ทำบุญแล้วควรหวังผลหรือไม่

BuddhistLent

ปัจจุบันมีชาวพุทธบางส่วนเข้าใจกันว่า การทำบุญต้องไม่หวังอะไรเลย ถ้าทำบุญแล้วหวังผลแสดงว่าโลภ เรื่องนี้ยังเป็นความเข้าใจที่ผิดกันอยู่ จริงๆแล้ว การให้ทานจะโดยหวังผลหรือไม่หวังผล ก็เป็นเรื่องดีทั้งนั้น ดีกว่าไม่ให้ทาน จะหวังผลหรือไม่หวังผล แต่ละคนสามารถเลือกปฏิบัติได้ตามจริตอัธยาศัยของตน

คนส่วนใหญ่ซึ่งปรารถนาอายุ วรรณะ สุขะ พละ ลาภ ยศ สรรเสริญ ก็ให้ทานแล้วอธิษฐานหวังในผลเหล่านี้ ทำให้ได้ดังใจปรารถนา ละโลกแล้วได้ไปเกิดบนสวรรค์ ส่วนผู้ที่ไม่ต้องการกลับมาเกิดอีก ปรารถนาเป็นพระอนาคามีหรือพระอรหันต์ ก็ให้ทานเพียงเพื่อเป็นเครื่องปรุงแต่งจิต ทำให้จิตใจสบาย เหมาะแก่การเจริญสมถวิปัสสนาจนหมดกิเลสในที่สุด ท่านเหล่านี้จะให้ทานโดยไม่หวังผลเรื่องลาภ ยศ เพราะไม่มีประโยชน์ เนื่องจากไม่ต้องการกลับมาเกิดอีกแล้ว

เมื่อพระพุทธองค์ทรงสร้างบารมีเป็นพระโพธิสัตว์ แต่ละชาติล้วนทำบุญแล้วอธิษฐานจิตว่า ด้วยบุญนี้ขอให้ข้าพเจ้าได้บรรลุธรรมเป็นพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งในอนาคต

พระอรหันตสาวกองค์สำคัญก็เป็นเช่นเดียวกัน

… นี้แสดงว่าการทำบุญแล้วตั้งจิตปรารถนาเป็นเรื่องดี
พระพุทธเจ้าตรัสว่า ประโยชน์ มี 3 ระดับ คือ

  • ประโยชน์ชาตินี้ เช่น รวย สวย แข็งแรง อายุยืน มีชื่อเสียง เป็นที่รัก
  • ประโยชน์ชาติหน้า คือ ตายแล้วได้ไปเกิดบนสุคติโลกสวรรค์ มีทิพยสมบัติมาก
  • ประโยชน์อย่างยิ่ง คือ ได้บรรลุธรรม

 

ดังนั้นเมื่อทำบุญแล้วตั้งจิตปรารถนาให้ผลดีเกิดขึ้น เราก็ต้องตั้งจิตให้เป็น มุ่งให้เกิดผลดี ทั้ง 3 ระดับ เช่น อธิษฐานขอให้มีสุขภาพแข็งแรง อายุยืนยาว มีโภคทรัพย์สมบัติมาก ฉลาด คบแต่คนดี ได้ทำความดีตลอดชีวิต ตายแล้วได้บังเกิดบนสวรรค์ ได้บรรลุมรรคผลนิพพาน เป็นต้น

ไม่ตั้งจิตปรารถนาในสิ่งไม่ดี เช่น ให้สาวเห็นสาวหลง อันเป็นเหตุให้ผิดศีลกาเม ให้ฉลาดสามารถโกงโดยไม่มีใครจับได้ อย่างนี้ไม่ดี

5299720640_15611dd5ef_b

ตัวอย่างในครั้งพุทธกาล

พระเจ้าจัณฑปัชโชต พระราชาแห่งกรุงอุชเชนี ภพในอดีตเกิดเป็นคนรับใช้เขา ได้นำภัตตาหารวิ่งฝ่าเปลวแดดอันร้อนแรงไปถวายแด่พระปัจเจกพุทธเจ้า แล้วตั้งจิตปรารถนาว่า “ด้วยบุญนี้ภพต่อไปขอให้ข้าพเจ้ามีอำนาจแผ่ไพศาลดุจแสงตะวันและมีพาหนะฝีเท้าเร็วด้วยเถิด” เพราะทำบุญถูกเนื้อนาบุญและทำด้วยจิตเลื่อมใสมาก ตายแล้วจึงได้ไปเกิดบนสวรรค์ยาวนาน เมื่อลงมาเกิดในครั้งพุทธกาล ก็ได้เป็นพระราชาผู้ยิ่งใหญ่แห่งกรุงอุชเชนีตามคำอธิษฐาน

