นพ. สันต์ ใจยอดศิลป์

นพ. สันต์ ใจยอดศิลป์

ในยุคที่ผู้คนต่างตื่นตัวหันมาใส่ใจการดูแลสุขภาพ เมื่อเอ่ยชื่อ นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์ ก็คงไม่ต้องแนะนำกันมาก เพราะชื่อเสียงของคุณหมอสันต์โด่งดังมานาน ทั้งในและนอกโลกโซเชียล ผลงานในวงการแพทย์และสีสันเรื่องราวชีวิตส่วนตัวของคุณหมอนั้นมีมากมาย ชนิดที่ใครที่ค้นชื่อคุณหมอสันต์ในกูเกิลจะพบว่า มีข้อมูลสนุกๆ ที่เพียบด้วยสาระ ผสานลีลาการเขียนเปี่ยมอารมณ์ขันให้อ่านไปยิ้มไป ทั้งเรื่องการดูแลสุขภาพให้ดีได้ด้วยตัวเอง และเรื่องไลฟ์สไตล์เด็ดๆสารพัด อ่านหลายวันก็ไม่หมด

ประวัติอย่างสั้นที่คุณหมอสันต์บอกเล่าในบล็อกส่วนตัวของท่าน บอกเล่าถึงตัวเองอย่างถ่อมตัว มีใจความว่า นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์ พบ. Cert.Cardiovascular & Thoracic Surgery (GLH, NZ) วว.ศัลย์หัวใจหลอดเลือดและทรวงอก อว.เวชศาสตร์ครอบครัว, อดีตเป็นศัลยแพทย์หัวใจที่ต่อมาหันมาสนใจเวชศาสตร์ครอบครัว เคยทำงานบริหารเป็นผู้อำนวยการรพ.พญาไท2 อยู่ 6 ปี ตอนนี้เกษียณแล้ว และไปตั้ง Wellness We care Center ที่อ.มวกเหล็ก เปิดแค้มป์สุขภาพ สอนให้คนมีสุขภาพดีด้วยตัวเอง (GHBY) และสอนคนที่ป่วยแล้วให้พลิกผันโรคด้วยตัวเอง (RDBY) ด้วย (1) โภชนาการที่มีพืชเป็นอาหารหลัก (2) การออกกำลังกาย (3) การจัดการความเครียดอย่างเป็นระบบ และ (4) การเข้ากลุ่มเพื่อนช่วยเพื่อน ทำงานจิตอาสาคือช่วยมูลนิธิสอนช่วยชีวิต มูลนิธิช่วยผ่าตัดหัวใจเด็ก และเป็นที่ปรึกษาให้กับรพ.มวกเหล็กด้วย มีงานอดิเรกทำสวนปลูกผักปลูกดอกไม้ เคยทำ “ไร่หมอสันต์เกษตรอินทรีย์” แล้วเลิกไปเพราะเงินหมด ตอนนี้หลงเชื่อเพื่อนและไปเริ่มทำฟาร์มใหม่อีกแล้วที่มวกเหล็ก ชื่อ Nature We Care Farm แบบว่า “..ไปโดนเขาหลอกอีกแล้ว น้องแก้วไม่เข็ด” แต่คราวนี้หมอสันต์มั่นใจว่าทำได้ยั่งยืนแน่นอนเพราะเพื่อนเป็นคนออกเงิน

“ผมเป็นคนที่แค่วันนี้อยู่สบายๆไม่มีใครมาบีบคอให้หายใจไม่ออกผมก็โอเคแล้ว จากนี้ไปอย่าว่าแต่อนาคตไกลๆเลย แค่ชั่วโมงหน้าผมก็ไม่คิดแล้ว อยู่ไปทีละช็อต ทีละโมเม้นท์ เพราะฉะนั้นถ้าถามถึงแผนในอนาคตยังไงบ้าง ไม่มี ผมไม่มีการวางแผนอะไรในอนาคต อดีตถ้าจะให้รื้อฟื้นจริงๆก็ได้ แต่ว่าเป็นคนที่ไม่ชอบฟื้นฝอยหาตะเข็บ อดีตไม่มี อนาคตไม่มี อยู่ไปทีละช็อต เป็นคนแก่ที่ไม่มีวาระ ไม่มีอะเจนด้า”

คุณหมอสันต์เปิดการสนทนากับเรา ณ Wellness We care Center มวกเหล็ก สระบุรี ด้วยรอยยิ้มสดใส

“ผมเป็นคนที่เปิดรับอะไรก็ตามที่จะเข้ามา การที่เราจะเป็นคนเปิดรับได้ง่าย เราต้องไม่มีความคิด ต้องวางความคิดให้หมดก่อน เหมือนบุรุษไปรษณีย์มากดกริ่งส่งของแล้วเราไม่อยู่บ้าน เราไปอยู่ในความคิดอะไรก็เข้ามาหาเราไม่ได้ เมื่อผมวางความคิด ไม่มีความคิด ซึ่งสิ่งดีๆก็จะเข้ามาโดยอัตโนมัติในเวลาที่พอดี ในโมเม้นท์ที่พอดี ในความต้องการที่เรากำลังมองหาพอดี ชีวิตก็ดำเนินไปแบบนี้ เป็นชีวิตที่ไม่มีโผ ไม่มีวาระอะไร ผมไม่ได้เป็นคนลิขิตชีวิตตัวเอง

“สมัยก่อนผมจะมีความกังวลถึงอนาคต งานในความรับผิดชอบ ความเป็นความตายของคนไข้ สมองผมไม่เคยว่าง เวลาที่มีความคิดน้อยที่สุดคือเวลาผ่าตัด ถามว่าสมัยนี้กับสมัยก่อนต่างกันยังไง สมัยก่อนความคิดแยะ เครียด อยู่แต่ในความคิดอยู่แต่ในความกังวล ส่วนใหญ่เป็นเรื่องของคนอื่นไม่ใช่เรื่องของตัวเรา แต่ก็เป็นเรื่องความกังวลของเรา สมัยนี้ไม่มีความคิดไม่มีความกังวลอะไรอยู่แต่กับเดี๋ยวนี้ไปทีละช็อตๆ ผมใช้คำว่าอัตโนมัติ น่าจะใช้คำนี้ได้ มันเป็นอัตโนมัติ เราไม่ต้องไปคิดถึงอะไรมันจะมาของมันเอง”

หลายคนที่เป็นแฟนคลับของคุณหมอ คงพอทราบว่า จุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้หมอผ่าตัดหัวใจมือหนึ่งที่เป็นถึงผู้บริหารโรงพยาบาลตัดสินใจเปลี่ยนวิถีชีวิตตัวเอง มาสู่บทบาทผู้ทำงานเพื่อสังคมในด้านการเผยแพร่วิธีการรักษาสุขภาพโดยไม่ต้องพึ่งหมอนั้น คือการที่คุณหมอพบว่า ตัวเองเป็นโรคหัวใจ

นพ. สันต์ ใจยอดศิลป์

“พอตัวเองป่วย เจ็บหน้าอกเวลาออกแรง ก็รู้แล้วว่าเป็นโรคหัวใจขาดเลือด เพราะตัวเองเป็นหมอโรคหัวใจ เป็นจุดเปลี่ยนอันที่หนึ่ง การเป็นหัวใจขาดเลือดมันตายได้ง่ายๆ เราอยู่กับคนไข้ เรารู้จุดนี้ ทำให้เราหันมาเช็ค มันมีอะไรที่เรายังตายไม่ได้ เรื่องทรัพย์สมบัติ มันก็เหมือนกับดึงเราเข้ามาจากสิ่งที่เรากำลังมุ่งไปไหนก็ไม่รู้ ถึงถอยกลับมาตั้งหลักกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า

