|
ดูเหมือนว่างานศิลปะที่ทำโดยผู้หญิงและมีเนื้อหาเกี่ยวกับผู้หญิงนั้นมักจะเป็นเรื่องของการให้กำเนิดอยู่เสมอ
ตั้งแต่สมัยโบราณมา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในสมัยก่อนประวัติศาสตร์ ศิลปกรรมจำนวนมากกล่าวถึงผู้หญิงในฐานะผู้สร้าง
สอดคล้องกับตำนานการสร้างโลกในวัฒนธรรมต่างๆ ที่ว่าธรณีนั้นเป็นสตรี
สัญลักษณ์ที่เรียบง่าย ตรงไปตรงมาที่ปรากฏซ้ำๆ จนเป็นแบบแผนในงานศิลปะเป็นสัญลักษณ์ของอวัยวะที่บ่งบอกถึงเพศสภาพ
(sex) คือหน้าอกและอวัยวะเพศ เรื่องของผู้สร้าง / ผู้ให้กำเนิดนั้นก็สัมพันธ์กันไปโดยปริยายกับความเป็นแม่
หน้าอกและอวัยวะเพศหญิงจึงสื่อความหมายเชิงบวกอยู่เสมอ
พวกกรีกกล่าวถึงอวัยวะเพศหญิงว่าเป็น "abyss" ซึ่งเป็นคำที่มี
2 ความหมายคือ "ห้วงเหวลึก" และ "อเวจี" มันบ่งบอกทั้งในด้านกายภาพที่เป็นช่องลึกและให้ความรู้สึกถึงความน่าสะพรึงกลัว
วาทกรรมคริสเตียนได้เข้ามาตอกย้ำการปรับเปลี่ยนความหมายของเพศหญิงให้เป็นในทางตรงกันข้าม
ตลอดระยะกว่า 2,000 ปีที่ผ่านมา เรือนร่างของผู้หญิงได้กลายไปสู่ความหมายเชิงลบ
เป็นอุปสรรคต่อการรักษาความบริสุทธิ์ผุดผ่องของเหล่านักบวช (ชาย)
กลายเป็นเรื่องของเนื้อหนังมังสา เรื่องเพศกลายเป็นสิ่งที่ต้องปกปิด
เป็นเรื่องน่ารังเกียจ แต่ธรรมชาติของสิ่งต้องห้ามก็คือการเป็นเรื่องที่ยากจะห้าม
ยิ่งห้ามก็เหมือนยิ่งยุ ยิ่งปกปิดยิ่งน่าค้นหา ทุกวันนี้เราพบว่ามีความลับซุกซ่อนอยู่มากมายภายใต้หน้าของประวัติศาสตร์ที่ดูเผินๆ
เหมือนว่าจะปราศจากเรื่องทางเพศ ในโลกศิลปะเองก็มีงานหลายชิ้นที่มี
2 เวอร์ชั่น คือเวอร์ชั่นที่เปิดเผยต่อสาธารณะและเวอร์ชั่นที่เป็นของส่วนตัวของผู้ว่าจ้าง
ซึ่งก็ไม่ต้องสงสัยเลยว่าภาพเปลือยนั้นจะเป็นเวอร์ชั่นไหน
เพิ่งจะไม่กี่สิบปีนี้เองที่ขบวนการสตรีนิยมได้เกิดขึ้นมาตั้งคำถามถึงความเท่าเทียมทางเพศ
ความเป็นเพศหญิงในฐานะผู้ให้กำเนิดจึงเริ่มปรากฏให้เห็นอีกครั้งในงานศิลปะร่วมกับแง่มุมอื่น
(แม้ว่าในความเป็นจริงจะมีศิลปินชายหลายคนที่ทำงานที่แสดงนัยถึงการยกย่องเพศหญิงมาก่อนแล้วก็ตาม)
เป็นที่น่าสังเกตว่าศิลปินหญิงที่ทำงานศิลปะสื่อการแสดงสด (Performance
