นิทรรศการ “9 ศิลปะ 9 ศิลปิน เพื่อรัชกาลที่ 9″

DUKE Contemporary Art Space

PANYA

วันมหาวิปโยคที่ชาวไทยทั้งประเทศไม่คาดคิดและไม่นึกฝันอยากให้มาถึงคือวันที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9

เสด็จสวรรคต นำมาซึ่งความสูญเสียครั้งใหญ่ของประชาชนทุกหมู่เหล่า หลังจากสิ้นแผ่นดินรัชกาลที่ 9 ท่ามกลางความทุกข์โศก ผู้คนหลากหลายสาขาอาชีพที่มีหัวใจเดียวกันต่างใช้ความสามารถของตนแสดงออกถึงความจงรักภักดีที่มีต่อพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

ทั้งนักดนตรี นักเขียน นักกวี รวมถึง ‘ศิลปิน’ ที่สร้างสรรค์ผลงานศิลปะด้วยจิตน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ตลอดระยะเวลาครองราชย์ยาวนาน 70 ปี

ด้วยเหตุนี้ DUKE Contemporary Art Space ในฐานะพื้นที่สร้างสรรค์ที่รองรับศิลปะหลากหลายมิติได้จับมือกับ

ศิลปินชั้นนำ 9 ท่าน ได้แก่

 

ปัญญา วิจินธนสาร

วราวุธ ชูแสงทอง

ดินหิน รักพงษ์อโศก

สมศักดิ์ รักษ์สุวรรณ

ธวัชชัย สมคง

อลงกรณ์ หล่อวัฒนา

วุฒิกร คงคา

ธนฤทธิ์ ทิพย์วารี

กฤช งามสม

 

ร่วมกันจัดนิทรรศการศิลปะ “9 ศิลปะ 9 ศิลปิน เพื่อรัชกาลที่ 9″ เพื่อน้อมรำลึกถึงพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศร รามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามมินทราธิราช บรมนาถบพิตร กษัตริย์ผู้เป็นที่รักของปวงชนชาวไทย ผ่านการจัดแสดงพระบรมสาทิสลักษณ์โดยฝีมือของศิลปินทั้ง 9 ที่ได้สร้างสรรค์ผลงานขึ้นภายหลังวันเสด็จสวรรคต ณ วันที่ 13 ตุลาคม 2559 นอกจากนี้ยังมีพระบรมสาทิสลักษณ์ที่ศิลปินได้สร้างขึ้นจากความรักและความหวงแหนก่อนหน้าที่พระองค์ท่านจะเสด็จสวรรคต ซึ่งได้ถูกรวบรวมมาจัดแสดงในโอกาสนี้

โดยศาสตราจารย์ ดร.อภินันท์ โปษยานนท์ ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิดนิทรรศการ

ในวันพุธที่ 30 พฤศจิกายน 2559 เวลา 19.00 น. ณ DUKE Contemporary Art Space ชั้น 1 เกษรพลาซ่า ราชประสงค์

 

DUKE Contemporary Art Space พื้นที่สร้างสรรค์ใจกลางเมือง ย่านราชประสงค์ เกิดขึ้นภายใต้แนวคิด ‘จุดนัดพบ’ ของผู้ที่ชื่นชอบงานศิลป์

