พิพิธภัณฑ์ผ้าจัดเสวนา ผ้าไทยในวิถีชีวิต

“ผ้า” นอกจากจะเป็นเครื่องนุ่งห่มประดับกายอันเป็น ๑ ในปัจจัย ๔ ในชีวิตประจำวันของมนุษย์ ยังแสดงถึงรากเหง้าทางวัฒนธรรมที่แตกต่างกันไปของแต่ละกลุ่มชาติพันธุ์ สำหรับในประเทศไทยนั้น พบหลักฐานการทอผ้ามานานหลายพันปี และได้รับการสืบทอดจนถึงปัจจุบัน โดยมีรูปแบบลวดลายและเอกลักษณ์ที่โดดเด่นแตกต่างกันไปในแต่ละภูมิภาค ซึ่งเรียกโดยรวมว่า “ผ้าไทย” ปัจจุบัน “ผ้าไทย” อาจเลือนหายไปจากความรู้สึกนึกคิดของคนรุ่นใหม่ และมองว่าสวมใส่แล้วจะดูไม่ทันสมัย หรือจะถูกนำมาใช้ต่อเมื่อมีงานสำคัญเท่านั้น

เมื่อเร็วๆ นี้ พิพิธภัณฑ์ผ้า ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ จัดเสวนาเรื่อง “ผ้าไทยในวิถีชีวิต” โดยมี วรพรรณ ยาคอปเซ่น ผู้ดูแลเพจนุ่งซิ่นอินเตอร์ หรือเป็นที่รู้จักในชื่อ “ปอนด์ ใจดีทีวี” เจ้าของรายการฮิตบนโซเชียลเน็ตเวิร์ก อย่างใจดีทีวี ผู้ใช้ชีวิตหลังแต่งงานในต่างแดนกับสามีชาวนอร์เวย์ก่อนกลับมาทำงานพิธีกรในประเทศไทย เป็นวิทยากรคนสำคัญ พร้อมด้วย ดุจหทัย นาวาพานิช และฝนทิพย์ บุญมาก สองสาวจากเพจนุ่งซิ่นอินเตอร์ ซึ่งมาร่วมเสวนาพูดคุยถึงความพึงใจในการนุ่งผ้าไทย พร้อมทั้งแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ความคิด แรงบันดาลใจ และวิธีนำผ้าไทยมาประยุกต์ใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างเหมาะสม สวยงาม และทันสมัย เปลี่ยนมุมมองการใช้ผ้าไทยว่าไม่ใช่เรื่องของคนรุ่นเก่า เชย หรือล้าสมัยอีกต่อไป ณ ห้องประชุม พิพิธภัณฑ์ผ้า ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมมหาราชวัง ท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มไปด้วยผู้นิยมสวมใส่ผ้าไทยมาร่วมฟังการเสวนา

วรพรรณ ยาคอปเซ่น ผู้ดูแลเพจนุ่งซิ่นอินเตอร์ และเจ้าของรายการ “ใจดีทีวี” เล่าถึงคุณแม่ผู้เป็นต้นแบบ และความเป็นมาที่ทำให้ชื่นชอบผ้าไทย กระทั่งนำมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันจวบจนทุกวันนี้ “ชีวิตช่วงที่แต่งงานและอยู่ประเทศนอร์เวย์กว่า ๓ ปี ทำให้เราได้เห็นความรักชาติของคนนอร์เวย์อย่างมาก ทุกวันที่ ๑๗ พฤษภาคม ซึ่งเป็นวันชาติของเขาเราจะได้เห็นคนนอร์เวย์ทั้งประเทศแต่งกายในชุดประจำชาติออกมาเดินบนท้องถนนอย่างภาคภูมิใจ เพื่อมาร่วมงานเฉลิมฉลอง ทำให้เราฉุกคิดถึงประเทศไทยว่าน่าจะทำอย่างนี้ได้บ้าง ประกอบกับอีกส่วนหนึ่งที่เห็นคุณแม่นุ่งซิ่นกับเชิ้ตเท่ๆ ทุกวัน จึงรู้สึกซึมซับการสวมใส่ผ้าไทยมาตั้งแต่เด็กๆ ด้วย แล้วช่วงที่อยู่นอร์เวย์ก็มีดีไซเนอร์ชาวนอร์เวย์ให้ช่วยสั่งผ้าไหมไทย ซึ่งเขาชื่นชมว่าเป็นผ้าที่งดงามและเลอค่ามาก จึงทำให้เราได้ทำความรู้จักและสัมผัสผ้าไทย หลังจากกลับจากนอร์เวย์ ตอนอายุประมาณ ๓๐ จึงเริ่มนุ่งซิ่นใส่ผ้าไทยมาตั้งแต่นั้น โดยประยุกต์การนุ่งซิ่นในสไตล์ของตัวเอง

