โรงแรมอนันตรา สยาม กรุงเทพ จัดกิจกรรมเทศกาลอาหารและไวน์ระดับโลก เวิลด์ กูร์เมต์ เฟสติวัล ครั้งที่ 19 ตั้งแต่วันที่ 3-9 กันยายน 2561 การเฉลิมฉลองเทศกาลอาหารและไวน์ที่ดีที่สุด กับสุดยอด 13 เชฟมิชลินสตาร์จาก 9 ประเทศทั่วโลก

โรงแรมอนันตรา สยาม กรุงเทพ ภูมิใจนำเสนอ งานเทศกาลอาหารและไวน์ระดับโลกครั้งที่ 19 งานยิ่งใหญ่ประจำปีที่รวบรวมสุดยอดเชฟมิชลินสตาร์ชื่อดังจากทั่วโลก เมนูชั้นเลิศ อาหารและไวน์ชั้นเยี่ยม ตั้งแต่วันจันทร์ที่ 3 กันยายน ถึงวันอาทิตย์ที่ 9 กันยายน 2561ปีนี้ โรงแรมอนันตรา สยาม กรุงเทพ ร่วมกับ ซานเปลเลกรีโน (Sanpellegrino) และ แกสโทรนอทส์ เอเชีย (Gastronauts Asia) ได้เชิญเชฟระดับมิชลินสตาร์และเชฟชื่อดังที่ได้รับรางวัลรับรองฝีมือและรสชาติอาหารในระดับสากล มากกว่า 13 ท่าน บินตรงมาจาก 9 ประเทศทั่วโลก เพื่อมาปรุงอาหารรสเลิศ ให้ได้ลิ้มรสสุดยอดฝีมือเชฟ ตลอดเวลาหนึ่งสัปดาห์เต็ม โดยเชฟที่ยืนยันมาร่วมงานทั้งหมด ได้แก่

• เชฟโฮเซ อวิลเลซ (José Avillez) จากห้องอาหาร Belcanto โปรตุเกส ซึ่งได้มิชลินสตาร์ระดับ 2 ดาว
• เชฟเบอร์นาร์ด บาค (Bernard Bach) จากห้องอาหาร Le Puits Saint-Jacques ฝรั่งเศส ซึ่งได้มิชลินสตาร์ระดับ 2 ดาว
• เชฟเรียวเฮ ฮิเอดะ (Ryohei Hieda) จากห้องอาหาร Shoun RyuGin ไต้หวัน ซึ่งได้มิชลินสตาร์ระดับ 2 ดาว
• เชฟจอง โฮ คิม (Jeong Ho Kim) จากห้องอาหาร Jungsik ประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งได้มิชลินสตาร์ระดับ 2 ดาว
• เชฟมาร์ติน ดาลซัซ (Martin Dalsass) จากห้องอาหาร Talvo by Dalsass สวิสเซอร์แลนด์ ซึ่งได้มิชลินสตาร์ระดับ 1 ดาว
• เชฟอเลสซานดรา เดล ฟาเวโร่ และ เชฟโอลิเวอร์ ปิราส (Alessandra del Favero and Oliver Piras) จากห้องอาหาร AGA Ristorante สาธารณรัฐอิตาลี ซึ่งได้มิชลินสตาร์ระดับ 1 ดาว
• เชฟสรีจิต โกพินาธัน (Srijith Gopinathan) จากห้องอาหาร TAJ Campton Place สหรัฐอเมริกา ซึ่งได้มิชลินสตาร์ระดับ 1 ดาว
• เชฟฮัน ลี กวง (Han Li Guang) จากห้องอาหาร Labyrinth สาธารณรัฐสิงคโปร์ ซึ่งได้มิชลินสตาร์ระดับ 1 ดาว
• เชฟจูเซ็ปเป้ เอียนนอตติ (Giuseppe Iannotti) จากห้องอาหาร Krèsios สาธารณรัฐอิตาลี ซึ่งได้มิชลินสตาร์ระดับ 1 ดาว
• เชฟชินจิ อิชิดะ (Shinji Ishida) จากห้องอาหาร Nogizaka Shin ญี่ปุ่น ซึ่งได้มิชลินสตาร์ระดับ 1 ดาว
• เชฟชินยะ โอทสึชิฮาชิ (Shinya Otsuchihashi) จากห้องอาหาร CRAFTALE ญี่ปุ่น ซึ่งได้มิชลินสตาร์ระดับ 1 ดาว
• เชฟลุยจิ ทาเกลียนติ (Luigi Taglienti) จากห้องอาหาร LUME สาธารณรัฐอิตาลี ซึ่งได้มิชลินสตาร์ระดับ 1 ดาว

