กิติชัย เตชะงามเลิศ ออมจากน้อยเป็นร้อยล้าน

kitichai

ความมั่นคงทางการเงิน คือรากฐานของความมั่นคงในชีวิต แม้หลายคนจะบอกว่า เงินซื้อความสุขที่แท้จริงไม่ได้ แต่ที่แน่ๆคือ ชีวิตที่ขาดเงินหรือเงินไม่พอใช้ ย่อมจะหาความสุขได้ยาก ในยุคที่รอบตัวเราเต็มไปด้วยสิ่งล่อตาล่อใจยั่วกิเลสให้จับจ่าย วิถีการใช้ชีวิตอย่างประหยัด การออม ดูแล้วเป็นเรื่องยาก การหาความรู้เกี่ยวกับการบริหารการเงินส่วนบุคคลอย่างมีประสิทธิภาพจึงเป็นสิ่งสำคัญ ที่ทำให้เราสามารถวางแผนการออมและการลงทุนให้ประสบความสำเร็จได้ง่ายขึ้น

นับว่าเป็นโชคดีที่ในยุคนี้ มีกูรูด้านการเงินและการลงทุนหลายคน ได้แบ่งปันความรู้ออกมาเป็นหนังสือน่าอ่าน ช่วยสร้างแรงกระตุ้นให้คนรุ่นใหม่ใส่ใจเรื่องการออมและการลงทุนกันมากขึ้น และหนึ่งในหนังสือน่าอ่านที่ได้รับความนิยมอย่างสูงข้ามปี ก็คือผลงานเขียนของ ‘กิติชัย เตชะงามเลิศ’ นักลงทุนอิสระ  ผู้เขียน ‘ออมจากน้อยเป็นร้อยล้าน’ หนังสือ How to ขายดี ที่ให้ทั้งความรู้และแรงบันดาลใจในการออมและพื้นฐานแนวคิดด้านการลงทุน เพื่อสร้างความมั่นคงทางการเงินส่วนบุคคล ด้วยประสบการณ์ในชีวิตจริงและมุมมองของผู้เขียน ที่สามารถสร้างเนื้อสร้างตัวขึ้นมาจากเงินทุนเริ่มต้นก้อนเล็กๆจนกลายมาเป็นนักลงทุนที่มีพอร์ตหลักร้อยล้านได้ในระยะเวลาไม่นาน ผ่านการบอกเล่าด้วยภาษาที่เข้าใจง่ายและเป็นกันเองกับผู้อ่าน

 

HiclassSociety: ในยุคที่เงินหายากแต่ใช้ง่าย ทำอย่างไร คนทำงานยุคนี้จึงจะเริ่มต้นมีเงินเก็บได้

กิติชัย : เริ่มต้นต้องเปลี่ยน mindset ของคนก่อน สังคมในปัจจุบันนี้ คุณเห็นโฆษณาทุกสิ่งอย่างยั่วยุที่จะเอาเงินจากกระเป๋าคุณ บางทีคุณไม่มีเงินยังใช้เงินผ่อนอีก กระทั่งเดี๋ยวนี้ซื้อปลาทูญี่ปุ่นเงินผ่อนก็มีแล้ว ซื้อเครื่องสำอางเงินผ่อนก็มี ลาแมร์ขายเงินผ่อนแล้ว ผมรู้สึกว่ามันตลกมาก ว่าคนอยากจะสวยมากขนาดนั้นเชียวเหรอ ทั้งๆที่ไม่มีเงินยังอุตส่าห์ซื้อมาใช้ หรือจะไปเที่ยวญี่ปุ่นโดยที่ตัวเองไม่มีเงินคุณก็จะไปเที่ยวก่อน หรือไปทำบัตรเครดิตเพื่อที่จะไปเอาเงินในอนาคตมาใช้ก่อน พวกคุณไม่รู้เหรอว่าตัวดอกเบี้ยที่เค้าคิดคุณประมาณกี่เปอร์เซ็นต์ ยิ่งบัตรเครดิตหรือสินเชื่อส่วนบุคคล จะคิดดอกเบี้ยประมาณ 20%

วอร์เรน บัฟเฟ็ต ที่เป็นนักลงทุนชื่อก้องโลก เค้าสามารถสร้างผลตอบแทนแค่ 20% ต่อปีเท่านั้นเอง แต่คุณไปเอาเงินในอนาคตมาใช้ โดยที่ต้นทุนของเงินคุณแพงพอๆกับเศรษฐีของโลกที่เค้าหาผลตอบแทนของเค้าได้ต่อปี แสดงว่าเริ่มต้นคุณคิดผิดแล้ว คุณต้องเปลี่ยน mindset ของคุณ ว่ารายได้เข้ามาคุณต้องกันไว้ออมก่อนที่เหลือไว้ใช้ เพราะถ้าคุณไม่กันไว้ออมก่อนด้วยโฆษณาปัจจุบันนี้มันดึงเงินจากกระเป๋าคุณไปแน่นอน คุณจะไม่มีเงินเก็บเหลือเลย

คุณต้องกันเงินออมไว้ก่อนเสมอ แล้วที่เหลือคุณค่อยใช้ เพื่อให้มีเงินออมแน่นอนในแต่ละเดือน คนที่กำลังจะรวยคือคนที่ใช้จ่ายต่ำกว่าฐานะของตัวเอง แต่คนที่กำลังจะจนคือคนที่ใช้จ่ายเกินฐานะของตัวเอง

สังคมในปัจจุบัน ผมมองว่าคนหลายคนยังติดอยู่ที่หน้าตา แบรนด์เนม ผมสังเกตทุกคนจะต้องถือสมาร์ทโฟน ราคาแพง ผมไปร้านกาแฟก็เห็นเด็กนักศึกษา นักเรียน นั่งสตาร์บัคส์อะไรพวกนี้ คุณเชื่อไหมว่าตั้งแต่สตาร์บัคส์เข้ามาที่เมืองไทย ผมไม่เคยเสียเงินซื้อกินเองเลยแม้แต่ครั้งเดียว

