มนุษย์คือผู้สร้างและควรปรุงแต่งใจให้เป็นสุข

Screen-shot

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสอนให้คนเรานั้นรู้จักรักตนเอง รักอย่างไร? ก็คือทนุถนอมตนอย่าให้มีทุกข์ อย่าให้ทุกข์ครอบงำจิตได้ ทุกข์มาจากเหตุที่จิตใจเป็นผู้สร้าง ผู้รักตนก็เข้าใจว่าเหตุที่จะทำให้เป็นทุกข์นั้นคืออะไรก็ปล่อยวางลงในทันที เช่นอย่างว่าเขาแสดงอาการเสียดแทงดูหมิ่นเรา คนธรรมดาสามัญต้องโกรธต้องโต้ตอบไป สำหรับผู้ที่รักตนใครจะว่าอะไรมาก็ไม่ยึดถือเอาเรื่องชั่วของเขาที่เขาแสดงออกมาทางวาจา ไม่ใช่ว่าเขาว่ามาแล้วเราต้องยึดถือ ตนไม่ตอบโต้ก็ไม่ว่าอะไร การไม่ตอบโต้ไม่ได้แปลว่าโง่ แต่ผู้มีกิเลสเบาบางแล้วจะไม่โกรธตอบคือห้ามจิตของตนได้

ห้ามจิตได้ความชั่วครอบงำจิตใจไม่ได้ ฉะนั้นให้ตามรักษาจิตตนเองทุกอิริยาบถ อย่าลืมจิตใจตนเอง จิตใจที่ตั้งมั่นอยู่ในพุทธคุณจะไม่หลงใหลไปตามอารมณ์อื่นๆ ไม่ยึดถืออารมณ์ใดๆเป็นที่นั่ง สามารถตามรักษาจิตตนได้ไม่ทำชั่ว ผู้มีอุบายรักษาจิตตนเองได้บุญกุศลต่างๆจะรวมที่จิตดวงเดียว ไม่สูญหายไปที่ใด

ในเมื่อมนุษย์เราใช้ความสามารถปรุงแต่งสร้างสรรค์สิ่งประดิษฐ์ภายนอกแล้วอย่าลืมใช้ความสามารถนั้น ปรุงแต่งสร้างสรรค์ความสุขภายในด้วย พระพุทธศาสนาเปิดเผยความจริงว่าความสุขมีมากมาย ความสุขมีหลายแบบ ความสุขมีหลายชั้นหลายระดับ ทั้งความสุขภายนอกภายใน ทั้งความสุขแบบแบ่งแยกและความสุขแบบประสาน ทั้งความสุขที่อาศัยวัตถุและไม่อาศัยวัตถุ ทั้งความสุขทางร่างกายและความสุขทางจิตใจ ทั้งความสุขระดับจิตและความสุขระดับปัญญา ทั้งความสุขแบบมัวเมาติดจม และความสุขแบบโปร่งโล่งผ่องใส

ความสุขของมนุษย์อย่างหนึ่งคือ ความสามารถในการปรุงแต่งสร้างสรรค์คิดค้นซึ่งสัตว์อื่นไม่มี การที่มนุษย์เจริญขึ้นมามีเทคโนโลยีมีสิ่งประดิษฐ์ต่างๆมากมายก็เกิดจากความสามารถของมนุษย์ในการปรุงแต่งสร้างสรรค์นี่แหละแต่กว่าจะออกมา เป็นวัตถุปรุงแต่งสร้างสรรค์ได้ ต้นเดิมมันมาจากไหน มันก็มาจากในใจของเราคือใจที่มีสติปัญญาเริ่มด้วยใช้ปัญญาคิดปรุงแต่งข้างในแล้วจึงแสดงออกมาเป็นการ ปรุงแต่งประดิษฐ์วัตถุ สร้างสรรค์วัตถุข้างนอกได้จนกระทั้งเป็นคอมพิวเตอร์และดาวเทียมก็เกิดจากความคิดในใจเป็นจุดเริ่ม