เชฟรับเชิญแต่ละท่านจะเป็นเจ้าภาพดูแล 2 ไวน์ดินเนอร์และมาสเตอร์คลาส รวมถึงรังสรรค์เมนูสำหรับเวิลด์ กูร์เมต์ บรั้นช์ ซึ่งเป็นกิจกรรมที่อลังการและได้รับความนิยมที่สุด โดยจะมีขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 9 กันยายน 2561 (วันสุดท้ายของเทศกาล)

ในครั้งนี้ ยังมีกิจกรรมมาสเตอร์คลาส ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมสุดเอ็กซ์คลูซีฟที่ท่านจะได้ลิ้มรสชาติอาหารจานพิเศษระดับมิชลินสตาร์ ซึ่งเชฟรับเชิญจะมาเผยเทคนิคพร้อมสาธิตการทำอาหารอย่างใกล้ชิด โดยในวันพฤหัสบดี ที่ 6 กันยายน กิจกรรมมาสเตอร์คลาสพิเศษโดยเชฟชาวญี่ปุ่น จะร่วมนำเสนอคู่กับสาเกระดับพรีเมี่ยมซึ่งจับคู่อย่างลงตัวโดยเชฟและซอมเมอลิเยร์ชื่อดัง เซจู ยาง (Seju Yang) จากห้องอาหาร S’accapau ประเทศญี่ปุ่น อีกด้วย

นอกจากนี้ ยังมีเซเลบริตี้เชฟอีกสองท่านที่จะร่วมรังสรรค์ประสบการณ์พิเศษสำหรับปีนี้ คือ พอล เอ ยัง (Paul A Young) ผู้เชี่ยวชาญและนักรังสรรค์ช็อกโกแลตจากสหราชอาณาจักร เจ้าของหนังสือ Adventures with Chocolate ซึ่งได้รับรางวัลตำราช็อกโกแลตที่ดีที่สุดในโลก (World’s Best Chocolate Book) จากเวที Gourmand Cookbook Awards ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส และยังเป็นเจ้าของรางวัลการันตีระดับนานาชาติมากมาย ซึ่งเขาได้จัดกิจกรรมช็อกโกแลตมาสเตอร์คลาส รวมถึงรังสรรค์ขนมหวานและช็อกโกแลตสำหรับชุดน้ำชายามบ่ายสุดพิเศษ และพบกับเชฟบ็อบบี้ ชิน (Bobby Chinn) ที่จะมอบความบันเทิงให้กับค่ำคืนสุดแสนพิเศษ “ดิอาจิโอ ไนท์ (Diageo Night)” โดยท่านจะได้เพลิดเพลินไปกับการแสดงดนตรีสดจากเชฟบ็อบบี้ ชิน และเพื่อน ในวันเสาร์ที่ 8 กันยายน กับบรรยากาศสบายๆของ อควา บาร์ ณ บริเวณปาริชาติ คอร์ท พิเศษสำหรับเทศกาลครั้งนี้เท่านั้น

เทศกาลอาหารและไวน์ เวิลด์ กูร์เมต์ เฟสติวัล ครั้งที่ 19 ประสานงานและควบคุมดูแลโดยโรงแรมอนันตรา สยาม กรุงเทพ โดยเอ็กเซ็คคิวทีฟเชฟญาณ แวน ได๊ค์ (Jan Van Dyk) ร่วมกับ เชฟซาโตชิ ซาวาดะ (Satoshi Sawada) จากห้องอาหารญี่ปุ่นชินทาโร่ เชฟนิโค เมทเทิน (Nico Merten) จากห้องอาหารเมดิสัน สเต๊กเฮ้าส์ เชฟแอนเดรีย บูโซน (Andrea Buson) จากห้องอาหารอิตาเลียนบิสก็อตติ และ เชฟวรินธร สัมฤทธิ์ผล จากห้องอาหารไทยสไปซ์ มาร์เก็ต

รายได้จากการจำหน่ายบัตรรับประทานอาหารมื้อค่ำ 600 บาทต่อ 1 ใบ และรายได้ทั้งหมดจากการประมูลของรางวัลจะนำไปร่วมบริจาคสมทบทุนกองทุนพระวรราชาทินัดดามาตุ เพื่อช่วยลดการติดเอดส์ สภากาชาดไทย ต่อไป

งานเทศกาลอาหารและไวน์ระดับโลกครั้งที่ 19 ได้รับการสนับสนุนอย่างดียิ่งจาก ซานเปลเลกรีโน – แกสโทรนอทส์ เอเชีย – ธนาคารซิตี้แบงก์ – เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย และ สายการบินเตอร์กิชแอร์ไลนส์ รวมทั้ง ผู้ให้การสนับสนุนสื่อโมษณาประชาสัมพันธ์อย่างเป็นทางการจาก นิตยสาร Bangkok 101 – นิตยสาร Prestige – นิตยสารเฮลโล และ นิตยสาร DestinAsian

