คุณธรรมตามใจ

แทบจะทุกครั้งที่เกิดความระส่ำระสายขึ้นในบ้านเมือง เรามักได้ยินได้ฟังการถกเถียง ชี้แนะและรณรงค์เรื่องของคุณธรรมกันอยู่เสมอ นัยว่าคุณธรรมสามารถกอบกู้สถานการณ์เลวร้ายทั้งหลายได้ดี ในหนึ่งช่วงชีวิตของคนไทยนั้น เกิดความวุ่นวายขึ้นหลายต่อหลายครั้ง เราจึงเติบโตขึ้นมาท่ามกลางการปลูกฝังและชี้นำแนวทางคุณธรรม แต่คุณสามารถเจาะจงอธิบายได้หรือไม่ว่า คุณธรรมหมายถึงอะไร และประกอบด้วยคุณลักษณะอย่างไรบ้าง

น่าแปลกที่ไม่มีคำสอนในศาสนาใดบ่งบอกลักษณะเฉพาะของคุณธรรมเอาไว้เป็นแนวให้เราเลย พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2544 ให้ความหมายของคุณธรรมเอาไว้กว้างๆเพียงว่า “สภาพคุณงามความดี” เท่านั้น ปัญหามีอยู่ว่า ‘ความดี’ เป็นนามธรรมเกินกว่าที่จะใช้ใครหรืออะไรมาชี้วัดได้เที่ยงตรง ดังที่ปราชญ์แห่งพระพุทธศาสนาอย่างพุทธทาสภิกขุเคยกล่าวไว้ว่า “ดีเขากับดีเรา บางครั้งก็คนละดีกัน” อันที่จริงคำจำกัดความของความดีนั้นไม่เสถียร หากพูดอย่างลำลองแล้ว ความดีก็คือความถูกใจ พอใจนั่นเอง หากสิ่งใด คนใดถูกใจเรา นั่นก็คือคนดี สิ่งดี ในทางตรงข้ามหากสิ่งนั้นคนนั้นไม่ถูกใจเรา ย่อมเลวไปโดยปริยาย หลายครั้งที่คนหรือของที่เคยเห็นว่าดีกลับไม่ดีทีหลังและของที่เคยปักใจว่าไม่ดีกลับดีจนน่าใจหายประเด็นคุณธรรมจึงเปราะบางต่อการยึดถือและเข้าใจของผู้คนอย่างยิ่ง และถกเถียงกันอยู่ไม่รู้จบสิ้น

เพราะฉะนั้นคุณธรรมก็เหมือนกล่องเปล่า ที่ใครๆสามารถใส่คำจำกัดความใดๆลงไปก็ได้ แล้วส่งต่อให้คนอื่น เมื่อเวลาและเหตุการณ์แปรผันไป ก็สามารถปรับเปลี่ยน ‘ของในกล่อง’ ไปได้เรื่อยๆ ตามแต่สมัยจะพาไป

คุณธรรม ‘รุ่นล่าสุด’ ที่คนไทยได้เรียนรู้ถูกประชาสัมพันธ์โดยคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติหรือคมช.ในปี พ.ศ.2550 ภายใต้สโลแกน ’คุณธรรมนำไทย’ ซึ่งแม้ไม่มีคำอธิบายให้จะแจ้งว่าคุณธรรมมีความหมายว่าอย่างไร แต่ คมช.ก็ใส่ส่วนประกอบเอาไว้ให้คนในชาติเข้าใจว่า คุณธรรมประกอบด้วยส่วนประกอบสำคัญ 3 สิ่ง คือ สามัคคี ซื่อสัตย์ และความกตัญญู ซึ่งแน่นอนว่าทั้ง 3 สิ่งนั้น มีความจำเป็นและสัมพันธ์กับเหตุการณ์บ้านเมืองในเวลานั้นอย่างยิ่ง

