กวี ชูกิจเกษม

กวี ชูกิจเกษม

ถ้าเอ่ยชื่อ ‘กวี ชูกิจเกษม’ ในแวดวงการลงทุน เชื่อว่าทุกคนย่อมรู้จักกันดีทั้งในฐานะนักวิเคราะห์ระดับแนวหน้าของไทยที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางจากนักลงทุน และในฐานะนักบริหารมือทองที่มีผลงานโดดเด่นน่าจับตามอง ผู้รับผิดชอบตำแหน่งรองกรรมการผู้จัดการ บริษัท หลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ซึ่งความสำเร็จในทุกบทบาทที่เขาได้มานั้น แลกมาด้วยความสามารถ วิสัยทัศน์อันยาวไกล มุมมองอันเฉียบคม ความกล้าที่ถูกจังหวะ บวกกับวิธีคิดในการบริหารชีวิตส่วนตัวที่ชาญฉลาด และด้วยส่วนผสมที่ลงตัวของทุกปัจจัยความสำเร็จนี้ ทำให้เขาอยู่ในสถานะที่มีกำไรอยู่เสมอทั้งในพอร์ทการลงทุนและกำไรชีวิต

“งานของผมมีมีสองสายครับ สายอาชีพกับนักลงทุน ในสายอาชีพผมเป็นนักวิเคราะห์ นักกลยุทธ์ที่ได้รับการยอมรับจากนักลงทุน ซึ่งเริ่มต้นจากจุดเล็กๆ ตอนที่เรียนจบจากอเมริกากลับมาที่เมืองไทย ผมมุ่งมั่นเพียงอาชีพเดียวเท่านั้นคือนักวิเคราะห์ ผมชอบการลงทุนในหุ้น รู้สึกว่าถ้าเราเป็นนักวิเคราะห์ เราน่าจะเอางานไปประยุกต์กับชีวิตกับการลงทุนของเราได้

เมื่อสมัครงานครั้งแรกก็โชคดีมีคนรับ ทั้งที่ช่วงนั้นเศรษฐกิจไม่ดี หุ้นกำลังร่วง แม้จะเป็นเพียงคนเล็กๆคนหนึ่งแต่ผมทำงานโดยเริ่มกำหนดเป้าหมายตั้งแต่ปีแรกว่า เราอยากเป็นนักวิเคราะห์ที่มีคนฟัง และมาวันนี้…ไม่น่าเชื่อว่าสิ่งที่เราฝันจะเป็นความจริง

“มีรางวัลมากมายที่ผมได้รับ ไม่ว่าจะเป็นนักกลยุทธ์ยอดเยี่ยมฝั่งรายย่อย พอปีต่อมาก็ได้นักกลยุทธ์ยอดเยี่ยมทั้งฝั่งสถาบัน และฝั่งรายย่อย ซึ่งมีผมคนเดียวที่ทำได้ ได้ทั้งลูกค้าระดับสถาบันการลงทุน และนักลงทุนรายย่อย ซึ่งแต่ละคนแต่ละกลุ่มความต้องการไม่เหมือนกัน แต่เราสามารถตอบสนองได้ทุกกลุ่ม ผมได้รางวัลนักวิเคราะห์ยอดเยี่ยม 3 ปีซ้อน และได้ขวัญใจผู้สื่อข่าว ปัจจุบันนี้แฟนเพจเฟสบุ๊คผมมีราว 70,000 คน สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ผมตั้งเป้าไว้ตั้งแต่ในปีแรกของการทำงาน คือเป็นนักวิเคราะห์ที่มีคนฟัง และในที่สุดก็ประสบความสำเร็จในระดับหนึ่งครับ

“สำหรับสายนักลงทุน ผมเริ่มชีวิตการลงทุนตั้งแต่เริ่มทำงานในไทย โดยตั้งเป้าว่าเราจะมีอิสรภาพทางการเงินตอนอายุ 45 ทั้งที่ตอนนั้นเงินเดือนเพียง 11,500 บาท แน่นอนว่าเป็นเป้าหมายที่ท้าทายมาก และสุดท้ายก่อนถึงอายุ 45 ผมก็มีอิสรภาพทางการเงินอย่างที่ตั้งใจไว้จริงๆ ด้วยความที่เรามาอยู่สายอาชีพที่ถูก ประกอบกับความโชคดีที่เราเริ่มเข้ามาลงทุนในช่วงวิกฤตต้มยำกุ้ง ในฐานะนักวิเคราะห์เราวิเคราะห์ได้ว่าหุ้นตัวนี้มันถูกมาก ทั้งที่ในขณะนั้นทุกคนคิดว่าตลาดหุ้นและประเทศจะล้มละลาย ของถูกเต็มตลาดแต่ไม่มีคนกล้าซื้อ เหมือนของแบกะดิน หุ้นดีราคาถูกมีเต็มตลาดไปหมด แต่ทุกคนคิดว่าบริษัทพวกนี้จะล้มละลายกันหมด ตอนนั้นเราโชคร้ายที่เราไม่มีเงินมาก มีแค่เงินเก็บสมัยเรียนหนังสือ 40,000-50,000 บาทเท่านั้นเอง ทำงานกินเงินเดือนไปเรื่อยๆ นับตั้งแต่เข้ามาปี 1995 เกิดวิกฤต มาซื้อของอีกทีในปี 1997 มีเวลาสะสมเงิน 4 ปี