ทีนี้ความคิดของเรานอกจากปรุงแต่งสร้างสรรค์วัตถุข้างนอกแล้ว อีกอย่างหนึ่งก็คือปรุงแต่งสุขปรุงแต่งทุกข์ข้างใน เราไม่รู้ตัวหรอกว่าเราใช้ความสามารถนี้ตลอดเวลาด้วยการปรุงแต่งความสุขและปรุงแต่งความทุกข์ จริงไหมว่าที่เราทุกข์เราสุขกันนี้ ส่วนมากเป็นสุขและทุกข์ที่เราปรุงแต่งขึ้นเอง ไม่เหมือนกับสัตว์อื่น

สัตว์อื่นนั้นไม่รู้จักความทุกข์ความสุขมากเหมือนมนุษย์ มันมีความสุขความทุกข์ที่เกิดจากทางกาย ได้กินอาหาร ได้หลับนอนพักผ่อนหรือต่อสู้หนีภัยอะไรๆก็ตามประสา แต่ความสุขความทุกข์ทางใจที่เกิดจากการคิดปรุงแต่งมันไม่มี เราจะเห็นว่าสัตว์กลุ้มใจไม่เป็น สัตว์มันเครียดไม่เป็น เครียดได้แต่เรื่องที่สืบเนื่องจากทางกายไม่เหมือนมนุษย์

มนุษย์นี้ปรุงแต่งสุขทุกข์ในใจกันมากมายพิสดารปรุงแต่งทุกข์ให้กลุ้มให้ กังวลให้เครียดจนกระทั้งเสียจิตไปเลย สัตว์อื่นปรุงแต่งใจให้เป็นบ้าไม่ได้ แต่มนุษย์ปรุงแต่งจิตใจจนกระทั่งกลายเป็นบ้าไปก็มี มนุษย์มีความสามารถนี้อยู่มากมายนักแต่น่าเสียดายที่มนุษย์ใช้ความสามารถนี้ไปในการปรุงแต่งทุกข์มากกว่าปรุงแต่งสุข มีอะไรมากระทบตากระทบหู ไม่สบายใจนิดหน่อย ก็เก็บเอามาปรุงแต่งต่อเสียยืดยาวใหญ่โต เวลาอยู่ว่างๆแทนที่จะปรุงแต่งสุขก็ปรุงแต่งทุกข์เอาเรื่องที่ไม่ดีมาวาดเป็นภาพทำให้เกิดความรู้สึกกลุ้มใจกังวล มีความโกรธเคียดแค้นต่างๆทำให้มีความทุกข์มากมาย แสดงว่ามนุษย์ส่วนมากใช้ความสามารถไม่ถูกทางจึงเป็นโทษแก่ตนเอง ทีนี้ถ้ามนุษย์ฝึกตัวให้ใช้ความสามารถนั้นให้ถูก เขาก็จะปรุงแต่งความสุขได้มากมายมหาศาล ในทางพระพุทธศาสนาท่านแนะนำให้เราปรุงแต่งความสุข

ท่านสอนวิธีทำใจหรือฝึกจิตฝึกใจและบอกวิธีใช้ปัญญามากมาย อย่างเช่นการบำเพ็ญสมาธิต่างๆ ก็คือวิธีปรุงแต่งจิตใจนั่นเอง แต่เป็นการปรุงแต่งให้เป็นสุข ในการมองโลกแม้แต่สิงเดียวกัน ถ้าเรามองไม่เป็น ก็เป็นเรื่องร้ายเกิดทุกข์ แต่ถ้ามองเป็นก็กลายเป็นดีเกิดสุขได้

Credit : เรียบเรียงบทความจากเทศนาธรรมจากหลวงปู่เหรียญ วรลาโภ วัดอรัญบรรพต และส่วนหนึ่งตัดตอนมาจากหนังสือ “ทำอย่างไรจะให้งานประสานกับความสุข” โดย พระธรรมปิฏก (ป.อ. ปยุตโต)
Thanks to image from : http://cdn.tinybuddha.com/wp-content/uploads/2012/09/Screen-shot-2012-09-27-at-9.40.26-PM.png

Related contents:

You may also like...