ศิลปะกับชีวิตคนเมือง

ความเป็นเมืองใหญ่ หรือ เมืองหลวง ของหลายประเทศทั่วโลก มีสิ่งที่เหมือน ๆ กัน นั่นคือ ความแออัดของประชากร อาคารสิ่งปลูกสร้าง การจราจรที่ติดขัด การดำเนินชีวิตอย่างเร่งรีบแข่งขัน ผู้คนอยู่กับวัตถุมากกว่าธรรมชาติ อันส่งผลให้คนในเมืองจำนวนไม่น้อยขาดแคลนโอกาสในการ “เสพความสุข”ในการใช้ชีวิตประจำวัน เมื่อเทียบกับคนในชนบท

จากประสบการณ์เดินทางไปเมืองต่าง ๆ ทั่วโลก ผมพบว่า เมืองใหญ่ที่ “น่าอยู่” นั้นมีสิ่งหนึ่งที่คล้ายกันนั้นคือ ความงามของเมือง แม้จะเป็นเมืองใหญ่ที่พลุกพล่านไปด้วยผู้คน แต่ตามพื้นที่ต่าง ๆ นั้นได้สอดแทรกงานศิลป์ไว้ด้วย เพื่อให้คนเมืองได้ผ่อนคลายและมีความสุขในช่วงเวลาสั้น ๆ ในระหว่างเดินทางไปทำงานและกลับบ้าน

ในหลายเมืองที่ผมเดินทางโดยรถไฟใต้ดิน เห็นว่าเขาได้ให้ศิลปินเข้าไปตกแต่งภายในขบวนรถไฟอย่างสวยงาม เหมือนกับพื้นที่จัดแสดงงานศิลป์ ทำให้คนที่เดินทางไปทำงานหรือนักเรียน นักศึกษาที่เดินทางโดยรถไฟสามารถชื่นชมศิลปะไปพร้อม ๆ กับการเดินทางที่รีบเร่ง และอีกหลายเมืองจะมีพื้นที่โล่งกว้าง มีการสร้างประติมากรรมขนาดใหญ่ นอกจากเพื่อให้เป็นสัญลักษณ์ของเมืองแล้ว ยังเป็นพื้นที่พักผ่อนที่คนในเมืองรวมทั้งนักท่องเที่ยวเข้ามาเดินเล่น ถ่ายภาพ พักผ่อนได้

ศิลปะกับวิถีชีวิตคนเมืองเป็นสิ่งสำคัญที่แยกกันไม่ออก เพราะจะช่วยทำให้เมืองนั้นมี “ชีวิตจิตใจ” ตอบสนองความต้องการของมนุษย์ในการชื่นชมและสัมผัสความสุขที่ได้รับจากศิลปะ

ผมมองว่า ประเทศไทยในทุกพื้นที่ทั้งในกรุงเทพฯและจังหวัดต่าง ๆ ล้วนมีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรม ทั้งวัฒนธรรมท้องถิ่นและวัฒนธรรมร่วมสมัย ที่สำคัญ ในประเทศเรามีผู้ที่มีฝีมือทางด้านนี้เป็นจำนวนไม่น้อย อาทิ กรุงเทพฯ มีการสั่งสมของศิลปะความงดงามในอดีตที่สืบเนื่องมาตั้งแต่สมัยอยุธยา สะท้อนออกเป็นความงามผ่านวัตถุสิ่งของต่าง ๆ ดังนั้น หากมีการส่งเสริมจากภาครัฐอย่างจริงจัง เราสามารถทำให้ศิลปะเหล่านี้ซึมซับในทุก ๆ พื้นที่ของเมือง

ตัวอย่างเช่น การแต่งแต้มรถประจำทาง ให้มีการเพ้นส์หรือวาดภาพที่สื่อถึงเอกลักษณ์ไทย การปรับภูมิทัศน์ริมน้ำเจ้าพระยา โดยมีการสร้างประติมากรรมอันงดงามโดดเด่น การเปิดพื้นที่ให้กับศิลปินร่วมสมัยทุกวัย โดยวิธีการนำเสนอนั้นแตกต่างไปตามพื้นที่ เช่น หากเป็นพื้นที่บริเวณโรงเรียนอาจให้นักเรียนนำเสนอศิลปะที่สร้างสรรค์ หรือในส่วนของพื้นที่ใต้ทางด่วนในกรุงเทพ ฯ อาจเปิดให้เด็กหรือเยาวชนมาเพ้นส์ Graffiti เพื่อให้บริเวณนั้นดูสวยงาม การจัดแสดงผลงานศิลปะในบริเวณสถานีรถไฟฟ้า เป็นต้น

คนเมืองจะอยู่อย่างมีความสุข หากศิลปะอันงดงามทุกรูปแบบของเราจะไม่ถูกเก็บไว้ ณ สถานที่ใดที่หนึ่ง แต่เป็น “สาธารณศิลป์” โดยแต่งแต้มและสร้างสรรค์พื้นที่สาธารณะต่าง ๆ ด้วยฝีมือของศิลปินไทย เพื่อให้คนทั่วไปได้เสพสุนทรีย์ในชีวิตประจำวัน ได้มีโอกาสเติมเต็มความสุข ผ่อนคลายความเครียดจากการใช้ชีวิตในเมืองใหญ่ที่ต้องแข่งขันและแออัด

การสร้างสรรค์พื้นที่สาธารณะต่าง ๆ ด้วยฝีมือของศิลปินไทย ไม่เพียงแต่งแต้มให้เมืองสวยงาม ผู้คนมีความสุขมากขึ้นแล้ว ยังเป็นการส่งเสริมในเชิงการท่องเที่ยวอีกด้วย เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นมนต์เสน่ห์ของประเทศที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติให้เข้ามาท่องเที่ยวและสัมผัสกับวิถีความเป็นไทยได้เป็นอย่างดี

text : ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์

นักวิชาการอาวุโส ศูนย์ศึกษาธุรกิจและรัฐบาล มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด

kriengsak@kriengsak.com, http:// www.kriengsak.com

Related contents:

You may also like...