ย้อนกลับไปเมื่อจอมพล ป.พิบูลสงครามเรืองอำนาจ คนไทยเวลานั้นรู้จักคุณธรรมต่างไปจากคนไทยในยุคเราเล็กน้อย ช่วง 10 ปี หลังจาก พ.ศ.2481 การสร้างวัฒนธรรมใหม่ของชาติกำลังเป็นงานเร่งด่วน นโยบายรัฐนิยมมีอิทธิพลต่อวิถีชีวิตของคนทั้งประเทศอย่างมาก รัฐบาลรณรงค์ให้คนไทยยึดคุณธรรมในการดำรงชีวิต น่าประหลาดใจที่คุณธรรมในเวลานั้นมีรูปลักษณ์สัมผัสได้ นั่นคือตัว ‘ท่านผู้นำ’ นั่นเอง นับเป็นครั้งแรกๆที่มีการเชิดชูบุคคลในฐานะบุคลาธิษฐานของคุณธรรม และชี้แนะให้ประชาชนเลือกปฏิบัติตนตามบุลาธิษฐานนั้น

นอกจากนี้ด้วยเวลานั้นเป็นยุคสงคราม คนไทยยุคทศวรรษที่ 2480 นอกจากจะคุ้นเคยกับคุณธรรมตามสโลแกน “เชื่อผู้นำ ชาติพ้นภัย” แล้ว ความเสียสละ ความรักชาติ และหยิ่งทนงในศักดิ์ศรีก็กลายเป็นคำอธิบายของคุณธรรมเช่นกัน

กรณี ‘จอมพลกระดูกเหล็ก’ นี้ เป็นกรณีศึกษาที่ช่วยให้เรามองเห็นขั้วต่างของคุณธรรมตามบริบทที่ได้กล่าวมาตั้งแต่ต้นแล้วว่า ความดีนั้นเป็นเรื่องของปัจเจกทัศน์ จนทุกวันนี้ทั้งคนรักและคนชังจอมพลป.พิบูลสงคราม ต่างก็ทุ่มเถียงกันถึงคุณธรรมของท่านผู้นำว่ามีอยู่อย่างไร มีจริงหรือ และมีมากน้อยเพียงใด ซึ่งเป็นเรื่องที่ค่อนข้างนานาจิตตัง

อย่างไรก็ตามคุณธรรมเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันในสังคม ธาเลส (Thales) บิดาแห่งปรัชญาบอกไว้ว่า คุณธรรม (Virtue) ก็คือหลักอันดีงามที่เหมาะเจาะเหมาะสมตามครรลองของความเป็นมนุษย์ ซึ่งตามความเห็นของเขาคุณธรรมเป็นเพียงหลักการที่เป็นนามธรรม ไม่สามารถจับต้องได้คำว่า Virtue มีรากศัพท์มาจากภาษาละติน ซึ่งนอกจากจะหมายถึงคุณธรรมแล้วยังกินความหมายกว้างไปถึง ความน่าชื่นชม, ความบริสุทธิ์และพละกำลังอีกด้วย ซึ่งตามความหมายสุดท้ายมีส่วนสอดคล้องกับความเห็นเกี่ยวกับเรื่องปัจเจกทัศน์ของคุณธรรมอย่างน่าสนใจ

อย่างที่ทราบกันว่าพละกำลังทั้งหลายนั้นเปรียบเทียบกับดาบสองคม คือสร้างดีและร้ายให้กับตนเองและผู้อื่นได้ คุณธรรมในฐานะกล่องเปล่าก็สร้างคุณและโทษให้เกิดกับผู้คนทั้งหลายด้วยเช่นกัน อยู่ที่สภาวะแวดล้อมและการนำไปใช้ เพราะฉะนั้นคุณธรรมจึงไม่สามารถอยู่อย่างโดดเดี่ยวได้ ต้องมีหลักการอื่นมาช่วยพยุง หลักนั้นคือ จริยธรรม (Morality)