“เหตุผลสำคัญที่ผมประสบความสำเร็จในการทำงานเพราะ 3 ปีแรกประหยัดมากครับ รถก็ไม่ซื้อ บ้านก็ไม่ซื้อ กินข้าวข้างทาง น้ำกลับมากินออฟฟิศ สมัยก่อนอยู่ได้เพราะราคาน้ำมันไม่แพง ใช้รถพ่อแม่ เช้าเย็นก็กินข้าวบ้าน อยู่กับพ่อแม่ตลอด มีเงินเก็บมาเรื่อยๆ มีโบนัสก็เก็บอย่างเดียวเลย ทำให้เรามีเงินก้อนพอควรช่วงที่เกิดวิกฤตต้มยำกุ้ง มันไม่เป็นระดับหลายล้าน เต็มที่ก็ไม่ถึงล้าน เราก็ซื้อหุ้น ซึ่งตอนนั้นถ้าเรามีเยอะกว่านี้ป่านนี้ก็คงใหญ่กว่านี้เยอะ แล้วมาโชคดีตอนซัพไพรม์อีกรอบ หุ้นลงมาถูก ตอนนั้นจัดเต็มเลย เงินสดอยู่ในมือเพียบ หุ้นดีๆลงประมาณ 50% เป็นโอกาสที่เราเข้าไปเก็บได้เยอะมาก ช่วงขาขึ้นตั้งแต่ปี 2009 ขึ้นมาถึง 2016 ช่วงนี้ที่พอร์ทเริ่มโต ทำให้เราถึงอิสรภาพทางการเงินได้ก่อนอายุ 45 สิ่งสำคัญอยู่ที่ช่วงแรกซึ่งประหยัดมากครับ ไม่รู้ทำได้ไง เลยติดนิสัยประหยัดมาทุกวันนี้

“แต่ก็มีคำถามเข้ามาเรื่อยๆตั้งแต่อายุ 45 ว่าทำไมไม่เลิกทำงาน ยังทำงานหนักอยู่ ทำไมมาแต่เช้ากลับดึก ดูแลลูกค้า ผมว่าเราอยู่ในสถานะที่ได้เปรียบ อยู่ในสถานะที่เห็นข้อมูล เห็นการวิเคราะห์ ได้อยู่ในตลาด เราชอบการลงทุน แล้วจะออกไปทำไม ซึ่งผมก็เคยออกไปลองใช้ชีวิตที่มีอิสรภาพทางการเงินอยู่พักนึง ไม่เกิน 2 อาทิตย์ กลับมาของานคืน มันไม่ไหวครับ เหงา อยู่คนเดียว ไม่มีอะไร วันแรกก็ชิลล์ๆว่ายน้ำ กินข้าว ช้อปปิ้ง ตอนแรกก็รู้สึกดี พอผ่านไปวันที่ 7 ก็กลับมาทำงาน แต่พยายามหางานที่ผ่อนคลายเบาหน่อย ก็โชคดีที่บริษัทเขาเห็น เลยได้มาช่วยงานตอบโจทย์ชีวิตเราด้วย ก็ยังทำอยู่ทุกวันนี้ยังแฮปปี้

“อย่างไรก็ตาม การที่เราตั้งเป้าไว้ว่าจะประสบความสำเร็จในสายอาชีพและมีอิสรภาพทางการเงิน ต้องแลกมาด้วยสุขภาพนะครับ เพราะเราทำงานหนักมาก ทุ่มเท เป็นมนุษย์เพอร์เฟ็กซ์ชั่นนิสม์ในระดับนึง ด้วยความที่เรารับผิดชอบสูง อยากให้ลูกค้ากำไร พอลูกค้าขาดทุนเราก็เครียด โดยเฉพาะช่วงที่ตลาดหุ้นผันผวน อย่างตอนวิกฤตซัพไพรม์นี่ลงมากก็เครียด ที่เครียดเพราะยังไม่มีอิสรภาพทางการเงินส่วนหนึ่ง พอร์ทเราก็หายไปเยอะเหมือนกัน แต่เมื่อผ่านวิกฤตซัพไพรม์มาแล้ว เราก็มั่นใจ ยึดมั่นในแนวทางของเรา คือซื้อหุ้นตอนราคาถูก ทุกคนคิดว่ามันดูเหมือนง่าย แต่การตัดสินใจซื้อช่วงเวลานั้นที่หุ้นมันตก ด้วยเงินที่เก็บมาเกือบสิบปี…กล้าไหม ถ้ามันล้ม ก็จะไม่เหลือเลย แต่จากการศึกษาประวัติศาสตร์ตลาดหุ้นที่อเมริกาพังแล้วก็เกิดใหม่ ผมก็เชื่อว่าวิกฤตไทยมันก็ไม่น่าล้มละลายขนาดนั้น เลยตัดสินใจ พอเราผ่านช่วงนั้นมาเราก็คิดว่า หนทางของเรามันใช่

