ศ.ดร.อภินันท์ โปษยานนท์

สำหรับผู้อ่าน Hi class หรือผู้คนในแวดวงศิลปะร่วมสมัย คงไม่ต้องแนะนำ  ศาสตราจารย์ ดร. อภินันท์ โปษยานนท์ อีกต่อไปแล้ว เพราะผู้อำนวยการสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรมผู้นี้ สร้างสรรค์ผลงานและโครงการเปี่ยมประโยชน์ไว้มากมาย อาทิ โครงการตลาดนัดศิลปะ (Art Market), โครงการสรรหาศิลปินร่วมสมัยดีเด่น รางวัลศิลปาธร การก่อตั้งกองทุนศิลปะร่วมสมัยและนานาโครงการที่จัดขึ้นเพื่อประกาศศักดาศิลปะร่วมสมัยไทยบนเวทีโลก
สิ่งหนึ่งที่ดูเหมือนจะเป็นหัวใจของศิลปะร่วมสมัยในบ้านเราก็คือการเปิดพื้นที่ในการจัดแสดงผลงาน ซึ่งสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรมให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก ดังนั้นการเปิดตัวอย่างเป็นทางการของ “หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร” (หอศิลป์ กทม)  จึงเหมือนเป็น ‘ของขวัญชิ้นพิเศษ’ ที่ภูมิใจมอบให้คนไทยโดยเฉพาะชาวกรุงเทพมหานครทั้งมวล ด้วยหน้าที่ในฐานะประธานกรรมการบริหาร หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร  ศ.ดร.อภินันท์ โปษยานนท์จึงถือเป็นอีกผู้หนึ่งที่มีบทบาทสำคัญในการประคับประคองและผลักดันโครงการก่อสร้างหอศิลป์ซึ่งเปรียบเสมือน ‘สัญลักษณ์ใหม่แห่งศิลปะรัตนโกสินทร์’ แห่งนี้จนสำเร็จ และเปิดโอกาสให้เราเข้ามาเยี่ยมชมและสัมภาษณ์ถึงความเป็นมาในวันนี้

ไฮคลาส: กว่าจะมาถึงวันนี้ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานครมีเรื่องราวมากมาย
หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานครเป็นหนังเรื่องยาวถึง 10 ปี(หัวเราะ) หลายท่านก็คงอยู่ในเหตุการณ์หรือติดตามข่าวเป็นระยะๆ เริ่มตั้งแต่สมัยคุณพิจิตต รัตตกุล เป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครซึ่งมีรองผู้ว่าฯคือ ดร.ไกรศักดิ์ ชุณหวัณ ช่วงนั้นก็มีการเตรียมการหาพื้นที่เพื่อจะสร้างหอศิลป์กรุงเทพมหานครซึ่งมีโครงการก่อสร้างมาก่อนหน้านั้นแล้วมองกันว่าควรจะมีหอศิลป์อยู่ในเมืองหลวงขนาดใหญ่ ดังนั้นช่วง 10 ปีที่แล้วจะเห็นได้เลยว่าบรรดาเมืองใหญ่ต่างๆของโลก ไม่ว่าจะเป็นจีน, ญี่ปุ่น, เกาหลีใต้, สิงคโปร์, ฮ่องกง มีหอศิลป์ผุดขึ้นมาค่อนข้างเยอะ
เมื่อโครงการเบื้องต้นผ่านแล้วก็มีการจัดการประกวดแบบทั่วประเทศ โดยผู้ชนะก็คือบริษัท Robert G. Boughey & Associates จากนั้นก็มีการเตรียมการปรับแบบเพื่อเตรียมการก่อสร้าง ก็พอดีหมดวาระของผู้ว่าฯท่านนั้น
มาถึงสมัยของผู้ว่าฯ สมัคร สุนทรเวช ซึ่งมีการเสนอแผนผังใหม่ของพื้นที่ตรงนี้  แทนที่จะเป็นหอศิลป์ให้พื้นที่แสดงงานทั้งหมด ก็มีการปรับเปลี่ยนเป็นสวนอาหาร, Aquariumและลานจอดรถ การปรับผังกับปรับแบบส่งผลให้สถาปนิกคือโรเบิร์ต จีบุยมีปฏิกิริยาว่าเขาชนะแบบมาเพื่อมาสร้าง  หอศิลป์โดยตรง แต่กลับมาปรับแบบของเขา จึงทำให้เกิดการพูดคุยกันขึ้นว่าควรจะเป็นอย่างไรต่อไป