รองรับรสนิยมเหนือระดับท่ามกลางบรรยากาศของห้องจัดแสดงผลงานศิลปะขนาดใหญ่โดยความร่วมมือของนักธุรกิจทั้ง 5 ท่าน ได้แก่ อัฐวุฒิ ปภังกร อาณัติ มังกรหงษ์ ทศพล พิชญโยธิน ปิติพงศ์ เบญจรุ่งโรจน์ นพดล นฤตรรกกุล และธวัชชัย สมคง ผู้เป็นบรรณาธิการบริหารนิตยสาร FINE ART ที่คลุกคลีอยู่ในวงการศิลปะมาเป็นระยะเวลานานและเป็นผู้คัดสรรผลงานที่นำมาจัดแสดงด้วยตัวเองด้วยความเชื่อว่าศิลปะรับใช้สังคมในหลากหลายมิติ ทั้งนี้ได้ร่วมมือกับ Water Library ร้านอาหารชั้นนำที่ขึ้นชื่อเรื่องการสร้างสรรค์เมนูอาหารและการนำเข้าเครื่องดื่มหลากหลายแบรนด์ซึ่งมีมาตรฐานเป็นที่ยอมรับในระดับสากล DUKE Contemporary Art Space รองรับการจัดกิจกรรมหลายรูปแบบ อาทิ กิจกรรมทางศิลปะ งานเปิดตัวสินค้าระดับพรีเมียม การนำเสนองานดีไซน์ รวมไปถึงศิลปะการแสดงสด (live performance) และอีเว้นท์อื่นๆ ที่เปิดมิติใหม่ให้กับวงการศิลปะในประเทศไทย

 

ประวัติศิลปินในนิทรรศการ “9 ศิลปะ 9 ศิลปิน เพื่อรัชกาลที่ 9”

 

ปัญญา วิจินธนสาร

ศิลปินแห่งชาติ ประจำปี 2557 สาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) ผู้ใช้ความรู้ ความสามารถในการเผยแพร่และสืบสานงานศิลปะร่วมสมัยของไทยอย่างต่อเนื่องยาวนานทั้งในฐานะศิลปินและอาจารย์ อีกทั้งยังเป็นที่ปรึกษาด้านศิลปะให้หน่วยงานต่างๆ อาทิ ดำรงตำแหน่งกรรมการอำนวยการ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร และเป็นกรรมการตัดสินการประกวดศิลปกรรมระดับชาติมากมาย

ผลงานของปัญญา มักเป็นการนำเอาโครงร่างของจิตรกรรมไทยดั้งเดิมมาปรับเปลี่ยนใหม่ให้มีความร่วมสมัยโดยลดทอนรายละเอียดต่างๆ ลง หากแต่ผนวกเข้ากับแนวคิดที่เกี่ยวเนื่องกับเหตุการณ์ปัจจุบันที่ศิลปินมีประสบการณ์ร่วมทั้งในทางตรงและทางอ้อม ด้วยบุคลิกของผลงานอันพิเศษเฉพาะตัวนี้เองที่ส่งผลให้ศิลปินเป็นที่รู้จักทั้งในระดับประเทศและนานาชาติ ตัวอย่างผลงานชิ้นสำคัญได้แก่ ภาพจิตรกรรมฝาผนัง วัดพุทธปทีป ประเทศอังกฤษ ภาพจิตรกรรมฝาผนังติดตั้ง ณ สนามบินสุวรรณภูมิ และภาพจิตรกรรมที่ได้รับการนำไปติดตั้งที่ Fukuoka Asian Art Museum ประเทศญี่ปุ่น เป็นต้น

อย่างไรก็ดี ผลงานที่ถือว่าสำคัญที่สุดในชีวิตของศิลปินคือ การได้เป็นหนึ่งในศิลปินที่ร่วมวาดภาพประกอบหนังสือ “พระมหาชนก” พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ความทรงจำและความประทับใจที่ได้มีโอกาสถวายงานต่อพระองค์ท่าน ยังคงแจ่มแจ้งในห้วงคำนึงของศิลปิน จึงได้นำมาถ่ายทอดเป็นผลงานเพื่อถวายความอาลัยในนิทรรศการ “9 ศิลปะ 9 ศิลปิน เพื่อรัชกาลที่ 9” ครั้งนี้

 