“ความเป็นไปได้ที่เราอาจจะตาย เป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญ เราก็มาจัดแจงทรัพย์สมบัติเรียบร้อยหมด แล้วก็ถามตัวเองว่าตายได้ยัง…ยังไม่ได้ ทำไม มันเป็นอะไรที่บอกไม่ถูก อายุน้อยเกินไปชีวิตกำลังทำอะไรอีกตั้งเยอะแยะ แต่ความที่เป็นหมอก็รู้ว่าคนไข้แบบนี้จะตายเมื่อไหร่ก็ได้ เราก็เป็นคนไข้ มันจำเป็นที่เราจะต้องทำยังไงก็ได้ให้เรามีความพร้อมที่จะตาย ไม่อย่างนั้นชีวิตเราก็จะอยู่ไปอย่างทุรนทุราย เหมือนคนไข้ทั้งหลายที่เราเห็น ยิ่งมีอาการก็จะกระวนกระวาย กลับมาแล้วยังเจ็บหน้าอกมีความกังวลมาก ผ่าตัดหัวใจไปแล้วอาการเจ็บหน้าอกยังกลับมาใหม่ คราวนี้ยิ่งกังวลหนัก

“ตราบใดที่ยังทำใจไม่ได้ว่าตายเมื่อไหร่ ชีวิตที่เหลือจะไม่มีความสุขเลยเพราะกลัวตาย ก็เลยต้องมาทำการบ้านกับเรื่องทำยังไงไม่ให้กลัวตาย หลังจากลองมาหลายแบบ ท้ายสุดมันก็ลงตัวคือ หัดวางความคิด พอหัดวางความคิดได้แล้ว อยู่กับเดี๋ยวนี้ ตอนนี้เรายังไม่ตาย ไม่มีใครมาบีบคอให้เราหายใจไม่ออกชีวิตก็สบายดี อยู่กับเดี๋ยวนี้ เวลาที่เหลือมันยังมาไม่ถึง ก็ยังไม่ต้องไปยุ่งกับมัน ชีวิตทุกวันเลยเป็นแบบนี้ แต่ไม่ใช่ว่าเป็นแบบนี้แล้วจะไม่ทำงานอะไรนะ งานก็ทำ ยังฝึกอบรม ยังสอนคน ยังทำอะไรอยู่ ทำโดยโฟกัสที่งาน แต่ไม่สนใจว่าผลจะเป็นยังไง เราไม่ได้ไปได้ดิบได้ดีกับผลเหล่านั้น เพราะเราทำใจได้ว่าเราจะตายเมื่อไหร่ก็ได้เราไม่สนอะไรแล้ว

“ที่มีอยู่ตอนนี้พอแล้ว ไม่ต้องหนีอะไรแล้ว ยอมรับทุกอย่างไม่ต้องไปเสาะหาอะไรอีก กลายเป็นชีวิตที่คนจะรู้สึกว่า ไม่ค่อยอินังขังขอบกับเรื่องการนัดหมายเท่าไหร่ ต้องมีคนคอยเตือน พอกลายเป็นคนแบบนี้ คนอื่นก็จะรู้สึกว่ารำคาญนิดหน่อย คนใกล้ชิดต้องคอยเตือนตลอดแต่ตัวเองรู้สึกว่าเป็นชีวิตที่ดี”

คุณหมอสันต์บอกเราว่า ท่านพร้อมตายทุกเมื่อ แต่โปรเจคที่ทำตอนนี้ก็ไม่เล็ก ดูเหมือนต้องตั้งใจอยู่ยาว เพราะภาระก็มากโข ทำให้เราอยากรู้แนวคิดในการทำงานของคุณหมอ ซึ่งจริงๆถือว่าเป็นวัยเกษียณ ถ้าเป็นคนอื่นคงอยู่บ้านพักผ่อนเลี้ยงหลานไปวันๆ

“การทำงาน ผมปล่อยมันเป็นไปตามธรรมชาติ คนทำงานกับเรา ก็ให้เขาค่อยๆเข้ามาเรียนรู้ตามธรรมชาติ ไม่ถึงกับวางไว้ว่าเดี๋ยวผมตาย คนนั้นต้องขึ้นมา ไม่ถึงขนาดนั้น สมัยก่อนผมทำงานดูแลธุรกิจเป็นผู้บริหารโรงพยาบาลเอกชน เราซีเรียสว่าถ้าคนๆนี้ขาดแล้วเราจะทำยังไง แต่พอเรื่องจริงเกิดขึ้น คนสำคัญขาดไปโดยกะทันหัน สามวันแค่นั้นแหละ ทุกอย่างมันก็ลงตัว ตอนหลังผมเลยเลิกคิดว่า ตัวเองแบกโลกไว้ ไม่มีผมสามวัน ทุกอย่างก็จะลงตัว ผมกลายเป็นคนที่เรียกว่าไว้ใจจักรวาล ปล่อยให้จักรวาลเป็นคนบริหารจัดการทุกสิ่งทุกอย่างไป ในเมื่อใครก็ตามที่สร้างโลกนี้ขึ้นมาเขาก็ต้องเป็นคนดูแลโลกนี้ไม่ใช่หน้าที่ของผมที่จะแบกโลกไว้

“คุณเคยไปวัดอรุณใช่ไหม ที่ฐานวัดอรุณมีครุฑ เรียงรอบพระปรางค์ ถ้าผมบอกคุณว่าครุฑพวกนี้รับน้ำหนักของพระปรางค์ไว้คุณเชื่อไหม คุณก็ไม่เชื่อ ฐานรากในดินต่างหากซึ่งรับน้ำหนัก เหมือนกันใครจะมาพูดว่า ผมแบกรับภารกิจทั้งหลายจริงๆมันไม่ใช่หรอก พอผมตายไปวันนี้ อีกสองสามวันทุกอย่างมันลงตัวเอง เพราะฉะนั้นผมไม่ได้วางแผนละเอียดว่าใครจะมาแทนอะไร งานระยะยาวจะเป็นยังไงไม่ได้วางแผนโดยละเอียดขนาดนั้น เป็นคนไว้ใจจักรวาล ฟังดูจะงมงายนิดหน่อย”

 

 คุณหมอเล่าว่า อุปนิสัยส่วนตัวของท่านเป็นคนรักความสงบ ชอบอยู่เงียบๆไม่ยุ่งกับคนมาก แต่ในชีวิตการทำงานต้องเกี่ยวข้องกับผู้คนมากมาย

“ผมคิดว่าไม่มีใครชอบยุ่งกับคน นานมาแล้วผมเป็นผู้อำนวยการอยู่โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง มีพยาบาลที่เป็นหัวหน้าพยาบาลไอซียูมาจากอีกโรงพยาบาล พยาบาลเป็นอาชีพที่หายาก แล้วคนที่ขึ้นมาเป็นหัวหน้าได้เลยนั้นอายุไม่มากยิ่งหายาก พอเขามาสมัครงานก็สงสัยว่าทำไมคนระดับนี้ถึงมาหางานทำเพราะคนเขาจะไปทำงานที่ไหนก็ได้ ผมถามว่าเขาต้องการอะไร เขาบอกว่าให้หนูทำอะไรก็ได้ ที่ไม่ต้องยุ่งกับคน ผมบอกว่ามีจ๊อบเดียวคุณเอารึเปล่า ไปปั้นสำลีอยู่ที่หลังโรงพยาบาล คือไม่มีใครอยากยุ่งกับคนหรอก แต่ถ้าถามเรื่องแรงบันดาลใจว่าทั้งๆที่ไม่ชอบยุ่งกับใครทำไมถึงมาทำ…