art) ส่วนมากมักจับประเด็นสตรีนิยม และส่งสารเชิงสตรีนิยมออกมาในรูปของการเชิดชูเพศหญิงในฐานะของผู้สร้าง
หรือไม่ก็พูดถึงการถูกกดขี่โดยเพศตรงข้ามอันเป็นผลมาจากค่านิยมทางสังคมที่ครอบไว้อีกทีหนึ่ง
ผลงานของนพวรรณ สิริเวชกุลและจิตติมา ผลเสวกก็ใช้สัญลักษณ์ของเพศหญิงที่เป็นที่เข้าใจกันทั่วไปในทุกวัฒนธรรมคือหน้าอกและอวัยวะเพศหญิงเป็นส่วนสำคัญ
ภาพถ่ายอวัยวะถูกแปะไว้บนผนังของหอศิลป์ โดยศิลปินได้ทำงานสื่อการแสดงสดอยู่เบื้องหน้าภาพในวันเปิดนิทรรศการ
นพวรรณทำงานสื่อการแสดงสดชุด "กู่...ก้อง" (Moanful) ศิลปินสวมชุดกระโปรงสีขาว
ภาพจาก projector ฉายลงบนร่างกายของเธอและทาบทับไปบนฝาผนังด้านหลัง
ภาพต่างๆ เหล่านั้นมีทั้งมดลูก เด็ก ดอกไม้ ฯลฯ ส่วนการแสดงของเธอก็ชี้ให้เห็นถึงเรื่องของปฏิสัมพันธ์ระหว่างหญิง
ชายผ่านไอศครีมรูปดอกไม้และรูปแท่งยาว ไปจนถึงการก่อกำเนิด (ภาพเด็ก)
การอุปมาอุปมัย (metaphor) ได้เทียบเคียงอวัยวะเพศเข้ากับสิ่งอื่นที่มีรูปทรงใกล้เคียงกันอย่างดอกไม้
(ไอศครีมรูปดอกไม้, เทียนรูปดอกไม้, ภาพดอกไม้ใน projector และในภาพถ่าย)
ดอกไม้เป็นสัญลักษณ์ของอวัยวะเพศหญิงนั้นถูกใช้ต่อเนื่องกันมาในงานศิลปะ
ถ้าดอกไม้ที่มีนัยยะอีโรติคที่มีชื่อเสียงที่สุดคือผลงานของ Georgia
O'Keeffe ภาพ close - up ดอกไม้ที่ฉายออกมาจาก projector ของนพวรรณก็ทำให้ดูราวกับว่าจิตรกรรมภาพดอกไม้เชิงอีโรติคของ
O'Keeffe ได้ถูกนำมาเสนอในบริบทใหม่ ผ่านสื่อใหม่อย่างศิลปะสื่อการแสดงสดและวิดีโอ
จากภาพนิ่งกลายเป็นสิ่งที่เคลื่อนไหวอยู่ต่อหน้าต่อตาผู้ชม
"The force of a performance is necessarily more aggressive
and immediate in its effect - it is projective." (Carolee
Schneemann, 1975)
ผู้ชมงานสื่อการแสดงจะรับรู้ศิลปะแขนงนี้ในวิธีที่ต่างออกไปจากการชมงานศิลปะแขนงอื่น
เพราะศิลปะสื่อการแสดงสดเป็นสิ่งเฉพาะกาล จึงเป็นเวลาจริงที่ผู้ชมได้ประสบอยู่
ผลงานศิลปะเป็นสิ่งที่เคลื่อนไหวอยู่เบื้องหน้า ผลการรับรู้จึงต่างออกไปจากการชมงานชนิดอื่นที่ทั้งผลงานศิลปะและศิลปินทิ้งระยะห่างต่อผู้ชมมากกว่า
การนำเอา projector เข้ามาใช้ก็ยิ่งเพิ่มมิติของผลงานเข้ามาอีก คือมีทั้งภาพนิ่ง