ผมคิดว่ากาแฟถ้วยละ 100 กว่าบาท กินข้าวแกงได้ตั้ง 3 จาน ถ้าคุณไปอเมริกากาแฟสตาร์บัคส์ถ้วยนึง ร้อยบาทในขณะที่ค่าข้าว 300-400 บาท กาแฟถูกกว่าข้าวไม่เป็นไร แต่มาเมืองไทยกาแฟแพงกว่าข้าว มันไม่ make sense ผมเลยแอนตี้ ผมไม่กิน ถ้าคนอื่นซื้อมาเผื่อเราเรากิน แต่ถ้าให้ผมไปควักตังค์ซื้อผมไม่ซื้อ

ไมค์ ไทสัน ที่เป็นนักมวยชื่อดังของอเมริกา ชกทีมีรายได้เป็นร้อยๆล้านบาท จนมีเงินเป็นพันๆล้าน ในที่สุดก็ล้มละลายเพราะเค้าใช้เงินเกินฐานะของตัวเอง ให้คุณมีเงินรวยล้นฟ้า แต่ถ้าใช้จ่ายเกินฐานะของตัวเอง ในที่สุดคุณก็จนได้

คุณต้องเปลี่ยนความคิดโดย หนึ่ง-มีรายได้กันไว้ออมก่อน สอง-ใช้จ่ายต่ำกว่าฐานะของตัวเองเสมอ อย่างผมเองมีเงินขนาดนี้ แต่ผมนั่งรถไฟฟ้าแล้วก็เดินมานะ การที่เราใช้จ่ายต่ำกว่าฐานเงินของตัวเอง มันจะทำให้เราเพิ่มความมั่งคั่งให้กับตัวเองได้เร็วขึ้นอีก สองข้อนี้ถ้าคุณทำได้ คุณมีโอกาสรวย แล้วคุณค่อยๆมาเรียนรู้ว่าเงินที่คุณออมได้คุณจะเอามาใช้อะไรบ้าง

สำหรับคนที่เพิ่งจบมาเงินเดือน 15,000-20,000 ผมแยกเป็น 2 กรณี กรณีคนที่อยู่ที่บ้าน กับคนที่แยกมาอยู่ คนที่อยู่ที่บ้านคุณสามารถใช้จ่ายเดือนละ 5,000 บาทเองด้วยซ้ำ เพราะถ้าอยากรวยคุณต้องทำ มื้อเช้าคุณทานข้าวที่บ้าน ผมเชื่อว่าคุณแม่อยากทำให้เค้ากินอยู่แล้ว เสียค่ารถไปทำงานเดือนนึง 22 วันเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นค่ารถผมให้ไม่เกินเดือนละ 1,500 ให้นั่ง BTS รถไฟใต้ดินหรือรถเมล์ ไม่ใช่นั่งแท็กซี่  เค้าก็จะเสียค่าอาหารกลางวันแค่มื้อเดียว พอเลิกงานปุ๊บรีบกลับมากินข้าวเย็นที่บ้านคุณแม่ดีใจใหญ่ ลูกไม่เถลไถล คุณแม่ดีใจทำกับข้าวให้กิน ตัวคุณเองก็ประหยัด เพราะฉะนั้นคุณจะเสียแค่อาหารมื้อละ 50 บาท เดือนนึงเสีย 1,100 บาท บวกค่ารถ 1,500 บาท เป็น 2,600 ผมให้ค่าโทรศัพท์มือถือเดือนละ 200 บางคนบอกไม่พอหรอก ผมรายได้ขนาดนี้ ผมใช้ค่ามือถือเดือนละ 399 แค่นั้นเองนะ ลองเปรียบเทียบดูสิ คุณทำงานมีรายรับแค่เดือนละ 15,000 คุณจะมีธุรกิจคุยโทรศัพท์เยอะขนาดนั้นเลยเหรอ คุณจะมีค่าใช้จ่ายส่วนตัวเดือนละ 2,000 กว่าบาท หมายถึงว่าคุณก็อาจจะซื้อเสื้อผ้า แต่คุณคงไม่ซื้อเสื้อผ้าทุกเดือนอยู่แล้ว คุณก็กินของที่บ้าน ใช้ยาสระผมของที่บ้านหมดคุณก็ไม่เสียอะไรแล้ว

ถ้าคุณไม่เรื่องมาก ทำอย่างที่ผมบอก คุณก็จะมีเงินออมเดือนละ 9,000 กว่าบาท ก็เกินที่คุณต้องการอยู่แล้ว สมมติคนเงินเดือน 20,000 เค้าย้ายไปอยู่ข้างนอก เค้าต้องเสียค่ากิน 3 มื้อ สมมติมื้อละ 150 เดือนนึง 4,500 ค่าเช่าห้องเดือนละ 3,000 เป็น 7,500  ค่าใช้จ่ายส่วนตัวให้เดือนละ 2,000 ก็เป็น 9,000 กว่าบาท ค่าน้ำไฟโทรศัพท์เบ็ดเสร็จไม่เกิน 12,000 บาทที่เค้าจะใช้ เพราะฉะนั้นเค้าจะมีเหลือ 3,000 กว่าบาท ในหนังสือผมทำตารางแล้วว่า คุณรายได้เท่านี้คุณใช้จ่ายอะไรได้บ้าง

เพราะฉะนั้นถ้าใครทำตามหนังสือผม เค้าจะมีโอกาสมีเงินออมเดือนละ 8,000 กว่าบาทซึ่งจะไปเข้าโปรแกรมผมได้ถ้าคุณมีเงินออมปีละ 100,000 เพราะเดือนละ 8,000 ปีนึงก็ 96,000 แล้ว ขาดอีก 4,000 บาท ก็ตกเดือนละ 300 เอง กระเหม็ดกระแหม่เพิ่มอีกนิดนึงก็ได้อีก 300 บาท ครบปีนึงก็ได้แสน ผ่านไป 5 ปี คุณก็ได้เป็นเศรษฐีเงินล้านแล้ว

