HI-CLASS MAGAZINE COMPANY LIMITED
www.hiclasssociety.com


FILM หนังไอริชที่ดีที่สุดของ 'ซามูเอล เบ็คเกตต์'

กล่าวกันว่า เสน่ห์ของหนังสั้นอยู่ที่ความกระชับ ความประหยัดของเนื้อหาและกรอบของเวลาที่เป็นเหมือนโครงสร้างรองรับภาพและเหตุการณ์ แต่ทว่าระยะเวลาที่สั้นก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคในการนำเสนอแต่อย่างใด เพราะที่จริงวิธีการนำเสนอในรูปของหนังสั้นนั้นค่อนข้างกว้าง และบางครั้งกลุ่มผู้ชมก็เปิดรับมากกว่าหนังโดยทั่วไปที่ต้องการการเล่าเรื่องและเนื้อหาที่เป็นรูปธรรม
หลังจากยุคบุกเบิกของภาพยนตร์ในต้นศตวรรษที่ 20 มีหนังสั้นเพียงน้อยเรื่องนักที่ได้รับการยกย่องจากผู้ชมมาจนทุกวันนี้ จะด้วยว่าหนังสั้นไม่สามารถสร้างกลุ่มผู้ชมและวัฒนธรรมการดูได้มากเท่ากับหนังยาว หรือเหตุผลใดก็ตาม แต่นักเขียน-นักเขียนบทละครชาวไอริชผู้ก้องนาม ซามูเอล เบ็คเก็ตต์ (1906-1989) ก็ได้เขียนบทภาพยนตร์และถ่ายทำหนังสั้นเรื่องหนึ่ง ร่วมกับอลัน ชไนเดอร์และตากล้องระดับตำนานบอริส คอฟแมน ในช่วงเวลาที่หนังสั้นและหนังเงียบหมดความนิยมไปแล้ว


ผลงานของเบ็คเก็ตต์ชิ้นนี้มีชื่อว่า Film (1965) มีความยาวเพียง 17 นาที 28 วินาที (ฉบับดั้งเดิมมีความยาวเกือบ 30 นาที) จิลส์ เดอเลอซ นักปรัชญาชาวฝรั่งเศสยกย่องว่า "เป็นหนังไอริชที่ดีที่สุด"
ผลงานที่ทำจากบทภาพยนตร์เพียงเรื่องเดียวของเบ็คเก็ตต์ชิ้นนี้มีวิธีคิดบางอย่างที่มีความสลับซับซ้อน ที่สำคัญก็คือ Film ของเบ็คเก็ตต์ได้นำเอาหลักหมายของยุคหนังเงียบอย่างบัสเตอร์ คีตั้นมาเล่น แน่นอนนี่เป็นงานชิ้นที่ดีที่สุดของคีตั้นในช่วงท้ายของชีวิตด้วยเช่นกัน
Film เริ่มต้นด้วยภาพของดวงตาที่กะพริบปิดเปิด รอยยับย่นบนเปลือกตานั้นแสดงให้เห็นวัยที่ล่วงเลยของผู้เป็นเจ้าของ ภาพของดวงตาหลับลงถูกตัดต่อเชื่อมกับภาพของผนังตึกก่ออิฐสูง ที่ดูเผินๆ ก็คล้ายๆ กับเปลือกตาย่นยับ กล้องค่อยๆ เคลื่อนตัวติดตามชายในเสื้อคลุมยาว สวมหมวก มีผ้าปิดหน้า และมือข้างหนึ่งถือกระเป๋า