นอกจากนั้น วรพรรณ ยังบอกถึงแรงบันดาลใจสำคัญในการใช้ผ้าไทยของเธอด้วยว่า ได้รับแรงบันดาลใจในการใช้ผ้าไทยมาจากการที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงมีพระราชดำริในการอนุรักษ์และสืบสานการใช้ผ้าไทย ทั้งยังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นำผ้าไทยมาออกแบบตัดเย็บเป็นฉลองพระองค์อยู่บ่อยครั้ง “ตั้งแต่เด็กดูข่าวในพระราชสำนักทุกวัน แล้วฉลองพระองค์ในทุกวันๆ ที่เห็นช่างงดงาม น่าตื่นเต้น เพราะพระองค์ไม่ได้ทรงผ้าไทยแบบเดิมๆ แต่นำผ้าไทยมาใช้ในรูปแบบใหม่ๆ มีทั้งโค้ท หมวกเก๋แบบฝรั่ง เดรสกูตูร์ พระองค์ท่านทรงเป็นผู้จุดประกาย และทำให้ผ้าไทยเป็นที่รู้จักในระดับสากล หากพระองค์ไม่ได้เป็นผู้สนับสนุนและอนุรักษ์ ทุกวันนี้ผ้าไหม ผ้าฝ้าย อาจจะไม่มีคนเห็นคุณค่าในภูมิปัญญางานฝีมือท้องถิ่นอย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้”

จากความผูกพันซึมซับในความงดงาม และแรงบันดาลใจอันยิ่งใหญ่ที่ทำให้ วรพรรณ รู้สึกภาคภูมิใจในการนุ่งซิ่นด้วยสไตล์ของตัวเอง เธอจึงนำความชื่นชอบผ้าไทย และการใช้ผ้าไทยในชีวิตประจำวันสร้างเพจนุ่งซิ่นอินเตอร์ เพื่อเปิดมุมมองการใช้ผ้าไทยให้เป็นที่แพร่หลายมากขึ้น โดยเฉพาะในโลกโซเชียลเน็ตเวิร์ก ซึ่งถือว่ามีอิทธิพลอย่างมากในโลกยุคนี้ “จริงๆ เรารู้สึกแต่แรกว่าคนไทยควรจะแต่งกายแบบไทย เราจึงช่วยออกแรงสะกิดด้วยการเริ่มต้นโพสต์ภาพถ่ายที่เรานุ่งซิ่นไปออกงานแล้วถ่ายคู่กับคุณลูกเกด-เมทนี ลงในเพจใจดีทีวีที่ทำอยู่ เมื่อเห็นฟีดแบ็คจากยอดไลค์จำนวนมาก ซึ่งเป็นวัยรุ่นเป็นส่วนใหญ่ ทำให้เราคิดทำเพจนุ่งซิ่นแยกออกมาเฉพาะเลยดีกว่า จึงเป็นที่มาของเพจนุ่งซิ่นอินเตอร์ และเปิดมาได้ปีกว่าแล้ว”

