Editor Talk

ครอบครัวของดิฉันเคยเลี้ยงหมาสองตัวเป็นพี่น้องครอกเดียวกัน ชื่อปุย กับ ฝ้าย เป็นตัวผู้ทั้งคู่ เมื่อเริ่มโตพอจะกัดกันได้ ก็เปลี่ยนสถานะจากพี่น้องมาเป็นศัตรูคู่อาฆาต เผลอเมื่อไหร่เป็นต้องฟาดเขี้ยวใส่กันไม่มียั้ง

เวลาหมาในบ้านกัดกัน พ่อของดิฉันบอกว่า ต้องปล่อยให้มันฟัดกันไปจนกว่าจะรู้แพ้รู้ชนะ ไม่เช่นนั้นมันจะไม่ยอมเลิกทะเลาะกัน โดยไม่ต้องเสียเวลาเจรจาให้มันรู้ผิดชอบชั่วดี หรือหาเหตุผลว่าใครถูกใครผิด ด้วยความที่มันเป็นหมา หากเราถือหลักอุเบกขา และปล่อยให้หมามันจัดการปัญหาความขัดแย้งไปตามประสาหมา เรื่องก็คงจบ

แต่บังเอิญจริงๆ ที่เจ้าของหมานั้นเป็นคน และดันเป็นคนชนิดที่ทนเห็นความรุนแรงเกิดขึ้นต่อต่อตาหน้าไม่ได้ แม้จะเข้าใจหลักการแบบหมาๆ ดีแค่ไหน พ่อแม่ของดิฉันก็ไม่สามารถทนเห็นหมาที่ตัวเองรักกัดกันจนเจ็บหรือตาย เบื้องต้นก็แก้ปัญหาด้วยการแบ่งอาณาเขตของพวกมันไม่ให้ล้ำเส้นกัน ช่วยได้บ้าง แต่ก็ยังมีทีเผลอแวบมาฟัดกันเป็นครั้งคราว เจ้าของต้องกระโดดเข้าไปห้ามทัพ ได้แผลเหวอะหวะมากี่ทีก็ไม่เข็ด

ในที่สุด พ่อกับแม่ก็ต้องยอมจำนนต่อธรรมชาติของหมา ที่ไม่ว่าจะสอนยังไง มันก็ต้องใช้กำลังและความรุนแรงตัดสินสถานการณ์อยู่ดี จึงตัดใจส่งหมาฝ้ายขึ้นเครื่องบินมาอยู่กับดิฉันที่กรุงเทพฯ

หลังจากที่แยกกันอยู่ได้เกือบสิบปี หมาหนุ่มเลือดร้อนกลายเป็นหมาแก่ ฟันฟางเขี้ยวเล็บหัก กำลังวังชาถดถอยเข้าสู่ปัจฉิมวัยแห่งหมา พ่อแม่ของดิฉันก็ตัดสินใจรับหมาฝ้ายกลับเข้าไปอยู่ร่วมชายคากับหมาปุยอีกครั้ง เพื่อให้พวกมันได้มีความสุข อยู่ใกล้ชิดเจ้าของที่รักในชีวิตบั้นปลาย ลงทุนทำรั้วเหล็กแข็งแรงกั้นเขตระหว่างสองอาณาจักรให้อย่างสวยงาม ทั้งที่ในใจก็แอบลุ้นว่า หมาปุยกับหมาฝ้ายน่าจะเลิกโกรธกันเสียที เพราะต่างก็แก่ๆ กันแล้วทั้งคู่

แต่ปรากฏว่า ทิฐิของหมานั้นยิ่งใหญ่ยาวนานกว่าชีวิต

ไม่น่าเชื่อ หมาแก่สองตัวที่ร่างกายอ่อนล้าแทบไม่มีแรงเดิน ยังคงรักษาพลังแห่งความโกรธเอาไว้ได้อย่างเหนียวแน่น จนวินาทีสุดท้ายของชีวิตหมาฝ้าย มันไม่เคยญาติดีกับหมาปุย

สงครามชีวิตระหว่างหมากับหมา จึงมีเพียงกาลเวลาเป็นผู้ชนะ

เจ้าปุยในวันนี้ แก่หง่อม จนลุกเองไม่ไหวแล้ว ตาฟาง เข้าใจว่าหูก็คงจะหนวกด้วย ยังคงเดินโงนเงนไปฉี่รดเสารั้วที่กั้นเขตแดนเป็นกิจวัตร มันจะรู้หรือเปล่าว่าเจ้าฝ้ายคู่ปรับเก่าตายไปนานแล้ว และถูกฝังอยู่ ณ มุมหนึ่งในสนามหญ้า ซึ่งมีรั้วเหล็กตั้งโดดเด่นเป็นอนุสาวรีย์แห่งความร้าวฉาน

ซึ่งอีกไม่นาน ก็คงมีร่างสีขาวขนฟูของมันถูกฝังลงเคียงข้างกัน

สันติภาพ

เมื่อปราศจากลมหายใจ…ก็ไร้ความหมาย

 

วรรณศิริ ศรีวราธนบูลย์

บรรณาธิการบริหาร

editor@hiclasssociety.com

http://www.facebook.com/people/Wannasiri-Srivarathanabul/1319023878

Related contents:

You may also like...