“อันที่หนึ่งคือการที่ตัวเองป่วย แล้วหันมาดูแลตัวเองแล้วมันดีขึ้น เราก็อยากจะสอนคนอื่นให้รู้จักดูแลตัวเอง อันที่สองการประกอบอาชีพผ่าตัดหัวใจมานาน มันเป็นงานที่เหนื่อยยากมาก แต่การที่ผ่าตัดหัวใจไปแล้วโรคเขาไม่ได้หาย เขาเป็นโรคต่อไป อีกสิบปีเขากลับมาอีกแล้ว ถ้าเขาไม่ตายอีกประมาณสิบปีเขาก็กลับมาอีก กลับมาแต่ละทีก็ต้องมาทำงานหนักมากเลย มันเป็นอะไรที่ไม่คุ้มเลย หมอก็เหนื่อยคนไข้ก็เหนื่อย

“ถ้ามองด้วยมุมธุรกิจ นั่นอาจจะเป็นด้านที่ดี ทำให้เราดำรงชีพอยู่ได้ แต่ลองสมมุติว่า ผมจ้างคุณแบกหินขึ้นเขา แล้วพอถึงยอดเขาให้คุณกลิ้งหินลงมาข้างล่าง แล้วคุณแบกขึ้นไปใหม่ ผมให้คุณเดือนละสามแสนสี่แสนคุณเอาไหม คุณอาจจะไม่เอาเพราะงานที่กลิ้งหินขึ้นไปแล้วปล่อยมันลงมามันไร้ค่า คุณกลิ้งขึ้นไปแทบตายมันก็กลิ้งลงมาอีก แล้วคุณก็ต้องกลับมากลิ้งไปใหม่ โอเคคุณได้เดือนละสี่แสนคุณก็ไม่ทำ คุณไปหาที่อื่นเดือนละหมื่นสองหมื่นมันมีคุณค่าต่อชีวิตของคุณดีกว่า”

คุณหมอสันต์มองว่า ช่วงชีวิตที่คนเรามุ่งแสวงหาลาภ ยศ สรรเสริญ นั้นไม่ต่างอะไรกับฝูงวัวที่ถูกกระตุ้นให้วิ่งตามกันไปโดยไม่รู้ว่าจุดหมายที่แท้จริงอยู่หนใด

“ในช่วงที่วิ่งตามกันไปผมก็มีทุกอย่าง ประสบความสำเร็จทุกอย่างที่คนเขาประสบกัน ทำงานเยอะนอนไม่หลับสุขภาพไม่ดี มีความเครียดตลอดเวลาผมก็เป็น การที่จะออกจากจุดนั้นมันไม่จำเป็นต้องแก่ถึงขนาดนั้น มีเงินขนาดนั้น ไม่เกี่ยวเลย บางคนนี่มีเงินมากยิ่งออกไม่ได้ มีสมบัติน้อยๆออกง่ายกว่า วัยก็ไม่เกี่ยว บางคนยิ่งแก่เป็นปู่โสมเฝ้าทรัพย์ ยิ่งไปไหนไม่รอด คนอายุน้อยซะอีกที่ไม่มีสมบัติมาก ไปไหนได้ปร๋อ เดี๋ยวไปเที่ยวโน่นไปเที่ยวนี่ วัยก็ไม่เกี่ยว การมีทรัพย์มากหรือน้อยก็ไม่เกี่ยว มันเกี่ยวกับว่าคุณมองเห็นรึยังว่าชีวิตที่ใช้อยู่มันมีวิธีอื่นที่ดีกว่านี้ ถ้าคุณมองเห็น คุณก็ออกมาแค่นั้นแหละ ถ้าคุณยังมองไม่เห็นก็วิ่งตามเขาไปเหมือนวัวที่วิ่งตามเขาไป

“ที่คุณคิดว่า ถ้าคนอายุ 15 มัวมาคิดเรื่องปล่อยชีวิตสบายๆแบบนี้ เดี๋ยวก็ต้องไปขอทาน ความจริงคือ ชีวิตนี้มันไม่ต้องการอะไรมากนะคุณ ชีวิตนี้คุณตื่นมาคุณมีอากาศหายใจ มีน้ำสะอาดดื่มนี่เรียกว่าชีวิตอยู่ได้ 90% แล้วนะ คุณมีน้ำกับมีอากาศ อาหารนี่คุณยังใช้ก็ไม่มากนะ เมืองไทยเป็นเมืองที่ผลิตอาหาร อาหารราคาถูกมากชีวิตคุณแทบไม่ต้องการที่จะต้องมีเงินมีทองไว้มากมายเลย อากาศก็ฟรี ถ้าคุณอยู่ในเทศบาลน้ำก็ฟรี คุณเปิดก๊อกก็ได้น้ำสะอาดด้วย อาหารคุณอาจจะต้องหาเงินมาซื้อหา ที่เหลือก็เรื่องจิ๊บจ๊อย แม้แต่ที่อยู่อาศัยเอง ถ้าคุณมีอากาศที่ดีหายใจซึ่งคนที่มีอากาศดีๆหายใจก็แทบจะไม่มีแล้ว มีน้ำสะอาดดื่ม มีอาหารบริโภค อาหารที่ทำให้สุขภาพดีซึ่งก็คืออาหารธรรมชาติ สามอย่างนี้ชีวิตก็สบายแล้วไม่ต้องใช้เงินมากเลย ไม่ต้องสะสมอะไรมากไม่จำเป็น ผมใช้เวลานานมากกว่าจะเข้าใจสัจธรรมอันนี้ ซึ่งมันนานเกินไป เขาเรียกว่าเสียค่าโง่ไปยาวเกินไป แต่ก็ไม่เสียดายเวลาหรอกนะที่ผ่านมา จากนี้ไปผมรู้แล้วจะใช้ชีวิตยังไงถึงจะได้ประโยชน์สูงสุดจากการมีชีวิตอยู่ การอยู่ตรงนี้ทำให้เราได้เต็มๆกับชีวิตแทนที่จะไปจมอยู่กับอดีตหรือพะวงโน่นนี่ในอนาคต”

“อย่างไรก็ตาม การมีชีวิตที่ดี การมีสุขภาพที่ดี เงื่อนไขหลักอยู่ที่ตัวบุคคล มันเหมือนกับพระสอนให้คุณบรรลุอรหันต์บรรลุธรรม พระไม่ได้ทำให้คุณบรรลุธรรม ตัวคุณต่างหากที่ต้องปฏิบัติเองให้บรรลุ การที่จะให้คนมีสุขภาพดี ผมแค่เป็นคนสอน เป็นคนกระตุ้น แต่ว่าผมไปทำแทนเขาได้ซะเมื่อไหร่ ตัวเขาต้องทำ ถามว่าผมมีโนว์ฮาวหรือวิธีที่จะทำให้คนหันมาสนใจดูแลตัวเองอย่างมีประสิทธิภาพแล้วหรือยัง ผมก็ยังไม่มีนะ

“ผมพยายามใช้วิธีเท่าที่ความรู้ในวงการแพทย์มี หนึ่งให้ความรู้ ให้หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ สองคือคอยกระตุ้น สามทำตัวเป็นตัวอย่างเท่านั้นเอง ผมก็ทำได้เท่านี้ ถ้าทำแค่นี้แล้วเขาไม่ทำอีก ผมก็หมดปัญญา ยังไม่มีโนว์ฮาวอะไรที่ดีกว่านั้น ก็ไม่แน่ใจว่าจะมีใครมีรึเปล่า”