 

HiclassSociety: คุณมีมุมมองอย่างไรกับนักธุรกิจหรือนักลงทุนรุ่นใหม่บางคน ที่สามารถรวยอย่างก้าวกระโดดได้ตั้งแต่อายุยังน้อย มีพอร์ตหลักพันล้าน ซื้อรถซูเปอร์คาร์อวดกันเป็นว่าเล่น

กิติชัย : อย่างรายนั้นเค้าเป็นเรื่องของการทำกิจการ ไม่ใช่ว่าทุกคนจะได้โชคดีขนาดนั้น ผมคิดว่าเป็นหนึ่งในล้านมากกว่า หรือหนึ่งในสิบล้านก็ได้ที่จะโชคดีได้ขนาดนั้น แต่โดยเฉลี่ยแล้วจากหนังสือที่ผมบอก ‘ออมจากน้อยเป็นร้อยล้าน’ ถ้าคุณทำตามหนังสือว่าคุณเงินเดือน 15,000 หรือ 20,000 ถ้าคุณใช้จ่ายอย่างประหยัด คุณสามารถจะออมได้ถึงเดือนละประมาณ 8,000 บาท นั่นหมายถึงปีละแสน แล้วคุณเอาเงินออมไปลงทุน

ผมยกตัวอย่างเอาดัชนีตลาดหลักทรัพย์เป็นบรรทัดฐาน เมื่อย้อนหลังไปปี 2541 ดัชนีตลาดหลักทรัพย์อยู่ที่ 204. พอมาปีที่แล้ว 2556 ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ขึ้นมาอีก 1,650. เพราะฉะนั้นจาก 204. ไป 1,650. ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ขึ้นมา ถ้าคิดเป็นผลตอบแทนแบบทบต้น 15.29% ผมคำนวณแล้ว ในเวลา 14 ปี 8 เดือน ถ้า 15.29% คือผลตอบแทนจากดัชนีตลาดหลักทรัพย์ที่ขึ้นมา แล้วบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ทุกปีเค้ามีการจ่ายงินปันผลโดยเฉลี่ยจ่ายประมาณ 3-4% ต่อปี เพราะฉะนั้น ถ้าเอา 3% มาบวกกับ 15.29% เป็นดัชนีตลาดหลักทรัพย์ขึ้นมา ก็จะเป็น 18.29% ต่อปี ซึ่งผมถือว่าเป็นผลตอบแทนจากการลงทุนในตลาดหุ้น เพราะว่าตัวดัชนีตลาดหลักทรัพย์เป็นตัวแทน เป็นตัวค่าเฉลี่ย บางบริษัทถ้าลงทุนถูกตัวอาจจะได้มากกว่านี้ ลงทุนผิดตัวก็อาจจะได้น้อยกว่านี้ แต่ถ้าคุณลงทุนเฉลี่ยตามดัชนีตลาด คุณก็ได้เท่านี้

ตามที่เรียนวิชาสถิติมาเค้าบอกว่า ยิ่งระยะเวลาการทำสถิติยิ่งนานความน่าเชื่อถือของตัวเลขก็ยิ่งมากขึ้น เพราะฉะนั้น 14 ปี 8 เดือน ก็ถือว่าเป็นระยะเวลายาวนานที่จะใช้เป็นตัวแทนของผลตอบแทนในตลาดหุ้น

นั่นหมายความว่าถ้าออมเดือนละ 8,000 กว่าบาท ครบปีจะได้ราวแสนนึง สมมุติลงทุนปีละแสนได้ผลตอบแทน 18.29% ต่อปี ประมาณ5-6 ปีก็จะเป็นเงินล้านแล้ว อย่าลืมนะว่าทุกปีๆ เรามีการขึ้นเงินเดือนอยู่แล้ว นอกจากเราห่วยแตก แต่คงไม่มี ถ้าเราสามารถจะควบคุมค่าใช้จ่ายอยู่เหมือนเดิมภายใน 5 ปีแรก การออมจะได้มากขึ้น นั่นหมายความว่ามันจะได้ความมั่งคั่งที่เป็นเงินล้าน อาจจะไม่ต้องรอ 5-6 ปี อาจจะเหลือซัก 4 ปีกว่า 5 ปีก็ได้ ถูกไหม เพราะฉะนั้นแค่5 ปีเท่านั้นเอง คุณก็เป็นเศรษฐีเงินล้านแล้ว ไม่ยากเลย

IMG_9432

HiclassSociety: ในหนังสือของคุณพูดถึงผลตอบแทนจากการการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์โดยอิงดัชนีที่เพิ่มขึ้นในระยะยาว คุณมีทัศนะอย่างไรต่อการลงทุนในหุ้น

กิติชัย: ผมมองว่า…

1.หุ้นเป็นอะไรที่เราสามารถจะไปร่วมแชร์ความมั่งคั่งของธุรกิจ การที่มีหุ้น ทำให้คนทั่วไปที่มีเงินเล็กน้อยสามารถที่จะไปซื้อซักร้อยหุ้นก็เป็นหุ้นส่วนของธุรกิจนั้นได้ อย่างน้อยก็เป็นการกระจายความเสี่ยง บางคนทั้งเนื้อทั้งตัวมีเงินแสนเดียว ถ้าเผื่อจะทำธุรกิจอะไรบางอย่างอาจจะใช้เงินหลายหมื่นบาท ถ้าธุรกิจนั้นล้มไป หมายถึงถ้าสินทรัพย์ทั้งหมดที่เค้ามีเกือบจะหมดไปแล้ว ในขณะที่ถ้าเค้าซื้อหุ้น อาจจะซื้อหลายหุ้นของหลายๆอุตสาหกรรม เค้าจะได้กระจายความเสี่ยง บางทีอุตสาหกรรมนี้ไม่ดีแต่บางอุตสาหกรรมนั้นอาจจะดี อย่างนี้เป็นต้น

