เผยผลสำรวจ “ประเทศแถบเอเชียห่วงปัญหาความต้องการพลังงานในอนาคต”

pertrol

เชลล์ร่วมกับผู้นำทางความคิดชั้นนำในเอเชียจัดเสวนาความก้าวหน้าด้านพลังงาน ตอกย้ำปัญหาความท้าทายด้านพลังงาน-น้ำ-อาหาร ผลสำรวจโดยเชลล์เผยประเทศไทย ฟิลิปปินส์และอินเดีย เป็น 3 ประเทศอันดับแรกของ 9 ประเทศในอาเซียน ที่แสดงความกังวลต่อปัญหาความต้องการใช้พลังงานในอนาคต ท่ามกลางความต้องการใช้พลังงาน น้ำและอาหารที่เพิ่มมากขึ้นให้เพียงพอต่อจำนวนประชากรที่สูงขึ้น ทั้งนี้ จากผลการสำรวจประชากรจำนวน 8,446 คน จาก 31 เมือง ใน 9 ภูมิภาค โดยหน่วยงานด้านพลังงานแห่งอนาคตของเชลล์ ร้อยละ 80 ของผู้ตอบแบบสำรวจพบว่าทุกวันนี้ความต้องการพลังงานระยะยาวในอนาคตมีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าเรื่องระบบการศึกษาของรัฐและค่าครองชีพเลยทีเดียว

ความกังวลเหล่านี้เพิ่มขึ้นตามความกดดันเรื่องพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้นทั่วโลก ภายในปี 2030 มีการคาดการณ์ว่าความต้องการพลังงาน น้ำและอาหารบนโลกจะเพิ่มขึ้นราว ร้อยละ 40-50 พร้อมกับความต้องการและจำนวนประชากรที่เพิ่มมากขึ้น ส่งผลต่อแหล่งพลังงานที่มีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตที่ใช้ในการจัดการและบำบัดน้ำเสีย น้ำใช้ในการผลิตพลังงาน ทั้งพลังงานและน้ำล้วนเป็นปัจจัยในการผลิตอาหารทั้งสิ้น

“ถึงเวลาแล้วที่คนเอเชียจะต้องตระหนักถึงปัญหาความต้องการพลังงานในอนาคต เห็นได้จากจำนวนประชากรและความต้องการใช้พลังงานที่เพิ่มสูงขึ้นมากในภูมิภาคนี้” เจเรมี่ เบ็นท์แฮ่ม รองประธานกรรมการฝ่ายสิ่งแวดล้อมทางธุรกิจทั่วโลก บริษัท เชลล์ กล่าว “ภาคอุตสาหกรรม รัฐ และเอกชนควรรับผิดชอบร่วมกันมากขึ้นในการจัดหาพลังงานในอนาคตและจะต้องร่วมมือและประสานกันเพื่อตอบสนองความท้าทายดังกล่าวที่จะมีขึ้นในเร็ววันนี้”

ผู้ตอบแบบสำรวจคาดการณ์ว่าการขาดแคลนพลังงานและราคาพลังงานที่สูงขึ้นจะส่งผลกระทบอย่างมากต่อประเทศของตน โดยเฉพาะประเด็นดังต่อไปนี้ ปัญหาการขาดแคลนพลังงานในประเทศไทย (ร้อยละ 91) และเกาหลีใต้ (ร้อยละ 70) ราคาพลังงานที่สูงขึ้นในอินเดีย (ร้อยละ 91) และสิงคโปร์ (ร้อยละ 79) ปัญหาการขาดแคลนน้ำในเวียดนาม (ร้อยละ 89) และปัญหาการขาดแคลนอาหารในอินโดนีเซีย (ร้อยละ 86)