ข่าวคราวการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ทำให้ศิลปินหลายสาขาเกิดการประท้วง จนกระทั่งมีการระงับการก่อสร้างและมีการฟ้องร้องกันขึ้น เพราะฉะนั้นมาถึงตอนนั้นการดำเนินงานก็ชะงักไปจนกระทั่งถึงช่วงหาเสียงของคุณอภิรักษ์ โกษะโยธิน มีการพูดถึงว่าจะมีการสร้างหอศิลป์ตามความคิดเดิม ทำให้มีการตื่นตัวขึ้นมาใหม่แล้วศิลปินก็ให้ความสนใจมาก การดำเนินโครงการก็ได้รับการผลักดันจนกลับมาอีกครั้ง มาถึงวันนี้หอศิลป์เปิดไปเมื่อวันที่ 27 กรกรฎาคมที่ผ่านมาก็เป็นเวลา 10 ปีพอดี เพราะฉะนั้นอย่างที่ผมเรียนว่านี่คือหนังเรื่องยาว
แต่เมื่อถึงวันนี้ หอศิลป์ในเมืองใหญ่ของแต่ละประเทศก็เริ่มมีปัญหา เช่น เรื่องของการบริหารจัดการ, การสนับสนุน, การสร้างสรรค์บุคลากร ซึ่งเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องของงบประมาณที่จะต้องมีเข้ามาทั้งจากภาครัฐบาลแล้วก็ภาคเอกชนหรือผู้ที่มีใจรักศิลปะ โดยเฉพาะเมื่อหอศิลป์อยู่ท่ามกลางกระแสโลกที่เต็มไปด้วยการแข่งขันและความเปลี่ยนแปลง ซึ่งหลายคนคิดว่าที่นี่ก็ต้องประสบปัญหาแบบนั้น กลายเป็นคำถามว่ามาถึงปัจจุบันนี้แล้วกรุงเทพจำเป็นต้องมีหอศิลป์หรือเปล่า  แต่อย่างไรก็ตามผมขอเรียนตรงนี้เลยว่าสำหรับหอศิลป์ของบ้านเราเกิดขึ้นมาแล้ว เมื่อต่อสู้แล้วและได้มาแล้ว ก็ต้องทำให้อยู่ได้

ไฮคลาส: ณ เวลานี้ มาตรฐานในการดำเนินงานมีความสำคัญมาก หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานครก็ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เช่นกัน
เรียนตามตรงว่าหอศิลป์ในเอเชียที่กล้าหาญชาญชัยประกาศว่ามีมาตรฐานการดูแลรักษาผลงานนั้นมีน้อยแห่ง ทั้งนี้ยังรวมไปถึงการควบคุมอุณหภูมิ การควบคุมความชื้นซึ่งเป็นสิ่งสำคัญมาก หอศิลป์ในเอเชียที่บอกว่ามีมาตรฐานสูงนั้น บางที่ผมไปเห็นแล้วก็ไม่ได้สุดยอดตามที่เขาโฆษณาหรอก
อย่างเช่น บอกว่าหอศิลป์ต้องมีการควบคุมอุณหภูมิให้เท่ากับหอศิลป์ในยุโรป ซึ่งเป็นเรื่องยากมากเพราะบ้านเราอากาศร้อน การควบคุมอุณหภูมิต้องอาศัยปัจจัยหลายๆอย่าง เช่น งบประมาณ เป็นต้น ดังนั้นในทางปฏิบัติ การจะทำให้ทั้งหอศิลป์มีอุณหภูมิเหมือนยุโรปเป็นเรื่องยาก ผมคิดว่าเรื่องนี้
การแบ่งโซนเป็นสิ่งสำคัญ บางครั้งเราอาจจะไม่ต้องทำให้ทุกตารางนิ้วของหอศิลป์ได้อุณหภูมิมาตรฐาน แค่บางส่วนหรือบางห้องสามารถจัดแสดงงานของ Picasso หรือ Frida Kahlo ได้ดีกว่า ส่วนอื่นก็ไม่จำเป็นต้องถึงระดับนั้น ซึ่งผมคิดว่าหอศิลป์ กทม. ควรเป็นไปในลักษณะนั้น

ยกตัวอย่างงานนิทรรศการ “รอยยิ้มสยาม : ศิลปะ+ศรัทธา+การเมือง+ความรัก” ซึ่งมีศิลปินประมาณ 109 คน และในจำนวนนั้น 20 กว่าคนเป็นชาวต่างประเทศ แต่ละคนก็มีมาตรฐานที่กำหนดเอาไว้ เช่น การติดตั้ง, การขนย้าย โชคดีที่หลายคนพอรู้จักมักคุ้นกัน ค่าประกันก็อาจจะเจรจากันได้ แต่ก็ต้องมีบ้าง ซึ่งเราก็พยายามทำให้ครบวงจร เรื่องของการขนส่ง, การรับงานออกมาจากศุลกากร, การขนย้ายงานมาที่หอศิลป์, สถานที่พักงาน, การตรวจสอบงาน, การดูแลความปลอดภัย เราก็ทำตามกระบวนการให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้

ไฮคลาส:  ทำอย่างไรให้คนเห็นว่าหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (หอศิลป์ กทม.)  เป็นสถานที่ควรชม
อย่างแรกคนอาจมองว่าหอศิลป์ กทม. เหมือนกับหอคอยงาช้าง (หัวเราะ) จากข้างนอกมองเข้ามาเป็นอาคารสูงใหญ่ สีขาว ไม่ว่าจะมองจากมุมไหนของสี่แยกปทุมวันก็ดูเหมือนอาคารที่ปิด  ซึ่งความคิดตรงนี้ผมว่าเราต้องเปลี่ยนให้ได้
หัวใจสำคัญที่สุดก็คือชาวกรุงเทพนี่เอง ต้องเริ่มจากการทำให้ชาวกรุงเทพรู้สึกเป็นเจ้าของและสามารถเข้ามาเที่ยวในหอศิลป์ได้โดยไม่เกร็ง ไม่เครียด สิ่งหนึ่งที่เราต้องจัดให้มีระหว่างการแสดงนิทรรศการก็คือการให้ความรู้ในเรื่องของการดูศิลปะ ซึ่งผมมองว่าไม่ใช่แค่เรื่องของสุนทรียะ, ความเท่ห์, ความเก๋, แฟชั่นหรือสักแต่ว่ามาเพื่อให้ได้บอกว่ามาเท่านั้น แต่รวมไปถึงการทำความเข้าใจใน  การเข้าชมงานศิลปะด้วย
โจทย์ของเราก็คือพื้นที่ 20,000 กว่าตารางเมตรนี้จะทำอย่างไรให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมของคนกรุงเทพมากที่สุด แผนหนึ่งที่เราต้องดำเนินการคือ การคำนึงถึงเด็กๆระดับอนุบาล, คนทำงาน, วัยกลางคนหรืออาวุโสแล้วก็ตาม ต้องทำให้เขารู้สึกว่าเขาไม่จำเป็นต้องรู้เรื่องศิลปะเลยก่อนที่เข้ามาก็ได้