2. การที่มีหุ้นเป็นข้อดีคือพวกบริษัทต่างๆที่สามารถจะระดมทุน โดยการมาขายหุ้นไอพีโอให้กับประชาชนทั่วไป สามารถที่จะมาจองมาซื้อหุ้นพวกนี้ เพื่อจะเป็นหนึ่งผู้ถือหุ้นที่เป็นบริษัทที่น่าจะมีอนาคต เพราะบริษัทพวกนี้กว่าจะเข้ามาจดทะเบียนในบริษัทหลักทรัพย์อะไรก็ตามต้องผ่านการคัดกรองจากบริษัทหลักทรัพย์แล้วว่า เป็นบริษัทที่มีคุณภาพและมีอนาคต จึงเป็นข้อดีทั้งตัวบริษัทเอง ก็สามารถจะระดมทุนจากประชาชนทั่วไปได้ เป็นข้อดีสำหรับประชาชนที่สามารถจะเป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจที่อาจจะสร้างความมั่งคั่งให้กับเค้าในภายภาคหน้า เมื่อเวลาผ่านไปถ้ากิจการดีขึ้น ตัวราคาหุ้นมันก็จะตอบสนองไปในทำนองเดียวกันก็คือราคาหุ้นมันจะสูงขึ้น เค้าก็จะได้ผลตอบแทนในการลงทุนไปด้วย

 

HiclassSociety: คุณมีมุมมองอย่างไรกับการปั่นหุ้น หรือการชี้นำราคาหุ้นบางตัว ไปในทิศทางที่เอื้อประโยชน์ให้กับบางคนบางกลุ่มอย่างไม่เป็นธรรม

กิติชัย: หุ้นพวกนี้มันจะเกิดขึ้นจากการที่บางครั้งมีการสร้างราคาจากตัวผู้ถือหุ้นใหญ่เอง หรืออาจจะเป็นนักลงทุนรายใหญ่ที่มาสร้างราคาแล้วก็ออกข่าวเพื่อสนับสนุนราคาที่สร้างขึ้นไป เสร็จแล้วถึงเวลาก็อาจจะเป็นจริงบ้าง ไม่จริงบ้างก็แล้วแต่ ก็มีทั้งข่าวจริงก็มีหรือบางครั้งเป็นข่าวลวงก็มี ในที่สุดก็จะสร้างความเสียหายแก่นักลงทุนรายย่อย เป็นสิ่งที่ไม่ดี เพราะเป็นผลร้ายในตลาดหุ้น พอนักลงทุนรายย่อยเสียหายก็จะรู้สึกเข็ดหลาบตลาดหุ้น จะสาปส่งตลาดหุ้นแล้วก็จะเอาไปพูดกับญาติพี่น้องเพื่อนฝูง เอาไปพูดกับคนทั่วไปว่าตลาดหุ้นเป็นแหล่งการพนัน เพราะตัวเองเสียหายจากการลงทุน โดยที่จริงๆแล้วเพราะตัวเองไม่ศึกษาข้อมูลให้ดี อาศัยข้อมูลลวง โดยที่ตัวเองไม่ได้วิเคราะห์อย่างถ่องแท้ ก็จะทำให้ผิดหวังจากการลงทุนได้ อาจทำให้คนรู้สึกว่า ตลาดหุ้นเป็นเหมือนแหล่งการพนัน เหมือนเป็นอะไรที่ไม่โปร่งใส ถ้าเราสามารถที่จะกำจัดพวกหุ้นปั่นได้ ก็จะทำให้ตลาดหลักทรัพย์เป็นสิ่งที่น่าสนใจ ทำให้คนไม่กลัวที่จะเข้ามาลงทุนในตลาดหลักทรัพย์

 

HiclassSociety: สำหรับนักลงทุนมือใหม่ ควรจะตรงไปที่เปิดพอร์ทลงทุนในหุ้นเอง หรือควรจะไปให้กองทุนช่วยบริหารเพราะเขาผู้เชี่ยวชาญมากกว่าเรา มองว่าควรจะให้น้ำหนักส่วนไหนมากกว่ากัน

กิติชัย: ถ้าคุณเป็นคนที่มีความรู้ ความเข้าใจ กล้าเลือกการลงทุนในตลาดหุ้น แล้วคุณสามารถวิเคราะห์หุ้นได้ด้วยตามปัจจัยพื้นฐานค่อนข้างดี คุณดูงบการเงินเป็น แล้วคุณมีเวลาที่จะติดตามข่าวสารเกี่ยวกับบริษัทจดทะเบียนต่างๆได้ ผมแนะนำว่าคุณอาจจะลงทุนโดยตรงก็ได้ เพราะว่ามีนักลงทุนหลายท่านที่ลงทุนโดยตรงแล้วได้ผลตอบแทนที่ดีกว่าผู้บริหารกองทุนที่เป็นมืออาชีพบริหารด้วยซ้ำไป

แต่ถ้าคุณมีงานประจำ ผมว่าคุณเอาเวลาไปทุ่มเทกับหน้าที่การงานดีกว่า เพื่อที่จะทำให้หน้าที่การงานคุณก้าวหน้า คุณได้เลื่อนตำแหน่งฐานเงินเดือนสูงขึ้น พอคุณมีรายได้จากเงินเดือน คุณกันส่วนหนึ่งมาเป็นเงินออมเพื่อจะเอาไปลงทุนในกองทุน ซึ่งปัจจุบันมันก็มีกองทุนให้เราเลือกหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นกองทุนตราสารหนี้ กองทุนตราสารทุน กองทุนอสังหาริมทรัพย์ กองทุนสินคาโภคภัณฑ์ กองทุนทองคำ กองทุนที่ไปลงทุนในหุ้นต่างประเทศ หรือกองทุนที่ไปลงทุนในอสังหาต่างประเทศ กองทุนที่ลงทุนในอินฟาร์สตรัคเจอร์ฟัน ฯลฯ มันมีเต็มไปหมด มีสินทรัพย์หลากหลายให้คุณเลือก เพียงแต่คุณทำการบ้านหน่อยว่าคุณจะเลือกลงทุนในกองทุนอะไรบ้างที่เหมาะกับช่วงวัยของคุณ