จริยธรรม คือ ความประพฤติที่ดีงาม หรืออีกนัยหนึ่งก็คือภาพสะท้อนของคุณธรรมที่เราสามารถมองเห็นและจับต้องได้ จริยธรรมและคุณธรรมเป็นสิ่งคู่กัน คุณธรรมเป็นปัจจัยให้เกิดจริยธรรม จริยธรรมเป็นผลของคุณธรรม เช่น ผู้ใดที่ยึดถือคุณธรรมความซื่อสัตย์ ก็ย่อมมีจริยธรรมคือไม่ลักทรัพย์, ไม่คดโกง, ไม่โกหกหลอกลวง เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม คุณธรรมเป็นภาพลักษณ์ที่จำเป็นต่อการชนะใจและครองอำนาจอย่างยิ่ง ฉะนั้นในวิถีแห่งประวัติศาสตร์เราจึงได้เห็นว่าข้ออ้างเรื่องความมีคุณธรรม เป็นกุญแจที่หลายคนใช้ไขประตูแห่งความสำเร็จมาแล้วอย่างได้ผล

คุณธรรมที่พระเจ้าอโศกมหาราชทรงยึดถือในช่วงชีวิตของพระองค์นั้นก็เป็นประเด็นที่ทำให้ทรงกุมอำนาจเหนือดินแดนชมภูทวีปได้ในเวลาอันรวดเร็ว ในช่วงต้นรัชกาล พระองค์ทรงได้รับการขนานนามว่า “จัณฑาโศก” ซึ่งหมายถึง อโศกผู้โหดร้าย สาเหตุเพราะทรงมีกองทัพที่เข้มแข็ง ดุดัน และทรงพลัง ซึ่งทรงกรีฑาไปยึดแคว้นใหญ่น้อยทั้งหลายมาอยู่ใต้อาณัติของพระองค์ ศิลาจารึกเล่าถึงกลยุทธ์ในการสร้างกองทัพอันเข้มแข็งนั้นว่า ทรงปลูกฝังให้ทหารเข้าใจหน้าที่ของตน รักความก้าวหน้า และเป็นระเบียบ

แต่หลังจากสงครามในแคว้นกลิงคะ พระองค์ทรงสลดพระราชหฤทัยที่เห็นภัยจากสงคราม จึงทรงหันมาพึ่งพระธรรมบทในการลบล้างความเศร้าหมองหวดหวั่นที่เกิดขึ้นในพระทัย และตัดสินพระทัยสร้างกองทัพธรรมขึ้น เพื่อเผยแผ่พระราชอำนาจ หลังจากนั้นจึงทรงได้รับพระสมัญญาใหม่ว่า ธรรมาโศก หรือ อโศกผู้มีธรรม จนถึงบางครั้งทรงจารึกพระนามลงบนแผ่นศิลาว่า พระเจ้าอยู่หัวปิยทรรศี ซึ่งแปลว่าผู้เป็นที่รักแห่งทวยเทพแต่พระเจ้าอโศกมหาราชไม่ได้ล้มกองทัพของพระองค์ให้สิ้นไป การขยายอำนาจด้วยการรบพุ่งยังต้องมีอยู่บ้างเมื่อถึงคราวจำเป็น คุณธรรมในการเป็นกษัตริย์ซึ่งมีหน้าที่สร้างความเจริญรุ่งเรืองให้ชาติบ้านเมือง ทำให้ต้องทรงครองกองทัพอันเกรียงไกรของพระองค์ไว้ เพียงแต่ว่าจริยธรรมที่ทรงได้รับการถ่ายทอดมาจากพระพุทธศาสนาทำให้ทรงเข้าพระทัยว่าการแผ่อำนาจไปในนานาประเทศไม่ใช่ต้องอาศัยแต่กองทัพเท่านั้น เท่ากับทรงใช้จริยธรรมกำหนดกรอบคุณธรรมอย่างได้ผล