ชายในเสื้อคลุมกึ่งเดินกึ่งวิ่งเบื้องหน้าผนังตึก ด้วยความรีบร้อนหรืออะไรก็ตามชายคนนั้นชนสามีภรรยาคู่หนึ่ง ฝ่ายสามีทำท่าเหมือนจะก่นด่า แต่พอเขาหันไปมองชายในเสื้อคลุมเขาทำสีหน้าตกใจระคนหวาดกลัว
ชายในเสื้อคลุมวิ่งไปในตึก เขาหลบอยู่ใต้บันไดครู่หนึ่ง เหมือนลังเลที่จะก้าวขึ้นไป หญิงชราที่ก้าวลงมามองเห็นเขาเข้าพอดี (แต่ภาพที่เราเห็นคือภาพจากดวงตาของชายในเสื้อคลุม) หญิงชราก็หมดสติและล้มลงไป ชายคนนั้นรีบวิ่งขึ้นไปที่ห้อง หลังจากปิดประตูลงกลอนเขาใช้มือจับชีพจรของตัวเองดู เขาเดินไปรอบๆ ห้อง พยายามหลบเลี่ยงที่จะเผชิญกับหน้าต่าง กระจกเงาบนผนัง เขาค่อยๆ เลาะเลียบไปตามผนังเพื่อปิดม่าน หรือเอาผ้าคลุม จากนั้นเขาก็เริ่มจับแมวและหมาโยนออกไปนอกห้อง ด้วยความทุลักทุเล
เหมือนชายในเสื้อคลุมเกลียดกลัวทุกสิ่งที่มีดวงตา (หรือกระทั่งมีลักษณะคล้ายดวงตา) ซึ่งสามารถเพ่งมองมาที่เขา เขาฉีกทำลายรูปตุ๊กตาบนผนังเป็นชิ้นๆ จากนั้นเขาก็กลับมานั่งบนเก้าอี้โยกที่วางอยู่กลางห้อง หยิบเอาซองเอกสารที่อยู่ในกระเป๋าหนังออกมา
เขาพลิกเปลี่ยนตำแหน่งหมุดกระดุม 2 ตัวบนซองที่ใช้ผูกเชือกปิดให้ดูไม่เหมือนลูกตา แล้วค่อยเปิดซอง แต่แล้วเขาก็เหลือบไปเห็นนกแก้วในกรง เขาถอดเสื้อคลุมออก เดินเอาเสื้อไปปิดคลุมกรง เขาพยายามจะเปิดซองอีกครั้ง แต่โหลปลาทองที่ทำให้เขาชะงักอีกครั้ง เขาเดินไปหยิบชายเสื้อข้างหนึ่งที่คลุมกรงนกไปปิดคลุมโหลแก้ว จากนั้นก็ลงมือเปิดซอง
ข้างในเป็นภาพถ่าย เขาหยิบภาพถ้ายออกมาดูทีละภาพ ภาพแรกเป็นภาพผู้หญิงกับทารกแรกเกิด ภาพต่อมาเป็นภาพของผู้หญิงคนเดิมกับทารกที่เติบโตขึ้น ต่อมาเป็นภาพชายหนุ่มกับสุนัข ภาพของชายคนเดิมในวันสำเร็จการศึกษา ตามด้วยภาพของชายหนุ่มและหญิงสาว จากนั้นก็เป็นภาพของผู้ชายที่กำลังอุ้มเด็กตัวเล็กๆ ภาพสุดท้ายเป็นชายชราที่สวมที่คาดตาปิดดวงตาข้างหนึ่งไว้
หลังจากภาพนั้น เขาก็ฉีกทำลายทุกภาพอย่างไม่มีเยื่อใย เขาจับชีพจรของตัวเองอีกครั้งหนึ่ง แล้วผล็อยหลับไปบนเก้าอี้โยก ก่อนจะสะดุ้งตื่นขึ้นมา เขายังคงนั่งอยู่บนเก้าอี้โยก ขณะที่กล้องค่อยๆ เคลื่อนไปรอบๆ ตัวเขา
กล้องจับภาพของผนังที่ปูนกะเทาะ สีที่หลุดร่อน ก่อนจะย้อนกลับมาจับภาพของเขาที่หลับไปบนเก้าอี้โยก เขาสะดุ้งตื่นอีกครั้ง หากครั้งนี้ด้วยอารามตกใจสุดขีด เขามองเห็นภาพของตัวเองที่ยืนอยู่เบื้องหน้า เขาเอามือปิดหน้า แต่ภาพนั้นก็ยังคงอยู่ และนั่นก็เป็นภาพสุดท้ายที่เขาเห็น