คนเราในแต่ละช่วงวัยสินทรัพย์ที่ลงทุนควรจะมีสัดส่วนที่แตกต่างกัน คนที่อายุน้อยสามารถรับความเสี่ยงได้ดีกว่าคนที่อายุมาก สมมุติคนเพิ่งจบมา อายุ 22 ทำงาน เค้ามีเวลาทำงานอีก 38 ปี เพราะฉะนั้นเค้าลงทุนเสี่ยงหน่อยก็ได้ เพราะถ้าเค้าผิดพลาดเค้าสามารถเริ่มใหม่ได้ สมมติคนทำงานไป 20 กว่าปีแล้ว อายุ 50 กว่า คนกลุ่มนี้จะลงทุนในอะไรที่มีความเสี่ยงไม่ได้ เพราะถ้าผิดพลาดไปเค้ามีเวลาแก้ตัวไม่กี่ปี เพราะไม่กี่ปีเค้าก็จะเกษียณแล้ว คนกลุ่มนี้ก็จะต้องลงทุนอย่างระมัดระวังมากหน่อย สัดส่วนจากสินทรัพย์ที่ลงทุน

หนังสือที่ผมเขียน ‘ออมจากน้อยเป็นร้อยล้าน’ ผมทำสัดส่วนไว้ว่า คนที่อายุ 25-30 30-40 40-50 50-60 แล้ว 60 ขึ้นไป คุณควรจะลงทุนในสินทรัพย์อะไรบ้างและสัดส่วนเป็นอย่างไร ในหนังสือผมเขียนไว้อยู่ ผมคิดว่าถ้าลงทุนตามสัดส่วนที่ผมเขียนไว้ก็เป็นการ Maximize return ของคุณได้ดีที่สุด ในความเสี่ยงที่คุณพอรับได้ แต่กระนั้นก็ตามถึงคนจะอยู่ในช่วงวัยเดียวกัน แต่ละคนก็มีนิสัยไม่เหมือนกัน สัดส่วนที่จะลงทุนก็อาจมีการเปลี่ยนแปลงไปบ้างจากเดิมที่ผมกำหนดไว้ แต่ไม่ควรจะเปลี่ยนไปเยอะ เพราะผมคิดว่าสัดส่วนที่ผมเขียนไว้นั้นก็ค่อนข้างเป็นสัดส่วนที่เฉลี่ยสำหรับคนทั่วไปแล้ว

HiclassSociety: กำลังมีกระแสความเชื่อในหมู่คนยุคใหม่ว่า การทำงานประจำไม่มีวันรวย ควรลาออกมาทำอะไรของตัวเอง หรือออกมาเป็นนักลงทุนเต็มตัว จึงจะรวยได้ คุณมีทัศนะอย่างไรต่อแนวคิดนี้

กิติชัย: ผมคิดว่ามันไม่ใช่ว่าปุ๊ปปั๊ปมา คุณเรียนจบทำงานแล้ว อยากมีชีวิตแบบผมได้ทันที กว่าผมจะมาถึงจุดนี้ได้ ผมฝ่าฟันอะไรมาเยอะแยะ คุณอาจเป็นเหมือนผมได้ คุณอาจต้องใช้เวลาเท่าผม หรืออาจจะมากกว่าผม เพราะความสามารถของแต่ละคนไม่เท่ากัน หรือคุณอาจจะใช้เวลาน้อยกว่าผมก็ได้ มันอยู่ที่ความสามารถและก็ความเหมาะเจาะกับสถานการณ์ โชค หลายสิ่งหลายอย่างเป็นปัจจัยประกอบ

ผมมั่นใจว่า คุณควรจะทำงานประจำไปก่อนซัก 10 ปี เพราะถ้าคุณอายุ 22 ทำงานไป 5-6 ปีแล้วอยากเป็นนักลงทุนอิสระ คุณคิดว่าคุณมีความชัวร์มากพอที่จะเป็นอย่างนี้ แล้วคุณมั่นใจแล้วเหรอว่าสิ่งที่คุณทำมันสามารถจะเลี้ยงคุณได้ไปถึงวันสุดท้ายของคุณ

ผมแนะนำว่า คุณน่าจะตั้งใจทำงานไป แล้วมี mindset เรื่องของการออม นำเงินออมไปลงทุนในสินทรัพย์ที่ถูกต้อง ในสัดส่วนที่ดี คุณก็จะได้ผลตอบแทนที่ดี ในขณะเดียวกัน การเติบโตของหน้าที่การงานคุณก็ไปเรื่อยๆ ถ้าคุณเอาใจใส่งานความก้าวหน้าของคุณก็จะดีขึ้น เงินเดือนของคุณก็จะสูงขึ้น พอเงินเดือนดีขึ้นคุณออมมากขึ้น ความมั่งคั่งก็ไปเร็วขึ้น พอมาถึงจุดนึงคุณก็เห็นช่องทางที่จะไปทำธุรกิจ คุณก็เอาเงินออมตรงนี้มาสร้างธุรกิจคุณได้ ถ้าคุณมีความสามารถ กิจการคุณใหญ่โตขึ้น คุณเอาเข้าตลาดหลักทรัพย์ แทนที่คุณจะเป็นนักลงทุน คุณก็เป็นเจ้าของบริษัท ในที่สุดคุณจะรวยกว่าหัวหน้าคุณด้วยซ้ำ

 

HiclassSociety: ในขณะที่คนทั่วไปมองว่าคุณประสบความสำเร็จแล้ว คุณมองตัวเองอย่างไร อะไรที่ทำให้คุณมีวันนี้