ในยุคพุทธกาลนอกเหนือจากการปกครองโดยพระมหากษัตริย์พระองค์เดียวมีพระราชอำนาจสิทธิ์ขาดแล้ว ก็ยังมีการปกครองพิเศษโดยคณะกษัตริย์อีกด้วย อาทิ เหล่ามัลลกษัตริย์ทั้ง 500 ผู้เป็นเจ้าของสาลวโนทยานสถานที่ปรินิพพานของพระพุทธเจ้า เป็นตั้น นอกจากนี้ แคว้นใหญ่ซึ่งปกครองโดยหมู่กษัตริย์ซึ่งมีความสำคัญและน่าสนใจมากแคว้นหนึ่งก็คือ วัชชี วัชชีเป็น 1 ใน 6 แคว้นใหญ่ที่ทรงอำนาจมากที่สุดในยุคพุทธกาล ปกครองโดยเหล่ากษัตริย์ลิจฉวี พระพุทธเจ้าทรงมีพระพุทธพยากรณ์ถึงกษัตริย์ทั้งนี้โดยเปรียบเทียบกับคุณธรรมของสงฆ์และผู้รักเจริญทั้งหลายไว้ว่า

“ ภิกษุทั้งหลาย ในบัดนี้เจ้าลิจฉวีทั้งหลายมีท่อนไม้เป็นหมอนหนุน เป็นอยู่อย่างไม่ประมาท มีความเพียรเข้มแข็งในการฝึกวิชาใช้ศร. พระราชาแห่งมคธนามว่าอชาตสัตตุ ผู้เวเทหิบุตร ย่อมหาช่องทางทำลายล้างมิได้ หาโอกาสทำตามอำเภอพระทัยแก่เจ้าลิจฉวีเหล่านั้นมิได้.

ภิกษุทั้งหลาย แต่ในกาลฝ่ายอนาคต เจ้าลิจฉวีทั้งหลายจักทำตนเป็นสุขุมาลชาติจนมีฝ่ามือและฝ่าเท้าอ่อนนิ่ม. เจ้าลิจฉวีเหล่านั้นจักสำเร็จการนอนที่นอนอันอ่อนนุ่ม มีหมอนใหญ่ๆหนุน ประทมจนกระทั่งดวงอาทิตย์ขึ้น. คราวนั้นพระราชาแห่งมคธ นามว่าอชาตสัตตุ ผู้เวเทหิบุตรจักได้ช่องทางทำลายล้าง จักได้โอกาสทำตามอำเภอพระทัย แก่เจ้าลิจฉวีเหล่านั้น.

ภิกษุทั้งหลาย ในบัดนี้ภิกษุทั้งหลายก็มีท่อนไม้เป็นหมอนหนุน เป็นอยู่อย่างไม่ประมาท มีความเพียรเผากิเลสในชั้นความเพียรที่เป็นหลักเป็นประธาน มารผู้ใจบาปจึงหาช่องทางทำลายล้างมิได้ หาโอกาสทำตามอำเภอใจแก่ภิกษุทั้งหลาย เหล่านั้นมิได้.

ภิกษุทั้งหลาย แต่ในกาลยืดยาวฝ่ายอนาคต จักมีภิกษุทั้งหลายที่ทำตนเป็นสุขุมาลชาติ จนมีฝ่ามือและฝ่าเท้าอ่อนนิ่ม. ภิกษุเหล่านั้นจักสำเร็จการนอนที่นอนอันอ่อนนุ่ม มีหมอนใหญ่ๆหนุน นอนจนกระทั่งดวงอาทิตย์ขึ้น. คราวนี้เองมารผู้ใจบาป ก็จักได้ช่องทางทำลายล้าง จักได้โอกาสที่จะทำตามอำเภอใจแก่ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้น.

ภิกษุทั้งหลาย เพราะฉะนั้นในเรื่องนี้ พวกเธอทั้งหลายพึงสำเหนียกใจไว้ว่า “เราทั้งหลาย จักใช้ท่อนไม้เป็นหมอนหนุน เป็นอยู่อย่างไม่ประมาท มีความเพียร เผากิเลสในชั้นความเพียรที่เป็นหลักเป็นประธานดังนี้.”

ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอทั้งหลาย พึงสำเหนียกใจ ไว้อย่างนี้แล. ”

พระพุทธเจ้าเองนั้นประทับอยู่ที่กรุงเวสาลีหรือไพศาลีเมืองหลวงของแคว้นวัชชี หลายสมัย รวมแล้วหลายพรรษา จนวันหนึ่งเมื่อพระชนมายุ 79 พรรษา หลังจากเสด็จบิณฑบาตตามปรกติแล้ว ทรงพาเหล่าภิกษุจาริกออกจากเวสาลี เมื่อพ้นประตูเมือง ทรงแสดงกิริยาที่แปลกจากที่ทรงเคยกระทำ คือ ผินพระวรกายกลับไปทอดพระเนตรเมืองนั้น ด้วยทรงดำริว่านั่นเป็นครั้งสุดท้ายที่พระองค์เองจะได้ทอดพระเนตรเมืองเวสาลีเพราะใกล้เวลาปรินิพพานของพระองค์แล้ว และถึงแม้สำหรับผู้อื่นก็เหลือเวลาน้อยเต็มทีที่จะได้มองเห็นเมืองนี้ ทรงทราบโดยพระญาณว่าหลังเสด็จดับขันธ์ไม่นาน พระเจ้าอชาตศัตรู โอรสของพระเจ้าพิมพิสาร กษัตริย์แห่งกรุงราชคฤห์ แคว้นมคธ จะยกทัพมาทำลายเมืองนี้จนย่อยยับ

พระพุทธองค์ทรงแสดงเหตุแห่งความเสื่อมของนครใหญ่ ที่ปกครองโดยเหล่ากษัตริย์ที่ทรงคุณธรรมนั้นว่า

“พราหมณ์ คราวหนึ่งเราอยู่ที่สารันทเจดีย์ เมืองเวสาลี, ณ ที่นั้น เราได้กล่าวธรรมที่เป็นไปเพื่อความไม่เสื่อม 7 ประการเหล่านี้แก่พวกเจ้าวัชชี

พราหมณ์ ถ้าธรรมทั้งเจ็ดอย่างนั้นคงตั้งอยู่ในพวกเจ้าวัชชีก็หรือเจ้าวัชชีจักตั้งตนอยู่ในธรรมทั้งเจ็ดอย่างเหล่านั้นแล้ว, พราหมณ์ อันนั้นย่อมเป็นไปเพื่อความเจริญอย่างเดียวหาความเสื่อมไม่ได้.”

โดยทรงมีพุทธาธิบายถึงอปริหานิยธรรม 7หรือธรรมที่เป็นไปเพื่อความไม่เสื่อม 7 ประการนั้น แก่พระอานนท์ไว้ว่า

…ดังนี้ อานนท์ พวกเจ้าวัชชี ประชุมกันเนืองๆ ประชุมกันโดยมาก

…อานนท์ พวกเจ้าวัชชีพร้อมเพรียงกันประชุมพร้อมเพรียงกันเลิกประชุม และพร้อมเพรียงกันทำกิจที่พวกเจ้าวัชชีจะต้องทำ…

อานนท์ พวกเจ้าวัชชีมิได้บัญญัติข้อที่มิได้บัญญัติไว้ มิได้ถอนข้อที่บัญญัติไว้แล้ว, แต่ประพฤติอยู่ในวัชชีธรรมตามที่ได้บัญญัติไว้…

อานนท์ พวกเจ้าวัชชีสักการะ เคารพนับถือ บูชา ท่านที่เป็นประธานของเจ้าวัชชี ตั้งใจฟังคำสั่งของท่านผู้นั้น…

อานนท์ พวกเจ้าวัชชีมิได้ลบหลู่ดูถูกสตรีที่เป็นเจ้าหญิงหรือกุมารีในสกุล..

อานนท์ พวกเจ้าวัชชีสักการะ เคารพนับถือ บูชาเจดีย์ทั้งภายในและภายนอก มิได้ปล่อยละเลย ให้ทานที่เคยให้ ให้กิจที่เคยทำแก่เจดีย์เหล่านั้นและให้พลีกรรมที่ประกอบด้วยธรรม…

อานนท์ พวกเจ้าวัชชีเตรียมเครื่องต้อนรับไว้พร้อมเพื่อพระอรหันต์ทั้งหลาย ว่า “พระอรหันต์ ทั้งหลายที่ยังมิได้มา พึงมาสู่แว่นแคว้นนี้, ที่มาแล้ว พึงอยู่สุขสำราญเถิด” ดังนี้…