ภาพเคลื่อนไหว และคนจริงๆ ที่กำลังเคลื่อนไหว สิ่งที่ถูกแปลงด้วยเทคโนโลยีและสิ่งที่ดำเนินอยู่จริง
การแสดง "สงครามไม่มีมดลูก" (War No Womb) ของจิตติมาก็เช่นกัน
ศิลปินเริ่มต้นด้วยการก้าวเดินมาจากภายนอกหอศิลป์ ขณะเดียวกันภาพของศิลปินก็ปรากฏบนผนังจาก
video projector จากกล้องที่จับอยู่ เราสามารถมองเห็นของจริงกับวิดีโอค่อยๆ
เดินเข้ามาทาบทับในพื้นที่เดียวกัน
ภาพถ่ายของจิตติมาเป็นภาพของหน้าอกและอวัยวะเพศที่ถูกถ่ายเจาะออกมาและวางเรียงกันไปบนผนัง
ในส่วนของการแสดง ศิลปินสวมเสื้อยืดสีขาว ถือตาชั่ง ข้างหนึ่งเป็นหัวใจ
(หมู) อีกข้างหนึ่งเป็นกากเพชรสีเงิน ทอง และแดง กากเพชรถูกเป่าให้ฟุ้งกระจายท่ามกลางแสงไฟที่หรี่ลงจนสลัว
ศิลปินราดเลือด (หมู) สีแดงลงบนขาของตนแล้วล้มตัวลงนอน เธอหยิบหัวใจ
(หมู) ขึ้นมาถือแนบอก ปากคาบตุ๊กตาทหารถือปืน ราวกับความเจ็บปวดที่มีต่อสงคราม
หากแม่ / เพศหญิงคือผู้ให้กำเนิด สงครามย่อมคือฝ่ายตรงข้าม เป็นผู้ทำลาย
และมันคงเป็นแบบแผนไปแล้วว่าสิ่งดีๆ ย่อมมีสีขาว ศิลปินทั้งสองจึงสวมชุดขาว
ที่ความบริสุทธิ์จะถูกทำให้แปดเปื้อน (ด้วยเลือดในผลงานของจิตติมา
และไฟจากเทียนรูปดอกไม้ในงานของนพวรรณ)
ผลงานของทั้งสองคนประจันหน้ากับผู้ชมในทำนองเดียวกับงานจิตรกรรมที่ใช้
linear perspective ระบบทัศนียวิทยา (perspective) ที่คิดค้นในยุคเรอเนสซองส์โดย
Phillipo Brunelleschi สถาปนิกและจิตรกรชาวอิตาเลียนได้ทำให้มุมมองของผู้ชมต่อภาพถูกกำหนดให้มองตรงเข้าไปในความ
"ลึก" (อันเป็นมิติลวงในกรณีของจิตรกรรม) มุมมองเดียวหมายถึงการคิดว่าผู้ชมมีตาเดียว,
ไม่เคลื่อนไหว, อยู่กลางภาพ คือเป็นการมองจากด้านหน้า (ที่ถูกกำหนดเท่านั้น)
ในกรณีของนพวรรณและจิตติมา พื้นที่ของผู้ชมถูกกำหนดให้มองไปสู่เบื้องหน้า
ซึ่งเป็นผลมาจากการกำหนดตำแหน่งในการยืนของทั้งผู้ชมและศิลปินอีกที
ดังนั้น ถึงแม้ว่าภายในหอศิลป์จะมีพื้นที่ให้เดินไปเดินมาได้ แต่ในความเป็นจริง
เราถูกกำหนดพื้นที่ยืนและมุมมองที่แน่นอน ศิลปินทั้งคู่เผชิญหน้ากับผู้ชม
ยืนอยู่หน้าผลงานของตัวเองบนผนัง เมื่อนั้น ผู้ชมก็จะยืนและหันหน้าไปยังทิศทางดังกล่าวโดยอัตโนมัติเพื่อชมการแสดงสดที่มีอยู่เฉพาะช่วงเวลานั้นเท่านั้น
