แต่งกับเงิน?

svadba-molodozhiony-para-nezhnost

 

เมื่อก่อนเวลามีคนพูดว่า ‘แต่งงานเพราะเงิน’ คนได้ยินอาจรู้สึกไม่ดี และหากเป็นผู้ที่ถูกพูดถึงก็อาจจะพาลโกรธเคืองเอาได้ง่ายๆ เพราะแต่ไหนแต่ไรมา เราเหมาเอาว่าวลีนี้เป็นวลีเหยียดหยาม ส่อถึงความตระหนี่ เห็นเงินมีค่ากว่าความรัก

แต่ยุคสมัยเปลี่ยนไปแล้ว สมัยนี้ใครๆก็เชิดหน้าสู้ทั้งนั้น เวลาพูดถึง’ค่าตัว’ในการแต่งงาน แล้วสินสอด ทองหมั้นมหาศาลก็กลายเป็นเรื่องโจษขานกันนานปียิ่งกว่าความรักสุกงอมของบ่าวสาวเป็นไหนๆ ที่จริงตั้งแต่เริ่มมีการแต่งงานในโลกนี้นั่นแล้ว ที่เราร่วมชีวิตกันโดยมีเงินทองของมีค่าเข้ามาเกี่ยวข้อง สิ่งที่เปลี่ยนไปคือแง่คิดและการยอมรับของพวกเราเองต่างหาก

เงินเป็นธาตุมงคล ทรัพย์สินคือของจำเป็นในการแต่งงาน

ทรัพย์สินที่ใช้ในการสมรสนั้นถูกกำหนดไว้ในตัวบทกฎหมายอย่างเป็นลายลักษณ์อักษร ทว่าจำนวนนั้นเป็นเรื่องที่ทั้งสองฝ่ายต้องตกลงกันเอง โดยส่วนใหญ่ ‘ค่าตัว’ นี้จะมากน้อยขึ้นอยู่กับฐานะ คุณค่า และหน้าตาทางสังคมของฝ่ายเจ้าสาวบวกกับ ‘ปัญญา’ ของฝ่ายเจ้าบ่าว ฉะนี้แลเงินจำนวนนี้จึงเป็นที่สนใจของผู้คน แต่ก็เข้าใจตรงกันว่า สินสอดตกเป็นของพ่อแม่ผู้ปกครองของอีกฝ่าย ในขณะที่ทองหมั้นเป็นทุนรอนในการใช้ชีวิตคู่ของบ่าวสาวเอง เวลาคนไทยพูดถึงเรื่องมูลค่าในการแต่งงานมักกำหนดค่าสินสอดเป็นเงิน ส่วนของหมั้นเป็นทองคำ นั่นเพราะทองคำสามารถเก็บไว้ใช้ในยามจำเป็นได้ และเราถือว่าธาตุนี้เป็นสิ่งมงคล

เงินเปิดได้ทุกประตู

วันแต่งงาน เจ้าบ่าวและญาติมิตรเพื่อนฝูงจะนำสินสอดและทองหมั้นห่อด้วยผ้าแดงวางบนพาน แล้วให้ญาติผู้ใหญ่เป็นผู้ถือเดินนำหน้าขบวนขันหมาก ฝ่ายเจ้าสาวจะกะเกณฑ์กันมายืนขวางทางเอาไว้เป็นระยะๆเรียกว่า กั้นประตูเงิน ประตูทอง เพื่อเป็นเคล็ดในการทดสอบความอดทนของเจ้าบ่าว แน่นอนว่าสิ่งที่จะเปิดประตูเหล่านี้ได้ก็คือ ‘เงิน’

เมื่อถึงพิธีการ ญาติของทั้งสองฝ่ายจะร่วมกันเป็นสักขีพยาน เปิดห่อผ้าแดงเพื่อนับเงินสินสอด ทองหมั้น แล้วมอบให้แก่ผู้สมควรคือเจ้าสาวและผู้ปกครอง ส่วนทรัพย์สินมีค่าอื่นๆซึ่งเรียกกันว่า บริวารขันหมาก แล้วแต่ความสามารถของฝ่ายเจ้าบ่าวที่จะเสาะแสวงหามานั้น ล้วนเป็นของกำนัลแด่เจ้าสาวทั้งสิ้น

มูลค่าสินสิดทองหมั้นนั้น คนไทยถือว่าเป็นหน้าตาเป็นตาอย่างยิ่ง พ่อกับแม่มักหวังใจในค่าตัวของลูกสาวคนโปรด ‘เรียกค่าตัว’แพงๆเพื่อเป็นการประกาศว่าลูกสาวของตนนั้นมีค่ายิ่ง จนมีสำนวนกระทบคนเหล่านี้ว่า ‘ขายลูกกิน’