อานนท์ เหล่านี้ล้วนแต่เป็นความเจริญแก่เจ้าวัชชีอย่างเดียว หาความเสื่อมมิได้”

อปริหานิยธรรม 7 ประการนี้ คือคุณธรรมของระบบการปกครองหรือการทำงานเป็นหมู่คณะ ซึ่งทรงพลังมาก วิธีเดียวที่พระเจ้าอชาตศัตรูทรงใช้ในการทำลายแคว้นวัชชี คือ โปรดให้วัสสการพราหมณ์ ซึ่งได้เข้าเฝ้าพระพุทธองค์เมื่อตรัสพระสูตรข้างต้นจนรู้ความแล้ว จึงลอบเข้าไปอยู่กับเหล่ากษัตริย์ลิจฉวียุยงให้แตกสามัคคี จนทำลายแคว้นนี้ได้ ในที่สุด

เล่ามาถึงตรงนี้ หลายคนคงคิดว่าพระเจ้าอชาตศัตรูนี้เป็นผู้ร้ายของเรื่อง พระองค์เป็นพระโอรสของพระเจ้าพิมพิสารผู้เป็นอุปัฐฐากของพระพุทธเจ้า ประสูติแต่พระนางเวเทหิ เมื่อทรงอยู่ในครรภ์ พระมารดาแพ้พระครรภ์ใคร่เสวยพระโลหิตจากพระพาหา(ไหล่)พระสวามี ซึ่งพระเจ้าพิมพิสารก็พระราชทาน จึงทรงได้พระนามว่าอชาตศัตรู หมายถึง ผู้ไม่เกิดมาเป็นศัตรู เพราะเหล่าโหรทำนายว่าจะปลงพระชนม์พระบิดา

ปรากฎว่าเมื่อเจริญพระชนม์ทรงนับถือพระเทวทัตมากและถูกยุยงให้ลอบปลงพระชนม์พระพุทธเจ้าหลายครั้ง จนที่สุดก็ถูกปลุกปั่นให้จับพระบิดามาขังไว้ในหอคอย กรีดพระบาทให้เป็นแผลเพื่อไม่ให้พระเจ้าพิมพิสารเดินจงกรม งดอาหารและน้ำ แย่งราชสมบัติมาครอง จนเมื่อทรงมีพระโอรสเองถึงเข้าพระทัยความรักของพ่อ รับสั่งให้ปล่อยพระบิดา แต่พบว่าพระองค์สิ้นพระชนม์เสียแล้ว ทรงเกรงกลัวเคราะห์กรรมที่จะตามมามาก วันหนึ่งจึงเสด็จไปเฝ้าพระพุทธเจ้าแล้วได้ฟังพระธรรมชื่อ “สามัญผลสูตร” แล้วเลื่อมใสมาก จึงขอถึงไตรสรณคมน์นับถือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นสรณะ หลังจากเสด็จกลับ พระพุทธเจ้ามีพระดำรัสว่า “หากพระเจ้าอชาตศัตรูไม่ได้ทำปิตุฆาตแล้ว วันนี้จักได้บรรลุโสดาบัน”

หลังจากนั้นพระเจ้าอชาตศัตรูทรงทำนุบำรุงพระศาสนาด้วยดี ทรงอุปภัมภ์การสังคายนาพระไตรปิฎกครั้งแรกอย่างเต็มที่จนกระทั่งสวรรคต มีคำกล่าวว่า คนเราหากยังไม่ตายก็ชี้ชัดลงไปไม่ได้ว่าดีหรือชั่ว ความดีนั้นเป็นนามธรรมเสียจนไม่อาจใช้อะไรมาวัดได้ แม้จะอ้างว่าเป็นผู้มีคุณธรรมสูงส่งก็ยังสุดจะคาดเดา เพราะฉะนั้นใครมีคุณธรรมหรือไม่ อยู่ที่เขาอยู่ที่ไหน เมื่อไร เป็นอยู่อย่างไร และรวมไปถึงตายอย่างไรด้วย

Text: สรรพสิทธิ์ เอี่ยมสุดใจ

Related contents:

You may also like...