“เมื่อสำเร็จในสองเป้าหมายแรก ก็เกิดเป้าหมายที่สาม คืออยากจะช่วยให้คนอื่นทำได้อย่างเรา นี่คือจุดหมายที่ผมเปิดเฟสบุ๊ค เริ่มสอนหนังสือ เมื่อผมพบว่าแนวทางของผมมันโอเค เพราะเมื่อพอร์ทการลงทุนเติบโตถึงระดับหนึ่ง จนเรารู้ว่าแนวทางของเราใช้ได้ ก็อยากให้คนอื่นได้เรียนรู้แนวทางของเราบ้างฟรีๆ โดยเริ่มจากไปตามงานนั้นงานนี้บ้าง ผมออกงานสัมนา ไปสอนหนังสือที่ตลาดหลักทรัพย์ สอนฟรี เงินทุกบาททุกสตางค์ที่ได้จากการสอนหนังสือผมบริจาคหมด แล้วก็เขียนหนังสือ

“ตอนที่เริ่มตั้งเป้าว่าจะให้ความรู้คนอื่น ผมคิดเลยว่า นักร้องก็ออกเทป ออกซิงเกิ้ล แล้วเราจะทำได้ไหม เราออกหนังสือของเราเองเพื่อที่จะให้ความรู้แนวทางที่เรากลั่นออกมากว่าสิบปี ซึ่งตั้งแต่เล่มแรกก็ไม่น่าเชื่อว่าได้รับการตอบรับที่ดีมาก ได้เบสเซลเลอร์ด้วย จุดประสงค์เพื่อให้ความรู้กับผู้อื่นเพื่อให้เขามีแนวทางการลงทุนที่ถูกต้อง พอเขียนเล่มสองก็ติดอุ๊คบีอันดับหนึ่ง ทั้งสองเล่มตอบโจทย์แนวทางการลงทุน สามจุดประสงค์นี้ก็จบแล้ว มันตอบโจทย์หมดแล้วชีวิต ตอนนี้ก็เหลือวางแผนการตายว่าเราจะไปยังไง

“ผมไปซื้อที่เขาค้อแล้ว ถ้าถึงเวลาเกษียณจริงๆรอให้ลูกไปเรียนเมืองนอกก่อน ตอนนี้ลูกยังเล็ก อายุ 12 เอง ลูกโตขึ้นก็ไม่ค่อยอยู่กับพ่อแม่แล้ว แต่ผมยังอยู่กับพ่อแม่อยู่นะ บ้านใกล้ๆกัน เราก็ไปอยู่ใกล้เพราะพ่อแม่อายุมากแล้ว เจอกันคุยกัน ที่เขาค้อรอซัก 50 ค่อยไปสร้างบ้านอยู่ ตอนนี้เหลือสิ่งเดียวชีวิตที่ยังทำคือ ต่อส่งมอบสิ่งที่ดีให้กับเน็กซ์เจนเนอร์เรชั่น อันที่ 4 ที่ยังไม่เสร็จ ผมเชื่อว่าเราสร้างเราทำอะไรเอาไว้เท่าไหร่ ถ้าลูกหลานเราไม่รู้จักการลงทุน ไม่รู้จักประหยัด ออม สะสม ใช้ชีวิตฟุ้งเฟ้อเหมือนกับพ่อแม่รวย ก็หมดได้ ซึ่งอันที่ 4 นี่ผมยังไม่ประสบความสำเร็จนะ นี่ก็เหลืออีกอันนึงที่เป็นเป้าหมายต่อไปว่าเราจะส่งมอบสิ่งที่เรามีด้วยความสบายใจได้มากน้อยแค่ไหน”

0002

นอกเหนือจากความมุ่งมั่นในทุกเป้าหมายที่กำหนดไว้ คุณกวี ชูกิจเกษม มองว่า อีกหนึ่งปัจจัยของความสำเร็จในชีวิตและหน้าที่การงานของเขา คือการได้ร่วมงานกับองค์กรที่ดี และภายใต้การนำของผู้นำองค์กรที่ยอดเยี่ยม