การมาที่หอศิลป์ ไม่จำเป็นต้องมาเพื่อดูงานศิลปะเท่านั้น เขาสามารถเข้ามาเดินเล่นก็ได้ อย่างน้อยวันนั้นการเดินเล่นของเขามีงานศิลปะสักชิ้นผ่านตาก็ยังดี ไม่ต้องดูเพื่อให้เข้าใจ ไม่ต้องมาเพื่อซาบซึ้งทั้งหมดแค่อยู่ในนี้แล้วรู้สึกสบายใจก็พอ
แต่ถ้าอยากจะทราบรายละเอียด กระบวนการองค์ความรู้เราก็มี โดยร่วมมือดำเนินการกับสถาบันการศึกษาเช่นมหาวิทยาลัยศิลปากร สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบังและมหาวิทยาลัยกรุงเทพในการนำชมหมู่หรือนำชมเดี่ยว โดยต้องมีสองภาษาเป็นอย่างน้อย ช่วยกันคิดว่าระหว่างนิทรรศการหนึ่งๆ ตั้งแต่เช้าจรดเย็นจะมีกิจกรรมเสริมอย่างไรที่จะทำให้คนสนใจและ ซึมซับ โดยนิทรรศการ “รอยยิ้มสยาม : ศิลปะ + ศรัทธา + การเมือง + ความรัก” จะเป็นการสร้างมาตรฐานของหอศิลป์กทม.ไว้ด้วย

แน่นอนว่าถ้าครั้งนี้เราตอบโจทย์ที่กล่าวมาทั้งหมดได้ เราก็ตอบคนในกรุงเทพได้ว่าพื้นที่ตรงนี้ให้ประโยชน์ ให้ความรู้ เขาสามารถมาทำกิจกรรมเป็นครอบครัวได้มาผ่อนคลายได้ มาทานอาหารได้ มาดื่มกาแฟ จิบไวน์ในพื้นที่เหล่านี้ได้ ทำให้เขาเข้าใจว่ากิจกรรมในหอศิลป์ กทม. อาจจะไม่ใช่เรื่องของศิลปะเสมอไป การมีที่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของหอศิลป์ ทำให้คนเกิดความรู้สึกว่าจริงๆไม่ได้ไปยากหรอก แล้วถ้าคุณไม่อยากดูศิลปะก็ไม่ต้องดู แค่เข้ามาเดินเล่นก็ได้ ไม่มีใครทำให้คุณรู้สึกเกร็งหรือเขินเลย
เพราะฉะนั้นเริ่มต้นจะต้องทำให้เกิดความรู้สึกว่าเป็นพื้นที่สาธารณะจริงๆ ใครเดินเข้ามาก็ได้  นโยบายตอนนี้ไม่มีการเก็บตั๋ว แต่มีการพูดคุยกันว่าถ้าวันหนึ่งมีงานเฉพาะมาจัดแสดง ซึ่งจำเป็นต้องมีการเก็บตั๋วหรือผู้จัดจากต่างประเทศเข้ามาเช่าพื้นที่แล้วมีความจำเป็นต้องเก็บก็คงต้องทำ แต่ ณ ตอนนี้ยังไม่มี เพราะฉะนั้นใครก็เดินเข้ามาได้หมด