ฟังคุณหมอพูดไปกำลังเพลินๆ เราก็เกิดความสงสัยขึ้นมาว่า ในความเป็นจริง การเกิดแก่เจ็บตาย เป็นธรรมชาติของมนุษย์ สิ่งที่หมอทำกำลังจะยืดระยะเวลาตาย แล้วก็ลดไม่ให้เจ็บ จะถือว่าผิดหลักธรรมชาติและหลักความเป็นไปของโลกหรือไม่  เพราะความเสื่อมหรือสิ่งที่มากระทบ ล้วนก็เป็นธรรมดาของชีวิตที่ต้องเผชิญ เช่นเดียวกับความต้องทุกข์ คนเราเกิดมาเพื่อที่จะทุกข์แล้วก็ตายจากไป ถ้าเราอยู่นานเกินไป จะเป็นการย้อนแย้งสวนทางกับธรรมชาติหรือไม่

“จริงๆมูลเหตุที่ทำให้คนป่วยเป็นโรคเรื้อรังเหตุใหญ่คือความคิดของเขาเอง เราต้องการให้ชีวิตของคน ณ ขณะนี้เป็นชีวิตที่มีคุณภาพ เราต้องการแค่นั้น เขาจะอายุยืนหรือไม่มันก็แล้วแต่ แต่ว่าคำว่าสุขภาพไม่ดี หมายความว่าชีวิต ณ ขณะนั้นมันไม่มีคุณภาพ ซึ่งมีสองด้าน ด้านหนึ่งคือร่างกาย ทำอะไรไม่ได้ มีอาการที่ทำให้เขาเป็นทุกข์ อาการปวด อีกด้านหนึ่งคือด้านความคิด พอตัวเองป่วยก็คิดไปถึงอนาคต มีความคิดลบสารพัดว่า ลูกเมียจะอยู่ยังไงพอตัวเองตาย สิ่งที่ผมทำคือทำยังไงจะให้คนอยู่กับเดี๋ยวนี้อย่างมีความสุข ผมเอาแค่นี้เท่านั้น ไม่ได้โลภมากว่าคนจะต้องมีอนาคต เอาแค่เดี๋ยวนี้เท่านั้น ให้ร่างกายเขาโอเค ให้เขาทำในสิ่งที่เขารู้สึกว่าชีวิตเขามีค่า ผมว่าคนไข้บางคนเขาอยากทำในสิ่งที่เขาวินิจฉัยว่ามีค่า แต่เขาทำไม่ได้เพราะร่างกายเขาไม่เอื้อ ผมก็ช่วยให้เขาทำได้ ทำให้คุณภาพชีวิตเขาดีขึ้น ได้ทำในสิ่งที่คนเห็นว่าเขามีค่า เพราะฉะนั้นการทำให้สุขภาพดีไม่ได้หมายความว่าเราจะทำให้คนนั้นอายุยืน คนพ้นโรค เกิดแก่เจ็บตายยังไงมันก็ต้องเกิดอยู่แล้ว แต่ทำยังไงหน้าที่ๆมีชีวิตอยู่ตอนนี้เป็นชีวิตที่มีค่า เป็นชีวิตที่ตัวเองแฮปปี้ไม่เป็นภาระกับคนอื่น

“คนไข้จะมีคอนเซ็ปต์คล้ายๆกัน หนึ่งคือไม่อยากให้ตัวเองเป็นภาระกับใคร ถ้าเป็นภาระกับคนอื่นก็จะมีความตำหนิตัวเอง มีความไม่อยากอยู่ อยู่ไปก็เป็นภาระคนอื่น อันที่สองอยากให้ชีวิตตัวเองมีคุณค่า ตัวเองตัดสินใจโดยเฉพาะคนที่ทำอะไรมาเยอะแล้ว มาทำไม่ได้ ก็จะตัดสินว่าชีวิตตัวเองไม่มีคุณค่า ก็จะไม่อยากอยู่ มีภาวะซึมเศร้า มีภาวะอยากตาย กระทั่งมีความคิดที่จะฆ่าตัวตาย อันที่สามนี่เป็นมากในคนไทย อยากให้ชีวิตตัวเองมีความหมาย เกิดมาแล้วถ้าตัวเองนับถือศาสนาพุทธก็จะเดินไปสู่ความหลุดพ้นในเชิงจิตวิญญาณ ลึกๆทุกคนจะมีความคิดอย่างนี้ ถ้าตัวเองไม่ไปไหน จะตีวนเป็นลูกข่าง ก็จะตำหนิตัวเอง รู้สึกว่าชีวิตเกิดมาทั้งทีเป็นชีวิตที่ไม่มีความหมาย ไม่มีทางหลุดพ้น สามประเด็นนี่แหละที่ประกอบเป็นคุณภาพชีวิต การมีชีวิตที่มีคุณค่า มีความหมาย ไม่เป็นภาระกับคนอื่น”

                นอกจากนี้ คุณหมอสันต์ยังให้มุมมองเกี่ยวกับปัญหาผู้สูงอายุที่เป็นภาระของลูกหลานและสังคมไว้อย่างน่าคิด

วิธีแก้ง่ายมาก แล้วแต่ว่าเราจะมองออกจากตัวใคร แต่ไม่ว่าเราจะมองออกจากตัวใคร หมายความว่าคนแก่ที่เป็นภาระกับลูกหลาน กับลูกหลานที่ต้องดูแลคนแก่ ก็ใช้สูตรเดียวกัน คือให้ยอมรับทุกอย่างที่เป็นอยู่ขณะนั้น แล้วก็ดำเนินชีวิตไปทีละช็อตๆ ไม่ต้องคิดอะไรมาก เป็นวิธีที่ดีที่สุด

“การมองเห็นภาพสังคมผู้สูงอายุในอนาคต ไม่ต้องใช้ญาณวิเศษอะไร เป็นการคาดการณ์ทางสถิติอยู่แล้วว่า ต่อไปคนในสังคมผู้สูงอายุจะมากขึ้น จะมีชีวิตที่ยืนยาวขึ้น คุณภาพชีวิตจะลดลง ชีวิตที่ยืนยาวขึ้นนั้น ในงานวิจัยครั้งหลังสุดที่แคนาดาทำ 50% สิบปีสุดท้ายของชีวิตคน จะเป็นชีวิตที่ไม่มีคุณภาพ เราดูจากข้อมูลเหล่านี้เราก็รู้แล้วว่า คนแก่จะเยอะ คุณภาพชีวิตจะแย่ ทุกคนก็มองเห็นตรงนี้ ไม่ใช่ผมมองเห็นคนเดียว นักสถิติ นักวิทยาศาสตร์ทุกคนก็มองเห็นหมดแหละ หลายคนก็พยายามจะใช้วิธีของเขา ยืดอายุเกษียณออกไป พยายามให้คนแก่ทำอะไรมากขึ้น ไม่ใช่หกสิบปุ๊ปก็นั่งรอกินบำนาญต่อไปใครจะมาเลี้ยง