สอบถามรายละเอียดและสำรองที่นั่งงานเทศกาลอาหารและไวน์ระดับโลกครั้งที่ 19 ณ โรงแรมอนันตรา สยาม กรุงเทพ
(ถนนราชดำริ – รถไฟฟ้า BTS สถานีราชดำริ) โทร. 0 2126 8866 ต่อ 1707 อีเมล: wgf.asia@anantara.com
ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ เว็บไซต์ www.WorldGourmetFestival.asia

 

ประวัติเชฟโดยย่อ

เชฟโฮเซ อวิลเลซ (José Avillez) จากห้องอาหาร Belcanto โปรตุเกส
เชฟโฮเซ อวิลเลซ เกิด ณ กรุงลิสบอน ประเทศโปรตุเกส ใกล้กับป่าสนในเมืองกัชไกช์ (Cascais) เขาเริ่มทำงานในด้านการครัวและก้าวสู่เส้นทางการเป็นเชฟครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 2001 ณ ห้องอาหาร Fortaleza do Guincho ซึ่งนั่นเป็นที่ที่ทำให้เขามั่นใจและมุ่งมั่นบนทางเดินเส้นนี้ เชฟโฮเซสั่งสมประสบการณ์และได้มีโอกาสร่วมงานกับหลากหลายเชฟชื่อดังระดับโลก อาทิ Alain Ducasse และ Éric Fréchon

เมื่อปี ค.ศ. 2006 เขาได้เข้าฝึกงานที่ elBulli กับเชฟชื่อดังอย่าง Ferran Adrià ซึ่งนับเป็นหนึ่งในจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของชีวิตเขา ต่อมาในปี ค.ศ. 2008 เขาได้เข้ารับตำแหน่งหัวหน้าเชฟ (Executive Chef) ณ ห้องอาหาร Tavares กรุงลิสบอน ซึ่งได้รับรางวัลมิชลินสตาร์ระดับ 1 ดาวในปีถัดมา ก่อนที่เขาจะเปิดห้องอาหาร Belcanto ของตัวเอง เมื่อปี ค.ศ. 2012 และได้รับรางวัลมิชลินสตาร์ระดับ 2 ดาว ยิ่งไปกว่านั้น เชฟโฮเซ ยังได้รับอีกหนึ่งรางวัลอันทรงเกียรติ คือตำแหน่งเชฟยอดเยี่ยมแห่งปี “Chef of the Year” จากนิตยสาร WINE ในปี ค.ศ. 2015 โดยปัจจุบันนี้ เขาเป็นเจ้าของห้องอาหารหลายแห่งในโปรตุเกสอีกด้วย

เชฟเบอร์นาร์ด บาค (Bernard Bach) จากห้องอาหาร Le Puits Saint-Jacques ฝรั่งเศส
เชฟเบอร์นาร์ด บาค เติบโตในครอบครัวธุรกิจร้านอาหารและคลุกคลีกับการเข้าครัวตั้งแต่วัยเยาว์ เขาเริ่มทำงานครั้งแรกเมื่ออายุเพียง 13 ปีโดยเริ่มจากการเป็นพนักงานเสิร์ฟในห้องอาหาร และเริ่มออกเดินทางเพื่อหาประสบการณ์ในประเทศฝรั่งเศส ซึ่งนำไปสู่การได้รับรางวัลมิชลินสตาร์เป็นครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 1997

เชฟเบอร์นาร์ดเดินทางกลับบ้านเกิด ในปี ค.ศ.1999 และตั้งรกรากกับครอบครัวในเมือง Pujaudran ใกล้กับ Toulouse ประเทศฝรั่งเศส เขาใช้เทคนิคการปรุงอาหารที่เรียบง่ายและเต็มไปด้วยจินตนาการ โดยใช้วัตถุดิบที่สอดคล้องตามฤดูกาลซึ่งมาจากเกษตรกรในท้องถิ่น ห้องอาหารของเขาได้รับรางวัลการันตีมิชลินสตาร์ระดับ 2 ดาว ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2008 จวบจนถึงปัจจุบัน

เชฟเรียวเฮ ฮิเอดะ (Ryohei Hieda) จากห้องอาหาร Shoun RyuGin ไต้หวัน
เชฟเรียวเฮ ฮิเอดะ เกิดที่จังหวัด Nagasaki ประเทศญี่ปุ่น และหลงใหลในการทำอาหารมาตั้งแต่วัยเด็ก เขาเริ่มต้นด้วยการฝึกงานเมื่ออายุ 19 ปี ที่ห้องอาหารชื่อดัง Nakagawa ย่าน Gion จังหวัดเกียวโต ที่ซึ่งเขาได้ฝึกปรือวิชาการทำอาหารตามแบบฉบับดั้งเดิมของญี่ปุ่น