นอกจากนั้น เจ้าของเพจนุ่งซิ่นอินเตอร์ ยังกล่าวถึงความนิยมในการย้อนกลับไปหาภูมิปัญญาดั้งเดิมของแต่ละชนชาติ ซึ่งกลายเป็นเทรนด์แฟชั่นโลก ที่เหล่าแบรนด์แฟชั่นระดับโลกต่างนำมาใช้เป็นส่วนหนึ่งของการออกแบบคอลเลคชั่น เป็นการสะท้อนให้เห็นถึงความไม่มีวันล้าสมัยของการใช้ผ้าไทยได้เป็นอย่างดี “เวลาใส่ผ้าทางเหนือเพื่อนจะทักว่าจะลงดอยเมื่อไหร่ จะกลับขึ้นดอยเมื่อไหร่ พอนุ่งซิ่นก็ถามว่าทำอยู่สปาไหน นั่นเป็นเพราะว่าเขาไม่เข้าใจว่าเทรนด์แฟชั่นโลกตอนนี้ ผ้าเอทนิค (Ethnic) หรือการใช้ผ้าพื้นเมืองนั้นกำลังได้รับความสูงมาก เทรนด์แฟชั่นโลกแสดงให้เห็นถึงการนำของดั้งเดิมเข้ามาผสมผสานกับความทันสมัยได้เป็นอย่างดี และเราสามารถนำผ้าไทยมาประยุกต์ใช้แบบนี้ได้ ยกตัวอย่างเช่น เสื้อเก๋ๆ เรียบๆ กับผ้าพันคอผ้าไทยเบาๆ เท่านี้ก็เก๋แล้ว ซึ่งเป็นสิ่งที่เราตั้งใจอยากให้เห็นว่าเพจนุ่งซิ่นอินเตอร์เป็นอย่างนั้น เป็นการมิกซ์ระหว่างวัฒนธรรม นำวัฒนธรรมมาใส่บนเรือนร่างของเราได้อย่างเข้ายุคเข้าสมัย”

ด้านฝนทิพย์ บุญมาก หนึ่งในชาวเพจนุ่งซิ่นอินเตอร์ บอกว่าเริ่มใส่ผ้าไทยมาประมาณ ๘-๙ ปี ความที่รู้สึกว่าการนุ่งผ้าไทยนั้นไม่ต้องกังวลกับน้ำหนักและสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นตามกาลเวลา จึงบอกลากางเกงและกระโปรงเรียกได้ว่าแทบจะเป็นการถาวร “ความที่พ่อเป็นคนสุรินทร์ และแม่เป็นคนสระบุรี ทำให้เราได้ซึมซับความเป็นไทย การใช้ผ้าพื้นถิ่นมาตั้งแต่เด็กอยู่แล้ว ตอนเด็กก็หยิบผ้าซิ่นของแม่มาใส่ แต่เมื่อนุ่งธรรมดาแบบซ้ายทับขวา ขวาทับซ้ายแล้วรู้สึกไม่ถูกใจ โตขึ้นเมื่อเริ่มมาใช้ผ้าไทย เราจึงหาสไตล์วิธีการนุ่งเป็นของตัวเอง และผ้าแต่ละประเภทก็มีวิธีการใช้ที่ต่างกัน

“จากนั้นก็นุ่งซิ่นมาตลอด เหมือนกับหยิบกางเกง หรือกระโปรงตัวหนึ่งมาใส่ แล้วต้องทำใจให้นิ่ง อย่าไปคิดว่าใส่ซิ่นแล้วเดินสยามพารากอนแล้วจะกลายเป็นตัวประหลาด ต้องภูมิใจว่าซิ่นเราสวย ถ้าใจเราไม่นิ่ง เราจะกังวล อย่างเวลานุ่งซิ่นไปเดินสยาม คนมองเราเต็มเลย แต่ถ้าใจเรานิ่ง ถึงนุ่งซิ่น ก็เดินไปได้ทุกที่”