“สำหรับการแก้ปัญหา ประเด็นที่หนึ่ง ทิศทางของการบริหารจัดการด้านสุขภาพจะต้องเปลี่ยนไป ทิศทางปัจจุบันนี้เรามุ่งไปที่ Hospital care การใช้การแพทย์แผนใหม่ การผ่าตัดใช้ยา ใส่วัสดุเทียม ใช้เทคโนโลยี ทิศทางนี้สังคมจะจ่ายไม่ไหวเพราะมันเจ๊งแน่นอน หนึ่งมันใช้เงินเยอะ ถึงจุดหนึ่งสังคมจะไม่มีเงินจ่าย นักวิชาการทางด้านสถิติ ทางด้านเศรษฐศาสตร์ ด้านสาธารณสุข ทุกคนมองเห็นหมด อันที่สองมันเป็นทางที่ไม่มีประสิทธิภาพ ทั้งๆที่เราทำอย่างนี้ ไม่ใช่ว่าสุขภาพของคนจะดีขึ้น เปล่า เอาง่ายๆการเป็นโรคเรื้อรัง ไม่ใช่ว่าทำอย่างนี้แล้วจุดจบที่เลวร้ายของโลกจะลดลงก็เปล่า อายุคนจะยืนยาวขึ้นเพราะการทำอย่างนี้ก็เปล่า เพราะฉะนั้นทางนี้เป็นทางที่ผิด จะต้องถอยกลับมาหาอีกทางหนึ่ง ซึ่งเรารู้ว่าให้คนหันมาดูแลสุขภาพตัวเอง ผ่านการกิน การใช้ชีวิต การจัดการความเครียด ประเด็นแรกทิศทางการดูแลสุขภาพต้องเปลี่ยน มันจะใช้เวลานานแค่ไหนในการเปลี่ยนตรงนี้ไม่มีใครคาดเดาได้ มันอาจจะใช้เวลาหลายสิบปีหรือเป็นร้อยปีรึเปล่าก็ไม่รู้ พูดง่ายๆว่าระบบการแพทย์แผนปัจจุบันนี้ต้องเจ๊งไปก่อน การเปลี่ยนทิศทางถึงจะเกิดขึ้น ตอนนี้มันค้ำกันอยู่หลายทิศทางไม่ใช่ว่าจะเปลี่ยนกันได้ง่ายๆ

บริษัทยาผลิตยาด้วยต้นทุนที่สูง แล้วโปรโมทตัวเองอย่างแรงผ่านหมอ หมอก็ขายยาให้ ค้ำกันไปค้ำกันมา เป็นอุตสาหกรรมที่แข็งแรงแน่นหนา ใช้เวลานานกว่ามันจะเจ๊งแต่มันจะต้องเจ๊ง อันที่สองคือ การสร้างสังคม รูปแบบที่ลูกหลานจะต้องดูแลผู้สูงอายุมันไม่ใช่อีกต่อไป เพราะลูกหลานมีน้อย คนสูงอายุมีมาก ลูกหลานเขาก็ปรับตัวนะ เขาไม่โปรแกรมตัวเขาให้มาดูแลบุพการี คนรุ่นใหม่ไม่มีหรอก ใครมีมิชชั่นในชีวิตที่จะมาป้อนข้าวป้อนน้ำดูแลพ่อแม่สิบปียี่สิปปี ไม่มีใครมีความคิดอย่างนั้น มันเป็นโปรแกรมของตัวเขาเองที่เป็นไปตามธรรมชาติ

ทางเดียวของการสร้างสังคมใหม่คือ สังคมที่คนแก่จะต้องอยู่ด้วยตัวเองให้ได้ การอยู่คนเดียวอาจจะเป็นไปไม่ได้ แต่ถ้าหลายคนมาทำเป็นชุมชนที่มีการออกแบบที่ดี มันอาจจะเป็นไปได้ ทั่วโลกก็เริ่มมีการทดลองจุดเล็กจุดน้อยในการที่จะสร้างสังคมผู้สูงอายุอยู่ด้วยตัวเองได้

“นี่ผมก็ทำนะ ผมลองเอาคนสูงอายุสิบคนมาอยู่ด้วยกัน ล้อมรั้วเดียว มีกระท่อมคนสวนอยู่หลังหนึ่ง มีหลังของคนที่เป็นคนอายุน้อยอยู่หลังเดียวคือคนสวน ตัดหญ้า เฝ้าพื้นที่ ตื่นเช้าก็มีคนเดินดูว่าบ้านไหนที่ตื่นสายผิดสังเกต และยังไม่เปิดประตู (หัวเราะ) อันนี้ก็เป็นรูปแบบที่คนแก่จะอยู่ได้ด้วยตัวเอง ไม่ถึง 100% แต่ใช้ทรัพยากรให้มันน้อยที่สุด ที่อยู่อาศัยแบบนี้มันจะต้องเกิดขึ้นเพราะไม่มีคนรุ่นใหม่ที่จะต้องมาดูแล ทั้งหมดมันคงใช้เวลาหลายสิบปีอยู่ก่อนที่มันจะพัฒนาไป”

นพ. สันต์ ใจยอดศิลป์

เมื่อพูดถึงความแก่ ความเจ็บแล้ว ก็ต้องคุยเรื่องความตาย ซึ่งเป็นหนึ่งในสัจธรรมของทุกชีวิต เราอยากรู้มุมมองของคุณหมอสันต์ว่า ในอนาคตคนเรามีความเป็นไปได้ไหมที่จะมีสิทธิ์ว่าจะจบชีวิตลงเมื่อไหร่ เมื่อป่วยหนักไม่อยากอยู่ต่อ จะตายดีหรือไม่ การฆ่าตัวตายทางการแพทย์ หรือการเลือกที่จะไม่อยู่แล้ว จะเป็นทางเลือกที่ถูกกฎหมายในอนาคตหรือไม่ และคุณหมอก็ได้ให้แง่คิดที่น่าสนใจ

“ในอนาคตถ้าคุณมองไปให้ไกล ชีวิตของคนจะถูกบงการโดยหุ่นยนต์ Ai เหมือนอย่างคนรุ่นนี้อีกสามชั่วโมงเขาจะกินอะไรก็จะเช็คกับอากู๋ใช่ไหมว่า จะไปกินข้าวที่ไหน อากู๋คือหุ่นยนต์ ต่อไปสิ่งเหล่านี้จะกำหนดชีวิตของผู้คน เพราะฉะนั้นจะถามว่าคนจะฆ่าตัวตายได้ไหม มีวิธีตายแบบทางการแพทย์ไหม มันขึ้นอยู่กับหุ่นยนต์จะเป็นตัวกำหนด หุ่นยนต์ก็มาจากความคิดของผู้คนส่วนใหญ่ ซึ่งผมเดาไม่ถูกเลยว่า การกำหนดอนาคตความตายจะเป็นอย่างไร แต่ผมมั่นใจว่า ตัวปัญญาประดิษฐ์นี่แหละจะเป็นตัวกำหนด แล้วคนก็จะทำตาม ขณะนี้คนเดินถนนประมาณ 50% ใช้ชีวิตตามอากู๋ ตามเฟสบุ๊คตามไลน์ อากู๋คือปัญญาญาณของผู้คนในอนาคต มันเป็นปัญญาญาณที่เกิดจากความคิดความอ่านของคนในโลกนี้ แล้วมันก็จะมาบงการให้คนใช้ชีวิตไปในแนวนี้ จะตายเองก็ต้องตายอย่างนี้นะ

“ผมมีคนไข้ที่มีความคิดอยากฆ่าตัวตาย จะเข้าไปศึกษาการตายในอินเตอร์เน็ต จนได้ไอเดียอะไรมาจนถึงจะลงมือ นี่คือไอเดียของหุ่นยต์ไง ในอนาคตสิ่งเหล่านี้จะเป็นตัวกำหนดการตายของคน ซึ่งผมเดาไม่ถูกว่ามันจะไปทางไหน”

เมื่อคุณหมอเปิดประเด็นน่าสนใจ เราจึงถามต่อไปว่า ในฐานะแพทย์คุณหมอมองว่า การตัดสินใจที่จะไม่มีชีวิตอยู่ต่อไป เป็นบาปหรือไม่ หรือควรเป็นสิทธิของมนุษย์