วราวุธ ชูแสงทอง

หลังจบการศึกษาจากคณะจิตรกรรมประติมากรรมและภาพพิมพ์ จากมหาวิทยาลัยศิลปากร เมื่อปี พ.ศ. 2517 วราวุธยังคงมุ่งมั่นสร้างงานศิลปะอย่างต่อเนื่อง โดยมีรางวัลสำคัญมากมายที่ศิลปินได้รับตั้งแต่ช่วงเริ่มก่อร่างสร้างงาน อันเป็นเครื่องยืนยันได้ถึงฝีมือและคุณภาพที่จักพัฒนามากขึ้นเรื่อยๆ รางวัลสำคัญต่างๆ ได้แก่ รางวัลเหรียญทอง การประกวดจิตรกรรมบัวหลวง ครั้งที่ 7 พ.ศ. 2525 และรางวัลชนะเลิศ การประกวดศิลปกรรมร่วมสมัย ธนาคารกรุงไทย ครั้งที่ 5 และ 6 เป็นต้น

วราวุธ สร้างสรรค์งานในรูปแบบภาพเหมือนบุคคล (portrait) มาตั้งแต่เริ่มต้นจวบจนปัจจุบัน โดยศิลปินมิได้หวั่นไหวไปกับกระแสความนิยมศิลปะรูปแบบต่างๆ ที่ผันเปลี่ยนตามยุคสมัยและสภาพแวดล้อม ความน่าสนใจคือศิลปินได้เขียนพระบรมสาทิสลักษณ์ของพระมหากษัตริย์ไทยอย่างสม่ำเสมอ ไม่ว่าจะเป็นพระบรมสาทิสลักษณ์ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หรือพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ด้วยความศรัทธาและความภักดีอย่างแรงกล้าที่มีต่อพระมหากษัตริย์

“ทรงงาน” คือภาพเขียนสีน้ำมันบนผ้าใบที่วราวุธ นำมาร่วมแสดงในนิทรรศการ “9 ศิลปะ 9 ศิลปิน เพื่อรัชกาลที่ 9” ผลงานชิ้นสำคัญที่ศิลปินหวงแหนและเก็บรักษาไว้เป็นเวลาหลายปี มุมมองของศิลปินที่เปี่ยมไปด้วยความรู้สึกอันหลากหลายในฐานะประชาชนคนหนึ่งที่มีต่อพระมหากษัตริย์ ได้รับการถ่ายทอดไว้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์แบบในภาพเขียนที่กลายเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์อันสำคัญของประเทศไทย

 

ดินหิน รักพงษ์อโศก

ดินหิน จะกล่าวอยู่เสมอว่าเขาเขียนภาพเป็นงานอดิเรก และสอนหนังสือเป็นงานหลัก หากแต่ผลงานภาพเหมือนบุคคลจำนวนนับไม่ถ้วนที่เขาสร้างสรรค์ออกมาอย่างต่อเนื่อง คงสนับสนุนการเป็น ‘ศิลปิน’ ของเขาได้อย่างไร้ข้อกังขา การฝึกเขียนภาพเหมือนบุคคลมายาวนาน จากแบบที่เปลี่ยนไปมากหน้าหลายตาทำให้ผลงานของศิลปินแสดงตัวตนชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะงานรูปแบบวาดเส้น (drawing) ด้วยชาร์โคลที่เขาถนัด อาจกล่าวได้ว่า ภาพเหมือนบุคคลของดินหินมีชีวิตและเปี่ยมไปด้วยเอกลักษณ์ของทั้งต้นแบบและผู้วาดอย่างแท้จริง