กิติชัย: ผมคิดว่าความขยันหมั่นเพียร เป็นแรงกำลังใจจากคุณพ่อคุณแม่ที่เสียไปแล้ว ช่วยส่งเสริมผมในทุกช่องทางที่ท่านจะทำได้ โดยที่เราไม่รู้ตัว เพราะหลายสิ่งหลายอย่างเหมือนบังเอิญ และเราก็ได้มา บางครั้งก็ด้วยความสามารถของเรา บางครั้งก็ความขยันหมั่นเพียรของเรา หลายสิ่งหลายอย่างที่มีอยู่ ณ ปัจจุบันนี้ก็มาจากหลายๆองค์ประกอบที่ช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกัน

ผมประสบความสำเร็จถึงจุดที่ผมรู้สึกว่าพอใจในตัวเองระดับหนึ่ง และผมว่ามีหลายๆคนที่ประสบความสำเร็จมากกว่าผมด้วยซ้ำไป แต่ความสามารถของผมที่มีอยู่ตอนนี้ สิ่งที่ผมได้อยู่ในขณะนี้ ก็แฮปปี้กับสิ่งที่ผมเป็นอยู่แล้ว และคิดว่าผมเป็นคนที่โชคดีเมื่อเทียบกับคนไทยหลายๆคน แต่กว่าที่ผมจะมาได้ถึงจุดนี้ ถ้าคุณไปเห็นตอนผมเด็กๆ คุณจะเห็นว่าผมลำบากลำบนมากกว่าคนอื่นเป็นหลายเท่า โลกนี้ไม่มีอะไรได้มาง่ายๆหรอก ถ้าคุณไม่ขยัน ถ้าคุณไม่ลงมือ พระเจ้ามีอยู่ พระเจ้าจะช่วยเหลือคนที่ช่วยตัวเอง สำหรับคนที่ไม่ได้ช่วยตัวเอง พระเจ้าอาจไม่ช่วยก็ได้

 

HiclassSociety: เป้าหมายความสำเร็จลำดับต่อไปของคุณคืออะไร

กิติชัย: ผมอยากจะมีความมั่งคั่งมากกว่านี้ ผมอยากจะตั้งมูลนิธิ

ปัจจุบันคนไทยเราส่วนใหญ่มีความรู้ค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับของคนชาติอื่นๆ ถ้าไปเทียบกับคนสิงค์โปร์นี่ถือว่าค่าเฉลี่ยของคนไทยเราต่ำกว่าคนสิงค์โปร์มาก ทำยังไงให้คนไทยเราโดยเฉลี่ยมีการศึกษา อย่างน้อยให้คนไทยในท้องถิ่นทุรกันดารเข้าถึงการศึกษามากเท่าคนกรุงเทพฯได้

สิ่งที่ผมจะทำได้คือผมจะตั้งมูลนิธิเพื่อจัดหาหนังสือ และสื่อการเรียนการสอน เช่น พวกคอมพิวเตอร์ไปให้โรงเรียนที่อยู่นอกเขต ในถิ่นทุรกันการ ให้เค้าจัดเซ็ทอัพห้องหนังสือ และห้องสมุด แล้วเราก็เอาหนังสือไปให้ เอาคอมพิวเตอร์ไปให้ แล้วผมคิดว่าถ้ามีเงินมากพอก็จะจ่ายค่าอินเตอร์เน็ตให้เค้าด้วย เป็นโครงการอีกนานซัก 10-20 ปีข้างหน้าที่ผมจะทำ ถึงตอนนั้นอินเตอร์เน็ตอาจจะมีแบบกระจายไป 90 กว่าเปอร์เซ็นต์ของประเทศแล้ว ถึงตอนนั้นผมก็มีหน้าที่แค่เอาหนังสือ เอาคอมพิวเตอร์ไปให้ แล้วก็จ่ายค่าอินเตอร์เน็ตให้เค้า เด็กไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็สามารถที่จะศึกษาหาความรู้ได้

จริงๆอยากได้พูดว่ามีวิธีทำง่ายมากเลย ที่จะทำให้เด็กอีกเจเนอร์เรชั่นต่อไปมีการศึกษาได้เท่ากันหมด ผมคิดว่าเราน่าจะจัดเป็นเรียลลิตี้โชว์แล้วก็ดึงเอาอาจารย์ในทุกวิชามาแข่งกันตั้งรางวัลสูงๆเลย คนชนะเลิศได้รางวัล 5,000,000 หรือ 10,000,000 ไปเลย เอาอาจารย์มาแข่งในแต่ละวิชา และมีการโหวตจากนักเรียนที่ดูจากทีวีและจากคณะกรรมการ ในที่สุดเราจะได้ The Best ในแต่ละวิชา แล้วเอา The Best มาสอนแล้วก็อัดใส่ DVD รัฐมนตรีศึกษาสั่งเครื่องเล่น DVD เดี๋ยวนี้เครื่องละพันกว่าบาท ไม่ถึงพันด้วยซ้ำ ส่งไปทุกโรงเรียน โรงเรียนในทุกเทศบาลที่มีไฟฟ้าเข้าถึง พออัดแผ่นหมดแล้วก็เอาแผ่นนั้นกระจายไปทุกโรงเรียน แล้วให้ครูประจำชั้นประจำวิชามีหน้าที่เป็นผู้ช่วยสอนก็ยังดี เด็กทุกคนก็จะได้เรียนจากครูคนเดียวกันเลย แต่เป็นครูที่เก่งที่สุดในประเทศไทย เด็กที่อยู่ในถิ่นทุรกันดารก็เช่นกัน ผมเชื่อว่าเจนเนอร์เรชั่นต่อไปเด็กพวกนี้ก็จะเริ่มไม่แพ้เด็กกรุงเทพฯแล้ว และในที่สุดเราก็สามารถที่จะสู้กับชาติอื่นๆ ได้

IMG_9432-3 

 