จากการสำรวจพบว่าคนเอเชียนิยมใช้แหล่งพลังงานในอนาคตแบบผสมผสานซึ่งพลังงานแสงอาทิตย์และก๊าซธรรมชาตินั้นเป็นที่นิยมใช้ในหลายประเทศ พลังงานแสงอาทิตย์เป็นแหล่งพลังงานในอนาคตที่แทบทุกประเทศต้องการมากที่สุด รวมทั้งสิงคโปร์ (ร้อยละ 86) ไทย (ร้อยละ 83) และอินเดีย (ร้อยละ 77) ในขณะที่ก๊าซธรรมชาตินั้นเป็นที่ต้องการมากในบรูไน (ร้อยละ 87) และเป็นที่ต้องการมากเป็นอันดับสองในสิงคโปร์ (ร้อยละ 52) อินโดนีเซีย (ร้อยละ 43) และอินเดีย (ร้อยละ 43)

ผู้ตอบแบบสำรวจยอมรับว่าความร่วมมือระหว่างภาคอุตสาหกรรม ภาครัฐ และภาคเอกชน รวมถึงนวัตกรรมและแรงจูงใจในการใช้พลังงานที่เผาไหม้ได้สะอาดกว่าคือปัจจัยที่สำคัญที่สุดในการแก้ปัญหาความต้องการพลังงานในอนาคต บทบาทของภาครัฐถูกมองว่ามีสำคัญอย่างยิ่งในหลายประเทศ ขณะที่มองว่าบทบาทของภาคเอกชนกลับมีความสำคัญที่สุดสำหรับประเทศไทย

ความท้าทายด้านพลังงานในอนาคตของภูมิภาคเอเชียและจากผลการสำรวจจะนำมาพูดคุยเชิงลึกกันอีกครั้งในวันพฤหัสบดี ที่ 6 กุมภาพันธ์ 2557 ณ งานเสวนาความก้าวหน้าด้านพลังงานร่วมกัน ซึ่งเป็นที่พบปะกันระหว่างเหล่าผู้นำด้านธุรกิจ หน่วยงานรัฐ สถาบันการศึกษาและประชาชนทั่วไป ผู้เข้าร่วมการเสวนากว่า 300 คนจะร่วมพูดคุยกันถึงความท้าทายด้านน้ำ อาหารและพลังงานโลกที่มีแนวโน้มสูงขึ้น โดยการเสวนาครั้งนี้จะจัดขึ้นควบคู่ไปกับการแข่งขันเชลล์ อีโค-มาราธอน เอเชีย 2014 ณ กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์

การเสวนาครั้งนี้ได้รับเกียรติจากผู้เข้าร่วมอภิปรายคนสำคัญประกอบด้วย ฯพณฯ นายคาร์ลอส เฆริโก้ เปติญ่า เลขานุการกรมพลังงานแห่งฟิลิปปินส์ ประจำกรุงมะนิลา นายวิโนด โทมัส อธิบดีหน่วยประเมินอิสระ จากธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย นายโฮเซ่ มาเรีย ลอเรนโซ่ ตัน ประธานกรรมการและประธานบริหารองค์การกองทุนสัตว์ป่าโลก ประจำประเทศฟิลิปปินส์ และนายบราห์ม่า เชลานี อาจารย์ภาควิชาสถิติ สถาบันอินเดียเพื่อการวิจัยนโยบาย

เชลล์ได้มอบหมายให้บริษัท อิปซอสส์ ดำเนินการสำรวจเรื่องพลังงานในอนาคตใน 9 ประเทศแถบอาเซียน ได้แก่ บรูไน เกาหลี อินเดีย อินโดนีเซีย ปากีสถาน ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไทยและเวียดนาม เพื่อสอบถามความคิดเห็นจากผู้ตอบแบบสำรวจชาวเอเชียเกี่ยวกับพลังงานในอนาคต โดยมีผู้ตอบแบบสำรวจจำนวนทั้งสิ้น 8,446 คน จากการสำรวจระหว่างเดือนมกราคมถึงธันวาคม 2556

เมธาวรินทร์ มณีกูลพันธ์/ กรรณิกา บุตรพรม
บริษัท โทเทิลควอลิตี้ พีอาร์ (ประเทศไทย) จำกัด
0-2260-5820 ต่อ 115/114
mae@tqpr.com, pui@tqpr.com

Related contents:

You may also like...