ดินหิน เริ่มเขียนพระบรมสาทิสลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2554 ตอนนำผลงานแสดงร่วมกับกลุ่ม คลับหน้าพระลาน ครั้งแรก และยังคงเขียนต่อมาเรื่อยๆ ด้วยมีความฝันว่าหากพระองค์ได้ทรงทอดพระเนตร ก็อาจพอทุเลาจากอาการประชวรในเวลานั้นได้บ้าง ศิลปินเลือกแบบจากพระบรมฉายาลักษณ์ที่ตนชื่นชอบและมองเห็นได้ชัดเจนเป็นหลัก และยิ่งศิลปินได้รับรู้พระราชประวัติและพระราชกรณียกิจของพระองค์มากขึ้น การถ่ายทอดผ่านเส้นสายแต่ละเส้นก็ยิ่งมีพลังและมนต์ขลัง ศิลปินเน้นย้ำว่า การเขียนพระบรมสาทิสลักษณ์ของพระองค์ในแต่ละครั้ง เป็นไปเพื่อเผยแพร่คุณูปการของพระองค์ที่มีต่อพสกนิกรและประเทศชาติ ให้สาธารณชนได้รับรู้

 

สมศักดิ์ รักษ์สุวรรณ

หลังจากจบการศึกษาจากคณะจิตรกรรมประติมากรรมและภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร (2530) สมศักดิ์ รักษ์สุวรรณ จิตรกรเอกชาวตรังได้นำเอาศิลปะที่ได้เรียนรู้มาใช้ในการสะท้อนเรื่องราวต่างๆ และตั้งคำถามต่อประเด็นที่เกิดขึ้น ผลงานที่โดดเด่นของเขาเป็นภาพเขียนสีน้ำมันที่แฝงนัยยะทางสังคมและการแสดงออกทางความคิดที่ค่อนข้างชัดเจนต่อสถานการณ์ปัจจุบัน นอกจากจะเป็นศิลปินผู้วาดภาพงานศิลปะแล้ว สมศักดิ์ยังเป็นอาจารย์พิเศษและนายกสมาคมศิลปินทัศนศิลป์นานาชาติแห่งประเทศไทย ทำหน้าที่ขับเคลื่อนวงการศิลปะไทย นอกจากขับเคลื่อนวงการศิลปะไทยแล้ว สมศักดิ์ยังเดินหน้าทำงานศิลปะเพื่อตอบแทนสังคม อาทิ โครงการ EleART Fund Raising ที่จัดหาเงินทุนเพื่อช่วยเหลือช้างไทย เป็นต้น

“จะจารึกไว้กลางใจ ตราบนิรันดร์” คือชื่อผลงานชิ้นเอกของสมศักดิ์ที่สร้างสรรค์เพื่องานนิทรรศการ “9 ศิลปะ 9 ศิลปิน เพื่อรัชกาลที่ 9” ภาพวาดจากความทรงจำครั้งที่เห็นพระองค์ท่านทรงงานหนัก สมศักดิ์เลือกที่จะแสดงภาพที่สื่อถึงพระราชกรณียกิจต่างๆ เป็นการบอกเล่าถึงความเสียสละที่พระองค์มีต่อประเทศไทย เพื่อตอกย้ำให้ประชาชนชาวไทยมีความเพียรและความอุตสาหะต่องานที่ตนเองได้รับมอบหมายซึ่งในฐานะศิลปินอย่างเช่นเขาก็คือการสร้างสรรค์งานศิลปะนั่นเอง

 

ธวัชชัย สมคง

บทบาทและหน้าที่ของธวัชชัยในแวดวงศิลปะ ไม่ว่าจะเป็นผู้ก่อตั้งและบรรณาธิการบริหารนิตยสาร FINE ART ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2547 การเป็นภัณฑารักษ์งานนิทรรศการศิลปะระดับชาติและนานาชาติ อาทิ ภัณฑารักษ์ร่วมนิทรรศการศิลปะ รอยยิ้มสยาม “ศิลปะ ศรัทธา การเมือง ความรัก” (TRACES OF SIAMESE SMILE “ART+FAITH+POLITICS+LOVE”) ที่ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ในปี พ.ศ. 2551 และการดำรงตำแหน่งกรรมการบริหารหรือที่ปรึกษาหน่วยงานและองค์กรทางศิลปะต่างๆ เช่น หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2556 จนถึงปัจจุบันนั้น ไม่ใช่อุปสรรคในการสร้างสรรค์งานศิลปะในฐานะที่เขามีอีกหนึ่งบทบาทสำคัญ นั่นคือการเป็นศิลปิน