ในปี ค.ศ. 2005 เชฟเรียวเฮเดินทางกลับสู่เกาะคิวชูและเข้าทำงานที่ร้านอาหาร Itaru อันมีชื่อเสียง และมุ่งมั่นศึกษาในเรื่องเครื่องปรุง เครื่องเทศ การทำและเทคนิคในการปรุงอาหารด้วยเกลือธรรมชาติ หลังจากนั้นในปี ค.ศ. 2008 เขาได้เข้าทำงานที่ร้านอาหาร Nihonryori RyuGin ซึ่งได้รางวัลมิชลินสตาร์ระดับ 3 ดาว และได้รับการฝึกฝนการทำอาหารจากเชฟ Seiji Yamamoto ก่อนจะย้ายไปทำงานที่ห้องอาหาร Benu และ Manresa ซึ่งได้มิชลินสตาร์ระดับ 3 ดาว ณ ซานฟรานซิสโก

เชฟเรียวเฮออกเดินทางอีกครั้งมุ่งหน้าสู่ไต้หวัน และทำงานที่ห้องอาหาร Shoun RyuGin โดยในปี ค.ศ. 2018 ห้องอาหารแห่งนี้ได้คว้ารางวัลมิชลินสตาร์ระดับ 2 ดาว จาก “มิชลิน ไกด์” กรุงไทเป ฉบับปฐมฤกษ์ และปัจจุบันยังได้รับการจัดอันดับให้เป็นห้องอาหารที่ดีที่สุดลำดับที่ 47 จากงานประกาศรางวัล Asia’s 50 Best Restaurants อีกด้วย

เชฟจอง โฮ คิม (Jeong Ho Kim) จากห้องอาหาร Jungsik ประเทศเกาหลีใต้
เชฟจอง โฮ คิม จบการศึกษาจากสถาบันศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์การทำอาหารแห่งประเทศเกาหลีใต้ “Korea Culinary Art & Science High School” ด้วยความมุ่งมั่นและตั้งใจที่จะเดินในเส้นทางการทำอาหาร เขาออกเดินทางท่องเที่ยวและมุ่งหน้าสู่สหรัฐอเมริกาเพื่อสั่งสมประสบการณ์ โดยเริ่มต้นทำงานที่โรงแรมไฮแอท รัฐเนวาดา และฝึกงานที่ห้องอาหาร MOTO ในชิคาโก ที่ซึ่งทำให้เขาหลงใหลในศิลปะการทำอาหารชั้นสูง หรือ Fine Dining

เชฟคิมเดินทางกลับสู่บ้านเกิดที่ประเทศเกาหลีใต้อีกครั้งในปี ค.ศ. 2009 และร่วมในทีมเปิดของห้องอาหาร Jungsik กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ และ กรุงนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ในฐานะหัวหน้าพ่อครัว (Executive Chef) รับผิดชอบในการพัฒนาเมนูของร้านและการบริหารในครัว โดยมีหลักในการทำอาหารคือ การคัดสรรวัตดุดิบที่มีคุณภาพและควบคุมมาตรฐานรสชาติอาหารให้สม่ำเสมอ

เชฟมาร์ติน ดาลซัซ (Martin Dalsass) จากห้องอาหาร Talvo by Dalsass สวิสเซอร์แลนด์
เชฟมาร์ติน ดาลซัซ เกิดที่ Deutschnofen ในเขตไทโรลใต้ สาธารณรัฐอิตาลี หลังจากสั่งสมประสบการณ์ทำอาหารมาหลายที่ในเมืองโบลซาโน่ เขาเริ่มออกเดินทางท่องเที่ยวเพื่อเก็บเกี่ยวความรู้เพิ่มเติมทั้งในกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศสและสวิสเซอร์แลนด์ และได้เข้าทำงานที่ Hotel Bellevue ในเมือง Gstaad สวิสเซอร์แลนด์ เมื่อปีค.ศ. 1980 เชฟมาร์ตินเริ่มต้นธุรกิจร้านอาหารของเขา Santabbondio ในปี ค.ศ. 1985 ในเมือง Sorengo ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับเมืองลูกาโน เมืองท่องเที่ยวทางตอนใต้ของประเทศสวิสเซอร์แลนด์ และได้รับรางวัลมิชลินสตาร์ระดับ 1 ดาว ในปี ค.ศ. 2001 นอกจากนี้ เชฟมาร์ตินยังได้รับรางวัลเชฟยอดเยี่ยมแห่งปี “Chef of the Year” จากนิตยสาร Gault & Millau อีกด้วย

ในปี ค.ศ. 2011 เชฟมาร์ตินและครอบครัวได้ย้ายมาอาศัยที่ St. Moritz และเข้าดำเนินกิจการห้องอาหาร Talvo ทำให้ห้องอาหารแห่งนี้ได้รับรางวัลมิชลินสตาร์ระดับ 1 ดาว เชฟมาร์ตินได้รับการขนานนามว่าเป็น “ราชาแห่งน้ำมันมะกอก หรือ Olive Oil Pope” ด้วยการใช้น้ำมันมะกอกในการปรุงอาหารแทนเนย