ไฮคลาส: พันธกิจหนึ่งของหอศิลป์ กทม. แห่งนี้คือการพัฒนาคุณภาพมนุษย์
ใช่ครับ ผมคิดว่าทรัพยากรมนุษย์เป็นสิ่งที่ต้องได้รับการพัฒนาอย่างเร่งด่วน อย่างน้อยเราต้องมีสถานที่สักแห่งที่ไม่ใช่แค่ไปสนุก แต่ต้องมีสาระและขณะเดียวกันคุณสามารถบันเทิงใจได้ด้วย ที่ผ่านมาเราก็มีเทศกาลหนังสั้นของมูลนิธิหนังไทย ซึ่งถือเป็นการประกาศว่าหอศิลป์ กทม. ไม่ได้มีแค่เรื่องทัศนศิลป์ แต่รวมไปถึงเรื่องของการแสดง ดนตรีและภาพยนตร์ ซึ่งช่วยผ่อนคลายได้หรืออาจจะ เยี่ยวยาได้ด้วยซ้ำ ถ้าเราจัดให้มีคุณค่า เด็กด้อยโอกาส คนพิการ ผู้สูงอายุก็ควรจะมีอะไรไปสื่อสารกับเขาด้วย ให้พื้นที่แก่เขา
ไฮคลาส: ในแง่ธุรกิจ การสร้างหอศิลป์ขนาดใหญ่ใจกลางย่านธุรกิจของเมืองหลวง จะถือว่าคุ้มค่าหรือไม่
ขออนุญาตยกตัวอย่างง่ายๆว่าอาคารหอศิลป์ กทม.ทั้งหมด 11 ชั้น พื้นที่กว่า 20,000 ตารางเมตร ลงทุน 500 ล้าน ซึ่ง ณ วันนี้สร้างไม่ได้แล้ว อันนี้พูดถึงด้านอสังหาริมทรัพย์ ผมคิดว่าก็คงสามารถมองเห็นได้แล้วว่าคุ้มค่า
อันที่สอง โชคดีโจทย์ที่ทาง กทม.ได้วางเอาไว้แล้วนั้น ระบุว่าถึงแม้หอศิลป์จะมี 11 ชั้นก็ตาม แต่ได้มีการออกแบบให้เป็นพื้นที่เช่าของร้านค้า โดยมีข้อแม้ว่าต้องเป็นสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับศิลปะ  วัฒนธรรม ณ ตอนนี้มีการเตรียมแบ่งให้เช่า 33 ห้อง อยู่บริเวณชั้น 1,2,3,4
เรื่องของร้านค้านั้น ผมมองว่าตามทำเลแล้วอยู่ได้แน่นอน แต่เราต้องคิดว่าจะแบ่งสรรปันส่วนอย่างไร ว่าเป็นร้านกาแฟ, ร้านอาหาร, ร้านที่เกี่ยวกับศิลปะ, ร้านหนังสือศิลปะ เรากำลังจัดแบ่งโซน  อยู่เพื่อความเหมาะสม ให้ดูดี ไม่สะเปะสะปะ ถ้าเราสามารถจัดสรรเรื่องพวกนี้ได้ก็จะนำมาซึ่งรายได้ที่จะเลี้ยงนิทรรศการต่างๆที่อยู่บนชั้น 7,8, 9
ในส่วนนี้แสดงให้เห็นว่าหอศิลป์ กทม.สามารถสร้างรายได้บางส่วนเข้ามาได้ แต่แน่นอนช่วง 3- 5 ปีก็ต้องพึ่งพางบประมาณจากทางกรุงเทพมหานครอยู่และรับนโยบายจากมูลนิธิหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร

ไฮคลาส: แล้วถ้าวันหนึ่งเกิดการเปลี่ยนแปลงผู้บริหาร นโยบายจะต้องเปลี่ยนไปด้วยหรือไม่
การเปลี่ยนแปลงย่อมมีแน่นอนเมื่อมีการเปลี่ยนตัว แต่ ณ ตอนนี้ผมมองว่าในเมื่อเราเปิดหอศิลป์ กทม.แล้ว นโยบายต้องทำให้ชัดเจน เรามีคณะกรรมการมูลนิหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานครซึ่งมีผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครเป็นประธานโดยตำแหน่ง และมีคณะกรรมการบริหารจัดการอีกชุดหนึ่ง ซึ่งเวลานี้กรรมการสองคณะต้องร่วมมือกันบริหารจัดการให้ได้ คิดว่านโยบายนี้เมื่อเปิดเป็นหอศิลป์แล้วจะเปลี่ยนเป็นอื่นไปไม่ได้ เมื่อผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครคนใหม่เข้ามาดำรงตำแหน่งก็ต้องทำต่อตรงนี้ เครือข่ายองค์กรศิลปะและคนกรุงเทพก็รู้แล้วว่าที่นี่คือพื้นที่สำหรับงานศิลปะ

ไฮคลาส:  แม้จะฟังดูน่าสนใจ แต่ระดับปฏิบัติการจะสามารถทำให้ทุกคนรู้สึกอยากเข้ามาในหอศิลป์ กทม.ได้อย่างไร
แรกๆก็ต้องทำงานร่วมกับกรุงเทพมหานคร ยกตัวอย่างเช่นโรงเรียนสังกัด กทม.ก็มีการเชิญชวนให้ครูพาเด็กๆมาชมงานศิลปะบ้าง แต่โดยส่วนตัวผมคิดว่านิทรรศการต้องดีด้วย เพราะถ้างานดีก็ปากต่อปากว่า  1. ฟรี 2.งานดี 3.เข้ามาได้สบายมาก ซึ่งผมอยากให้เป็นอย่างนั้นมากกว่า ไม่อยากให้บังคับกันมา
อย่างเมื่อสองเดือนที่ผ่านมาก็ทำโครงการ Art Market ที่ลานด้านหน้าหอศิลป์ กทม. งานนี้เกิดขึ้นก่อนการเปิดหอศิลป์ กทม. ด้วยซ้ำไป ผมคุยกับผู้ว่าฯ อภิรักษ์ว่าพื้นที่ 600 ตารางเมตรด้านหน้าซึ่งติดสี่แยกปทุมวันนั้น สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัยจะเอา Art Market มาลงเป็นโครงการ นำร่องก่อน เป็นกิจกรรมง่ายๆสบายๆ ใครผ่านไปผ่านมาเห็นแล้วสนใจก็มาดู ผู้คนลงรถไฟฟ้าผ่านมาก็เข้ามาเดินเล่นได้
การประชาสัมพันธ์เราก็ต้องอาศัยทางกรุงเทพมหานคร ยกตัวอย่างเขามีป้ายโฆษณาที่อยู่ตรงต้อม้อรถไฟฟ้า หรือเจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ของเขาก็มีนัดพบสื่อมวลชนวันจันทร์เช้า เป็นต้น ตรงนี้เราก็อาศัยเขาได้ เพราะ บุคลากรของเรายังน้อย เรามีอัตราตำแหน่งประมาณ 60 กว่าคน แต่เพิ่งทยอยกันเข้ามา เพราะฉะนั้นก็ยังไม่ครบ ซึ่งตรงนี้ก็เป็นงานเร่งด่วนอีกงานหนึ่ง