แม้แนวทางผลงานในช่วงต้นของธวัชชัย จะเป็นรูปแบบงานเชิงสัญลักษณ์ แต่หากย้อนกลับไปตอนก่อนเดินทางไปศึกษาที่คณะจิตรกรรม มหาวิทยาลัยวิศวภารติ ศานตินิเกตัน ประเทศอินเดีย ศิลปินเคยทำงานภาพเหมือนบุคคลซึ่งโดดเด่นเรื่องความประณีตละเอียดลออมาก่อน ราว ปี พ.ศ. 2557 ศิลปินนำทักษะดังกล่าวกลับมาสร้างสรรค์ผลงานอีกครั้งในนิทรรศการ Play ต่างกันที่เบื้องหลังภาพเต็มไปด้วยแนวคิดอันลึกซึ้งแยบยล จึงอาจกล่าวได้ว่า ผลงานของธวัชชัยตั้งแต่นั้นจวบจนปัจจุบัน ไม่ใช่การแสดงภาพเหมือน แต่เป็นการสื่อความคิดผ่านตัวกลางดังกล่าว รวมทั้งสัญลักษณ์ต่างๆ ที่เปรียบเสมือนลายเซ็นเฉพาะของศิลปิน

‘เราจะครองแผ่นดินโดยธรรมเพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม’ พระปฐมบรมราชโองการของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ที่ศิลปินนำมาใช้เป็นชื่อภาพที่จัดแสดงในนิทรรศการ “9 ศิลปะ 9 ศิลปิน เพื่อรัชกาลที่ 9” เป็นการถ่ายทอดพระราชปณิธานของพระองค์ที่มีต่อพสกนิกรและประเทศชาติ โดยศิลปินไม่ลืมที่จะนำแบบฉบับเฉพาะตนอันได้แก่เส้นสายคดเคี้ยวมาใช้ ซึ่งในที่นี้อาจเปรียบได้ดั่งพระสุรเสียงที่ยังคงดังกึกก้องอยู่ในใจประชาชนมิรู้ลืม

 

อลงกรณ์ หล่อวัฒนา

การสร้างสรรค์งานจิตรกรรมไทยประเพณีนับว่าเป็นรากฐานสำคัญของ อลงกรณ์ หล่อวัฒนา ศิลปินชาวน่านที่บ่มเพาะความรักและความศรัทธาในงานพุทธศิลป์เมื่อครั้งเยาว์วัยกระทั่งเข้าศึกษาที่คณะจิตรกรรมประติมากรรมและภาพพิมพ์ ในระดับปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยศิลปากร ในระหว่างนั้นเขาได้รับเลือกให้เป็นหนึ่งในศิลปินที่ได้ไปเขียนภาพจิตรกรรมฝาผนังที่วัดพุทธปทีป กรุงลอนดอน ร่วมกับศิลปินรุ่นพี่อย่าง เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ และปัญญา วิจินธนสาร

ด้วยการสร้างสรรค์งานศิลปะไทยอย่างต่อเนื่อง อลงกรณ์ได้พัฒนาผลงานให้มีความชัดเจนจนกลายมาเป็นแนวทางเฉพาะตัวที่เรียกว่า ‘ศิลปะแนวจิตวิญญาณเชิงสัญลักษณ์’ ส่วนหนึ่งได้รับอิทธิพลมาจากการไปศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยวิศวภารตี ศานตินิเกตัน ประเทศอินเดีย จุดเด่นของการใช้สีเพื่อแทนความหมายและเนื้อหาที่เกี่ยวโยงกับหลักธรรมของพุทธศาสนาคือสาระสำคัญในผลงานส่วนใหญ่ของอลงกรณ์ สำหรับ ‘ภูมิพล พลังแห่งแผ่นดิน’ ศิลปินสร้างผลงานชิ้นนี้ขึ้นภายหลังการเสด็จสวรรคตของรัชกาลที่ 9 โดยก่อนหน้านี้อลงกรณ์เคยสร้างสรรค์ผลงานพระบรมสาทิสลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เนื่องในโอกาสต่างๆ นับแต่ปี พ.ศ. 2556 เป็นต้นมา