“เคล็ดลับในการทำงานกับทุกที่สำหรับผมคือ เราต้องมีรอยัลตี้กับองค์กร ในฐานะที่เป็นผู้บริหาร เรามององค์กรเป็นองค์กรของเรา ทำงานมายี่สิบกว่าปีไม่เคยขอเจ้านายเลยว่าขอขึ้นเงินเดือน ประหลาดที่สุดเขาก็ไม่เคยเจอ ผมเคยเดินไปบอกว่าขอลดเงินเดือน ขอไม่เอาโบนัส ทำงานไม่ดีไม่ขอเงินเดือนขึ้น เจ้านายทำอะไรไม่ถูก เขาเคยเจอแต่คนที่จะย้ายงาน ขอโบนัส คนจะขอเงินเดือนขึ้น ในขณะที่เราประเมินตัวเองตลอดเวลาว่าเราควรทำอะไรให้กับองค์กร มันคงเป็นความรู้สึกเดียวกับที่ประธานาธิบดีอเมริกาคนนึงเคยพูดไว้ว่า “จงอย่าถามว่าองค์กรให้อะไรกับคุณ จงถามว่าคุณให้อะไรกับองค์กร” ผมสอนน้องๆตลอดว่า อย่าคิดว่าองค์กรให้อะไรกับคุณ เราให้อะไรกับองค์กรซักวันองค์กรจะให้เรา ซึ่งโชคดีเราอยู่องค์กรที่ดี อย่างที่ กสิกรไทย องค์กรเขาดี มีตั้งแต่คุณบัณฑูร ล่ำซำ ที่เขามองผลงาน มองว่าเราทุ่มเท บอกเจ้านายว่า ถ้าจะไม่ใช้ก็บอก ไม่ต้องเกรงใจจะได้ไปง่ายๆ ถ้าจะลดเงินเดือนก็บอก สถานการณ์ตอนนั้นไม่ดีอย่างนั้นไม่ดี อย่างนี้ลดเงินเดือนเถอะ มันเป็นความรู้สึกว่า ถ้าองค์กรต้องการเราอยู่ แต่เขารู้สึกว่า เราควรได้เงินเดือนน้อยลง ก็เหมือนนักฟุตบอลที่ต้องถูกเทรดออกไป นี่คือเป็นความทุ่มเทรับผิดชอบให้กับงาน ผมเชื่อว่าถ้าคนเรามีเรื่องพวกนี้ ก็จะประสบความสำเร็จกับงาน หากไม่มีความอดทน ไม่มีวินัย ไม่มีรอยัลตี้ สุดท้ายก็ต้องย้ายงานใหม่

“ผมเชื่อว่ามีเด็กหลายคนที่สามารถโตในสายอาชีพที่เป็นองค์กรได้ ขอให้เขามีในสิ่งที่ควรต้องมี ส่วนพวกขายของตามเน็ตสุดท้ายมันจะจนนะ ที่คิดว่าขายดีในช่วงแรก จำไว้ว่าอะไรที่ขายดี คู่แข่งจะมาเต็ม สายป่านคุณไม่ยาวพอ สุดท้ายคุณก็กลับมาทำงานประจำ ไม่ได้ว่าอาชีพที่เป็นอิสระ เพราะส่วนมากคนก็รักอิสระ แต่ผมมองว่าอาชีพอิสระก็มีความเสี่ยง ในอนาคตคุณคุ้นชินกับชีวิตอิสระมากไป พอชีวิตถึงจุดนึงวัยนึงกลับเข้ามาลูปในองค์กรไม่ได้แล้ว ถ้าคุณอยู่ในองค์กรทำงานตามที่ผมบอก ทุ่มเท คุณรักกับมันจริงๆจะมีความสุขมาก รักงานที่เราทำ

“เป็นธรรมดาที่การทำงานทุกอย่างก็ต้องมีปัญหา ปัญหายากที่สุดคือเรื่องของคน แก้ยาก เป็นปัญหาคลาสสิก ปัญหาเรื่องงานไม่มีหรอกเราทำงานมา 20 กว่าปี เด็กรุ่นใหม่เขาก็ยอมรับแหละ แต่เด็กสมัยนี้ที่ก้าวเข้ามา เขาจะมีไอเดีย มีสิ่งที่เขาคิด มีอีโก้ ความอดทนน้อยกว่า บ่นมากกว่าเรา เมื่อก่อนงานวิเคราะห์แคบ แต่เดี๋ยวนี้กว้างมาก โบรกเกอร์เยอะ คนเต็มไปหมด แล้วเด็กรุ่นใหม่บริหารคนก็จะยาก นั่นคืออุปสรรค วิธีแก้ปัญหาคือการแสดงความจริงใจกับเขา ว่าสิ่งที่เราให้ ผมไม่มายด์ว่าใครจะลาออกหรือไปทำอะไร แต่มายด์ว่าเส้นทางอาชีพของคุณคืออะไร เมื่อเขาเห็นชัด ผมคิดว่าใครๆก็อยากทำงานให้ดี ในฐานะนักบริหารเราต้องชี้ทาง คอยแนะนำ