ไฮคลาส: หมายความว่าในการบริหาร คณะกรรมการบริหารเป็นผู้กำหนดกิจกรรมก่อนแล้วจึงส่งเรื่องไปทางกรุงเทพมหานคร
เราต้องเสนอกิจกรรมต่างๆ ขึ้นไปให้คณะกรรมการมูลนิธิศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานครรับทราบ และคณะกรรมการมูลนิธิฯ ซึ่งประกอบไปด้วยผู้ทรงคุณวุฒิและตัวแทน จากกรุงเทพมหานคร
ในฐานะที่ผมเป็นประธานกรรมการบริหารหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ทางมูลนิธิหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานครได้มอบหมายให้มีการสรรหาผู้มาดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการหอศิลป์ กทม. ซึ่งจะเข้ามาบริหารเต็มตัว
ซึ่งในกระบวนการสรรหา ผู้ที่จะเข้ามาต้องรู้เรื่องศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัยพอสมควร แต่ว่าถ้ามีความสามารถในด้านอื่นด้วยหรือมีความสามารถในการบริหารจัดการด้วยจะดีมาก เพื่อมาดูแลงานในอาคาร 11 ชั้นนี้ให้ครบวงจร
บางคนบอกว่าเขามีความสามารถแต่ไม่เก่งเรื่องศิลปะร่วมสมัย ขอเรียนว่าสามารถเข้ามาสมัครได้เพราะตำแหน่งนี้มีทั้งการบริหารงาน, การดูแลกิจกรรม, ดูแลห้องเช่า 33 ห้อง ถ้ามีทั้งวิสัยทัศน์และประสบการณ์ก็ดี แต่ไม่ใช่ว่าต้องรู้เรื่องศิลปะวัฒนธรรมร่วมสมัยแต่อย่างเดียว ในทางกลับกันถ้านักบริหารมืออาชีพจะเข้ามาดูแลหอศิลป์ กทม.ให้ดำเนินไปได้  ตอบโจทย์ต่างๆ ให้คนดูเข้ามาด้วยความสนุกสนานและได้ความรู้อย่างที่เราวางแผนไว้ก็จะดีมาก

ไฮคลาส: ในฐานะที่สนใจศิลปะร่วมสมัยมานาน คุณคิดว่าศิลปินไทยมีมาตรฐานเทียบเท่าศิลปินระดับโลกไหม
มากกว่าด้วยซ้ำ แต่เรียนว่าตรงนี้ไม่ได้วัดกันด้วยราคาของผลงาน อธิบายง่ายๆว่าในมหกรรมมศิลปะที่มีมาตรฐานสูงๆ เช่น ที่โยโกฮามา, เซี่ยงไฮ้,เวนิส, บริสเบน เป็นต้น ไปดูที่ไหนก็จะเห็นชื่อศิลปินไทยปรากฎอยู่ทุกแห่ง แต่เราซึ่งเป็นคนไทยด้วยกันเองกลับไม่ค่อยได้เห็นผลงานของพวกเขาก็เลยไม่เข้าใจ ไม่รู้เรื่อง แต่รู้สึกว่าทำไมมีงานศิลปะร่วมสมัยที่น่าสนใจของศิลปินไทย แต่ไปแสดงงานที่สิงคโปร์ เกิดความสงสัย เกิดความเสียดาย ก็โยงมาถึงว่าสิ่งที่เรามีอยู่ถ้าเราไม่ดูแลรักษา คนอื่นก็จะเอาไปหมด มีศิลปินหลายคนที่เดินสายในต่างประเทศ   เพราะเขาไม่มีพื้นที่แสดงในบ้านของตัวเอง ตัวอย่างเช่น ฤกษ์ฤทธิ์ ตีระวณิช, นาวิณ ลาวัณย์, สรุสีห์ กุศลวงศ์ เป็นต้น ซึ่งผมก็จะนำพวกเขากลับมาแสดงในงานรอยยิ้มสยาม อย่างน้อยก็ให้เกิดความเคยชิน รุ่นเด็กๆก็จะสามารถเห็นได้ สัมผัสได้ รุ่นแก่ๆรับไม่ได้ก็ไม่เป็นไร (หัวเราะ) แต่รุ่นเด็กๆผมยังมีความหวังอยู่ว่าเขาจะเกิดความชื่นชมและเห็นคุณค่าของศิลปินเหล่านี้ ต้องค่อยๆแนะนำให้คนไทยเห็นว่าของดีจริงๆแล้วอยู่ตรงจมูกเรานี่เอง

ไฮคลาส: ฟังดูแล้ว งานของคุณทั้งรอบด้านและลึกซึ้ง ไม่ง่ายเลย
(หัวเราะ) งานผมไม่เคยง่ายอยู่แล้ว ผมเจอปัญหาจนชินแล้ว เข้าใจว่าถ้าทำงานก็ต้องมีปัญหา

