อย่ารอสันติภาพ หลังสงคราม

“สิ่งที่มนุษยชาติแสวงหา คือ สงคราม หรือ สันติภาพ หากเราปรารถนาสันติภาพจะต้องปราศจากสงครามหรือความขัดแย้งใด ๆ อันจะนำมาซึ่งความเกลียดชังและการทำลายกัน”

ข้อความนี้ ผมได้กล่าวไว้ในหนังสือ สังคมพหุเอกานิยม: เอกภาพในความหลากหลาย เพื่อสะท้อนให้เห็นความจริงว่า แท้จริงแล้วสันติภาพนั้น แม้เป็นสิ่งที่คนส่วนใหญ่แสวงหามากกว่าสงคราม แต่ตลอดเวลาหลายพันปี สังคมโลกกลับดำเนินภายใต้ความขัดแย้ง เกลียดชัง และการใช้ความรุนแรงต่อกัน มากกว่าดำเนินไปร่วมกันอย่างสงบสุขด้วยการยอมรับในความแตกต่างระหว่างกัน

คนต่างสีผิว คนต่างเชื้อชาติ คนต่างศาสนา คนต่างวัฒนธรรม คนต่างอุดมการณ์ทางการเมือง คนต่างฐานะ คนต่างการศึกษา ฯลฯ ความแตกต่างเหล่านี้มักนำมาซึ่งความขัดแย้งอันเกิดจากหลากหลายสาเหตุ อาทิ ความรังเกียจเดียดฉันท์ การถือว่าตนเองดีกว่า การกลัวถูกทำร้าย ถูกคุกคาม ความไม่พอใจการกระทำของอีกฝ่าย และมักตามมาด้วยความพยายามจัดการอีกฝ่ายหนึ่งให้ออกไปจากทางของตน โดยคิดว่าเมื่ออีกฝ่ายพ่ายแพ้ไปแล้ว “สันติสุข” จะกลับคืนมา

สงครามโลกครั้งที่หนึ่งเป็นบทเรียนสอนให้เห็นว่า การจัดการฝ่ายตรงข้ามแบบ “ฉันชนะ เธอแพ้” เพื่อสันติสุขจะกลับคืนมา ในตอนสิ้นสุดสงคราม ฝ่ายที่ชนะคิดว่า ความสยดสยองของสงครามจะทำให้เยอรมันผู้ปราชัยจะสงบเสงี่ยมไม่คิดรุกรานเพื่อนบ้านอีก แต่ความจริงไม่เป็นเช่นนั้น ทั้งนี้เพราะสันติภาพดำรงอยู่กับฝ่ายชนะเพียงฝ่ายเดียวเท่านั้น ในขณะที่ฝ่ายแพ้กลับสะสมความโกรธแค้น และก่อกำแพงความไม่พอใจฝังลึก รอเวลาเตรียมความพร้อมเพื่อแก้แค้น ซึ่งระเบิดขึ้นในปี ค.ศ.1939

จากประวัติศาสตร์การดำรงอยู่ของมนุษยชาติ เราพบว่าวงจรของการแสวงหา “สันติภาพ” มักจะเกิดขึ้นภายหลังการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของชีวิตและทรัพย์สินที่ไม่สามารถเรียกคืนได้ หลังภาวะสงครามจึงมักเกิดการเซ็นสัญญาสันติภาพระหว่างกัน ทว่าในขณะเดียวกัน แต่ละฝ่ายต่างยังคงสะสมและพัฒนาอาวุธยุทโธปกรณ์ไปด้วย เพื่อเมื่อถึงเวลาแห่งความขัดแย้งจะสามารถมีอาวุธในการนำมาใช้ และเมื่อสงครามยุติจะกลับสู่วงจรแห่งการเรียกร้องและแสวงหาสันติภาพอีกครั้งหนึ่ง วนเวียนในลักษณะนี้ต่อไปเรื่อย ๆ สันติภาพแท้จึงยังคงเป็นเพียง “ความฝัน” ที่เลื่อนลอย

เมื่อเราใช้วิธีจัดการความขัดแย้งแบบ ชนะ-แพ้ นั้นย่อมเท่ากับว่า เรากำลังกระตุ้นให้ฝ่ายที่แพ้ใช้วิธีการจัดการแบบเดียวกันตอบโต้กลับมา เช่นเดียวกับในเวลานี้ การบุกอิรัคของกองทัพสหรัฐ มิใช่เพื่อสร้างสันติภาพให้โลก ตรงกันข้ามกลับเป็นการบ่มเพาะความขัดแย้งที่รอเวลาทวงคืน

บุคคลหนึ่งกล่าวไว้อย่างน่าฟังว่า “เมื่อมนุษย์ปราศจากสันติภาพภายในจิตใจของตน ก็เป็นการเสียเวลาเปล่าที่จะไปแสวงหาสันติภาพในที่อื่น ๆ”

หากหัวใจทุกดวงของมนุษยชาติได้รับการเปิดกว้างออกแสวงหาสันติภาพ เราย่อมเห็นการจัดการความขัดแย้งโดยสันติวิธี บนพื้นฐานของการเคารพให้เกียรติ รับฟังกันและกัน ใช้วิธีที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับ และปฏิเสธการใช้ความรุนแรงต่อกัน

ถึงกระนั้น เมื่อสันติภาพเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นภายในชีวิตจิตใจของมนุษย์ “การสร้างสันติภาพ” จึงเป็นเรื่องของการ “ปลูกฝัง” ที่ต้องกระทำผ่านกระบวนการศึกษาด้วย ทั้งนี้เพื่อช่วยให้เกิดการก่อร่างปรัชญาการมองโลกอย่างถูกต้องและเหมาะสมในชีวิตของคนแต่ละคน อันเป็นการทำลายรากฐานแห่งความขัดแย้ง ความเกลียดชัง ความเห็นแก่ตัว และการเรียนรู้ที่จะจัดการความขัดแย้งแบบสันติชน

Text : ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์

นักวิชาการอาวุโส ศูนย์ศึกษาธุรกิจและรัฐบาล มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด

kriengsak@kriengsak.com, http:// www.kriengsak.com

Related contents:

You may also like...