“ตอนนี้ผมรับผิดชอบงานดูแลลูกค้าโดยตรง ผ่านมาร์เก็ตติ้งไปโดยอ้อม ไปคุยกับลูกค้าโดยตรง สิ่งที่ผมคาดหวังคือ กสิกรไทยต้องส่งมอบผลงานที่เป็นพรีเมี่ยมให้กับลูกค้า ส่งงานให้ลูกค้าภูมิใจสูงสุดให้ได้ ไม่ว่าจะออกมาในรูปแบบไหน ในอนาคตแต่ต้องดีที่สุด ตอนนี้ก็ร่วมพัฒนาหลายด้านมาก เป็นคณะกรรมการร่วมงานการพัฒนาแอพพลิเคชั่นให้กับลูกค้า แม้กระทั่งอีเว้นท์ จัดทัวร์ สัมนาให้ข้อมูลลูกค้า สอนหนังสือให้ลูกค้าลงทุนเองเป็น สอนให้จับปลาเป็น ไม่ต้องห่วงว่าถ้าเขาลงทุนเป็นจะไม่อยู่กับเรา ตราบใดที่ให้ปลาเขาจับเรื่อยๆเขาก็อยู่กับเรา อะไรที่เข้าถึงลูกค้าได้แล้วรู้สึกว่าเป็นกสิกร นั่นคือความตั้งใจที่จะทำให้เกิดขึ้น”

คุณกวีบอกเล่าถึงแนวทางการบริหารองค์กรด้วยมุมมองที่เปิดกว้าง และการแก้ปัญหาต่างๆด้วยการให้แนวทางที่เหมาะสมชัดเจนแก่ทีมงาน ซึ่งการบริหารงานที่ต้องทุ่มเทอย่างหนักตลอดหลายปีที่ผ่านมา ก็เคยทำให้เกิดปัญหาสุขภาพอย่างรุนแรง แต่โชคดีที่หลังจากสรรหาวิธีการในการรักษามาแล้วทุกรูปแบบ ก็พบทางออกคือการฝึกโยคะ และการออกกำลังกายด้วยการวิ่ง ซึ่งไม่เพียงแก้ปัญหาสุขภาพที่รุมเร้าให้หายขาด แต่ยังเป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมสัมพันธภาพอันดีในครอบครัว

“ปัญหาส่วนตัวคือสุขภาพ เพราะความเครียดจากการทำงาน ทำทุกวิถีทางหาหมอแผนปัจจุบัน แผนโบราณอย่างเดียวที่ยังไม่ทำคือไสยศาสตร์ ฝังเข็มก็ทำ สุดท้ายเพื่อนที่เป็นหมอโรคกระดูกแนะนำให้ไปโยคะ เป็นอะไรที่ผมไม่คิดเลย เพราะมันดูเป็นผู้หญิง แต่ก็ลองไปทำดู สมัครคอร์สแพงเป็นหมื่น ความที่เรางกก็ต้องไป ทำไปเรื่อยๆอาการเจ็บหายไป เริ่มเดินเร็วได้ วิ่งเหยาะๆได้ แรงบันดาลใจเรื่องวิ่งมาจากปีที่แล้ว มีรายการ SET BULL RUN ที่ให้ผู้บริหารตลาดหลักทรัพย์ ผู้บริหารองค์กรโบรกเกอร์ไปวิ่ง ตอนนั้นผมคิดว่าจะวิ่งได้แค่ 3 กิโลเมตร ปรากฏว่าวิ่งจนจบ เพราะวิ่งกับลูก ลูกเราให้กำลังใจตรงนี้ ลูกวิ่งไปก่อนเรากลัวลูกหลงก็วิ่งตาม รู้สึกว่าเราก็วิ่งได้ เลยไปลง 5 กิโลเมตร อาการเริ่มหาย พอเริ่มวิ่งความเครียดเริ่มจาง ออกกำลังกายเหงื่อมันก็ไหล สุขภาพดีขึ้น ผมจึงกำหนดเป้าหมายระยะวิ่งเพิ่มไปเรื่อยๆ ผมเป็นคนแบบนี้ คือพอวางเป้าเราหาทางไปให้ถึง ไม่ว่าจะคดเคี้ยวยังไงก็ตาม การวิ่งคือวิธีการแก้ปัญหาชีวิตช่วงที่ผ่านมา การมีเป้าหมายที่ต้องไปให้ถึงเป็นเรื่องสนุกสำหรับผม ที่สำคัญคือมีลูกชอบวิ่ง ได้ถ้วยมาเต็ม ตอนนี้สุขภาพก็ดีขึ้นมากครับ”