ไฮคลาส: หลายคนตั้งความหวังเอาไว้ว่าหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานครจะเป็นสัญลักษณ์สำคัญในการเป็นเมืองแห่งศิลปะร่วมสมัยของกรุงเทพ
เคยมีการพูดกกันว่าเราจะทำอย่างไรให้กรุงเทพเป็น Asian Gateway หรือเป็นประตูสู่เอเชียหมายความว่าผู้เดินทางไม่ว่าจะไปไหนก็ตามต้องมาหยุดพักที่นี่ก่อน เพราะฉะนั้นสนามบินที่มีคุณภาพก็ต้องเกิดขึ้น โรงแรมระดับ 5 – 6 ดาวก็ต้องมี เพื่อตอบสนองการท่องเที่ยว การแสดงสินค้าและการประชุมระดับนานาชาติจึงมองกันว่าสิ่งหนึ่งที่จะรั้งเขาให้อยู่ได้คือการท่องเที่ยว
ส่วนนี้เกี่ยวข้องกับเราตรงที่ถ้าเรามีหอศิลป์ กทม.หรือมีงานศิลปะที่น่าสนใจก็น่าจะเป็นสูตรสำเร็จ เช่น พอมาถึงเมืองไทยก็ไปดูวัดพระแก้ว ไปชมสถานที่สำคัญๆ ไปตลาดน้ำ หรืออะไรต่างๆ แล้วเราก็มีทางเลือกใหม่ๆ เป็นศิลปะร่วมสมัยหรือศิลปะการแสดงที่น่าสนใจด้วย อาจจะสามารถดึงให้นักท่องเที่ยวอยู่ต่อได้นานขึ้นด้วยซ้ำ  ซึ่งผมคิดว่าหอศิลป์ กทม.เป็นพื้นที่สำคัญอันหนึ่งสำหรับเรื่องเหล่านี้ สูตรนี้ไม่ใช่แค่สำหรับบ้านเรา ในหลายๆประเทศในเอเชียก็ใช้กันอยู่
ในบางกรณีก็มองว่าหอศิลป์เป็นสถานที่ดึงดูดสำคัญ (landmark) อย่างที่กรุงโตเกียว Mori Art Centre ก็เป็น landmark ที่คนนิยมมาถ่ายรูปหรือมาเยี่ยมชม ในด้านหนึ่งก็เป็นการบอกว่าคุณ ไม่จำเป็นต้องมาหอศิลป์เพื่อชมงานศิลปะอย่างเดียว มาดู มาเดินเล่น มาถ่ายรูปก็ได้
มาถึงตรงนี้ก็วกกลับมาว่าเราต้องมีพื้นที่ให้กับทรัพยากรมนุย์ คือ ศิลปิน ให้มีพื้นที่แสดงด้วย ทั้งนี้ถือเป็นการสร้างความหลากหลายในทางวัฒนธรรมให้กับเราด้วย ผมหมายความว่าถ้าเป็นอย่างที่เราคิด คนก็จะมีทางเลือกได้มากขึ้น เช่น ไปดูโขนที่ศาลาเฉลิมกรุง  จากนั้นไปดูงานศิลปะที่หอศิลป์ กทม. คุณสามารถเอาทัวร์มาลง มาซื้อของ มากินข้าวแล้วก็เลยมาดูงานศิลปะก็ย่อมได้

ไฮคลาส: เท่ากับเป็นการสร้างประวัติศาสตร์ให้กับศิลปะร่วมสมัย หรือสร้างประวัติศาสตร์ใหม่ของศิลปะในประเทศไทย
เรากำลังพยายามปรับทัศนคติของรัฐบาลรวมไปถึงผู้ที่ดูแลเรื่องงบประมาณ มักจะที่ดูผลนโนยบายทางวัฒนธรรมในเชิงอนุรักษ์และสืบทอดมรดก ผมจึงพยายามพูดอะไรที่ฟังง่ายๆ เช่น ศิลปะสามารถไปส่งเสริมการท่องเที่ยวได้ ศิลปะสามารถไปเกี่ยวข้องกับเรื่องราวต่างๆในชีวิตประจำวันได้ ไม่ใช่เรื่องยากหรือเรื่องไกลตัวเลยถ้าคนเปิดรับ เพราะศิลปะร่วมสมัยเป็นเรื่องที่อยู่ในชิวตประจำวันอยู่แล้ว ไมว่าจะเป็นการแต่งตัว อาหาร ความบันเทิง เป็นต้นเพราะฉะนั้นจริงๆแล้วเราใช้เวลากับศิลปะร่วมสมัยเยอะมาก  แต่เราไม่ค่อยรู้ตัวเท่านั้นเอง แต่ในเชิงของงบประมาณ ผมอยากให้ฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้เข้าใจและให้เม็ดเงินที่พอเพียง ผมคิดว่าเราลงทุนอย่างน้อยนิด แต่สิ่งที่ได้กลับคืนมามหาศาล
สำหรับเรื่องชมงานศิลปะผมคิดว่าไม่ต้องถึงขั้นนักท่องเที่ยวต่างชาติหรอก ถ้าเรามีงานดีๆให้ดู คนต่างจังหวัดก็อาจจะอยากเข้ามาดูบ้าง ยกตัวอย่างมหาวิทยาลัยในต่างจังหวัดขาก็อยากจะให้นักศึกษาได้เข้ามาดูงานเหล่านี้ ผมคิดว่าก็เป็นส่วนหนึ่งของรายได้อยู่แล้ว สามารถหมุนเวียนในประเทศได้ด้วย