การที่ทั้งสองแสดงโดยหันหน้าตรงเข้าผู้ชมยิ่งเน้นย้ำถึงการมองจากมุมเดียวคือมุมด้านหน้า
แม้ว่าจิตติมาจะเดินมาเป็นทางยาวจากหน้าประตูถึงหน้าผลงาน แต่เมื่อมาถึงเบื้องหน้าผลงาน
เธอก็หยุดและทำการแสดงต่อโดยหันหน้าเข้าหาผู้ชม การติดตั้งผลงานไว้ใกล้มุมห้องทำให้ผนังกลายเป็นตัวช่วยหยุดสายตาของผู้ชมไม่ให้ไหลเลยไปจากบริเวณที่ศิลปินกำลังแสดงอยู่
และภาพจาก video projector ระหว่างที่ศิลปินกำลังเดินมาก็เป็นตัวช่วยให้เรามองไปในแนวลึก
/ ดิ่งแทนที่จะเป็นแนวยาว ในที่นี้ ศิลปะสื่อการแสดงสดกับวิดีโอได้ร่วมกันกำหนดและควบคุมเวลากับพื้นที่
การเผชิญหน้ากับผู้ชมนี้ไม่เพียงแต่คล้ายคลึงกับงานจิตรกรรมเท่านั้น
หากยังชวนให้คิดถึงละครอีกด้วย ศิลปะสื่อการแสดงสด (Performance
art) กับศิลปะการแสดง (Performing art) อย่างละครมักจะมีการทับซ้อนกันไปมาอยู่เสมอ
ผลงานของทั้งนพวรรณและจิตติมาแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนถึงลักษณะแบบละครบางอย่าง
(ถึงแม้ว่าทุกวันนี้ละครจะเปลี่ยนไปสู่รูปแบบต่างๆ มากมาย) เช่น
การหันหน้าเข้าหาผู้ชมราวกับเป็นการแสดงที่อยู่บนเวที การควบคุมแสง
การแบ่งแยกพื้นที่ที่ชัดเจนระหว่างศิลปินกับผู้ชม เหล่านี้เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติด้วยองค์ประกอบต่างๆ
ที่กล่าวมา ผู้ชมคือผู้จ้องมอง ปราศจากการมีส่วนร่วม เป็นเสพจากการเห็น
ชื่อของนิทรรศการ "Womb War Wheel" บ่งบอกว่าการก่อกำเนิด
/ มดลูก (Womb) และการทำลายล้าง / สงคราม (War) เกิดขึ้นเป็นวัฏจักร
(Wheel) ศิลปินเป็นดั่งตัวแทนของเพศหญิง - ผู้ให้กำเนิด ที่เจ็บปวดกับปรากฏการณ์ดังกล่าว
เป็นเสียงเงียบๆ ปราศจากการคร่ำครวญฟูมฟาย แต่ "ดัง" ในความรับรู้ของผู้ชม
เสียงจากศิลปินเป็นเพียงเสียงสะท้อนเล็กๆ น้อยๆ ที่แสดงความคิดเห็นและความรู้สึกต่อความขัดแย้งที่มีอยู่มากมาย
เราอาจไม่สามารถคาดหวังได้ว่าศิลปะจะเป็นตัวทำให้สังคมดีขึ้น อันเป็นเป้าหมาย
/ หน้าที่ที่เกินตัวและหลุดลอยไปไกลจากตัวศิลปะเอง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าศิลปะจะปราศจากความสัมพันธ์ต่อสังคมโดยสิ้นเชิง
ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ศิลปะจะสื่อสารสู่สาธารณะเสมอ
|