ด้วยวิธีคิดที่เป็นระบบทั้งในเรื่องงานและชีวิตส่วนตัว ทำให้คุณกวี ก้าวผ่านทุกปัญหามาได้อย่างสง่างาม และเบื้องหลังวิธีคิดนั้นก็มีแรงบันดาลใจและแบบอย่างที่ดีจากบุคคลสำคัญระดับโลกมากมาย ที่เขาศึกษาเรื่องราวเส้นทางความสำเร็จเหล่านั้นจากการอ่าน นักบริหารและนักวิเคราะห์มือทองคนนี้เป็นนักอ่านตัวยง และนิสัยรักการอ่านนี่เองที่เป็นส่วนสำคัญให้อาชีพนักวิเคราะห์ของเขามีแง่มุมที่ละเอียดลึกซึ้งโดดเด่นกว่าคนอื่นเสมอ

“ผมชอบอ่านหนังสือที่เป็นชีวประวัติคน ประวัติศาสตร์ไทยจีน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวของ วอเร็น บัฟเฟ็ต สตีฟ จ๊อฟ ไอสไตน์ ฯลฯ  หนังสือเล่มแรกที่ผมซื้อมาอ่านเกี่ยวกับตระกูลล่ำซำ โดยไม่เคยคิดว่าจะมาทำงานกสิกรไทย เริ่มต้นจากชีวิตล่ำซำ ต่อสู้มากว่าจะมาถึงวันนี้ อ่านแล้วเป็นแรงบันดาลใจ ผมไปสัมภาษณ์งานเจอคุณบัณฑูร ตอนที่เจอต้มยำกุ้งแกไม่เคยท้อ ทั้งที่คนทำงานสายการเงินเครียดมาก สุดท้ายถ้าเป็นไทยพาณิชย์ต้องให้กระทรวงการคลังช่วย กรุงไทยเป็นของรัฐบาลอยู่แล้ว กรุงศรีโดนยึดเป็นของญี่ปุ่น แต่ยังมีสองธนาคารที่ยืนหยัดอยู่ได้ เพิ่มทุนได้ เรียกความเชื่อมั่นได้ คือตระกูลโสภณพนิช และ ตระกูลล่ำซำ ผมเห็นเขาสู้ดี เป็นผู้บริหารที่ตรงดีมาก

“หนังสือเล่มนึงที่ผมกับ คุณบัณฑูร ล่ำซำ อ่านกันโดยที่ไม่ได้นัดหมายแล้วชอบเหมือนกันคือเดอะซีเคร็ต เมื่อใดก็ตามที่คุณมองเป้าหมายมองเรื่องทุกเรื่องเป็นโพสซิทีฟ เดี๋ยวมันจะเกิดขึ้นกับคุณเอง ซึ่งตอนแรกผมก็ไม่เชื่อ แต่ผมบอกภรรยาว่าคิดง่ายๆเรื่องที่จอดรถ ไปห้างไม่ว่าคนเยอะขนาดไหนวันนี้ต้องได้ที่หน้าประตู และเชื่อไหม ทุกครั้งที่ไปห้างผมได้ที่จอดดีๆทุกครั้ง ลูกบอกมากะป๋าไม่ต้องกลัวไม่มีที่จอด การคิดบวกมันเป็นสิ่งดี เขาก็คิดว่าในอดีตที่ผ่านมาเขาคิดสิ่งบวกๆแล้วมันก็เกิดมาตลอด เขาอยากเห็นกสิกรไปทางนั้นทางนี้ เหมือนเราที่คิดอยากเป็นอย่างนั้น อยากมีอิสรภาพทางการเงินแล้วมันก็เกิดขึ้นจริงๆ นี่คือบุคคลที่เราเห็นตั้งแต่ทำงานใหม่ๆ เราสัมผัสกับเขาเรื่องการสู้ ตระกูลนี้สู้จริงๆเจอวิกฤตหลายครั้ง แต่สามารถพากสิกรไทยผ่านมาได้