HiclassSociety: คุณมองว่า รัฐบาลที่มาจากรัฐประหารมีผลต่อตลาดทุนอย่างไร

กิติชัย: พอเกิดการรัฐประหารขึ้นมา บ้านเมืองสงบขึ้น ก็เป็นสิ่งที่ดี ผมเชื่อว่าไม่มีใครชอบให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมืองเพราะทำให้ทำธุรกิจก็ลำบาก ค้าขายก็ยาก คนต่างชาติก็ไม่มาเที่ยว มีการประท้วงเย้วๆบนถนน เดี๋ยวมีเผามีบอมม์ใครจะกล้ามาเที่ยว เมื่อมีความสงบขึ้นก็ทำให้การค้าก็ไปได้ ธุรกิจก็เดินต่อได้ ต่างชาติก็กลับมาเที่ยว ทำให้เศรษฐกิจมันเริ่มดีขึ้น

ตอนนี้มันก็เริ่มเห็นดีขึ้นบ้างเมื่อเทียบกับตอนที่มีปัญหา แต่ถ้าเทียบกับภาวะปกติ ก็ถือว่ายังไม่ดีเท่าที่ควร แต่อย่างน้อยเมื่อบ้านเราไม่มีการประท้วงแล้ว ก็น่าจะทำให้นักท่องเที่ยวกล้ามาเที่ยวมากขึ้น มันคงดีขึ้นแต่ยังไม่เข้าสู่ภาวะปกติซะทีเดียว

พูดถึงโครงการรถคันแรก ที่ทำให้ไปดึงดีมานด์ในอนาคตในปีสองปีข้างหน้ามาใช้ก่อน ทำให้ตัวอุตสาหกรรมรถยนต์เดือดร้อน จริงๆนโยบายรถคันแรกต้องจำไว้เป็นบทเรียนเลยว่า ทีหลังอย่าทำอย่างนี้ เพราะกระทั่งคนที่อยู่ในอุตสาหกรรมรถยนต์ทุกคนก็ไม่แฮปปี้ พอมาเจอเหตุการณ์อย่างนี้ ถ้าผมเป็นซัพพลายเออร์ที่ทำชิ้นส่วนอะไหล่รถยนต์ ตอนช่วงที่มีโครงการรถคันแรก โอ้โหขายดีมาก ผมก็ขยายกิจการเต็มที่เลย ไปสั่งเครื่องจักรมาเพื่อที่จะผลิตอะไหล่เพื่อจะส่งให้บริษัทรถยนต์ ผู้ประกอบรถยนต์ พอขยายกำลังการผลิตจากเดิมผลิตได้เดือนละแสนชิ้น ผมไปสั่งเพิ่มเป็นเดือนละสองแสนชิ้น แล้วจู่ๆปีสองปีถัดมายอดขายตกฮวบไปอย่างที่เห็น ผมทำไงล่ะ ทำเพิ่มมาสองเท่า แต่ยอดขายหดลงไปกว่าปกติยิ่งกว่าตอนที่ไม่เพิ่มด้วยซ้ำไป ส่วนค่าที่ส่วนเกินก็ลำบากแล้ว จ้างคนแล้วทำยังไง ในส่วนที่จ้างคนเพิ่มขึ้นมา ไปปลดเค้าก็ลำบาก พวกนี้ก็เป็นบทเรียน

นโยบายประชานิยมบางอย่าง จะทำยังไงก็ต้องคิดดีหน่อย หรือนโยบายราคาข้าว จำนำข้าว ในที่สุดก็มีความเสียหายตั้งกี่แสนล้าน ผมคิดว่าควรร่างกฎหมายเลยว่านโยบายประชานิยม ต่อไปต้องไม่มี ถ้ามีปุ๊ป เกิดความเสียหายปุ๊ป คนร่างนโยบายหรือตัวรัฐบาลที่ร่างนโยบายนี้ขึ้นมาต้องรับผิดชอบ ถึงแม้จะออกมาแล้วก็ต้องรับผิดชอบ

 

HiclassSociety: มุมมองต่อ AEC นักลงทุนจะได้ประโยชน์อย่างไรบ้าง

กิติชัย:  AEC ผมคิดว่าเป็นผลบวกกับประเทศไทย ต่อตัวผมเองอาจจะดีในส่วนอสังหาริมทรัพย์ เพราะผมเก็งกำไรพวกคอนโดด้วย คิดว่า AEC ที่จะมีขึ้น อาจจะมีการทำให้ EXPAT ที่มาจากประเทศกลุ่มอาเซียนเข้ามาหางานทำในประเทศไทยมากขึ้น ซึ่งกลุ่มคนเหล่านี้บางส่วนอาจจะต้องการคอนโดที่อยู่ใกล้รถไฟฟ้าซึ่งเป็นอสังหาริมทรัพย์ที่ผมลงทุนไว้ ผมมีโอกาสที่จะให้เช่า หรือขายต่อ แต่น่าจะปล่อยเช่ามากกว่า ได้มากขึ้น ได้ง่ายขึ้น มันจะมีดีมานด์จากกลุ่มพวกนี้มากขึ้น หรือกระทั่งจะทำให้ตัวบริษัท International Firm ทั้งหลายก็จะมองอาเซียนเป็นกลุ่มประเทศๆนึงไปเลย ซึ่งเป็นกลุ่มประเทศที่ใหญ่มาก มีพลเมืองของอาเซียนเป็นอันดับที่ 3 ของโลก รองจากจีนและอินเดียนั่นเอง แล้วตัวรายได้ต่อหัวของคนในอาเซียน เฉลี่ยแล้วอาจจะแพ้จีนหน่อยนึง แต่ก็ยังดีกว่าอินเดีย ถือเป็นกลุ่มประเทศที่มีกลุ่มประชากรเยอะเป็นอันดับ 3 มีค่า GDP ต่อหัวปานกลาง