อีกหนึ่งความเห็นจากชาวเพจนุ่งซิ่นอินเตอร์อย่าง ดุจหทัย นาวาพานิช ถึงจะเป็นคนไทยเชื้อสายจีน แต่เธอก็มีความพึงใจในการนำผ้าไทยมาใช้ในชีวิตประจำวันเป็นอย่างยิ่ง “ปัจจุบันในชีวิตมีกางเกงเหลืออยู่แค่ ๒ ตัว เพราะนุ่งซิ่นมาโดยตลอด นุ่งมานานประมาณ ๗-๘ ปีแล้ว เหตุผลที่รู้สึกมีความสุขกับการนุ่งซิ่นมากคือ เราไม่ต้องกังวลว่าจะต้องมาขยับกระดุม หรือตะขอเข้าออกตามน้ำหนัก จะอ้วนขึ้นหรือผอมลงก็นุ่งซิ่นได้ไม่มีปัญหา แต่ความที่ไม่มีผ้าเก่าตกทอดจากคุณยายหรือคุณแม่เหมือนหลายๆ คน ก็ต้องเริ่มเก็บผ้าใหม่ด้วยตัวเอง แล้วก็นำผ้าพื้นเมืองเหล่านั้นมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน

“ที่ผ่านมาเรามักได้ยินคนบ่นกันเสมอว่า ผ้าไทยนุ่งยากในชีวิตประจำวัน จะนุ่งขึ้นรถเมล์ก็พันขาไปหมด แต่ความเป็นคนชอบเดินทาง ทุกครั้งที่ไปอินเดีย สิ่งที่เห็นและประทับใจที่สุดคือ ส่าหรีที่คนอินเดียนุ่งยาว ๘ เมตร แล้วเขาจะมีวิธีการพันหนักหนาสาหัสมาก เราเลยคิดว่าส่าหรีที่ใช้ผ้ายาวถึง ๘ เมตร แต่ทำไมเขานุ่งได้ทุกวัน ไปไหนได้ทุกที่ ขึ้นรถไฟคนเบียดกันแน่นเอี้ยด เขายังนุ่งส่าหรีได้ทุกวัน นั่นคือ Daily life street wear

“นอกจากนั้นยังมีโอกาสได้พบกับเซเลบริตี้ส่าหรีของอินเดีย เธอนุ่งส่าหรีสวยมาก แล้ววิธีการนุ่งของเธอ ก็ไม่ได้นุ่งแบบออริจินัล แต่มีการดัดแปลงให้เห็นว่าเป็นส่าหรี สะท้อนให้เห็นว่า ความจริงผ้าไทยเราไม่จำเป็นต้องนุ่งผ้าแบบลุคเดิมๆ ทุกคนอาจติดภายว่าผ้าซิ่นนุ่งได้แค่ไปวัด แต่เมื่อได้ไปเห็นคนอินเดียเขาประยุกต์ผ้านุ่งโดยที่ยังคงเอกลักษณ์ความเป็นอินเดียไว้ เราก็เลยหันมานุ่งผ้าไทย โดยนำมาประยุกต์ให้เข้ากับเสื้อ แอคเซสซอรี่เครื่องประดับ เพียงเท่านี้ก็สามารถใช้ในชีวิตประจำวันได้จริงๆ แล้ว”

ดุจหทัย ยังกล่าวต่อว่า ความที่ผ้าไทยสวยและมีเสน่ห์อยู่ในตัวเองทุกประเภท ผ้าซิ่นที่เธอนุ่งในชีวิตประจำวันจึงมีมากมาย ทั้งผ้ามัดหมี่ ผ้าฝ้าย หลากหลายประเภท โดยจะเลือกใช้ตามอารมณ์ และจะนำมามิกซ์แอนด์แมทช์กับเครื่องประดับที่เปลี่ยนไปตามผ้า ยิ่งช่วยเพิ่มความสนุกให้กับการนุ่งซิ่นในชีวิตประจำวันของเธอได้อย่างดียิ่ง

