ไม่ปล่อยใจไปหลง…แต่จงรู้เท่าทันจิต

Dhamma

ดวงใจอันเดียวนี้เป็นได้ทั้งรู้ เป็นได้ทั้งหลง เมื่อปล่อยให้มันหลงใหลไปตามรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ แล้วใจอันนี้ จิตอันนี้ มันก็หลงมากระทั่งวันกระทั่งคืน ตลอดตั้งแต่เกิดจนแก่ ตั้งแต่แก่จนตายหลงใหลมาอย่างนี้ นับภพนับชาติไม่ถ้วนแล้ว

เมื่อภาวนาทำความเพียร เพียรแผดเผากิเลสในหัวใจอันนี้ให้มันเบาบางหมดสิ้นไป ก็คือว่าเพียรเพ่งอยู่จำเพาะดวงจิตอันนี้ เตือนบอกดวงจิต ดวงที่มีความรู้สึกอยู่ภายในนี้ว่านอกจากจิตที่รู้อยู่ ตั้งอยู่ในขณะปัจจุบันนี้ออกไปจะเป็นอดีต อนาคต ร้ายดีอย่างไร ไม่ต้องไปสนใจ เพราะไม่เที่ยงทั้งหมด ไม่มีอะไรที่เป็นของเที่ยงมั่นถาวรอยู่ได้เลยในโลกนี้ เป็นทุกข์เปล่าๆ นอกจากที่รู้อยู่นี้เป็นทุกข์ นอกจากที่รู้อยู่นี้ไม่ใช่ตัวตนของเรา

แม้ที่รู้อยู่นี้ก็ยังไม่แน่เพราะยังมีอาสวกิเลสต่างๆ ห่อหุ้มเต็มดาษดื่นอยู่จำเป็นต้องทำความเพียรแผดเผากิเลสในที่นี้ บำเพ็ญทาน รักษาศีล ภาวนา ในที่นี้ ในดวงจิตที่มีความรู้อยู่เดี๋ยวนี้ ขณะนี้ เวลานี้ คอยระวังเสียงเข้ามาทางหูอย่าได้ไปตามมัน รูปผ่านทางสายตาอย่าได้ตามมันไป กลิ่นมาทางจมูกอย่าได้หลง รสอาหารผ่านลิ้นอย่าได้หลงไป เย็นร้อนอ่อนแข็งมาทางผิวกายอย่าได้หลงไป ความนึกคิดปรุงแต่งดีชั่วประการใด อย่าได้หลงไปตามอาการเหล่านั้น

ทำไมพระองค์จึงไม่ให้หลง พระองค์ให้รู้ ท่านว่าให้รู้อยู่หนึ่ง เดี๋ยวนี้ ท่านทั้งหลายรู้ไปรู้มาพอแรงแล้ว รู้ไปโน้น รู้ไปนี้ จะเอาอย่างโน้น จะเอาอย่างนี้ มันได้อะไร ก็ได้แต่ชาติ ชรา มรณะ ตายเกิด ตายเกิด ตายอยู่ในโลกนี้ เห็นไหม เพราะทุกคนเกิดตาย เกิดตาย อยู่เหมือนกับเสียง ตั้งขึ้นก็ดับไป รูปตั้งขึ้นมันก็ดับไป มีความเกิดขึ้นที่ไหน ย่อมมีความดับไปในที่นั้น

ท่านให้รู้ธาตุรู้อันนั้นเป็นคำบอกคำสอนของพระพุทธเจ้า พระอริยเจ้าทั้งหลาย เมื่อท่านเตือนว่าท่านให้รู้ จิตของผู้ใด ผู้นั้นก็ให้รู้สึกตัว อย่าไปมัวเมาตามอารมณ์ของจิต ตามสังขารของจิต ตามตัณหาของจิตตัณหา ท่านว่ากามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหาคือตัณหาอย่างหยาบ อย่างกลาง อย่างละเอียด

มันมีอยู่ในดวงใจที่จะเลิกได้ ละได้ อยู่ที่ความเพียรเพ่งอยู่ ความเพียรเพ่งอยู่ไม่หลงใหลไปตามตัณหาทั้งหลาย แผดเผาตัณหาเหล่านี้ให้หมดไป สิ้นไปก็คือว่าไม่ตามตัณหา ความอยาก ความปรารถนาอันบังเกิดในดวงจิตดวงใจนั่นเอง มันจะมีความดิ้นรนวุ่นวายไปตามตัณหาอย่างใดก็ตามให้สงบอยู่ ให้รู้อยู่ ให้แจ่มแจ้งอยู่ ณ ภายในดวงใจ ท่านให้เห็นแจ้งลงไปในใจอันนี้แล้วก็นอกใจออกไปก็ให้เห็นแจ้งในทุกสิ่งมันไม่มีอะไรเที่ยงมั่นถาวรอยู่อย่างนั้นตลอดไป ไม่มีเลย แล้วก็ไม่มีสิ่งใดที่จะเป็นสุขกายสบายใจตลอดเวลาไม่มี มีแต่ทุกข์ นั่งเป็นทุกข์ในนั่ง นอนเป็นทุกข์ในนอน ยืนเป็นทุกข์ในยืน เดินไปมาเป็นทุกข์ในการเดินไปมา พูดจาปราศรัย แสดงธรรมก็เป็นทุกข์ทั้งนั้น ไม่มีอะไรที่เป็นสุข ที่เราสมมุติว่าอันนั้นเป็นสุข อันนี้เป็นสุข ไม่จริงทั้งนั้น

ถ้าสุขจริงตายแล้วทำไมมาเกิด ไม่มีหรอกเรื่องสุข สุขนั้นมันเป็นความหลงของปุถุชนคนใบ้ พระอริยเจ้าทั้งหลายท่านเห็นว่าเป็นเรื่องของความทุกข์เป็นเรื่องของความไม่รู้ต่างหาก

เทศนาธรรมธรรม หลวงปู่สิม พุทธาจาโร

Related contents:

You may also like...