ในฐานะแพทย์ไม่มีสิทธิ์ สิทธิเป็นคอนเซ็ปต์ที่เราคิดขึ้น เรามองสัตว์ละกัน ยกตัวอย่าง งู คุณเคยเห็นงูตายเรี่ยราดไหม ไม่มี ยกเว้นคนเขาตีมันหรือรถทับ งูพอรู้ว่าจะตายก็ไปอยู่ในที่หนึ่ง อยู่นิ่งๆไม่กินข้าวกินน้ำ ไม่กี่วันมันก็ตาย เพราะฉะนั้นถามว่าตรงนี้เป็นสิทธิ์หรืออะไร มันเป็นวิถีธรรมชาติ คนเราเมื่อจะตาย เขาก็รู้ว่าจะตาย พูดถึงถ้าไม่มีเรื่องของการแพทย์แผนปัจจุบันไปยุ่งเขาจะไปซุ่มอยู่ที่นึงไม่กินข้าวกินน้ำ แล้วเขาก็ตาย ถ้าคุณเรียกมันว่าเป็นการฆ่าตัวตาย มันก็เป็นวิถีธรรมชาติ แต่ทุกวันนี้เราไปทำให้มันผิดวิถีธรรมชาติ เราไปพยายาม ญาติพี่น้องอย่าเพิ่งไป เอาข้าวไปหยอดเอาน้ำเกลือไปใส่ การทำอะไรผิดวิถีธรรมชาติอีกหน่อยคงเลิกไปหมดผมว่า มันจะผ่านหุ่นยนต์ จะสอนให้คนกลับมาหาวิถีธรรมชาติ ซึ่งคุณเรียกมันว่าการฆ่าตัวตายด้วยสิทธิ

หมาแมวงู ไม่รู้จักสิทธิ์ มันไม่มีคอนเซ็ปต์ แต่ธรรมชาติของมันเป็นอย่างนั้น พอถึงที่ตายจะไปหาเอง มันหยุดกินข้าวกินน้ำก็ตาย”

เราฟังทัศนะคุณหมอสันต์แล้วสรุปเอาเองว่า พุทธะของคนเราในยุคหน้า จะไปอยู่ใน Ai ในวันข้างหน้า รู้ทุกสิ่ง รู้เข้าใจโลก คุณหมอจึงเสริมต่อในประเด็นนี้

“มันจะมีสองระดับ ระดับที่ยอมถูกปกครองโดยหุ่นยนต์ การที่หุ่นยนต์จะมาเป็นเจ้าเข้าครองเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่มันจะมีคนอีกระดับหนึ่งที่วางตัวเองได้ อยู่ในความตื่น สามารถดึงปัญญาญาณเข้ามาสู่ตัวเองได้ แต่คนระดับนั้นปัจจุบันมีน้อยมาก ในอนาคตไม่รู้จะมีมากขึ้นรึเปล่า แต่ผมมั่นใจว่า คนที่จะถูกปกครองโดยปัญญาญาณเทียมมันจะเป็น 90% แล้วจะอยู่ภายใต้การปกครองของหุ่นยนต์

“ยกตัวอย่าง การไปหาหมอ การไปโรงพยาบาล ต่อไปจะถูกทดแทนโดยหุ่นยนต์ หมอจะเป็นอาชีพที่ไม่จำเป็น หุ่นยนต์เป็นตัวบอกตั้งแต่ต้น เพราะว่ามันรวบรวมความคิดความอ่านหลักวิชาไว้หมด มันสามารถที่จะไล่เรียงได้อย่างรวดเร็ว ว่าอาการที่มีคุณมีจะเป็นอะไรได้บ้าง ภายใต้เงื่อนไขที่คุณเป็น ภายใต้ทางเลือกที่ดีที่สุดมีอะไรบ้าง แล้วคุณค่อยทำ มันก็เริ่มมีแล้วนะ ผมมั่นใจได้เลย 20-30 ปีข้างหน้าอาชีพแพทย์ลดความสำคัญ สมัยก่อนคุณเคยคิดไหมถ้าไม่มีบุรุษไปรษณีย์ชีวิตคุณจะอยู่ได้แทบจะเป็นไปไม่ได้ สมัยก่อนถ้าไม่มีธนาคารคุณจะไปเอาเงินจากไหน เดี๋ยวนี้คุณไม่ต้องไปธนาคารแล้ว สามารถทำการซื้อขายได้ ธุรกรรมหลายๆอย่าง สมัยก่อนเรื่องใหญ่คนบ้านนอกต้องไปอำเภอใช่ไหม ไปทำโฉนด ไปอำเภอ ทุกอย่างที่อำเภอหมด สมัยนี้คนไม่ต้องไปอำเภอแล้ว มันไม่จำเป็น การไปหาหมอก็เหมือนกัน อาชีพหมอในอนาคตจะหายไป ไม่รู้อีกนานเท่าไหร่นะ ถามถึงอนาคตไกลๆผมตอบไม่ได้ ขึ้นอยู่กับหุ่นยนต์จะบงการอะไรผมตอบไม่ได้ แต่ชีวิตคนจะไม่เหมือนทุกวันนี้”

คุณหมอพูดถึงอนาคตที่ฟังแล้วบอกไม่ถูกว่า มันจะดีขึ้นหรือน่ากลัว แต่สำหรับคนที่ไม่กลัวตายอย่างคุณหมอสันต์ เราก็อยากรู้ว่า ถ้าถามถึงสิ่งที่กลัวโดยอัติโนมัติ ไม่ต้องใช้สติ ไม่ต้องใช้ความฉลาด สิ่งที่คุณหมอกลัวที่สุดคืออะไร

“ตอนนี้ผมพ้นสิ่งเหล่านั้นมาแล้ว ความกลัวมันเป็นความคิด เป็นความเชื่อ ความกลัวคือคิดว่าสิ่งเหล่านี้จะเป็นความเลวร้ายสำหรับเรา ผมเรียนรู้ชีวิตมาถึงขั้นที่ผมวางความคิดไว้ไม่หมด 100% แต่ 99%  สิ่งที่เรียกว่า ความกลัวก็ดี ความเชื่อ ชั่วดีเลวก็ดี ผมไม่มี ผมพ้นจากสิ่งเหล่านั้นไปแล้ว ผมตอบได้ว่าไม่กลัวอะไรเลย

“ผมไม่ได้มองชีวิตไกลไปกว่าหนึ่งวินาทีนี้ วินาทีนี้ผมกลัวอะไรล่ะ ผมคุยกับคุณโคตรสบายใจ ไม่มีใครมาบีบคอให้หายใจไม่ออก นอกจากความกลัวไม่มีแล้ว คอนเซ็ปต์ต่างๆที่ล็อคผมไว้ในอดีตความเชื่อ ยึดถือในเรื่องความดี ความรับผิดชอบอะไรผมไม่มีแล้ว ไม่มีคอนเซ็ปต์ใดๆทั้งสิ้น ใช้ชีวิตไปแต่ละโมเม้นท์

“ความกลัวเป็นต้นเหตุความเจ็บป่วย เป็นปัญหาสุขภาพเยอะมาก การที่จะไปจากตรงนี้ มีจุดเดียวคือคุณต้องหัดวางความคิดให้เป็น ถ้าวางความคิดเป็น ความกลัวจะหมดไป การเจ็บป่วยหลายอย่างมักเกิดจากความกลัว การที่คนไปโรงพยาบาล ธุรกิจอุตสาหกรรมการแพทย์อยู่ได้เพราะความกลัว เหมือนอุตสาหกรรมการประกันชีวิต ถ้าคนวางความกลัวไปหมดไม่คิดอะไรอุตสาหกรรมประกันชีวิตเจ๊ง เพราะบริษัทประกันทำการค้าขายบนความกลัว อุตสาหกรรมสุขภาพก็เหมือนกัน การค้าของเราอาศัยความกลัวให้คนไข้ซื้อ การจะไปจากความกลัว ต้องหัดวางความคิด ความจริงไม่ได้เป็นเรื่องใหญ่ซับซ้อนอะไร การไม่มีความคิด