เพราะอย่างนี้ เมื่อฝ่ายชายหมดทางหาทรัพย์สินมาซื้อเมีย แต่ความรักก็สุกจนงอมเสียแล้ว หนุ่ม-สาวที่หนีตามกันไปจึงมีกันมาก เกิดเป็นภาษิตนักเลงว่า “เมียแต่งเมียหมา เมียพาเมียมนุษย์ เมียฉุดเมียเทวดา” ไว้เยาะเย้ยพ่อตาแม่ยายเล่น

วัฒนธรรมขายลูกกิน

ธรรมเนียมขายลูกกินในเมืองไทยนั้น คล้ายกับในอินเดียอยู่บ้างเหมือนกัน ต่างกันแต่เพียงว่า ในเมืองสยาม ประเพณีแต่งงานเราเป็นแบบวิวาหมงคล คือ ชายมาสู่ขอหญิง ในขณะที่ของอินเดียนั้น เป็นยึดธรรมเนียมอาวาหมงคลคือหญิงมาสู่ขอชาย ฉะนั้นผู้หญิงอินเดียจึงต้องเป็นฝ่ายนำสินสอดทองหมั้นไปสู่ขอผู้ชาย

ค่าจ้างผู้ชายมาร่วมประเวณี

ว่ากันว่าธรรมเนียมอาวาหมงคลเป็นธรรมเนียมแต่งงานที่เก่าแก่ที่สุด ในสมัยโบราณผู้หญิงเป็นเพศที่มีความสำคัญในฐานะผู้ให้กำเนิด และได้รับการยกย่องในสังคม ทว่าการให้กำเนิดนั้นจะเป็นไปอย่างไรได้โดยขาดผู้ชาย ดังนั้นผู้หญิงจึง ‘จ้าง’ผู้ชายมาร่วมประเวณีด้วย โดยมอบสินทรัพย์เป็นเครื่องตอบแทน และกลายเป็นสินสอดทองหมั้นในเวลาต่อมา แม้เมื่อกระแสสังคมสับเปลี่ยน ผู้ชายก้าวขึ้นมาเถลิงอำนาจในสังคมอาวาหมงคลก็ยังอยู่ เพราะเชื่อว่าหญิงจำเป็นต้องหา ‘ชายผู้สมควร’ มาเป็นผู้นำและปกป้องคุ้มครองตนเอง ไม่น่าเชื่อว่าอาวาหมงคลนี้จะเป็นต้นเหตุทำให้เกิดการฆาตกรรมเด็กหญิงมากกว่าสิบล้านคนต่อปี โดยผู้ลงมือส่วนใหญ่เป็นผู้ปกครองและเหล่าสามีของพวกเธอเอง และก่อให้เกิดการล่วงประเวณีต่อเด็กหญิงอายุต่ำว่า 13 ปีมากถึง 95 เปอร์เซนต์ต่อจำนวนประชากรเด็กหญิงทั้งหมด

ผู้หญิงยิ่งแก่ยิ่งต้องจ่ายค่าซื้อเจ้าบ่าว “แพง”

นั่นเพราะธรรมเนียมที่ว่ายิ่งเจ้าสาวอายุน้อยเท่าไร สินสอดทองหมั้นที่ต้องจ่ายแก่เจ้าบ่าวก็จะน้อยลงเท่านั้น ธรรมเนียมนี้ส่งผลให้พ่อและแม่ของเด็กหญิงตัดสินใจทำแท้งเมื่อรู้เพศของลูกในครรภ์ ที่บังเอิญคลอดออกมาแล้วก็จะถูกฆ่าโดยไร้ปราณี ส่วนที่โตขึ้นมามากแล้ว หรือพ่อกับแม่ใจไม่ถึงก็จะถูกบังคับให้เข้าพิธีแต่งงานตั้งแต่อายุยังไม่ถึง 13 ปี จากสถิติที่องค์การยูนิเซฟสำรวจไว้ตั้งแต่ปี 2500 ปรากฎว่าอายุเฉลี่ยของเด็กผู้หญิงที่แต่งงานคือ 2 ปีและมีจำนวนสูงถึงร้อยละ 73 ในขณะที่สาวชาวอินเดียร้อยละ 65 แต่งงานก่อนอายุครบ 18 ปี และในจำนวนนี้มีเด็กถึง 300,000 คนที่ตั้งครรภ์ก่อนอายุ 15 ปี บางครั้งฝ่ายชายก็เรียกสินสอดเป็นอสังหาริมทรัพย์หรือรถยนต์ ซึ่งเป็นชนวนเหตุให้สามีฆาตกรรมภรรยาเพื่อครองสิทธิในทรัพย์สินนั้นแต่เพียงผู้เดียว องค์กรสิทธิมนุษยชนเคยสำรวจพบว่าในช่วง พ.ศ.2500-2510 มีผู้หญิงประมาณ 25,000 คนต่อปีถูกสามีของเธอฆาตกรรม

