที่ใสดั่งดวงแก้ว ทำให้คุณหมอเกิดจิตเมตตาถึงกับเอ่ยปากยกค่ายาและค่ารักษาพยาบาลให้ทั้งหมด
นี่คือเหตุการณ์หนึ่งที่ทำให้เด็กหญิงตัวน้อยๆ ทำเสียงของเธอให้เป็นทรัพย์ขึ้นมา
จากนั้นกิตติศัพท์ของเธอจึงเลื่องลือไปทั่ว ในด้านการใช้เสียงร้องเพลงดังกระฉ่อนไปทั่วกรุง
ได้เป็นนักร้องเต็มตัว
เมื่อย่างเข้าวัยสาวเธอจึงตัดสินใจสมัครเข้าเป็นนักร้องของวงดนตรีลีลาศกรมโฆษณาการ
ขณะนั้นมีครูเอื้อ สุนทรสนาน เป็นหัวหน้าวง และครูเวส สุนทรจามร
เป็นผู้ช่วยหัวหน้าวง ท่านทั้งสองได้รับนางสาวเพ็ญศรี พุ่มชูศรี
ไว้เป็นศิษย์ และเคี่ยวเข็ญ พร่ำสอนการขับร้องทั้งภาคทฤษฎี และภาคปฏิบัติ
จนเป็นที่น่าพอใจ ครูเวสจึงมอบเพลง "หงส์เหิน" ให้ร้อง
นับแต่นั้นมาก็มีนักแต่งเพลงที่มีชื่อเสียงมากมายมอบเพลงให้เธอร้อง
ส่งผลให้เธอเป็นที่รู้จักยิ่งขึ้น
เพ็ญศรี พุ่มชูศรี เปรียบประดุจ "จิตรกร" ผู้ระบายสีใส่ในทำนองของบทเพลง
ไม่ว่าจะเป็นบทเพลงของครูเพลงท่านใด เธอก็สามารถบรรจงวาดสีสันให้บทเพลงนั้นสดสวยยิ่งขึ้น
เกินกว่าที่ครูเพลงวาดฝันไว้ เมื่อเป็นเช่นนี้บรรดานักแต่งเพลงทั้งหลายจึงมอบความไว้วางใจให้แก่เธอผู้เดียว
เพื่อที่บทเพลงของครูเพลงเหล่านั้นจะกลายเป็นบทเพลง "อมตะ"
ที่ไม่มีวันตายไปจากโลกบันเทิง ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่า "เพ็ญศรี
พุ่มชูศรี" คือ "คีตศิลปิน" ท่านหนึ่งที่มากด้วยความสามารถและยากที่จะหาใครเปรียบเสมือนได้
ด้วยความมีอัจฉริยภาพในการขับร้องเพลงที่โดดเด่นและมีอิทธิพลสูงต่อวงการเพลงไทยสากลนี้เองทำให้
โครงการวิจัย "การวิจารณ์ในฐานะพลังทางปัญญาของสังคมร่วมสมัย
ภาค 2" ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย
(สกว.) จัดการสัมมนาทางวิชาการ "เพ็ญศรีวิชาการ" และการแสดงดนตรี
"แด่เพ็ญศรี คีตศิลปิน" ขึ้น
โดยได้เชิญผู้เชี่ยวชาญและเกี่ยวข้องกับวงการเพลงไทยสากล รวมทั้งศิลปินนักร้องมาร่วมเสวนาวิเคราะห์และวิจารณ์ผลงานเพลงของเพ็ญศรี
พุ่มชูศรี อย่างเป็นวิชาการตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ซึ่งได้ข้อสรุปไปในแนวทางเดียวกันว่า
"เพ็ญศรี พุ่มชูศรี" คือสุดยอดแห่งคีตศิลปินของวงการเพลงไทยสากลอย่างแท้จริง.
|