เมืองที่น่าอยู่ที่สุดในโลก

Vienna_Skyline

การพิจารณาว่าเมืองไหนน่าอยู่นั้นขึ้นอยู่กับความเคยชิน เราอยู่ที่ไหนก็เคยชินที่นั่น แม้ที่นั่นจะไม่น่าอยู่นักก็ตาม เช่น เราอยู่ในกรุงเทพมหานคร เมืองที่ผู้คนมีโอกาสตกท่อ หรือเจอจี้ปล้น ผู้คนอาจเสียชีวิตเพราะความมักง่ายและความประมาทของผู้อื่นก็ตาม แต่ก็น่าอยู่ เพราะเราอยู่จนเคยชิน ให้ย้ายไปอยู่ในมหานครที่ดี ๆ อื่น ๆ เราก็คงไม่ไป เพราะเราไม่เคยชินนั่นเอง

ความเคยชินนี้ไม่ใช่เรื่องอัตวิสัย แต่หมายรวมถึงเครือข่ายหรือ Network ของเรา หากเราไปอยู่ในมหานครชั้นดีและชั้นนำของโลก แต่ไร้ญาติขาดมิตร เราก็คงเหงาหงอย ไม่น่าอยู่ แต่หากเราอยากหลีกเร้น หนีให้พ้นจากอดีตอันขมขื่น อยากตัดขาดจาก Network ของเราที่เมืองบไทย แล้วปลีกวิเวกไปอยู่ที่อื่น อย่างนี้เราก็จะสามารถมาเริ่มต้นหาว่าเมืองไหนเอ่ยที่น่าอยู่น่าอาศัยที่สุดในโลก

แต่ก่อนที่เราจะไปค้นหาดูว่าเมืองไหนน่าอยู่ เราต้องดูกระเป๋าของเราด้วย ถ้าเราไม่มีเงินสักอย่างเดียว ทุกที่ก็คือ “นรก” ดีๆ นี่เอง เพราะเราคงอยู่อย่างอดอยาก ฝืดเคืองไม่ได้อย่างแน่นอน ดังนั้นเราต้องมีเงินถุงเงินถังเพียงพอที่จะไปใช้ชีวิตที่นั่น หรือไม่เช่นนั้นก็ต้องมีงานทำอยู่ที่นั้นๆ จึงจะสามารถไปอยู่อย่างปรกติสุขได้ หาไม่ก็จะอยู่อย่างไร้ค่า แร้นแค้นและอะไรๆก็ไม่น่าอยู่ไปหมดนั่นเอง

ถ้าเรามี “ปัจจัย” คือเงินทองให้ใช้สอยตามอัตภาพอย่างเพียงพอ เราก็ค่อยมานั่งนึกได้ว่า มีมหานคร นครหรือเมืองหลายต่อหลายแห่งที่น่าอยู่น่าอาศัยในโลกนี้มากกว่ากรุงเทพมหานครของเราเป็นไหนๆ แต่ที่จะยกนี้ไม่ใช่ยกเพื่อข่มเมืองของเราเอง แต่เพื่อให้เมืองของเราได้มีการพัฒนาให้ทัดเทียมนานาอารยประเทศบ้าง ถ้าไม่ทันรุ่นผม ก็ให้ทันรุ่นต่อๆ ไปเป็นต้น

การอยู่ในนครที่ดีกว่าไทยย่อมทำให้ไม่อยากกลับประเทศไทย ลองดูอย่างคนไทยที่ไปอยู่ในสหรัฐอเมริกา ก็คงไม่คิดย้ายกลับประเทศไทย ยกเว้นจะล้มเหลว หรือพอแก่ตัวลงยังมีสมบัติอยู่ในไทย หรืออาจกลับมาพักผ่อนเป็นครั้งคราว แต่ความสะดวกสบายคงสู้ในสหรัฐอเมริกาไม่ได้ แต่หลายคนก็บอกว่าในสหรัฐอเมริกามีการเหยียดผิว แต่ถ้าเราอยู่ไปนานๆ ความเคยชินก็เยียวยาเราได้

เพื่อนผมที่เรียนหนังสือด้วยกันมา พอย้ายไปสหรัฐอเมริกาก็ตั้งรกรากอยู่ที่นั่นกันเป็นส่วนใหญ่ นี่ถ้าปีพ.ศ.2530 ผมรับคำเชิญจากศาสตราจารย์ท่านหนึ่งที่จะให้ผมไปทำปริญญาเอกที่ฮาร์วาร์ดหรือเบิร์กเลย์ ป่านนี้ผมก็คงไม่กลับไทยแล้ว อาจทำงานสอนหนังสือที่นั่น เผลอๆอาจได้ครอบครัวอยู่ที่นั่น ลูกสาวอาจผมบลอนซ์หรือไม่ลูกชายอาจผิวดำเป็นเหนียงก็ได้นะครับ