เกิดเป็นหญิงนั้นแสนลำบาก

ดังนั้นชาวอินเดียจึงไม่ค่อยชอบลูกผู้หญิง เนื่องจากมีพื้นที่ในสังคมน้อย เจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงานน้อย แต่ต้องเสียเงินค่าสินสอดให้ผู้ชายมาก เผชิญอันตรายในสังคมอย่างสาหัส นอกจากฆ่าหลังจากเด็กลืมตาดูโลกแล้ว การทำแท้งก็เป็นสิ่งที่ชาวอินเดียนิยมใช้ในการกำจัด ‘ภาระ’ ของครอบครัว ถึงขนาดคลินิกอุลตร้าซาวด์แห่งหนึ่งในนครมุมไบ เขียนป้ายขนาดใหญ่โฆษณาว่า “จ่าย 600 รูปีในวันนี้ ประหยัด 60,000 รูปีในวันหน้า” น่าตกใจมากที่รัฐบาลอินเดียแก้ปัญหานี้ไม่ได้สักที แม้จะมีการวางมาตรการทางกฎหมายจัดการผู้เกี่ยวข้องกับเรื่องพวกนี้มาตั้งแต่ปี พ.ศ.2490 แล้วก็ตาม แต่ประเพณีก็ลึกเกินจะขุดรากขึ้นมาเยียวยาได้ ความยากไร้ทว่ายึดมั่นในประเพณีของประชากรอินเดียทำให้เงินกลายเป็นปัญหาใหญ่ของการแต่งงาน

อย่างไรก็ตามก็ยังมีเรื่องน่ายินดีที่มีการสำรวจความคิดเห็นของหนุ่มสาวภารตะยุคใหม่แล้วพบว่า พวกเขาและพวกเธอไม่สนใจธรรมเนียมปฏิบัติเก่าๆพวกนี้เลย แต่สำหรับชาวเกาหลีแล้ว ภาระค่าใช้จ่ายในการแต่งงานถูกเฉลี่ยให้ทั้งสองต้องแบกรับอย่างเท่าๆกัน ในขณะที่ฝ่ายชายหาเงินค่าสินสอดมามอบให้ฝ่ายหญิงนั้น ฝ่ายหญิงก็มีหน้าที่จัดเตรียมเรือนหอและข้าวของสำหรับการใช้ชีวิตคู่ไว้รอท่า ถ้าเป็นสมัยก่อนก็อาจจะไม่ใช่เรื่องเหลือบ่ากว่าแรงอะไร แต่ในยุคที่ข้าวของโดยเฉพาะอสังหาริมทรัพย์ในเกาหลีมีค่ามหาศาลอย่างทุกวันนี้ เรื่องเรือนหอก็หนักเอาการอยู่ พ่อกับแม่จึงไม่ค่อยอยากได้ลูกผู้หญิง หรืออย่างน้อยก็ ‘พยายาม’ จะมีลูกสาวเป็นลูกคนรอง ทำให้ผู้หญิงเป็นพลเมืองชั้นสอง ดังนั้นผู้หญิงในเกาหลีจึงไม่นิยมแต่งงาน จนเกิดค่านิยมใหม่ว่าถึงไม่ต้องมีผู้ชายเลี้ยง ผู้หญิงก็อยู่ได้