“บุคคลอีกคนที่เปลี่ยนชีวิตการลงทุนของผมคือ วอเร็น บัฟเฟตต์ ผมเริ่มลงทุนขาดทุนตลอด ตั้งแต่ 2007 เราไม่รู้เลยว่าแนวทางการลงทุนในโลกมันมีกี่แบบกันแน่ เราก็ซื้อๆขายๆ ขาดทุนก็ขาย กำไรก็ขาย ดูตลกมากไม่มีแนวทาง จนเราขาดทุนจะหมดตัว ถ้าเรายังแนวทางเดิมเราคงไม่ประสบความสำเร็จเรื่องการลงทุน โชคดีที่ไปซื้อหนังสือการลงทุนของวอเร็น บัฟเฟตต์มาอ่าน พบว่านี่มันใช่ คือตัวเราเราใจเย็น น่าจะลงทุนระยะยาวได้ หาแวลูหุ้นเป็น เรามีความเป็นเจ้าของกิจการ เพราะเราอินกับการทำงานที่หนัก เราทำงานที่ไหนก็มีความรู้สึกเป็นเจ้าของกิจการ ก็เปลี่ยนแนวการลงทุนเลยเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ ขายหุ้นทิ้งหมดพอร์ทแล้วก็ขาดทุน เริ่มต้นใหม่ก็โชคดีอีก แต่ถ้าไม่มีก็ตายเหมือนกัน เพราะเราไปซื้อตอนต้มยำกุ้งพอดีเลยได้ของถูก ถ้าแนวทางเราไม่แน่ ไม่จริงจังป่านนี้หุ้นที่เราถือตั้งแต่ต้มยำกุ้งก็ขายไปหมดแล้ว แต่ผมถือทุกวันนี้ แล้วราคาก็ขึ้นมหาศาลเพราะเราอดทนมีแนวทางของเรา แต่นักลงทุนในตลาดหุ้นส่วนใหญ่ที่เข้ามา มักคิดว่าจะทำอย่างไรให้ได้เงินเร็วที่สุด คนที่ประสบความสำเร็จจากล้านเป็นร้อยล้าน จากพอร์ทไม่กี่แสนมันทำได้ เพียงแต่มันมีกี่คนที่ทำได้ ของผมเป็นแนวทางธรรมชาติ ใช้เวลา ไม่สามารถเป็นรอบเดียวได้ ต้องค่อยๆเก็บสะสมไปเรื่อยๆ”

สำหรับนักลงทุนระดับกูรูอย่าง คุณกวี ชูกิจเกษม ไม่ใช่เพียงแนวทางการลงทุนในตลาดหุ้นเท่านั้นที่เขาสามารถทำกำไรได้อย่างงาม การลงทุนอย่างชาญฉลาดในด้านชีวิตส่วนตัวก็มอบกำไรชีวิตให้เขาอย่างเต็มที่ไม่แพ้กัน

“เสาร์ อาทิตย์ผมอยู่กับครอบครัวตลอด ไม่เอางานไปทำ โทรศัพท์ที่ทำงานมาจะไม่รับ ความสุขของครอบครัวสำหรับผมคือการอยู่ด้วยกัน แต่งงานกันมา 20 ปี เป็นแฟนกัน 7 ปี เราไม่เคยทะเลาะแม้แต่ครั้งเดียว ด้วยนิสัยที่ผมใจเย็น เขาก็ไม่เคยแรง ผมว่าการอยู่ด้วยกันรวมพ่อแม่พี่น้องก็คือความสุขแล้ว จะไม่เอาเรื่องงานไปเล่าให้ฟัง ต่างดูแลซึ่งกันและกัน ภรรยาผมไม่ได้ทำงาน ผมบอกเลย ถ้าลูกจะมีความสุขได้ คนเลี้ยงต้องมีความสุขด้วย ถ้าภรรยาไม่มีความสุขลูกก็จะไม่มีความสุข งานหนักที่สุดคือความเป็นแม่ ไม่ต้องทำอย่างอื่นหนัก แค่นี้ก็หนักพอแล้ว ทุกอย่างอยู่ที่ผม ภาระรับผิดชอบอยู่ที่ผม ก็หนักพอควรแต่ผ่านมาได้ ความสุขของชีวิตไม่มีนิยาม ขอให้อยู่ด้วยกัน ต่อให้อยู่ด้วยกันแล้วไม่มีความสุข ก็แยกกันอยู่ดี ส่งไลน์ไปเที่ยวไหนดี ไปวิ่งไหนดี ผมไม่ต้องไปเที่ยวไหนก็มีความสุขได้