ไฮคลาส: หมายความว่า คุณเองมองว่าในเวลานี้รัฐปล่อยให้เอกชนกำหนดอนาคตศิลปะร่วมสมัยแต่ฝ่ายเดียว รัฐควรทำอะไรนอกเหนือจากการอนุรักษ์ด้วย
ฝ่ายอนุรักษ์ก็อนุรักษ์ไป แต่ต้องมีการต่อยอดด้วย อย่างงานนิทรรศการ “รอยยิ้มสยาม”  เองก็มีการนำโบราณวัตถุจากพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติมาจัดแสดงร่วมด้วย นำโบราณวัตถุมาจัดแสดงร่วมกับศิลปะร่วมสมัย อย่างเช่นการจัดแสดงพระพุทธรูปเก่าที่มีรอยยิ้มร่วมกับงานลายเส้นของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอฯ กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์, งานประติมากรรมของอาจารย์ศิลป์ พีระศรี, งานจิตรกรรมของอาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ สลับกันไปทำให้เกิดปฎิสัมพันธ์ใหม่ที่น่าสนใจ
นอกจากนี้ผมยังนำงานของศิลปินชาวอังกฤษ ชื่อ David Mach ซึ่งเรียงหัวไม้ขีดเป็นพระพุทธรูป จะเปรียบเทียบกับงานของคามิน เลิศชัยประเสริฐซึ่งทำพระพุทธรูปจากเศษธนบัตร  ซึ่งสะท้อนว่าความศรัทธาเกิดขึ้นจากใจ ไม่ได้เกิดจากว่าพระพุทธรูปทำด้วยวัตถุอะไร

ไฮคลาส: คุณเคยคิดไหมว่า อุปสรรคที่หอศิลป์ต้องเผชิญแน่ๆในอนาคตคืออะไร
สำหรับพื้นที่ขนาดใหญ่แบบนี้ท่ามกลางงบประมาณที่มีอยู่ในปัจจุบัน ปัญหาและอุสรรคก็คือการดำเนินการวันต่อวัน
ณ ตอนนี้โชคดีที่เรื่องของน้ำ ไฟนั้น กรุงเทพมหานครยังดูแลอยู่ แต่ก็อย่างทีทราบว่าหอศิลป์ กทม. เองก็พยายามหารายได้จากห้องเช่าและอะไรอื่นๆ อีกอย่างหนึ่งที่มองว่าเป็นปัญหาอุปสรรคในการทำงานก็คือ ถ้าหากว่าหอศิลป์ กทม.เองยังติดอยู่ในระบบราชการก็อาจจะมีความล่าช้าหรือยุ่งยากเกี่ยวกับการบริหารงานบ้าง  ถึงแม้ว่าจะเป็ยมูลนิธิก็ยังมีกฎระเบียบที่ต้องปฏิบัติตามอยู่ในอนาคตเราก็จะต้องพยายามหาบุคลากรเครือข่ายกลุ่มศิลปินและผู้มีใจรักศิลปะ มาเติมให้เต็มเพื่อร่วมมือกันทำงาน

ไฮคลาส: ต้องใช้บุคลากรต่างชาติไหม?
เคยมีการคุยกันว่าอย่างน้อยก็จะเชิญผู้เชี่ยวชาญมาเป็นภัณฑารักษ์สักพัก เหมือนที่สิงคโปร์เขาเคยทำ เรากำลังหาทางติดต่อผ่านสถาบันต่างๆ อาทิ British Council, สถาบัน Goethe หรือสถานทูตต่าง เช่น สถานทูตฝรั่งเศสเป็นต้น ซึ่งเรามีเครือข่ายอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นการมาของคนเหล่านี้อาจจะไม่มีค่าใช้จ่ายหรือมีน้อยมาก
การวางบทบาทของเราก็สำคัญ ต้องมาดูว่าเราจะเป็นหอศิลป์หรือพิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัย  ถ้าอยากเป็นหอศิลป์ก็ต้องพยายามจัดนิทรรศการให้มาก หลากหลาย แต่ถ้าอยากเป็นพิพิธภัณฑ์ด้วยก็ต้องมีการซื้องาน เพราะต้องมีนิทรรศการถาวรจัดแสดงหรือมีการเก็บรักษาผลงาน ซึ่งเป็นเรื่องยาก ซึ่ง ณ ตอนนี้ไม่ใช่แนวทางของเรา เราเน้นนิทรรศการอย่างเดียว เพราะว่างบประมาณไม่มีที่จะซื้องาน
เรามีหน้าที่แสดงงานให้ผู้ชมได้ดู ไม่ได้มีหน้าที่ซื้องานมาสะสม อันที่จริงผมจำได้ว่าครั้งหนึ่งมีการพูดถึงว่าบางชั้นหรือบางห้องจะมีการจัดแสดงนิทรรศการถาวร แต่ผมคิดว่าราคางานศิลปะไม่รอใคร มาถึงตอนนี้งานที่คิดว่าจะซื้อมาเป็นสมบัติของกรุงเทพก็คงซื้อยากแล้ว บางงานที่ซื้อได้ก็ต้องหางบประมาณก่อน แต่ในทางกลับกันก็มองว่าถ้าเผื่ออยากมีงานกึ่งถาวรก็อาจจะยืมงานของเจ้าของ เช่น ศิลปินหรือนักสะสมมาจัดแสดง โดยมีเครดิตให้เพราะนักสะสมหรือศิลปินบางคนก็ไม่มีที่แสดงงานเราก็อาจจะเป็นพันธมิตรกัน หรือมีที่แสดงอยู่แล้วแต่อยากจะช่วยสังคมก็ให้ยืมมา ก็มีความเป็นไปได้