ไม่มีเงินก็ไม่ต้องมีผัว

เรื่องนี้กลายเป็นปัญหาใหญ่เกินกว่าที่ใครจะคาดคิด เมื่อการแต่งงานลดลงเกือบร้อยละ 93 อัตราความต่างของอายุประชากรก็มากขึ้น กลายเป็นว่าระหว่าง พ.ศ.2500 – 2544 เกาหลีเต็มไปด้วยประชากรในวัยชรา วัยผู้ใหญ่ และวัยทำงาน โดยมีประชากรวัยเด็กและวัยรุ่นรวมกันในสัดส่วนเพียง 1 ต่อ 20 ของประชากรทั้งหมด รัฐบาลเกาหลีพยายามทุกวิถีทางในการแก้ไขปัญหาประชากรอันน่าวิตกนี้ แต่ทางออกที่ได้ผลที่สุดกลับเป็นผลงานของภาคสื่อสารมวลชน นั่นคือการสร้างภาพยนตร์ ละคร ตลอดจนการแต่งนิยายหรือการ์ตูนที่กระตุ้นให้หนุ่มสาวรัก แต่งงานและมีลูกด้วยกัน อย่างที่ตอนนี้ละครเกาหลีเหล่านั้นก็มีฉายในเมืองไทยอยู่เนืองๆ ผู้เขียนเองเคยได้ยินชาวญี่ปุ่นเล่าว่า การแต่งงานในประเทศญี่ปุ่น ต้องใช้เงินจำนวนมหาศาล เรียกว่าแทบจะต้องใช้เงินที่เก็บมาทั้งชีวิตหมดไปกับการแต่งงาน

เดี๋ยวนี้สาวญี่ปุ่นใฝ่ฝันจะแต่งงานในโบสถ์คริสต์กันมาก ทั้งๆที่พวกเธอเหล่านั้นไม่ได้นับถือศาสนานี้เลย มีคนกล่าวไว้ว่า ชาวญี่ปุ่นมีวิถีธรรมเนียมค่อนข้างหลากหลาย เมื่อแรกเกิดพ่อกับแม่จะพาลูกน้อยไปทำพิธีทางศาสนาในลิทธิชินโต โตขึ้นมาแต่งงานในโบสถ์คริสต์ แต่เมื่อวายชนม์กลับทำพิธีอย่างพระพุทธศาสนา อันที่จริงการแต่งงานแบบญี่ปุ่นโบราณตามอย่างลิทธิชินโตกับพิธีแต่งงานในโบสถ์ก็ไม่ได้สิ้นเปลืองมากน้อยกว่ากันเท่าไรนัก

หากยึดธรรมเนียมโบราณ เจ้าสาวชาวญี่ปุ่นก็ต้องสวมกิโมโนเข้าร่วมพิธี ซึ่งนอกจากจะสวยงามมากแล้ว ก็ยังเต็มไปด้วยส่วนประกอบจำนวนมาก ซึ่งหมายถึงมูลค่ามหาศาลในการหามาสวมใส่ นอกจากนี้พิธีแต่งงานยังยุ่งยากซับซ้อนอีกด้วย แต่งานแต่งงานในโบสถ์ก็ไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน ชุดของเจ้าสาว เจ้าบ่าว เพื่อนเจ้าสาวและเพื่อนเจ้าบ่าว ดอกไม้ สถานที่ และอื่นๆจิปาถะก็มีมูลค่าพอดู

ธุรกิจแต่งงาน ธุรกิจสร้างภาพ…อวดรวย

ย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 10 กว่าปีก่อน ตอนที่เศรษฐกิจกำลังดีอยู่ เหล่าดารา ไฮโซ และผู้มีชื่อเสียงในวงสังคมของญี่ปุ่นนิยมไปจัดงานแต่งงานในต่างประเทศ จนเกิดเป็นกระแสให้ผู้คนทั่วไปยึดถือตาม และต้องเสียเงินมหาศาลเพื่องานนี้ เพราะต้องเพิ่มค่าเดินทาง ค่าขนส่งอีก ต่อมาภายหลังค่านิยมนี้จึงซาลง แต่ก็มีแนวคิดใหม่ขึ้นมาแทนที่ ตามปรกติบ้านของชาวญี่ปุ่นมักมีขนาดเล็กกะทัดรัด เพียงพอสำหรับสมาชิกในบ้านอยู่อาศัยเท่านั้น หากเป็นงานเลี้ยงเฉลิมฉลองเช่นในพิธีแต่งงานก็ไม่ต้องพูดถึง ดังนั้นจึงเกิดมีนักธุรกิจหัวใส สร้างคฤหาสน์กว้างใหญ่ ไว้ให้เช่าเป็นสถานที่แต่งงาน ซึ่งได้รับความนิยมจากชาวญี่ปุ่นอย่างมาก เพราะนอกจากกจะหรูหราแล้ว ยังได้บรรยากาศเป็นบ้าน เป็นครอบครัว ซึ่งดูอบอุ่นมากกว่าจัดในโรงแรมเป็นไหนๆ และแน่นอนว่าแพงกว่าด้วย