 

วุฒิกร คงคา

วุฒิกร คงคา จบการศึกษาจากคณะจิตรกรรมประติมากรรมและภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ได้รับรางวัลจากเวทีต่างๆ มากมาย อาทิ รางวัลเกียรตินิยมอันดับ 3 เหรียญทองแดง ประเภทจิตรกรรม ศิลปกรรมแห่งชาติ ครั้งที่ 38 รางวัลเกียรตินิยมอันดับ 2 เหรียญเงิน ประเภทจิตรกรรมศิลปกรรมแห่งชาติ ครั้งที่ 43 และ รางวัลทุนเกียรติยศ ศิลป์ พีระศรี เป็นต้น

หลังจากจบการศึกษาในระดับปริญญาตรีวุฒิกรเข้าทำงานที่บริษัทโฆษณาแห่งหนึ่งหากแต่เมื่อได้ทดลองทำงานกลับพบว่าไม่ใช่เส้นทางที่ตนชอบจึงเลือกกลับไปเรียนในระดับปริญญาโทที่คณะจิตรกรรมฯ มหาวิทยาลัยศิลปากร เมื่อสำเร็จการศึกษาเข้าเป็นอาจารย์ประจำภาควิชาศิลปกรรม คณะสถาปัตยกรรม สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า เจ้าคุณทหารลาดกระบัง นอกจากจะเป็นอาจารย์แล้ววุฒิกรยังสร้างสรรค์ผลงานศิลปะออกมาอย่างต่อเนื่อง ภาพวาดสีอะคริลิกของเขาเป็นเรื่องเกี่ยวกับความฝันในลักษณะจิตวิเคราะห์ อันเต็มไปด้วยประสบการณ์ส่วนตัว และอารมณ์ความรู้สึกในเชิงกวีนิพนธ์ ภาพที่ออกมาให้อารมณ์และความรู้สึกเหมือนอยู่ในห้วงของความฝัน

ผลงาน “มหาราชัน” คือผลงานชิ้นใหม่ที่สร้างสรรค์ขึ้นเพื่อเป็นการน้อมรำลึกถึงพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก “ภาพที่ทุกบ้านต้องมี” ศิลปินนำมาสร้างสรรค์ใหม่โดยคงเอกลักษณ์ของภาพและใส่ความเป็นตัวตนของศิลปินลงไปผ่านลายเส้นและโทนสีที่ให้ความรู้สึกเหมือนฝัน เสมือนพระองค์ยังคงอยู่ในใจของเราตลอดไป

ธนฤทธิ์ ทิพย์วารี

ธนฤทธิ์ ทิพย์วารี ศิลปินจากรั้วมหาลัยศิลปากร หลังจบการศึกษาจากคณะจิตรกรรมประติมากรรมและภาพพิมพ์ ก็เริ่มต้นเส้นทางสายศิลปะด้วยการกวาดรางวัลจากเวทีประกวดต่างๆ มากมาย อาทิ รางวัลเกียรตินิยมอันดับ 3 เหรียญทองแดง ประเภทจิตรกรรม ศิลปกรรมแห่งชาติ ครั้งที่ 46 และ 50 ประกาศนียบัตร ศิลปกรรมยอดเยี่ยมแห่งประเทศไทย บริษัทฟิลลิป มอร์ริส และ รางวัลดีเด่น ศิลปกรรมร่วมสมัย พานาโซนิค