เรื่องราวจบลงด้วยภาพของดวงตาที่เราเห็นเมื่อตอนต้นเรื่อง
ในบทภาพยนตร์ดั้งเดิมเบ็คเก็ตต์ได้ยกเอาถ้อยคำ Esse Est Percipi หรือ 'การมีอยู่คือการถูกรับรู้' ของจอร์จ เบิร์คลี่ย์ พระ-นักปรัชญาชาวไอริชมาเป็นแนวคิด
แม้แนวคิดที่ว่า "สิ่งใดมีอยู่เพราะถูกรับรู้" ของเบิร์คลี่ย์นี้จะถูกโต้แย้งและวิจารณ์อย่างกว้างขวางโดยนักปรัชญามากมาย แต่เสน่ห์ของข้อเขียนของเบิร์คลี่ย์ก็ยังคงมีอยู่ หรือคงมีคุณค่าต่อนักคิด-นักเขียนในยุคต่อมา
แน่นอนโดยเฉพาะในกรณีของเบ็คเก็ตต์ เขาเคยกล่าวถึงบทภาพยนตร์ชิ้นนี้ว่า "เป็นเรื่องเกี่ยวกับชายคนหนึ่งที่พยายามหนีไปจากการรับรู้ทั้งปวง หนีไปจากสิ่งที่สามารถรับรู้ มีภาพๆ หนึ่งที่ติดบนผนัง ซึ่งถูกเขาดึงลงมา แต่กระนั้นเขาก็ไม่สามารถหลบไปจากการรับรู้ของตัวเอง เป็นแนวคิดจากบิช็อปเบิร์คลี่ย์ นักปรัชญา และนักจิตนิยมชาวไอริช 'การมีอยู่คือการถูกรับรู้' - 'Esse est percipi.' มนุษย์ที่ปรารถนาจะอยู่ก็คือมนุษย์ที่ปรารถนาจะถูกรับรู้ และถ้าการมีอยู่หมายถึงการถูกรับรู้ การยุติการมีอยู่ก็คือการยุติการถูกรับรู้"
ตัวละครในเรื่อง (ที่แสดงโดยบัสเตอร์ คีตั้น) พยายามทุกวิถีทางที่จะหลบหลีกการถูกจับจ้อง และการจับจ้องสำหรับเขามีอยู่ในดวงตา หรือสิ่งที่ดูเหมือนดวงตา (หมุดกระดุม พนักเก้าอี้ บานหน้าต่าง หรือกระจกเงาที่แขวนบนผนัง)


จิลส์ เดอเลอซมองว่า "ตัวละครตัวนี้เป็นภาพแทนของตัวเบิร์คลี่ย์เองที่เหนื่อยหน่ายกับการรับรู้และการถูกรับรู้" ซึ่งมองอีกแง่ตอนจบที่ตัวละครมองเห็นภาพของตัวเอง อาจหมายถึง 'ความตาย' ซึ่งในความเชื่อเก่าแก่ของโลกตะวันตกว่ากันว่า ในวาระสุดท้ายของชีวิต เราจะมองเห็นภาพของตัวเราเองปรากฏขึ้นเบื้องหน้าราวกับเป็นคนอีกคนหนึ่ง
หากความเชื่อที่ว่าเป็นจริง การมองเห็นหรือการรับรู้ในความหมายนี้จึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และตรรกะดังกล่าวก็ทำให้ตอนท้าย ซึ่งผู้ชมได้เห็นใบหน้าของคีตั้นในสังขารร่วงโรย เป็นความตายหรือจุดจบของเรื่องราวทั้งหมด ที่หดหู่และเศร้าสร้อย


เชิญทำข่าว / ฝากข่าวสังคมลงใน HI-CLASS SOCIETY ติดต่อ
นิตยสารไฮ-คลาส
30 สุขุมวิท 85 แขวงบางจาก เขตพระโขนง กรุงเทพฯ 10260
โทร. 02-7426438-9 โทรสาร 02-3311618
อีเมล์ : editor@hiclassmagazine.com


HI-CLASS MAGAZINE
30 Sukumwit 85 Bangjak Prakanong Bangkok 10260 Tel. 662-331-1610, 662-331-1618 _Fax. 662-331-1618
e-mail : editor@hiclassmagazine.com
Copyright 2004 www.hiclassmagazine.com All Rights Reserved