ให้สัตว์เป็นสินสอด ของหมั้น

ที่สวาซิแลนด์ สินสอดทองหมั้นก็เป็นเรื่องสำคัญมากเช่นกัน ทว่าสิ่งที่เจ้าบ่าวมอบเป็นกำนัลแด่เจ้าสาวและครอบครัวกลับไม่ใช่เงินทอง หรือทรัพย์ศฤงคารแต่อย่างใด กลับเป็นสัตว์จตุบททวิบาทแล้วแต่จะตกลงกัน ดังเห็นได้จากพระราชาธิบดีสวาติที่ 3 พระราชทานวัว แพะและไก่อย่างละ 500 ตัวเป็นสินสมรสแด่พระสนามอายุ 24 ปี คนหนึ่ง ซึ่งสัตว์เหล่านี้พระราชทานไปตามที่พ่อกับแม่ของสนมขอร้อง ส่วนของหมั้นของสามัญชน ก็มักเป็นสัตว์เหล่านี้ ในจำนวนต่างๆกัน ส่วนใหญ่อยู่ที่ วัว 1 คู่ หรือแพะ 1 คู่ เท่านั้น

แต่งงานเพื่อการเมือง รักษาอำนาจ

เรื่องสินสอดทองหมั้นนั้นแม้จะวุ่นวาย แต่ก็เคยช่วยเหลือประเทศชาติอย่างคาดไม่ถึงมาแล้วหลายต่อหลายครั้ง ยึดความตามตัวอักษรว่าของหมั้น ก็คือ ตราจอง นั้น ก็ทำให้นึกถึงเรื่องที่เกิดขึ้นในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ของบ้านเรา ครั้งนั้นสยามกับล้านนายังมิใช่เลือดเดียวกับอย่างเดี๋ยวนี้ พ.ศ.2426 ล้านนาเป็นเมืองประเทศราชของสยาม มีกษัตริย์ปกครองเป็นเอกเทศ พระเจ้าอินทวิชยานนท์แห่งเชียงใหม่ ผู้ปกครองล้านนาทรงมีพระธิดาพระองค์หนึ่ง พระชันษาได้ 10 ปี คราวนั้นพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 แห่งสยามทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ พระเจ้าน้องยาเธอ ฯ กรมหมื่นพิชิตปรีชากร ผู้สำเร็จราชการมณฑลพายัพ อัญเชิญพระกุณฑล(ตุ้มหู)เพชรและพระธำมรงค์(แหวน)เพชร ไปพระราชทาน นัยว่าเป็นของหมั้นและโปรดฯให้จัดงานโสกันต์(โกนจุก)พระราชทานแบบเดียวกับเจ้านายในพระราชวงศ์จักรี

คล้อยหลังจากนั้น 3 ปี เจ้าหญิงจากเชียงใหม่จึงตามเสด็จพระราชบิดาลงมายังกรุงเทพฯ และถวายตัวเข้ารับราชการในพระเจ้าอยู่หัว โปรดให้สถาปนาเป็นพระภรรยาเจ้าชั้นหลานหลวง มีพระราชอิสริยยศพิเศษ เป็นหนึ่งเดียวในประวัติศาสตร์ พระนามจารึกตามพระสุพรรณบัฎว่า “พระราชชายาเจ้าดารารัศมี”

ฟังดูอาจจะประหลาดใจ ว่าทำไมพระพุทธเจ้าหลวงถึงส่งของขึ้นไป ‘จอง’ ธิดาพระเจ้าเชียงใหม่ตั้งแต่พระชันษาเพียง 10 ปี ทั้งที่ไม่ได้ทรงเห็นหน้าค่าตากันมาก่อนเลย ซ้ำพระองค์ท่านในเวลานั้นก็ทรงมีพระภรรยาเจ้าอยู่มากมายแล้ว อาจเดาได้ว่าเป็นพระวิเทโศบายที่จะรวมเอาเชียงใหม่เข้าเป็นทองแผ่นเดียวกับสยาม ความเห็นนี้ก็ถูก แต่มีเบื้องหลังลึกลงไปกว่านั้น ไม่นานก่อนจะทรงส่งของขึ้นไปพระราชทาน มีข่าวว่าสมเด็จพระราชินีนาถวิคตอเรียแห่งอังกฤษ ทรงมีพระราชหัตถเลขาถึงพระเจ้าเชียงใหม่ แจ้งพระราชประสงค์จะขอ ‘เจ้าอึ่ง’ พระธิดาพระองค์นี้ ไปเป็นพระธิดาบุญธรรม โดยพระราชินีแห่งอังกฤษทรงให้สัญญาว่าจะสถาปนาเจ้าหญิงองค์นี้เป็น “Princess of Siam” มีพระราชศักด์เทียบเท่าเจ้าฟ้าแห่งสยาม

