หัวใจหลายสี

ณ ช่วงเวลาที่คนเสื้อแดงกำลังชุมนุมใหญ่ ข่าวว่าผู้ชุมนุมจะพร้อมใจกันรดแผ่นดินด้วยเลือด เพื่อล้างสิ่งที่เห็นว่าเป็นความชั่วร้าย ความไม่ชอบธรรมในประเทศนี้ให้หมดสิ้นไป ทำให้ความพยายามของดิฉันที่จะลดความเครียดด้วยการเลี่ยงเสพข่าวการเมืองอย่างที่แพทย์หลายสำนักแนะนำก็จบสิ้นลง

ดิฉันเป็นคนไทยคนหนึ่งที่อาจถูกจัดอยู่ในกลุ่มพลังเงียบ เป็นผู้หนึ่งที่ได้รับความเดือดร้อนทั้งทางตรงและทางอ้อม เมื่อมีการแสดงออกทางการเมืองด้วยการชุมนุมใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นการชุมนุมของคนสีไหนๆ ทั้งรุ่นปิดสนามบินและรุ่นอาวุธชีวภาพ-ปาอึล้างเลือด

แม้จะมองเห็นความเสียหายรุนแรงที่เกิดขึ้นต่อเศรษฐกิจ ความแตกแยกของผู้คนในสังคมที่ไม่น่าจะจบสิ้นลงง่ายๆ และไม่ปรารถนาที่จะเห็นคนไทยเข่นฆ่าประหัตประหารกันเอง แต่สิ่งหนึ่งที่ดิฉันเห็นด้วยมาตลอดคือ ทุกการเคลื่อนไหวของประชาชนในยุคนี้ แสดงให้เห็นถึงพัฒนาการด้านการเมืองการปกครอง ที่กำลังจะก้าวไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยในระดับที่สูงขึ้นอย่างแท้จริงของบ้านเรา

นานแค่ไหนแล้วที่คนไทยเราถูกทำให้เชื่อว่า บุญวาสนาหรือโอกาสทางสังคมของเรา แตกต่างกันมาด้วยผลบุญบารมีแต่ชาติปางก่อน นานแค่ไหนแล้วที่เราถูกสอนมิให้แข่งบุญแข่งวาสนา วัดรอยเท้า หรือเรียกร้องหาสิทธิเสรีภาพอันเท่าเทียม นานแค่ไหนที่เราถูกสอนให้เชื่อว่า ชาติตระกูล ชนชั้นวรรณะ เป็นเครื่องแบ่งระดับชั้นของความเป็นคนในสังคมที่พึงยึดถือปฏิบัติ และนานแค่ไหนแล้วที่เราพูดคำว่า “ไม่เป็นไร” พร้อมกับซุกซ่อนความขุ่นข้อง ความทุกข์ ความกดดันไว้ภายใต้สิ่งที่ชาวโลกเรียกกันว่า ‘รอยยิ้มสยาม’

กลไกในการขับเคลื่อนพลังมวลชนนั้นมีหลายวิธี บางวิธีก็ใช้ได้ดีกับคนเมืองที่จัดว่าเป็นชนชั้นกลาง มีการศึกษา ในขณะที่บางวิธีอาจใช้ได้ดีเฉพาะกับคนต่างจังหวัดหรือคนยากคนจน จากการศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับกลไกหรือเงื่อนไขในการขับเคลื่อนมวลชนเหล่านี้ ย้อนไปตั้งแต่สมัยสิบสี่ตุลา พฤษภาทมิฬ เรื่อยมาสู่ยุคเสื้อเหลืองเรืองรอง จนมาถึงยุคเสื้อแดงแรงฤทธิ์ พบว่าเหตุผลคลาสสิกที่ยังใช้ได้ดีเสมอในการปลุกใจผู้ชุมนุมล้มรัฐบาลแทบทุกยุคทุกสมัย คือการโค่นทรราชย์ กำจัดทุจริตคอรัปชั่น แต่มีจุดแตกต่างข้อหนึ่ง…ช่างสะดุดหูและสะดุดใจยิ่งนัก จากเวทีเสื้อแดงในพ.ศ.นี้ นั่นคือ การสลายชนชั้น