เชฟอเลสซานดรา เดล ฟาเวโร่ และ เชฟโอลิเวอร์ ปิราส (Alessandra del Favero and Oliver Piras) จากห้องอาหาร AGA Ristorante สาธารณรัฐอิตาลี
เชฟอเลสซานดรา เดล ฟาเวโร่ เกิดและเติบโตที่ Pieve di Cadore กรุงเวนิส และจบการศึกษาจากสถาบันการทำอาหารอิตาเลียน Alma

เชฟอเลสซานดราใช้ชีวิตและศึกษาด้านการทำอาหารที่เมือง Brusaporto ซึ่งเป็นหนึ่งในเมืองที่มีชื่อเสียงด้านอาหารอิตาเลียนแบบดั้งเดิม ณ ห้องอาหาร Da Vittorio โดยเชฟ Fratelli Cerea และทำงานร่วมกับเชฟ Norbert Niederkofler ณ ห้องอาหาร St. Hubertus โรงแรม Rosa Alpina ในเมือง San Cassiano สาธารณรัฐอิตาลี ก่อนที่เชฟอเลสซานดราจะเดินทางกลับบ้านเพื่อสานต่อธุรกิจโรงแรมและห้องอาหารของครอบครัวที่เมือง San Vito di Cadore โดยเธอได้เปิดห้องอาหาร AGA restaurant ร่วมกับ สามี เชฟโอลิเวอร์ ปิราส ซึ่งรู้จักกันเมื่อครั้งศึกษาอยู่ที่ Alma เชฟอเลสซานดร้าและเชฟโอลิเวอร์ได้ร่วมกันคิดค้นเมนูสำหรับห้องอาหารของพวกเขาโดยเลือกใช้วัตถุดิบท้องถิ่น และผักที่ปลูกจากสวนของพวกเขาเอง โดยในปี ค.ศ. 2016 ห้องอาหาร AGA restaurant ก็ได้รับรางวัลมิชลินสตาร์ระดับ 1 ดาว

เชฟสรีจิต โกพินาธัน (Srijith Gopinathan) จากห้องอาหาร TAJ Campton Place สหรัฐอเมริกา
เชฟสรีจิต โกพินาธัน เติบโตมากับครอบครัวที่รักในการทำอาหารและซึมซับอิทธิพลของเครื่องเทศจากดินแดนตอนใต้ของประเทศอินเดียมาตั้งแต่วัยเด็ก เชฟสรีจิตจึงถ่ายทอดความทรงจำในวัยเยาว์และรสชาติจากถิ่นเกิด ลงในเมนูของห้องอาหาร TAJ Campton Place ซานฟรานซิสโก สหรัฐอเมริกา ที่ซึ่งเขาดำรงตำแหน่งหัวหน้าพ่อครัว (Executive Chef)

หลังจากจบการศึกษาจากสถาบันการทำอาหารแห่งอเมริกา (Culinary Institute of America) เชฟสรีจิตได้ย้ายไปเก็บเกี่ยวประสบการณ์ที่ประเทศอังกฤษ โดยเขาได้ทำงานร่วมกับ เชฟ Raymond Blanc ที่ Belmond Le Manoir aux Quat’Saisons ห้องอาหารมิชลินสตาร์ระดับ 2 ดาว และที่ Taj Exotica ณ สาธารณรัฐมัลดีฟส์

จากประสบการณ์อันมากมายและรางวัลระดับมิชลินสตาร์ เชฟสรีจิตคืออีกหนึ่งเชฟที่มีบทบาทสำคัญในการนำเสนออาหารอินเดียสู่ระดับที่ดียิ่งขึ้นต่อไป

เชฟฮัน ลี กวง (Han Li Guang) จากห้องอาหาร Labyrinth สาธารณรัฐสิงคโปร์
เชฟฮัน ลี กวง อดีตนายธนาคารที่ผันตัวเข้าสู่การเป็นเชฟ ด้วยการทำตามความฝันและมีใจรักในการทำอาหาร เขาเดินทางท่องเที่ยวทั่วโลกเพื่อเรียนรู้และสั่งสมประสบการณ์กับหลากหลายห้องอาหารและเชฟชื่อดังอาทิ Mauro Colagreco, Tom Kerridge และ Roberto Galetti