ความที่ผ้าไทยมีสีหลากหลายโทน จึงอาจเป็นการยากสำหรับบางคนที่จะเลือกใช้คู่สีให้เข้ากัน วรพรรณ เจ้าของเพจนุ่งซิ่นอินเตอร์ จึงได้ให้คำแนะนำไว้ว่า “เรื่องสีสำคัญมากในการแต่งตัว อย่างเวลาสีชนกันเยอะๆ ใส่แล้วอาจชวนให้รู้สึกเวียนหัวได้ ดังนั้นการเลือกคู่สีจึงสำคัญมาก อย่างสีพาสเทลจะมาจับกับสีสดแป๊ดก็ดูจะไปด้วยกันไม่ได้ วิธีการเลือกจับคู่สีที่ดีคือ ต้อง ลองสังเกตว่าจับคู่สีแบบไหนแล้วจะดูลงตัวมากที่สุด เพราะไม่มีกฎตายตัวว่าต้องมิกซ์สีแบบไหน อย่างตัวเองชอบสีเอิร์ธโทนก็จะเน้นนุ่งผ้าซิ่นโทนนี้ เพราะนอกจากใช้สีย้อมธรรมชาติแล้ว ยังสามารถนำไปจับคู่กับเสื้อผ้าได้ง่ายด้วย”

ก่อนการเสวนา “ผ้าไทยในวิถีชีวิต” จะสิ้นสุดลง วรพรรณกล่าวทิ้งท้ายด้วยน้ำเสียงที่แสดงถึงความภาคภูมิใจในเอกลักษณ์ความเป็นไทยที่เธอสามารถนำมาใช้ได้ในชีวิตประจำวันว่า “เชื่อเหลือเกินว่าผ้าไทยและผ้าทำมือทุกประเภทไม่มีวันตายแน่นอน ขนาดเทรนด์แฟชั่นโลกยังหันมาให้ความสำคัญกับการใช้ผ้าพื้นเมือง ซึ่งเทรนด์แฟชั่นไทยก็อิงอยู่กับแฟชั่นโลก แล้วอย่างนี้ผ้าไทยจะสูญหายไปได้อย่างไร”

สำหรับผู้สนใจสามารถเข้าร่วมกิจกรรมประจำเดือนครั้งต่อไป พบกับกิจกรรมปฏิบัติการเรื่อง “ประดิษฐ์กระเป๋าจากผ้าไทย” ในวันเสาร์ที่ ๑๑ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๕๗ ติดต่อสอบถาม และสำรองที่นั่ง โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย โทร. ๐-๒๒๒๕-๙๔๒๐, ๐-๒๒๒๕-๙๔๓๐ ต่อ ๐ หรือ ๒๔๕ ได้ทุกวัน ตั้งแต่เวลา ๙.๐๐ – ๑๗.๐๐ น.หรือข้อความทางเฟซบุ๊กwww.facebook.com/qsmtthailand

พิพิธภัณฑ์ผ้า ในสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถเปิดให้ประชาชนเข้าชมทุกวัน เวลา ๐๙.๐๐ – ๑๖.๓๐ น. อัตราค่าเข้าชม ผู้ใหญ่ ๑๕๐ บาท ผู้สูงอายุ (อายุ ๖๕ ปีขึ้นไป) ๘๐ บาท นักเรียน/นักศึกษา ๕๐ บาท เด็กอายุ ๑๒ – ๑๘ ปี ๕๐ บาท เด็กอายุต่ำกว่า ๑๒ ปี เข้าชมฟรี สำหรับผู้ซื้อบัตรเข้าชมพระบรมมหาราชวัง สามารถใช้บัตรดังกล่าวเข้าชมพิพิธภัณฑ์ผ้าฯ โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย

บริษัท พับบลิคฮิต จำกัด
เบอร์โทร : 02-252-5699
ธัญญชล หนองทราย
เบอร์โทร : 092-954-6669

Related contents:

You may also like...