ประเทศไทยถ้าเรามาดูที่แผนที่เราเหมือนไข่แดง ซ้ายมือมีพม่า ขวามือเป็นลาว กัมพูชา เวียดนาม ใต้ก็เป็นมาเลเซีย เราก็เหมือนเราอยู่กลาง ด้วยชัยภูมิของเรามันเหมาะที่จะตั้งบริษัทขึ้นมา บริษัทที่จะเอาไว้ติดต่อในกลุ่มประเทศอาเซียน มันอยู่ที่ว่านโยบายของรัฐบาลชุดนี้จะมีอะไรเพื่อจะดึงดูดให้พวก International Firm แบบนี้มาตั้งฐานที่เมืองไทย เพราะปัจจุบันนี้มาเลเซียกับสิงค์โปร์เค้าก็แยกกันอยู่แล้วเพื่อจะดึงบริษัทใหญ่ๆพวกนี้ให้มาตั้งที่ประเทศของตัวเอง อยู่ที่ว่าเราจะต้องมีอะไรที่จะส่งเสริม อย่างเช่นลดภาษี ไม่คิดภาษีกี่ปีก็ว่าไป แล้วไปเปรียบเทียบที่มาเล สิงค์โปร์ว่าเค้าให้อะไรเราก็ให้เค้ามากกว่าหน่อยนึง หลายประเทศเค้าอยากมาอยู่ที่เมืองไทยมากกว่า เพราะมาเลเซียเป็นประเทศมุสลิม แล้วมันก็มีกฎเกณฑ์อะไรที่ฝรั่งจะไม่ค่อยชอบ กระทั่งญี่ปุ่นเอง ถ้าเลือกเค้าก้มาอยู่เมืองไทยเพราะเค้าชอบเมืองไทยอยู่แล้ว สิงค์โปร์ค่าใช้จ่ายก็แพง ค่าเช่าออฟฟิศก็แพง ค่ากินอยู่แพงหมด เพราะฉะนั้นเค้ามาตั้งเมืองไทยน่าจะเวิร์คกว่า

 

HiclassSociety: ด้วยความเชื่อว่า AEC อาจจะทำให้เกิดดีมานด์มากขึ้นในส่วนของอสังหาริมทรัพย์ ทำให้เกิดการซื้อเพื่อเก็งกำไร คุณมองว่า จะเป็นที่มาของฟองสบู่อสังหาครั้งต่อไปไหม

กิติชัย:  ปัจจุบันนี้โครงการคอนโดที่อยู่ติดใกล้รถไฟฟ้า ผมเชื่อเลยว่าประมาณครึ่งนึงของคนที่จองเป็นนักเก็งกำไร ไม่มีทางเป็นไปได้ว่าคุณจะขายหมดภายในสามสี่วัน ถ้าเป็นคนที่จะซื้อไว้อยู่เอง คนที่จะอยู่เอง กระบวนการที่จะตัดสินใจซื้อมันยาว ใช้เวลามากกว่าพวกที่เก็งกำไรเยอะ คุณขายหมดได้ภายในสามสี่วัน Assumption ผมก็คือคนที่จองกับคุณไม่ต่ำกว่าครึ่งเป็นนักเก็งกำไร ในฐานะดีเวลลอปเปอร์ก็ทำต่อไป เพราะเค้าอยากปิดการขายได้เร็วที่สุด

ถ้าเป็นดีเวลลอปเปอร์ เค้าก็แฮปปี้อยู่แล้ว พูดถึงนักเก็งกำไร ทำไงได้ทุกคนก็อยากรวย จากช่วงที่ผ่านมาเห็นราคาคอนโดที่เก็งกำไรก็ขึ้นมาเรื่อยๆ มันอยู่ที่ตัวหน่วยงานของรัฐเองว่าจะดูแลเพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ฟองสบู่ได้อย่างไร รัฐต้องพิจารณาหาช่องทางแก้ปัญหาตรงนี้ให้มันเดินไปได้ โดยที่ไม่เกิดฟองสบู่ ถ้าตึงเกินไปมันจำทำให้เกิดการฝืดเคืองของเศรษฐกิจนี้ บริษัทอสังหาริมทรัพย์ก็เป็นบริษัทที่สร้างรายได้กับคนเยอะ เพราะมันเกี่ยวข้องกับบริษัทวัสดุก่อสร้าง แรงงาน มันเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ของหน่วยงานรัฐที่จะทำยังไงให้มันสมูทได้โดยที่ฟองสบู่ไม่แตก

 

HiclassSociety: คนสมัยนี้ทุกคนใจร้อนอยากรวยเร็ว สำหรับคนที่อยากพ้นความจน อยากสัมผัสความรวยบ้าง ในฐานะกูรูเรื่องการออมเรื่องลงทุน มีคำแนะนำอะไรดีๆที่จะทำให้หยุดจนได้เร็วแล้วก็รวยเร็วได้บ้าง

กิติชัย:  สามข้อเลยครับ

1.สร้าง mindset เรื่องการออมให้ถูกต้อง

2.ใช้จ่ายให้ต่ำกว่าฐานะของตัวเอง

3.เรียนรู้ว่าเงินออมของคุณไปลงทุนอะไรได้บ้าง

ถ้าคุณสามารถมีสามอย่างนี้คุณรวยแน่

 

HiclassSociety: แล้วมีตัวช่วยอะไรไหมที่จะให้เป็นจริง เพราะ 3 อย่างนี้ฟังดูมันง่ายแต่ทำยาก

กิติชัย:  หนังสือผมครับ ‘ออมจากน้อยเป็นร้อยล้าน’ (ยิ้ม)

book

สำหรับใครที่อยากรวยเหมือนกูรูการลงทุน ‘กิติชัย เตชะงามเลิศ’ อย่ารอช้า เจ้าตัวอุตส่าห์ใจดี เฉลยเคล็ดลับสู่ความรวยกันอย่างเปิดอกขนาดนี้ ในหนังสือ ‘ออมจากน้อยเป็นร้อยล้าน’ รีบไปหามาอ่าน เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและเพื่อเพิ่มพูนความรู้สู่ความมั่งคั่งให้กับตัวคุณเองและครอบครัว ออมก้าวแรกในวันนี้…เพื่อความเป็นเศรษฐีในวันหน้า

 


Interview  : Wannasiri Srivarathanabul

Photo: www.at-Bangkok.com
Editor@HiclassSociety.com

Related contents:

You may also like...