ไม่มีหลักฐานว่าพระเจ้าอินทวิชยานนท์ทรงตอบพระราชหัตถเลขาฉบับนั้นว่าอย่างไร แต่พระองค์ก็คงจะไม่ทรงเห็นประโยชน์ หากทรงยกพระราชธิดาแก่พระราชินีพระองค์นั้นแล้ว อาจเป็นข้ออ้างให้ล้านนาตกเป็นประเทศราชของอังกฤษก็เป็นได้และอาจเป็นภัยแก่สยามต่อมาอีกทอดหนึ่ง แนวคิดนี้เห็นได้จากธรรมเนียมการพระราชทานยศพระราชโอรส-ธิดาพระมหากษัตริย์ตามชื่อเมืองขึ้น อาทิ Prince of Indus , Princess of Burmar เป็นต้น

ก็นับว่าของหมั้นสองชิ้นที่รัชกาลที่ 5 พระราชทานขึ้นไปนั้น นอกจากจะทำให้ทรงมีพระราชชายาผู้ประเสริฐแล้ว ยังทำให้สยามและล้านนารวมเป็นหนึ่งเดียว กอดคอกันรอดพ้นอำนาจของลัทธิล่าอาณานิคมมาได้จนตลอดรอดฝั่ง

พิเคราะห์ดูก็จะเห็นว่าสินสอด ทองหมั้นแท้จริงก็เป็นเครื่องการันตีชีวิตคู่อย่างหนึ่ง การที่พ่อแม่ถนอมกล่อมเกลี้ยงบุตรตนจนเติบใหญ่แต่งงานมีเหย้ามีเรือนได้ ก็ย่อมอยากให้มีชีวิตสุขสบายต่อๆไป ทุนเริ่มต้นที่พอเพียงจึงเป็นสิ่งสำคัญ ส่วนตัวพ่อกับแม่เองก็ชอบธรรมดี ที่ลูกๆควรจะมอบของจำนวนหนึ่งเพื่องเป็นเครื่องหมายของการตอบแทนบุญคุณน้ำนม แต่เมื่อบ้านเมืองยุคสมัยเปลี่ยนไป จากหมูเห็ดเป็ดไก่ สินสอดทองหมั้นก็กลายเป็นเงินทอง และทวีค่ามากขึ้นเรื่อยๆ ตามสมัย ก็ไม่ได้แปลกอะไร

ต้นทุนในการสมรส ไม่ได้การันตีชีวิตคู่

 

ปัญหาไม่ได้อยู่ที่มูลค่าของเงินหรือทรัพย์สินในการสมรส ทว่าอยู่ที่ว่าทรัพย์นั้นสำคัญกับคู่บ่าวสาวเพียงไหนต่างหาก หากทรัพย์นั้นถูกใช้เป็นต้นทุนในการสร้างชีวิตคู่อย่างแท้จริง ทรัพย์นั้นจะมากหรือน้อยก็สำคัญคุ้มค่า แต่หากทรัพย์นั้นถูกกำหนดขึ้นเพื่อแสดงหน้าตาและฐานะทางสังคมแต่อย่างเดียว ก็ควรจะถูกจัดให้อยู่ในส่วนภาษิต ‘ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ’ เพราะเมื่อไรที่คู่เจ้าของทรัพย์นั้นล้มเหลว ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ทรัพย์มหาศาลนั้นก็ไร้คุณค่า ซ้ำยังเป็นต้นทางของคำครหานานา อุปมาได้ดังกล่าวมาแล้วตั้งแต่ต้นว่า แม้สินสอดทองหมั้นจะเป็นสิ่งที่กฎหมายกล่าวถึงและเป็นเครื่องหมายสำคัญอย่างหนึ่งในการแต่งงานก็จริง แต่การตกลงจำนวนย่อมอยู่ในความยินยอมจากทั้งสองฝ่าย เหมือนกับที่ทั้งคู่ตกลงใจกันแต่แรกแล้วว่าจะรักและเลือกเริ่มต้นชีวิตคู่ด้วยกัน

 

———
ผู้เขียน: สรรพสิทธิ์ เอี่ยมสุดใจ

Related contents:

You may also like...