ความหมายที่แฝงเร้นอยู่ภายใต้คำว่า โค่นอำมาตย์…สลายชนชั้น จะรุนแรงแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับพื้นฐานจิตใจและประสบการณ์ในส่วนลึกของผู้รับสาร ไม่ว่าจะเป็นไอเดียของอดีตนายกฯ ทักษิณ หรือใครก็ตามที่หยิบมุกนี้มาเล่น ถ้าเป็นตลกคาเฟ่ก็ต้องบอกว่า… ‘โดน’ พูดง่ายๆ คือโดนใจคนหมู่มาก แทบทุกระดับความคิด ทุกสี และทุกระดับการศึกษา ที่กำลังเบื่อและหงุดหงิดกับสารพัด ‘ความไม่เท่าเทียมอย่างไม่ชอบธรรม’ ในสังคม

มีแท็กซี่คันไหนบ้างบนถนนที่ไม่เคยโดนรีดไถ มีบริษัทไหนบ้างที่ทำงานกับราชการแล้วไม่รู้จักคำว่า ‘เงินทอน’ มีใครกล้าทวงถามสิทธิ์บ้างไหม เวลาที่ขับรถอยู่บนทางด่วนแล้วถูกสั่งให้จอดเป็นชั่วโมงจนรถติดยาวหลายสิบกิโลเพื่อให้ใครบางคนที่เป็นอภิสิทธิชนใช้ถนนได้สะดวกในชั่วโมงเร่งด่วน มีใครบ้างจะอยากคุยเขี่ยหาเหตุผลให้เปลืองตัวว่า ทำไมบ้านตากอากาศบางหลังถึงสร้างได้ในพื้นที่ป่าสงวน ทำไมนักธุรกิจบางตระกูลจึงได้สัมปทานจากภาครัฐแบบผูกขาด ทำไมคนรวยบางคนเสียภาษีน้อยกว่าคนจน ทำไมบ่อนการพนันขนาดใหญ่จึงเปิดได้เกลื่อนเมือง ทำไมคนบางคนทำผิดนิดเดียวโดนจับขังคุกแต่บางคนทำผิดอุกฉกรรจ์กลับไม่มีใครว่าอะไร ฯลฯ

จริงอยู่… ‘ความเท่าเทียม’ นั้นเป็นเพียงถ้อยคำในอุดมคติที่ไม่มีวันเป็นไปได้ ไม่มีความเท่าเทียมอยู่ที่ไหนในโลกนี้ เพราะคนเราแตกต่าง…ไม่เท่ากัน แต่ทุกคนยอมรับความจริงข้อนี้ได้ ตราบใดที่เป็น ‘ความไม่เท่าเทียมที่เป็นธรรม’ หากในทางกลับกัน เมื่อมีใครที่กระทำตนอยู่เหนือความชอบธรรม ด้วยเงื่อนไขทางชนชั้นที่เปิดโอกาสให้เหล่าอภิสิทธิชนทำการเอารัดเอาเปรียบผู้อื่นถึงขั้นหนักหนา ทำอย่างน่าเกลียด ไม่เกรงอกเกรงใจ จนชาวบ้านทนไม่ไหว เมื่อนั้น ‘การสลายชนชั้น’ หรือการแสวงหาความชอบธรรม ก็จะเป็นถ้อยคำง่ายๆ ซึ่งมีพลังมากพอที่จะกระตุ้นให้มีการแสดงออกของพลังมวลชนผู้ถูกกดขี่มานาน ในสถานการณ์ที่สุกงอม ปัจจัยรอบด้านทุกอย่างอิ่มตัวพร้อมระเบิด

พลังมวลชนที่ปรากฏขึ้นในแต่ละครั้ง ไม่ว่าโดยคนสีอะไร เตือนให้เราทั้งหลายได้ตระหนักว่า การพึ่งตนเอง คือคำตอบของความอยู่รอดอย่างแท้จริง เมื่อเราพึ่งการเมืองไม่ได้ พึ่งระบบราชการไม่ได้ พึ่งกฏหมายก็ไม่ได้อีก พลังมวลชนที่เกิดจากความต้องการแสดงออกถึงสิทธิเสรีภาพอันแท้จริงของประชาชน คืออาวุธขั้นสุดท้ายที่เราจะร่วมกันใช้เป็นเครื่องมือต่อสู้ความชั่วร้ายและความอยุติธรรมทั้งหลายในสังคม