“ความคิดหมายถึงประโยคที่เราพูดในหัว มีประธาน กิริยา กรรม เหมือนประโยคที่เราพูด การไม่มีความคิดมันเป็นธรรมชาติตั้งแต่เกิดมาของเรา  รากดั้งเดิมของเราคุณนึกภาพตอนคุณอายุ 2 เดือน คุณมีความคิดอะไรไหม ไม่มี เกิดมาสองเดือนตาแป๋ว พ่อแม่จะเรียกคุณว่าโอ๋ๆ คุณไม่รู้หรอกว่ามันแปลว่าอะไร คุณไม่มีความคิดใดๆทั้งสิ้น คุณรับรู้สิ่งรอบตัวในเรื่องของคลื่น ความสั่นสะเทือน ภาพ เสียง สัมผัส การไม่มีความคิดเป็นปกติดั้งเดิมของเรา การจะวางความคิดไม่ใช่ของยาก แค่วางสิ่งที่พอกที่มาทีหลังออกไป เพราะเราเกิดมาใหม่ๆก็ไม่มีความคิดอะไร”

คิดตามคำพูดคุณหมอไปเรื่อยๆ ก็มาถึงจุดที่เกิดคำถามว่า การไม่มีความคิด อยู่ไปตามธรรมชาติ อย่างนี้จะทำให้คนเรากลับไปเป็นสัตว์ใช่ไหม

“ในส่วนของความวิตกกังวลคล้ายๆอย่างนั้น ไม่มีความกลัวอะไรอยู่กับปัจจุบัน แต่เราสูงกว่านั้น สมองของเราพัฒนาความสามารถแยกว่า ไอ้นั่นทิ้งไอ้นี่เก็บ ที่ว่าไม่มีความคิด ต้องมีสิ่งเร้าเข้ามาใช่ไหม สิ่งเร้าไม่ดีทิ้ง คนมายืนด่าเรา ฟังไร้สาระก็ทิ้ง คนมายืนด่า มีสาระสำคัญเอาส่วนนั้นเก็บไว้ ความไม่พอใจทิ้ง อันนี้คือเราสูงกว่าหมาแมว เลือกใช้ประโยชน์จากสิ่งเร้าได้ แต่สาระหลักที่จะทำให้เรากลัว เราทิ้งได้ การที่จะวางความคิดไม่กลัวอะไร ก็ไม่ใช่สิ่งที่พิสดารที่จะต้องไปค้นหา ไม่ต้องหนีไปบวช หาความสงบ มันไม่ใช่มันเป็นธรรมชาติดั้งเดิมของเรา

“การจะมีชีวิตสงบร่มเย็นอยู่ในชีวิตประจำวันทำงานนี่แหละ ตรงนี้แหละไม่ใช่ต้องไปวัดไปวาไปบวช ไปวัดก็มีสิ่งแวดล้อมที่เครียดๆเป็นธรรมดา เหมือนผมทุกวัน ผมไม่ต้องถือศีลกินเจเลย พออยู่วัดมีศีลข้อหนึ่ง ข้อสองสามสี่  บางคนบวชเป็นพระก็จะมีเป็นร้อยสองร้อยข้อ คุณไม่ต้องไปคิดถึงบวช ปลีกวิเวกอะไรเลย ชีวิตวางความคิดเดี๋ยวนี้แหละ”

พูดถึงการบวชหรือถือศีลปฏิบัติธรรม ได้ทราบมาว่า วิถีชีวิตประจำวันของคุณหมอในเรื่องการกินอยู่และการออกกำลังกายนั้นก็เคร่งครัดพอๆกับนักบวชถือศีล ไม่ว่าจะเป็นการกินอาหารสุขภาพ กระทั่งการงดน้ำตาล และเกลือ ซึ่งเป็นความบันเทิงปากที่ใครๆก็ขาดไม่ได้

“สิ่งเหล่านี้คือสิ่งเสพติด เราเรียนรู้สิ่งเหล่านี้ในอดีต เราติดรสหวานและมัน เหล่านี้มันมาจากในยีน เพราะว่ายีนของมนุษย์เราต้องตุนอาหาร เดิมเราเป็นสัตว์ป่า ซึ่งไม่ใช่ว่าจะมีของกินทุกวัน แล้วอาหารที่เราจะตุน เราจึงต้องตุนในรูปของแคลอรี่ อาหารที่นำมาซึ่งแคลอรี่คือความหวานมัน รสหวานรสมันเป็นสิ่งเสพติด ผมเคยมีคนไข้ติดเฮโรอีนสมัยหนุ่มๆผมอยู่ในป่า เขามารักษายาเสพติด คนไข้แฟนเขาสวยมากอายุยี่สิบกว่าเป็นลูกทหารใหญ่ติดเฮโรอีน ผมบอกว่าคุณนะถ้าผมมีแฟนสวยขนาดนี้ผมไม่มาติดยาเสพติดหรอก ผมไปกับแฟนดีกว่า เขาบอกว่าเฮโรอีนมันให้ความสุขกับสิ่งที่อย่างอื่นให้ไม่ได้ คุณหมอลองดูหน่อยไหม น่าเสียดายตอนนั้นผมไม่กล้าลอง (หัวเราะ)

“อาหารเป็นสิ่งเสพติด การเลิกสิ่งเสพติดมันยาก คุณต้องมีอะไรที่ทำให้เบิกบานมากกว่านั้นคุณถึงจะเลิกมันได้เพราะฉะนั้นผมคิดว่าการจะเลิกเสพติดในอาหารจะเลิกได้เร็วมากถ้าคุณวางความคิดเป็นจิตใจคุณจะสบาย จะไม่มีอะไรมาทดแทนตรงนี้ได้เพราะคุณให้ความสำคัญ การที่คุณวางความคิดใจคุณจะสบายจะมีความสุขกับสิ่งนี้มากกว่า

“การเลิกยาเสพติดกับอาหารมีกลไกเหมือนกัน ในทางการแพทย์มีข้อมูลชัดเจน ทำถึงขนาดเอาเอ็มอาร์ไอมาดู การเปลี่ยนแปลงของสมองในคนติดโคเคนกับติดน้ำตาลเหมือนกัน เวลาอยากน้ำตาลกับโคเคน มีการเปลี่ยนแปลงในสมองเหมือนกัน แต่เราก็ยังไม่สามารถทำให้คนเลิกการเสพติดอาหารได้ แต่ผมเลิกได้ เพราะวางความคิดให้ได้ก่อน พอวางความคิดแล้วจิตใจเราจะแฮปปี้กับการไม่มีความคิด พอมาถึงจุดนี้อาหารที่ไม่มีเครื่องปรุงก็จะกลายเป็นอร่อยกว่าอาหารที่มีเครื่องปรุง เพราะอาหารที่ไม่มีเครื่องปรุงมันมีรสชาติที่แท้จริงของมัน แต่เครื่องปรุงมีรสเดิม พอเราเลิกติดแล้วก็รู้ว่ารสเดิมมีแค่นั้น แต่รสชาติแท้จริงของอาหารมีรสชาติแปลกๆใหม่ๆเสมอ”

คุณหมอย้ำว่า การมีสุขภาพดี ชีวิตดี ทำได้ง่ายๆด้วยตัวเองที่บ้าน ไม่ต้องไปเข้าวัดที่ไหนให้ลำบาก โดยให้คำแนะนำว่าการสร้างชีวิตในบ้านที่จะทำให้คนเรามีชีวิตที่ดี มีสุขภาพที่ดี ควรประกอบด้วยอะไรบ้าง