ไฮคลาส: สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย (สศร.) มีบทบาทในการดูแลหอศิลปวัฒนธรรม  แห่งกรุงเทพมหานคร (หอศิลป์ กทม)อย่างไรบ้าง
ไม่ครับ สศร.ไม่ได้เขามาบริหารตรงนี้เลย เป็นเรื่องของคณะกรรมการบริหารหอศิลป์ กทม.เท่านั้นและในที่สุดหอศิลป์ กทม. ก็ต้องมีผู้อำนวยการและผู้อำนวยการก็ต้องเป็นผู้วางแผน บริหาร เพราะฉะนั้นตอนเข้ามาสมัครก็ต้องบอกวิสัยทัศน์ ให้เราเห็นภาพว่าสอดคล้องกับความคิดเราไหม รอบด้านไหม จะฟอร์มทีมอย่างไร ผมคิดว่าไม่เกินสองปีก็น่าจะเข้ารูปเข้ารอย แต่ผมคิดว่าในส่วนของนิทรรศการนั้นไม่ต้องรอ ในเรื่องนี้ถ้าเราค่อยๆเป็น ค่อยๆ ทำจะถูกมองว่าไม่คุ้มกับการรอคอยหอศิลป์เลย เพราะฉะนั้นปัญหาอีกอันหนึ่งคือเรื่องเวลา ต้องรีบแสดงงาน จัดงาน ให้คนได้เห็นศักยภาพของพื้นที่นี้ว่ามีมากน้อยแค่ไหน

ไฮคลาส: สถานการณ์ตอนนี้มีผลต่อการจัดงานไหม?
ตอนนี้ไม่มีนะครับ แต่ผมมองว่ายิ่งเวลาผ่านไปชื่อของนิทรรศการ “รอยยิ้มสยาม : ศิลปะ + ศรัทธา + การเมือง + ความรัก”  อาจจะตรงใจคน (หัวเราะ) ไม่รู้ผมเข้าข้างตัวเองมากไปหรือเปล่าแต่รู้สึกว่าชื่อของนิทรรศการค่อนข้างบอกได้ถึงบรรยากาศสังคมในตอนนี้ซึ่งมีคนมากมายโหยหารอยยิ้ม รอยยิ้มสยามในอดีตแสดงออกด้วยความเรียบง่าย แจ่มใส  มีเสน่ห์ แต่ในช่วงนี้มีทั้งยิ้มสยอง ยิ้มแสยะ แถมมาด้วย(หัวเราะ)

ไฮคลาส: นิทรรศการรอยยิ้มสยาม: ศิลปะ + ศรัทธา + การเมือง + สังคม เป็นนิทรรศการที่ทุกฝ่ายรอคอย ในฐานะผู้มีส่วนสำคัญในการจัดและเป็นภัณฑษรักษ์เองด้วย คุณมีแรงบันดาลใจอย่างไร?
งานนี้เราอยากจะมีชื่อที่ง่ายๆ เพื่อคนกรุงเทพหรือคนไทยเองจะได้รู้สึกว่ามีขี้นเพื่อคนไทย แต่ผมพยายามจะสอดแทรกบางเรื่องเข้าไปด้วย อยากเอางานในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติมาจัดแสดงด้วย เพื่อบอกว่างานในหอศิลป์ กทม.ไม่ได้มีแต่ร่วมสมัยอย่างเดียว อาจจะมีงานประเพณีด้วยเพื่อปฏิสัมพันธ์กับงานร่วมสมัย
อยากจัดงานสำคัญๆ ที่รวบรวมงานที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ศิลปะไว้ด้วยกัน เช่น ตู้พระธรรมของอาจารย์ถวัลย์ ดัชนี หรืองาน “ธรรมมะ อธรรม” ช่วง 14 ตุลา ที่อาจารย์ประเทือง เอมเจริญได้เขียนขึ้น, งานของจ่าง แซ่ตั้งที่เขียนช่วง 14 ตุลา ที่อาจารย์นั่งอยู่แต่ตาถูกควักออกแล้วมือถูกตัด, งานของประสงค์ ลือเมืองที่เขียนช่วงพฤษภาทมิฬ ชื่อ สัตว์เป็นสัตว์, งานของวสันต์ สิทธิเขตต์ เป็นต้น ผมจะนำเสนอให้เห็นว่างานเหล่านี้สะท้อนเหตุการณ์อย่างไร และเป็นโอกาสเดียวที่งานเหล่านี้จะมาอยู่บนกำแพงเดียวกัน ในเชิงการศึกษาถือว่ามีค่ามาก
ในเรื่องของศิลปินต่างชาติ งานของเขาอาจจะไม่เกี่ยวกับรอยยิ้มสยามโดยตรง แต่อาจพูดถึงรอยยิ้มหรือศิลปินบางคนเคยมาทำงานในเมืองไทย เพราะฉะนั้นส่วนหนึ่งก็สามารถสะท้อนความคิดของชาวต่างชาติที่มีต่อคนไทย และเป็นการเปิดพื้นที่ให้ศิลปินต่างชาติได้ทำงานร่วมกับเรา สร้างงานร่วมกับศิลปินไทยถือเป็นการยกระดับศิลปินของเราด้วย ศิลปินหลายคนสร้างงานใหม่เพื่องานนี้โดยเฉพาะ เพราะฉะนั้นน่าสนใจมาก
นอกจากนี้ผมยังเอางานของศิลปินหนุ่มสาว มาร่วมไว้ในนิทรรศการครั้งนี้ด้วย ให้เขาได้มีแรงบันดาลใจ สร้างโปรไฟล์ให้เขา เพราะฉะนั้นตรงนี้คือการเปิดโอกาสให้ศิลปินหลากรุ่นทำงานด้วยกัน ถ้าเราจัดงานระดับนี้ได้ปีละครั้งก็จะช่วยขับเคลื่อนวงการศิลปะร่วมสมัยต่อไป

Text:กองบรรณาธิการ
Photo:สรวิชญ์ หอมสุวรรณ

 

 

profiler01

Related contents:

You may also like...