เป็นต้น

ผลงานส่วนใหญ่ของธนฤทธิ์คือการวาดภาพเหมือนบุคคล (Portrait) มีผลงานจัดแสดงทั้งในประเทศและต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง นอกจากสร้างสรรค์งานศิลปะแล้ว ธนฤทธิ์ยังได้ถ่ายทอดประสบการณ์และทักษะของตนเองในฐานะอาจารย์ที่คณะจิตรกรรมประติมากรรมและภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร แม้จะเขียนภาพเหมือนบุคคลมามากมายแต่ทว่าภาพพระบรมสาทิศลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชกลับไม่ค่อยได้พบเห็นผ่านฝีมือของธนฤทธิ์เท่าไหร่นัก ผลงาน “The King Rama 9” คือพระบรมสาทิศลักษณ์ที่สร้างขึ้นหลังจากได้รับทราบข่าวการสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ความเศร้าโศกเสียใจถูกนำมาเป็นพลังในการสร้างสรรค์ผลงาน ภาพชายหนุ่มในทีวีที่ศิลปินเฝ้าถามพ่อกับแม่ว่าเขาคือใคร ณ ตอนนี้ได้มาอยู่บนผืนผ้าใบผ่านฝีแปรงของเขาได้อย่างสมบูรณ์แบบ

 

กฤช งามสม

ศิลปะสื่อผสมจัดวางประกอบกลไกอิเล็กทรอนิกส์ที่มีลูกเล่นทั้งการขยับได้และเปล่งแสง คือจุดเด่นในงานศิลปะที่สร้างสรรค์ขึ้นโดย กฤช งามสม ศิลปินร่วมสมัยที่นำเอาความรู้เชิงเทคนิคมาผสมผสานเข้ากับงานศิลปะ ด้วยความที่วัยเด็กมีแรงบันดาลใจและความฝันอยากเป็นนักประดิษฐ์ ปัจจุบัน (2559) กฤช ดำรงตำแหน่งอาจารย์ประจำหลักสูตรประติมากรรม ภาควิชาศิลปกรรม คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง

นิทรรศการ Already Mades (2554) จัดแสดงผลงานแนวแอ็พโพรพริเอชันอาร์ต สร้างชื่อให้ กฤช งามสม เป็นที่รู้จักในวงกว้าง ที่ผ่านมาศิลปินเคยมีนิทรรศการเดี่ยวมาแล้ว 4 ครั้ง นอกจากนี้ยังเป็นหนึ่งในศิลปินที่ได้รับการคัดเลือกไปจัดแสดงผลงานในนิทรรศการ THAILAND EYE (ไทยเนตร) ณ Saatchi Gallery กรุงลอนดอน และยังเคยร่วมแสดงงานครั้งสำคัญที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ได้แก่ นิทรรศการ รอยยิ้มสยาม: ศิลปะ+ศรัทธา+การเมือง+ความรัก (2551) นิทรรศการ ฝันถึงสันติภาพ (2553) และ นิทรรศการ ไทยเท่ จากท้องถิ่นสู่อินเตอร์ (2555) เป็นต้น

สำหรับผลงานเทคนิค light art ในครั้งนี้ กฤชมีแนวคิดในการใช้แสงเป็นสัญลักษณ์สื่อถึงความดีงามของรัชกาลที่ 9 ที่ทรงมอบให้ประชาชนได้ระลึกถึงเสมอ ผลงานชิ้นนี้มีความพิเศษตรงที่เป็นงานศิลปะชิ้นแรกที่กฤชสร้างขึ้นหลังจากที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ เสด็จสวรรคต โดยก่อนหน้านี้กฤชเคยสร้างสรรค์ผลงานอันเกี่ยวเนื่องกับโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ โดยร่วมงานกับสำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จังหวัดปทุมธานี

 

Related contents:

You may also like...