SCB : “มุมมองภาพ​รวมเศรษฐกิ​จ EIC Outlook สำหรับไตรมา​ส 2 ปี 2555″

ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (EIC) ธนาคารไทยพาณิชย์แถลงข่าวมุมมองภาพรวมเศรษฐกิจ EIC Outlook สำหรับไตรมาส 2 ปี 2555 โดย ดร.สุทธาภา อมรวิวัฒน์ Chief Economist และ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า “EIC ปรับเพิ่มประมาณการการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปีนี้ เป็น 5.6-5.8%อันเป็นผลมาจากปัจจัยบวกในประเทศคือการฟื้นตัวที่รวดเร็วของภาคอุตสาหกรรม รวมถึงการใช้จ่ายในประเทศที่มีแนวโน้มขยายตัวได้ดีโดยเฉพาะการลงทุน ทั้งนี้ ธุรกิจจะเติบโตภายใต้ภาวะที่ต้นทุนสูงขึ้นไม่ว่าจะเป็น ค่าจ้างแรงงาน ราคาพลังงาน หรือ ต้นทุนทางการเงิน ความเสี่ยงหลักในปีนี้มาจากปัจจัยภายนอกประเทศโดยเฉพาะปัญหาหนี้สาธารณะในยุโรปที่อาจลุกลามไปยังประเทศใหญ่ๆ”

 

เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ดีกว่าประมาณการเมื่อต้นปีค่อนข้างมาก ดร.สุทธาภา กล่าวว่า “EIC ประเมินว่า GDP ภาคอุตสาหกรรมจะเริ่มเติบโตเทียบกับปีที่แล้วได้ในไตรมาส 2และทั้งปีจะขยายตัวได้ถึง 8.5%ปัจจัยสำคัญคือผู้ประกอบการมีความมั่นใจที่จะลงทุนฟื้นฟูกิจการ ทำให้การผลิตกลับมาได้อย่างรวดเร็ว เห็นได้จากดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมและอัตราการใช้กำลังการผลิตที่ปรับตัวสูงขึ้นใกล้เคียงกับระดับปกติตั้งแต่ช่วงไตรมาสแรกซึ่งเร็วกว่าที่คาดไว้เดิม ส่วนการลงทุนภาคเอกชนที่สนับสนุนภาคการผลิตนั้นจะขยายตัวได้ประมาณ 12% นอกจากนี้ การลงทุนของภาครัฐน่าจะเพิ่มขึ้นมากในช่วงครึ่งหลังของปี ซึ่งจะช่วยกระตุ้นให้การใช้จ่ายโดยรวมเติบโตได้มากในไตรมาสสุดท้าย”

 

สิ่งที่ผู้ประกอบการต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษคือเรื่องของภาวะต้นทุน ดร.สุทธาภา มองว่า “ต้นทุนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากสามปัจจัยด้วยกัน ปัจจัยแรกคือค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำที่ปรับเพิ่มขึ้น ซึ่ง EIC ประเมินว่าจะทำให้ต้นทุนโดยเฉลี่ยของธุรกิจไทยเพิ่มขึ้นประมาณ 3.3% และจะส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเพิ่มขึ้นประมาณ 0.7% ปัจจัยที่สองคือราคาพลังงานที่มีแนวโน้มจะยังคงอยู่ในระดับสูง ซึ่งเมื่อรวมกับปัจจัยแรกแล้วทำให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะอยู่ที่ 3.5-4% ปัจจัยสุดท้ายคือต้นทุนทางการเงิน ถึงแม้ว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายน่ายังจะคงอยู่ที่ 3% ในปีนี้ แต่ต้นทุนการกู้ยืมอาจแพงขึ้นเนื่องจากธนาคารพาณิชย์ต้องเสียค่าธรรมเนียมเพิ่มขึ้นจากการระดมเงิน และยังป็นไปได้สูงที่การระดมเงินในสกุลดอลลาร์จะทำได้ยากเพราะธนาคารในยุโรปอาจประสบกับปัญหาความเชื่อมั่นอีกครั้ง”

 

สำหรับความเสี่ยงจากปัญหาหนี้สาธารณะในยุโรป ดร.สุทธาภา มองว่า “สิ่งที่ยุโรปต้องการในตอนนี้คือเศรษฐกิจที่ยังเติบโตได้ เพราะภาวะเศรษฐกิจถดถอยจะทำให้หลายประเทศไม่สามารถหรือไม่ต้องการลดการขาดดุลการคลังตามเป้าหมายที่วางไว้ ดังที่เห็นได้จากการที่พรรครัฐบาลที่สนับสนุนมาตรการรัดเข็มขัดในประเทศหลักอย่างฝรั่งเศสและเนเธอร์แลนด์สูญเสียความนิยม ผลที่ตามมาคือความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่มีต่อพันธบัตรรัฐบาลจะเริ่มสั่นคลอนอีกครั้ง ส่งผลให้มูลค่าของสินทรัพย์มีความผันผวนสูง และอาจนำไปสู่ภาวะที่ธนาคารพาณิชย์ในยุโรปต้องขอความช่วยเหลือโดยตรงจากรัฐบาลในการเพิ่มทุน ทั้งนี้ มีความเป็นไปได้สูงที่ความผันผวนในระบบการเงินและภาวะ risk on – risk off จะกลับมาอีกครั้งในช่วงปลายปีนี้

 

ปัญหาเศรษฐกิจในยุโรปจะส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ “ผลกระทบที่เห็นได้ชัดคือการส่งออกของไทยซึ่งมียุโรปเป็นสัดส่วนถึงราว 1 ใน 10 โดยล่าสุดการส่งออกไปยังยุโรปในเดือนมีนาคมหดตัว 15% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว อย่างไรก็ดี EIC ประเมินว่าการส่งออกของไทยในปีนี้ยังสามารถขยายตัวได้ราว 13% ผลกระทบต่ออัตราแลกเปลี่ยนเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ผู้ประกอบการต้องติดตาม โดย EIC ประเมินว่าเงินบาทจะแกว่งตัวอยู่ในช่วง 30-31 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ทั้งนี้ เงินบาทคงไม่สามารถแข็งค่าได้มากเหมือนปีก่อนๆ เพราะมีปัจจัยในประเทศเช่นการเกินดุลการค้าที่น่าจะลดลงกว่าปีที่ผ่านมา และปัจจัยต่างประเทศที่ยังมีความผันผวนค่อนข้างสูง” ดร.สุทธาภา กล่าวสรุป

สื่อสารองค์กร ธนาคารไทยพาณิชย์จำกัด (มหาชน)  กุณฑลี  โพธิ์แก้ว (ผึ้ง) โทร 0-2544-4501-2  PR SCB Group <prscbgroup@scb.co.th>

 

 

Related contents:

You may also like...