ในปี ค.ศ. 2014 เชฟฮาน ได้เปิดห้องอาหาร Labyrinth โดยนำเสนอการทำอาหารแบบสมัยใหม่ที่ประยุกต์เข้ากับอาหารดั้งเดิมของสิงคโปร์ ห้องอาหาร Labyrinth ได้รับรางวัลการันตีมากมายอาทิสุดยอดห้องอาหารใหม่ “Best New Restaurant” จากนิตยสาร Wine & Dine และได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลห้องอาหารใหม่แห่งปี “New Restaurant of the Year” จากเวที World Gourmet Summit Awards of Excellence ประจำปี 2015 และล่าสุดได้รับรางวัลมิชลินสตาร์ระดับ 1 ดาวเมื่อปี ค.ศ. 2017 ที่ผ่านมา

เชฟจูเซ็ปเป้ เอียนนอตติ (Giuseppe Iannotti) จากห้องอาหาร Krèsios สาธารณรัฐอิตาลี
เชฟจูเซ็ปเป้ เอียนนอตติ เกิดที่แคว้นคัมปาเนีย ดินแดนตอนใต้ของสาธารณรัฐอิตาลี ในขณะทีกำลังจะจบการศึกษาในระดับชั้นปริญญาตรี เชฟจูเซ็ปเป้ตัดสินใจเดินทางตามความฝันที่มีมาตั้งแต่อายุ 6 ขวบและเดินหน้าเข้าสู่วงการการทำอาหารอย่างเต็มตัว ในปี ค.ศ. 2007 เขาเปิดห้องอาหาร Krèsios ในเมือง Castelvenere และได้เปิดร้าน Krèsios Bottega ซึ่งเป็นร้านขายวัตถุดิบในการทำอาหารแบบพรีเมี่ยมจากท้องถิ่น ในปี ค.ศ. 2011 เขาได้รวม 2 ธุรกิจนี้เพื่อเปิดในบริเวณฟาร์มของครอบครัวใกล้กับเมือง Telese เพียงปีถัดมา เชฟจูเซ็ปเป้ได้รับการโหวตให้เป็นสุดยอดเชฟหนุ่มรุ่นใหม่ “Best Young Chef” โดย Le Guide de L’Espresso

ปี ค.ศ. 2013 ถือเป็นปีทองของเชฟจูเซ็ปเป้ เขาได้เข้าร่วมในสมาคม Jeunes Restaurateurs d’Europe (JRE) และได้รับรางวัลชนะเลิศจากการแข่งขัน Sanpellegrino Cooking Cup ในปีเดียวกันนั้นยังได้รับรางวัลมิชลินสตาร์ระดับ 1 ดาวเป็นครั้งแรกอีกด้วย นอกจากนี้ เชฟจูเซ็ปเป้ยังได้รับเกียรติในการได้เข้าร่วมสมาคม Le Soste ในปี ค.ศ. 2017 ซึ่งเป็นหนึ่งในสมาคมของสุดยอดร้านอาหารอิตาเลียนในทวีปยุโรป

เชฟชินจิ อิชิดะ (Shinji Ishida) จากห้องอาหาร Nogizaka Shin ญี่ปุ่น
เชฟชินจิ อิชิดะ มีประสบการณ์ฝึกฝนและศึกษาการทำอาหารญี่ปุ่นแบบดั้งเดิมในหลากหลายห้องอาหารอันมีชื่อเสียงของประเทศญี่ปุ่น ในจังหวัดโทคุชิมะ

ในปี ค.ศ. 2011 เขาได้เข้าทำงานในร้านอาหารมิชลินสตาร์ระดับ 3 ดาว Ginza Koju ในตำแหน่ง Chef de Cuisine โดยหลังจากนั้น 2 ปี เขาได้ไปดูแลการเปิดร้าน Ginza Koju ณ กรุงปารีสซึ่งเป็นสาขาแห่งใหม่ในต่างประเทศ และได้รับรางวัลมิชลินสตาร์ระดับ 1 ดาว

ในเวลาต่อมาเขาเดินทางกลับมายังบ้านเกิดที่ประเทศญี่ปุ่นอีกครั้งในปี ค.ศ. 2015 เพื่อร่วมเปิดห้องอาหาร Nogizaka Shin โดยเพียง 6 เดือนหลังจากเปิดให้บริการ ห้องอาหารแห่งนี้ก็ได้รับรางวัลมิชลินสตาร์ระดับ 1 ดาว

เชฟชินยะ โอทสึชิฮาชิ (Shinya Otsuchihashi) จากห้องอาหาร CRAFTALE ญี่ปุ่น
เชฟชินยะ โอทสึชิฮาชิ ออกเดินทางเพื่อไปศึกษายังสถาบันการศึกษาด้านการอาหารแห่งเมืองลียง ประเทศฝรั่งเศส (The gastronomic centre of Lyon) เมื่ออายุ 19 ปี และได้เข้าทำงานในหลากหลายห้องอาหารชั้นนำ อาทิ The Georgian Club ห้องอาหารมิชลินสตาร์ระดับ 1 ดาว ณ กรุงโตเกียว, Le Chateau de Joel Robuchon ห้องอาหารมิชลินสตาร์ระดับ 3 ดาว ณ กรุงโตเกียว, Saturne ห้องอาหารมิชลินสตาร์ระดับ 1 ดาว ณ กรุงปารีส และ Restaurant Anis หนึ่งในห้องอาหารชื่อดังของกรุงโตเกียว