“ไลฟ์สไตล์ยามว่าของผมคือวิ่งทุกอาทิตย์ มีตารางวิ่งยาว ซ้อมไม่เยอะ 5 กิโล 8 กิโล  เราก็หางานวิ่ง วิ่งไปเที่ยวไป ลูกวิ่งเราวิ่ง ลูกวิ่งได้รางวัล ได้เที่ยว เรามีความสุข ผมบอกลูกเลยว่า เรียนเก่งไม่เก่งไม่เป็นไร ขออย่างเดียวอย่าเป็นคนเลว เรียนแพ้คนอื่นไม่เป็นไรตั้งใจให้ดี เป็นคนเลวไม่ได้เลย ประโยคที่พูดกับลูกคือตั้งใจเรียนเป็นคนดีนะลูก  ก่อนนอนรักม่าม้า รักน้องวิวที่สุด ผมจะกลับไปไปห่มผ้าให้เขา พูดกับเขาทุกคืนทำมา 20 กว่าปี เป็นความสุขที่คาดไม่ถึง แล้วก็เลี้ยงปลาคาร์ฟ เวลาเครียดไปนั่งดูก็มีความสุขดี ผมอ่านหนังสือทุกอย่าง แม้กระทั่งป้ายบนขวดน้ำ ก่อนนอนก็อ่าน ทำให้เราเปิดโลก เวลาไปสอนหนังสือมุกเยอะดี ได้มาจากหนังสือทั้งนั้น เรื่องขจัดความเครียด ดูสารคดีชอบมาก ดูหนังชอบหนังแอคชั่น หนังชีวิตซึ้งๆน่ารักๆ มันทำให้เรามีมุมมองอีกด้านครับ”

ก่อนจากกัน เราขอให้คุณกวีฝากแนวทางการลงทุนที่เหมาะสมสำหรับนักลงทุนรุ่นใหม่ ซึ่งคุณกวีก็ได้ให้วิธีคิดที่น่าสนใจและเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง

“สิ่งที่ผมพูดทุกครั้งแล้วไม่เคยเปลี่ยน สิ่งที่สำคัญที่สุดในการลงทุน คือการรู้จักตัวเองให้ได้ นิสัยคนกับการลงทุนมันไปด้วยกัน บางคนกล้าได้กล้าเสีย ชีวิตนี้ผมก็เจอเราเคยเจอเพื่อนแบบนี้ เจอบ่อนต้องเข้า แต่ผมเจอแล้วเดินหนี ไปมาเก๊าไม่เคยเข้า เพื่อนผมเข้าตลอด คนพวกนี้อาจมีแนวทางการลงทุนอีกแบบนึง ความยากอยู่ตรงนี้ เราจะเริ่มลงทุนแบบไหน ถ้าเรามีแนวทางที่ชัดเจน แล้วศึกษาว่าแนวทางเหมาะไหม เรามีการศึกษาในตลาดหุ้น ไม่ใช่เปิดวันเดียวแล้วจะปิด คุณสามารถใช้เวลาครึ่งปีเพื่อ หาแนวทางโดยไม่ต้องรีบร้อน คุณสามารถศึกษาได้ฟรีๆโดยการดูจากคลิปยูทูปของผม 19 ตอน นอกจากนี้ยังมีของคนอื่นเต็มไปหมด สอนเทคนิคัล สอนดูงบการเงิน สอนดูกราฟ ดูหุ้นเทิร์นอะราว เข้าร่วมสัมนาที่ตลาดหลักทรัพย์ หลักสูตรตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งเป็นช่องทางการเรียนรู้ที่ไม่แพงเลย ถ้าเราเริ่มลงทุนรู้จักตัวเอง รู้จักแนวทางการลงทุน ยึดมั่นกับแนวทางที่ใช่ก็จะประสบความสำเร็จ ไม่ว่าจะลงทุนสั้นยาว ต้องอดทนและมีวินัยครับ”

คุณกวีฝากข้อคิดในการลงทุน และลงท้ายด้วยการย้ำเรื่องวินัยอย่างจริงจัง ซึ่งจากหลายแง่มุมที่กูรูด้านการลงทุนระดับแถวหน้าคนนี้แบ่งปัน ทั้งในเรื่องการงานและชีวิตส่วนตัว สะท้อนให้เห็นถึงการสร้างเสริมศักยภาพตนเองและองค์กร ควบคู่ไปกับการเรียนรู้เพื่อพัฒนาตนเองอย่างไม่หยุดนิ่ง การมีวินัยในตัวเอง ซื่อสัตย์กับงานที่ทำ ซื่อสัตย์ต่อองค์กร และเหนือสิ่งอื่นใดคือความซื่อสัตย์กับทุกเป้าหมายในชีวิต  จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่เขาจะเป็นเจ้าของความสำเร็จในทุกย่างก้าวที่เลือกเดิน

Kavee Chukitkasem, assistant managing director at Kasikorn Securities, is well acknowledged as one of the top Thai’s stock investment gurus. Kavee Chukitkasem is also a successful investor and a visionary leader in Thailand’s top securities who believes that the success in his administration will be generated through shared values like authenticity, intrapreneurship, freedom and ownership, community, and collaboration. His career as an investment analyst on securities was full of distinguish achievements from the beginning with high determination in his career path and outstanding loyalty for the companies he worked with.

line

ที่มา: วารสาร Supalai@Home ฉบับ Q3-2017

เรื่อง & ภาพ : dp-studio.com

 

Related contents:

You may also like...