การทำบุญแล้วหวังผลก็เปรียบเหมือนเด็กเรียนหนังสือ การเรียนอย่างมีเป้าหมายโดยหวังความรู้ย่อมทำให้มีกำลังใจในการเรียนดีกว่าเรียนโดยไม่หวังผลอะไร การทำบุญอย่างมีเป้าหมายโดยหวังผลที่ดีในอนาคต ย่อมทำให้มีกำลังใจในการทำความดี

พระโพธิสัตว์สามารถสละได้ทั้งทรัพย์สินเงินทอง เลือด เนื้อ ชีวิต อุทิศแก่มหาชนนับชาติไม่ถ้วน ก็เพราะตั้งจิตปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้า ผู้ที่หวังผลใหญ่ก็ทำให้กล้าที่จะให้ทาน รักษาศีล เจริญภาวนา แบบทุ่มชีวิต

เหตุที่บางคนคิดว่าการทำบุญแล้วหวังผลเป็นความโลภเพราะไม่เข้าใจความแตกต่างของ “ความโลภ” กับ “กุศลธรรมฉันทะ”

  • ความโลภ คือ ความอยากได้ในทางทุจริต เช่น อยากไปปล้นเขา ยักยอก คดโกงทรัพย์ของคนอื่นมาเป็นของตัว เป็นสิ่งไม่ดี เป็นกิเลส ควรละ
  • กุศลธรรมฉันทะ (หรือที่เรียกสั้นๆว่า ฉันทะ) คือ ความพอใจ ความชอบ ความอยากในสิ่งที่สุจริต ดีงาม เช่น อยากช่วยคนที่ลำบากยากจน อยากรักษาศีล อยากสวดมนต์นั่งสมาธิ อยากไปเกิดบนสุคติโลกสวรรค์ อยากบรรลุธรรม เป็นต้น

 

ฉันทะ เป็นสิ่งที่ดี พระพุทธเจ้าตรัส “อิทธิบาท 4 (ธรรมะที่ทำให้งานสำเร็จ)” ก็เริ่มด้วยฉันทะ เพราะเมื่อเราเห็นประโยชน์จากการทำสิ่งนั้น ย่อมเกิดความพอใจ เต็มใจที่จะทำ ทำให้เกิดวิริยะความเพียรในการทำกิจต่างๆ

ฉันทะจึงเป็นแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ เช่น เห็นประโยชน์ว่าเรียนหนังสือแล้วจะได้ความรู้ไปประกอบอาชีพได้ ทำให้ขยันเรียน เห็นคุณและโทษว่า “ถ้าทำบาปจะตกนรก ถ้าไม่ทำบาปแต่ทำบุญก็จะไปเกิดบนสวรรค์ จึงตั้งใจละความชั่วทำแต่ความดี”

เราชาวพุทธทุกคนจึงควรตั้งใจทำความดีทุกรูปแบบ แล้วอธิษฐานจิตให้อานิสงส์ผลบุญนั้นนำสิ่งดีๆมาสู่ชีวิตของเราทั้งภพนี้ ภพหน้า

เมื่อผลบุญส่ง เรามีทรัพย์ มียศ มีตำแหน่ง มีสุขภาพรูปร่างหน้าตาดี ก็ใช้สิ่งเหล่านี้เป็นอุปกรณ์หนุนส่งให้เราทำความดีได้มากยิ่งๆขึ้นไปอีก เหมือนเอาบุญต่อบุญ ทำให้ชีวิตเรามีแต่ความสุขความเจริญทุกภพทุกชาติ ไม่มีเสื่อมเลยและเมื่อให้ทานแล้วก็ควรรักษาศีลและเจริญภาวนาด้วยเพื่อให้เราสามารถบรรลุธรรมในที่สุด

เราเห็นใครทำบุญแล้วตั้งจิตปรารถนาในสิ่งที่ดี อย่าเผลอไปตำหนิว่าเขาให้เป็นวิบากกรรมติดตัว ต่อไปเราจะถูกคนเข้าใจผิด ถูกด่าว่านินทา ควรอนุโมทนาบุญกับเขา เราจะได้บุญไปด้วย

Credit : BuddhaSamakkee

************************************************************************************************************************************

- อังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต มหายัญญวรรคที่ 5 ทานสูตรที่ 9 (เนื้อหาในพระไตรปิฎกฉบับมจร. กับของมหามกุฏ แปลแตกต่างกันบ้าง ควรดูประกอบกัน)

- อัฏฐกนิบาต ทานวรรคที่ 4 สูตรที่ 5 ว่าด้วยผลที่เกิดจากการให้ทาน กล่าวว่า ผู้ให้ทานและมีศีลสามารถไปเกิดบนสวรรค์ทั้ง 6 ชั้น หากปราศจากราคะด้วย จะได้ไปเกิดบนชั้นพรหม

Thanks to image from http://1.bp.blogspot.com/-dhHdRXCJRGw/Ue3bUqxyJHI/AAAAAAAADno/DLbtSiMZYW4/s1600/BuddhistLent001.jpg
http://farm6.staticflickr.com/5287/5299720640_15611dd5ef_b.jpg

Related contents:

You may also like...