ยิ่งเพื่อนชาวบังคลาเทศ อินเดีย ปากีสถานของผม เมื่อได้ย้ายไปออสเตรเลีย ก็ยิ่งไม่คิดจะกลับเลย อย่าว่าแต่อื่นไกล แม้ชาวจีนรุ่นปู่ย่าตายายของผมที่ย้ายมาเมืองไทยเมื่อ 70 ปีก่อน ก็ตั้งรกราก ไม่มีใครคิดจะกลับไปอยู่เมืองจีนสักคน ยกเว้นไปเยี่ยม

ที่นี้มาดูเมืองที่น่าอยู่ที่สุดในโลกจากการจัดอันดับล่าสุดโดยวารสาร the Economist เมื่อเดือนสิงหาคม 2557 พบว่า เมืองที่น่าอยู่ที่สุดเรียงตามลำดับดังนี้:

อันดับที่ 1 นครเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย

อันดับที่ 2 กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย

อันดับที่ 3 นครแวนคูเวอร์ ประเทศแคนาดา

อันดับที่ 4 นครโตรอนโต ประเทศแคนาดา

อันดับที่ 5 นครอะดีเลด ประเทศออสเตรเลีย

อันดับที่ 5 นครแคลเกอรี ประเทศแคนาดา

อันดับที่ 7 นครซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย

อันดับที่ 8 กรุงเฮลซิงกิ ประเทศฟินแลนด์

อันดับที่ 9 นครเพิร์ท ประเทศออสเตรเลีย

อันดับที่ 10 นครโอคแลนด์ ประเทศนิวซีแลนด์

จะสังเกตได้ว่าเมืองที่น่าอยู่นั้นอยู่ในประเทศแคนาดา ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ ถึง 8 เมืองซึ่งประเทศทั้งสามนี้เป็นประเทศที่มีประชากรน้อย และมีธรรมชาติที่สวยสดงดงามมากที่สุดในโลกแห่งหนึ่ง นอกนั้นคือนครเวียนนาประเทศออสเตรีย และกรุงเฮงซิงกิ ประเทศฟินแลนด์ในทวีปยุโรป อย่างไรก็ตามยังมีนครอื่น ๆ ที่น่าอยู่อีกมากมายแม้ในสหรัฐอเมริกาเอง เพียงแต่สำหรับคนไทยจะรู้สึกว่านครต่าง ๆ ในสหรัฐอเมริกาไม่ปลอดภัย โดยเป็นเพราะอิทธิพลของภาพยนตร์นั่นเอง

อย่างไรก็ตามในนครที่น่าอยู่เหล่านี้ก็ยังมีคนไร้บ้านหรือผู้ใช้ชีวิตในที่สาธารณะ ซึ่งหาเลี้ยงชีพด้วยการเก็บขยะ หรือในนครเหล่านี้ก็ยังมีย่านที่น่าจะอันตรายในระดับหนึ่ง และยิ่งถ้ามีแหล่งท่องเที่ยว ก็ยังจะพบมิจฉาชีพประจำถิ่นอีกด้วย ซึ่งผู้อยู่อาศัยก็ยังต้องมีความระมัดระวังในการอยู่อาศัย ไม่ใช่จะปลอดภัย 100″%

Lake-Merritt-in-Oakland-California

ในทางตรงกันข้ามนครที่ไม่น่าอยู่ที่สุดก็มี ซึ่งล้วนแต่เป็นนครหรือมหานครที่ไม่มีความสงบสุข ขาดความมั่นคงทางการเมืองเป็นหลัก ได้แก่