ในปี ค.ศ. 2015 เชฟชินยะได้เปิดห้องอาหาร CRAFTALE และได้รับรางวัลมิชลินสตาร์ระดับ 1 ดาวภายในเวลาเพียง 2 ปี โดยชื่อของห้องอาหารเกิดจากการผสมระหว่าง 2 คำในภาษาอังกฤษ คือ “Craft” ซึ่งมีความหมายว่า “งานศิลปะ” และ “Tale” ซึ่งมีความหมายว่า “การเล่าเรื่อง” หรือ “นิทาน” สื่อถึงความหมายในการบรรจงรังสรรค์และถ่ายทอดเรื่องราวจากจากเชฟถึงแขกที่มารับประทาน

เชฟลุยจิ ทาเกลียนติ (Luigi Taglienti) จากห้องอาหาร LUME สาธารณรัฐอิตาลี
เชฟลุยจิ ทาเกลียนติ เกิดในแคว้นลีกูเรีย ดินแดนทิศตะวันตกเฉียงเหนือของสาธารณรัฐอิตาลี และเริ่มต้นฝึกงานกับเชฟ Ezio Santin เชฟลุยจิได้มีโอกาสร่วมงานกับอีกหลากหลายเชฟชื่อดัง อาทิ Christian Willer, Christian Sinicropi และ Carlo Cracco เมื่อปี ค.ศ. 2007 เขาได้ร่วมงานกับ Giorgio Chiesa ที่ห้องอาหาร Ristorante delle Antiche Contrade โดยสองปีต่อมา เชฟลุยจิได้รับรางวัล สุดยอดเชฟหน้าใหม่แห่งปี “Young Chef of the Year” จากการจัดอันดับของ L’Espresso และยังได้รับรางวัลมิชลินสตาร์ระดับ 1 ดาวเป็นครั้งแรกของเขาอีกด้วย

เชฟลุยจิเดินทางไปยังมิลานเมื่อ ปี ค.ศ. 2012 และเข้าทำงานที่ห้องอาหาร Trussardi alla Scala ซึ่งได้รับรางวัล Three Forks จาก Gambero Rosso อันเป็นสัญลักษณ์แห่งคุณภาพมอบให้กับร้านอาหารที่ได้รับการประเมิณว่ามีรสชาติอร่อย มีไวน์ลิสต์ที่เหมาะสม และมีการบริการที่ดีเลิศ

ปี ค.ศ. 2016 เชฟลุยจิได้เปิดห้องอาหาร LUME โดยเพียงไม่กี่เดือนต่อมาห้องอาหารแห่งนี้ก็ได้รับรางวัลมิชลินสตาร์ระดับ 1 ดาว และรางวัลสุดยอดห้องอาหารเปิดใหม่ในทวีปยุโรป Best New Restaurant in Europe ประจำปี ค.ศ. 2017 จากการจัดอันดับของ Opinionated About Dining (OAD)

เชฟบ็อบบี้ ชิน (Bobby Chinn) เซเลบริตี้เชฟ
เซเลบริตี้เชฟบ็อบบี้ ชิน เป็นเชฟที่มีชื่อเสียงและมีผู้ติดตามในระดับนานาชาติ เขาเป็นเจ้าของห้องอาหารรวมไปถึงตำราทำอาหารอีกหลายเล่ม เชฟบ็อบบี้มีผลงานผ่านจอโทรทัศน์มากมาย อาทิ บทบาทการเป็นพิธีกรในรายการ Discovery TLC’s World Cafe series และเป็นหนึ่งในกรรมการตัดสินในรายการ Top Chef ตะวันออกกลาง ซึ่งฉายทางช่อง MBC เชฟบ็อบบี้เคยเปิดห้องอาหาร Restaurant Bobby Chinn ที่กรุงฮานอย และห้องอาหาร Bobby Chinn Saigon ที่นครโฮจิมินห์ โดยทั้งสองห้องอาหารนี้ได้รับรางวัลมากมาย ก่อนที่เขาจะย้ายไปที่กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร

ทั้งนี้ก้าวแรกในการเข้าสู่แวดวงการทำอาหารของเชฟบ็อบบี้เริ่มต้นที่โรงแรม Miyako ซานฟรานซิสโก โดยเขาได้ทำงานร่วมกับเชฟ Elka Gilmore และ Traci Des Jardins ผู้มีชื่อเสียง นอกจากนี้เขายังได้รับการแต่งตั้งให้เป็นทูตส่งเสริมการท่องเที่ยวของเวียดนามในยุโรปในปี ค.ศ. 2014 อีกด้วย