“เรื่องที่อยู่อาศัย มีสองส่วนครับ ส่วนที่มีความสำคัญน้อยกับส่วนที่มีความสำคัญเยอะ ส่วนที่เป็นพื้นที่ส่วนตัว แค่ใช้ซอกหลืบสำหรับนอน ห้องนอนซึ่งไม่จำเป็นต้องใหญ่ ห้องนอนที่ดีในการแพทย์ หนึ่งต้องใหญ่พอ สองต้องสะอาด สามต้องมืด สี่ต้องเย็น สี่อย่างเป็นที่นอนที่ดี ประเด็นที่หนึ่งที่ทุกคนต้องมีซอกหลืบสำหรับซุกหัวนอน ไม่ต้องกว้าง ขอให้ มืด เงียบ เย็น สะอาด สองคือพื้นที่ร่วม ที่จำเป็นที่สุดคือส่วนที่มีอากาศหายใจ ถ้าคุณเปิดบ้านออกมา คนไม่มีอากาศหายใจได้ไม่เต็มปอด คุณอายุสั้นแน่นอน อากาศที่ดีเป็นเบสิค นอกจากอากาศ แสงแดดก็มีความจำเป็นของทุกชีวิตบนโลกนี้ เพราะมันผูกพันกับแสงแดด สามคือน้ำ น้ำสะอาดที่จะดื่มที่จะใช้ ที่พักอาศัยที่ดีจำเป็นต้องมีน้ำ พอที่จะดื่มพอที่จะทำความสะอาดร่างกาย อันที่สี่พื้นที่ร่วมสถานที่ออกกำลังกาย มีความสำคัญรองมาจากอากาศและน้ำ ถ้ามีก็หรู ถ้าไม่มีอาจจะไม่ถึงกับซีเรียส ที่ออกกำลังกายถ้ามีต้นไม้ก็เจ๋ง แต่บางคนไม่ชอบไปอยู่ในพื้นที่ร่วม ต้องการที่จะออกกำลังกายส่วนตัว ที่ผมเคยลองมาแล้ว การทำแอโรบิค ฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ฝึกการทรงตัว คุณต้องการพื้นที่ประมาณ 1 ตารางวาเท่านั้น คุณทำได้ทุกอย่างทำได้หมด จะให้ดีที่ออกกำลังกายควรเป็นพื้นที่ร่วมมีต้นไม้ยิ่งดี อันสุดท้ายสำหรับที่พักอาศัยที่ดีคือจะต้องเข้าถึงอาหารที่จะทำให้สุขภาพดีได้ง่ายๆ เพราะถ้าคุณไปอยู่ในที่ซึ่งมีของกินที่ทำให้สุขภาพคุณแย่ ตรงนั้นเป็นที่พักอาศัยที่ไม่ดี เพราะการเข้าถึงอาหารที่เอื้อต่อสุขภาพดีทำได้ยาก สรุปมีห้าอย่าง ถ้าคุณทำที่พักอาศัยได้ครบห้าอย่างนี้ชีวิตก็หรูเลิศ”

สิ่งที่คุณหมอพูดเกี่ยวกับการมีชีวิตที่ดีของคนเรานั้น ขึ้นอยู่กับการจัดการตัวเองเกือบ 100% แต่ถ้าพิจารณาชีวิตคนเราจริงๆ ทุกข์ส่วนใหญ่เกิดจากการอยู่ร่วมกับคนอื่น เราจึงขอให้คุณหมอแบ่งปันทัศนะในเรื่องการบริหารความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง เพราะความทุกข์ ความเครียดส่วนใหญ่ของคนทั้งหลายน่าจะมาจากการอยู่ร่วมกับผู้คน

“ความสำคัญอยู่ที่เวลาที่เราอยู่กับคนอื่นแล้วเป็นทุกข์ เพราะเรามองชีวิตว่านี่เป็นเรา นั่นไม่ใช่เรา นั่นเป็นคนอื่น แต่ชีวิตจริงๆถ้าคุณถอยลึกลงไป ชีวิตมีสองระดับ ระดับแรกถ้าเราตั้งชื่อเรียกได้ บอกรูปร่างได้ สิ่งเหล่านี้เราตั้งขึ้น ชื่อเราตั้งขึ้น รูปร่างเราตั้งขึ้น สูง ต่ำ ดำ ขาว แต่ถ้าเราถอยไปอีกระดับหนึ่ง ทุกอย่างจะเป็นคลื่น คลื่นของการสั่นสะเทือน แสง เสียง สัมผัส เป็นคลื่นหมด ตั้งชื่อเรียกไม่ได้ ในระดับของคลื่น คุณกับผมประกอบขึ้นมาจากสิ่งเดียวกัน เวลาผมมองเข้าไปลึกๆผมก็เห็นสิ่งเดียวในตัวคุณ เพราะฉะนั้นการอยู่ด้วยกัน ถ้าเรานึกถึงความจริงที่ว่าเรากับสิ่งข้างนอกเป็นสิ่งเดียวกัน เหมือนคุณมีนาฬิกาสายทอง ผมมีสร้อยทอง นาฬิกาสายทอง กับสร้อยทองเป็นสิ่งเดียวกัน นั่นเอามาทำเป็นนาฬิกา นี่เอามาทำเป็นสร้อยทอง เหมือนกัน

“ชีวิตก็อย่างนี้ รากของชีวิตเป็นสิ่งเดียวกัน ด้วยความเข้าใจอันนี้คุณจะไม่มีปัญหาหรอกเวลาอยู่กับใคร เพราะมันคือตัวคุณนั่นคือตัวผม แต่ที่มีปัญหาเพราะเรายังไม่เข้าใจสิ่งเหล่านี้ เราไปตีกรอบภายใต้ผิวหนังที่เป็นเรา ภายใต้หมุดโฉนดเป็นเรา เรามีปัญหาเพราะสิ่งที่สมมติขึ้นภายในใจเรา การอยู่ด้วยกันมีปัญหาเพราะสิ่งที่ใจเราสมมติขึ้น ไม่ต้องไปยุ่งกับใครหรอก แก้ตรงนี้ ตรงสิ่งที่ใจเราสมมติขึ้น อย่าว่าแต่อยู่กับคนเลย การอยู่กับสัตว์ก็จะไม่มีปัญหา ถ้าใจคุณสูงขึ้น”

จากวิทยาทานที่คุณหมอสันต์ ใจยอดศิลป์ กรุณามอบให้ในครั้งนี้ สิ่งที่ตัวเราและเชื่อว่าผู้อ่านน่าจะสรุปได้ตรงกันคือ ทุกความสำเร็จในการจัดการคุณภาพชีวิตที่ดี การมีสุขภาพที่ดี ล้วนขึ้นอยู่กับใจ หรือความคิด ดังที่คุณหมอได้กล่าวในหลายช่วงว่า “ การวางความคิด” เป็นเรื่องสำคัญที่สุด จึงเป็นเรื่องน่ายินดีสำหรับทุกคนที่คำตอบนี้ เป็นสิ่งที่มีอยู่ในตัวเราทุกคน ไม่ว่าจะยากดีมีจน ก็สามารถทำได้เท่าเทียมกัน หากวางความคิดได้ ใช้ชีวิตถูกทาง จิตใจมีความสุข ร่างกายก็มีความสุขและแข็งแรง มีชีวิตอยู่ได้อย่างสุขสบายไม่ต้องเป็นภาระใคร ยิ้มได้หัวเราะได้ไปอีกนาน ดังสุภาษิตที่ว่า ‘จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว’ นั่นเอง

line

ที่มา: วารสาร Supalai@Home ฉบับ Q3-2018

เรื่อง & ภาพ : dp-studio.com

Related contents:

You may also like...