เพราะประชาชนไม่มีปืน ไม่มีระเบิด ไม่มีรถถัง ไม่มีแก๊สน้ำตา เหมือนอย่างตำรวจทหาร ไม่มีกฏหมายเป็นเครื่องมือเหมือนอย่างรัฐบาล ไม่มีเงินล้นฟ้าเหมือนนักธุรกิจ ไม่ได้กำเนิดมาด้วยชาติตระกูลสูงส่งที่สังคมให้ความเกรงใจ สิ่งที่เดียวที่ใช้ต่อสู้กับสิ่งเลวร้ายต่างๆได้คือความสามัคคี ร่วมแรงร่วมใจกัน ส่วนจะร่วมมือกันแล้วเดินไปถูกทางหรือไม่ โดนใครหลอกหรือเปล่า ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง และถ้าคิดกันลึกๆแล้ว มุกที่ชวนกันมาสลายชนชั้นนั้น มองนานหน่อยก็เห็นชัดว่า ยังไม่เคลียร์ เพราะถึงทำสำเร็จสามารถสลายอภิสิทธิชนชุดนี้ได้นี้แล้ว ไม่นานก็ต้องมีอภิสิทธิชนกลุ่มใหม่มาแทนที่ ซึ่งมองซ้ายมองขวาก็คงไม่ใช่ใครที่ไหน ต่างก็เป็นเครือข่ายของก๊กก๊วนเดิมๆ การกดขี่เอารัดเอาเปรียบก็ยังดำเนินต่อไป คนจนก็ยังจน คนรวยก็ยังรวย แต่นาทีนี้ เรียกอารมณ์ร่วมได้เต็มๆ ขนาดคนเคยใส่เสื้อต่างสีบางคนยังพยักหน้าเห็นด้วยว่า เบื่อผู้มีอำนาจหน้าด้านในสังคมขี้โกงบัดซบนี่เต็มกลืน ขอแรงเสื้อแดงช่วยล้างไพ่ล้มกระดานอีกสักทีก็ดีเหมือนกัน เพราะถ้ารอบนี้รัฐบาลยอมแพ้ ยุบสภา เลือกตั้งใหม่ คนที่เป็น ‘ตาอยู่’ รอหยิบพุงเพรียวๆ ไปกินแบบไม่ต้องเหนื่อยทะเลาะกับใคร ตั้งพรรคชื่อเก๋ไก๋รอลงเลือกตั้งเอาไว้แล้ว ก็กำลังนั่งยิ้มน้อยยิ้มใหญ่อยู่หน้าทีวีหลายคน บ้านเมืองพังไม่เป็นไร…ให้คิดค่าเสียหายรวมกันไว้ในต้นทุน รอเลหลังขายประเทศนี้ได้ดีมีกำไรเมื่อไหร่ค่อยเช็คบิลทีเดียว

อย่างไรก็ตามถึงประเทศจะพังแค่ไหน คุ้มหรือไม่คุ้มก็ไม่ต้องถาม แต่เมื่อใดก็ตามที่มวลชนทุกสี ไม่ว่าจะเหลืองหรือแดง ถูกกระตุ้นให้เกิดความตระหนักรู้ว่า พวกเขา หรือพวกเรา ไม่ได้เกิดมาเพื่อถูกเอาเปรียบ จากชนชั้นปกครองชั่วๆ ข้าราชการทุจริตคอรัปชั่น หรือนักธุรกิจหน้าเลือด เมื่อใดก็ตามที่มวลชนสามารถรวมตัวกันแสดงพลังเพื่อต่อสู้ทวงคืนสิทธิอันชอบธรรมกลับคืนมา เมื่อนั้น สังคมก็จะพัฒนาไปสู่สิ่งที่ดีขึ้น ซึ่งไม่ต้องสงสัยเลยว่า ทุกย่างก้าวของการขับเคลื่อนไปสู่สังคมที่ดีขึ้น จะต้องจ่ายค่าผ่านทางด้วยราคาที่แพงแสนแพงเสมอ

หากพระสยามเทวาธิราชมีจริง ขอให้คำว่า ‘คนไทยด้วยกัน’ ที่พูดกันบ่อยเป็นพิเศษในช่วงนี้ จงเป็นถ้อยคำที่ศักดิ์สิทธิ์ ช่วยไม่ให้สิ่งเลวร้ายหรือความรุนแรงเกิดขึ้นกับเพื่อนร่วมแผ่นดินของเราทุกคน

 

Text : มะลิริน ชินชา

Related contents:

You may also like...