เซจูยาง (Seju Yang) ผู้เชี่ยวชาญด้านไวน์ (ซอมเมอลิเยร์)
เซจู ยาง เกิดที่เมืองโอซาก้า ประเทศญี่ปุ่น ก่อนที่จะย้ายไปกรุงนิวยอร์กเพื่อศึกษาในการบริการด้านไวน์หรือซอมเมอลิเยร์ (Sommelier) ด้วยทักษะและความเชี่ยวชาญของเซจู ยาง เขาได้เข้าทำงานในหลากหลายห้องอาหารอันมีชื่อเสียงทั้งในนครนิวยอร์กและกรุงโตเกียว รวมไปถึงห้องอาหาร Brushstroke ในนครนิวยอร์กและห้องอาหาร Nihonryori Ryugin ในกรุงโตเกียว ซึ่งได้รับรางวัลมิชลินสตาร์ระดับ 3 ดาว

ภายหลังเซจู ได้เข้าร่วมงานที่ห้องอาหาร S’accapau ในกรุงโตเกียว เขาได้คัดสรรค์และดูแลการบริการจับคู่สาเกและไวน์เข้ากับอาหาร โดยคัดเลือกเอาเฉพาะไวน์ธรรมชาติ หรือ Natural Wines และไวน์ระดับพรีเมี่ยมคัดสรรค์จากทั่วโลก เพื่อเสริมรสชาติอาหารให้ดียิ่งขึ้น ในปี ค.ศ. 2011 เซจู ยางได้รับการขนานนามให้เป็นซอมเมอลิเยร์ดีเด่นรุ่นใหม่ “Rising Star Sommelier” จากเว็บไซต์ StarChefs.com จัดขึ้นที่ ณ นครนิวยอร์ก นอกจากนี้ชื่อของเขายังถูกรวบรวมในการจัดอันดับของ “30 Under 30” โดย Zagat และได้รับการคัดเลือกให้เป็นหนึ่งใน 50 ของซอมเมอลิเยร์ที่ดีที่สุดในโลก หรือ “World’s 50 Best Sommeliers of the World” จัดขึ้นที่กรุงเมลเบิร์นประเทศออสเตรเลีย ในปี ค.ศ. 2017 อีกด้วย

พอล เอ ยัง (Paul A Young) ผู้เชี่ยวชาญและนักรังสรรค์ช็อกโกแลตและขนม (ช็อกโกแลตเทียร์)
พอล เอ ยัง ผู้เชี่ยวชาญและนักรังสรรค์ช็อกโกแลตและขนมหวาน (ช็อกโกแลตเทียร์) จากสหราชอาณาจักร เขาจบการศึกษาด้านการจัดการและการบริการจัดเลี้ยงสำหรับธุรกิจโรงแรมจาก New College Durham and Leeds Metropolitan University ก่อนจะย้ายไปอยู่ที่ลอนดอนและเข้าทำงานที่ Quo Vadis และ Criterion โดยได้ทำงานร่วมกับ Marco Pierre White เซเลบริตี้เชฟผู้มีชื่อเสียงโด่งดัง หลังจากนั้นเขาได้ร่วมทำธุรกิจร้านช็อกโกแลต ในกรุงลอนดอน ในปี ค.ศ. 2006 และได้รับการขนานนามว่าเป็นร้านช็อกโกแลตเปิดใหม่ที่ดีที่สุด “Best New Chocolate Shop” จาก Academy of Chocolate ก่อตั้งโดยผู้เชี่ยวชาญด้านช็อกโกแลตจากสหราชอาณาจักร และได้เปิดสาขาที่สองและสามในเวลาถัดมาไม่นาน

พอลเป็นหนึ่งในผู้ที่มีบทบาทด้านช็อกโกแลตในประเทศอังกฤษเป็นอย่างมาก นอกจากนี้เขายังได้รับรางวัลการันตีอีกมากมาย อาทิ รางวัลเหรียญทองด้านช็อกโกแลตและรางวัลพิเศษสำหรับช็อกโกแลตเทียร์ที่โดดเด่นที่สุด จาก งานประกาศรางวัล International Chocolate Awards นอกจากนี้พอลยังเป็นหนึ่งในคณะกรรมการตัดสิน Academy of Chocolate Awards อีกด้วย

 

 

 
ผณินทร ตั้งตรงจิตร (ดรีม)
Phanintorn Dream Tangtrongjit | Public Relations Executive

Anantara Siam Bangkok Hotel
155 Rajadamri Road, Pathumwan 10330 Bangkok, Thailand
T: +66 (0) 2126 8866 ext. 1517 | F: +66 (0) 2254 5391 l M: +66 (08) 9130 1209 | E: phanintorn_ta@anantara.com
anantara.com

 

 

 

Related contents:

You may also like...