อันดับที่ 1 กรุงดามัสกัส ประเทศซีเรีย

อันดับที่ 2 กรุงดาการ์ ประเทศบังคลาเทศ

อันดับที่ 3 กรุงพอร์ตมอร์สบี ประเทศปาปัวนิวกีนี

อันดับที่ 4 กรุงลากอส ประเทศไนจีเรีย

อันดับที่ 5 นครการาจี ประเทศปากีสถาน

อันดับที่ 6 กรุงแอลเจียร์ ประเทศแอลจีเรีย

อันดับที่ 7 กรุงฮาราเร ประเทศซิมบับเว

อันดับที่ 8 กรุงดูอาลา ประเทศคาแมรูน

อันดับที่ 9 กรุงตริโปลี ประเทศลิเบีย

อันดับที่ 10 กรุงอาบีจาน ประเทศโกตดิวัวร์

สำหรับการให้คะแนนเต็ม 10 นั้น ได้มีการให้คะแนนกันใน 5 ด้านได้แก่

1. ด้านความมั่นคงทางการเมือง ซึ่งนับเป็นเรื่องที่เปราะบางที่สุด โดยเฉพาะด้านภัยสงคราม สำหรับกรุงเทพมหานครในขณะนี้ อาจมีความเปราะบางทางด้านนี้ เพราะอยู่ในช่วงรัฐประหาร ทำให้นักท่องเที่ยวเข้ามาน้อยกว่าปกติแทบทุกเดือนแม้หลังรัฐประหารมา 4 เดือนแล้วก็ตาม

2. ด้านบริการสุขภาพ ถ้ามีพร้อมและมีบริการที่ดี หากเจ็บไข้ได้ป่วยก็สามารถส่งโรงพยาบาลได้ทัน กรณีนี้จึงเป็นหลักประกันที่สำคัญมากในเมืองที่ไม่น่าอยู่มักมีบริการด้านนี้ที่ตกต่ำถดถอย

3. ด้านวัฒนธรรม เช่น อาคารสถานที่ ๆ น่าสนใจ น่าท่องเที่ยว มีประวัติศาสตร์ที่น่าภูมิใจ รวมทั้งมีสภาพแวดล้อมทางสังคมและธรรมชาติที่น่าอยู่อาศัย

4. ด้านการศึกษา เพื่ออนาคตของลูกหลานของผู้อยู่อาศัย การที่อยู่ในเมืองที่มีการศึกษาดี ประชากรก็ย่อมมีวัยวุฒิและคุณวุฒิที่ดีไปด้วย

5. ด้านสาธารณูปโภคและสาธารณูปการที่ดี เช่น ระบบขนส่งมวลชน รถประจำทาง ทางด่วน รถไฟฟ้า ประปา โทรศัพท์ เป็นต้น เพื่อความสุขสบายแก่ผู้อยู่อาศัยนั่นเอง

อย่างไรก็ตามก็ยังมีเมืองที่น่าสนใจและน่าอยู่อาศัยอีกหลายเมือง เช่น กรุงโตเกียว ญี่ปุ่นสิงคโปร์ นครซูริก สวิตเซอร์แลนด์ กรุงสตอกโฮล์ม ประเทศสวีเดน นครมิวนิก เยอรมนี กรุงโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก กรุงโซล เกาหลีใต้ เป็นต้น ใครอยากไปอยู่เมืองไหนก็แล้วแต่อัธยาศัย จากประสบการณ์ของผมเอง ผมเชื่อว่าเมืองหลายๆ แห่งในเยอรมนี สวิตเซอร์แลนด์และสแกนดิเนเวียน่าอยู่มาก แต่บางคนอาจไม่ชอบโดยเฉพาะในเยอรมนีที่ต่างคนต่างจริงจังมาก อัธยาศัยไมตรีอาจต่างจากคนไทยไปบ้าง เป็นต้น

0,,13121~12271503,00

แต่ถึงแม้เมืองที่น่าอยู่ทั้งหลาย จะเป็นเหมือนสรวงสวรรค์ก็ตาม แต่บางครั้งก็เป็นเหมือนสวรรค์ที่ไม่ค่อยมีความสุข (unhappy paradise) เพราะกฎระเบียบต่าง ๆ มีชัดเจนตามอารยประเทศ จะมานั่งร้องรำทำเพลง กินเหล้ารบกวนเพื่อนบ้าน คงต้องถูกตำรวจจับ/ปรับกันบ้าง บางครั้งชีวิตก็อาจจะเรียบง่ายและพอเพียงมาก ไม่มีชีวิตกลางคืน ต่างจากกรุงเทพมหานคร หรือเมืองในประเทศเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ที่แม้บางครั้งจะเป็นเสมือน “นรก” แต่ก็กลับเป็นนครที่มีความสุข (happy hell)

เราคงต้องเลือกเอาเอาล่ะครับว่า อยากจะอยู่ happy hell หรือ unhappy paradise!!!

Story : ดร.โสภณ พรโชคชัย
ประธานกรรมการบริหาร ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย
บจก. เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส

Related contents:

You may also like...