มงคลชีวิตข้อที่ 31 บำเพ็ญตบะ

268_1237050365.jpg_869

ใจของเราคุ้นกับกิเลสเหมือนเสือคุ้นป่า ปลาคุ้นน้ำ แล้วกิเลสก็ย้อนกลับมาเผาใจเราจนเร่าร้อนกระวนกระวาย เราจึงต้องบำเพ็ญตบะเพื่อเผากิเลสให้มอดไหม้เสียแต่ต้นก่อนที่กิเลสจะเผาใจเราจนวอดวาย

การที่เราได้อ่านมาจนถึงข้อนี้คือข้อที่ 31 นั่นคือเราได้เรียนรู้มงคลชีวิตมาจนเกือบครบถ้วนกระบวนความแล้ว ในวันนี้อาจเรียกได้ว่าผ่านบันไดชีวิตมาแล้ว 30 ขั้น เราพบว่านิสัยไม่ดี ความประพฤติที่ไม่ดีของตัวเราที่จะต้องปรับปรุงแก้ไขให้ดีขึ้นยังมีอยู่อีกมาก บางอย่างที่เราได้พยายามแก้ไขปรับปรุงแล้วมันก็ดีขึ้นตามลำดับ เคยมักโกรธ เห็นแก่ตัว ขี้อิจฉา โอหัง ฯลฯ ก็ดีขึ้นแล้ว แต่อีกหลายๆอย่างทั้งที่พยายามแก้ไขแล้วแต่ก็ยังไม่หายอยู่ดี เช่น กามกำเริบรักสวยรักงาม รักความสะดวกสบายจนเกินเหตุ ง่วงเหงา ซึมเซา ท้อถอย ฟุ้งซ่าน รำคาญใจ ฯลฯ เราจึงต้องหาวิธีที่รัดกุมยิ่งๆขึ้นไปมาจัดการแก้ไข แต่สิ่งที่ควรจำไว้ก่อน คือเหตุแห่งความประพฤติไม่ดีทั้งหลายล้วนเกิดมาจากกิเลสที่ซุกซ่อนอยู่ในใจเรา

เหตุที่กำจัดกิเลสได้ยากเป็นเพราะเรามองไม่เห็นตัวกิเลส อย่างมากก็เพียงแค่เห็นอาการของกิเลส ทำให้ไม่รู้จักกิเลสดี บางคราวถูกกิเลสโจมตีเอาแล้วก็ยังไม่รู้ตัว ใจของเราคุ้นเคยกับกิเลสมากเหมือนเสือคุ้นป่า ปลาคุ้นน้ำ ปลาพอถูกจับพ้นน้ำแล้วมันจะดิ้นรนสุดชีวิตเพื่อหาทางกลับลงน้ำให้ได้ คนส่วนใหญ่ก็เหมือนกันรู้สึกว่าการมีกิเลสเป็นของธรรมดา รักกิเลส พวกขี้เมาติดเหล้าเสียแล้ว ใครไปดึงขวดเหล้าออก เป็นเหตุให้ได้วิวาทอย่างแน่นอน เพราะเหล้าขวดนี้มันเป็นกล่องดวงใจ หรือบางคนใครทำอะไรขัดใจหน่อยก็โกรธ พูดจาโผงผางไปเลยแล้วก็ภูมิใจ “นี่… มันต้องให้รู้ซะบ้าง ไม่เกรงใจเราเลย” ภูมิใจในความมีกิเลสของตัวเองเป็นเสียอย่างนี้

มงคลชีวิตข้อ 31 นี้ ว่าไว้ว่า “บำเพ็ญตบะ” ตโป จ (ตะโป จะ) “ตบะ” โดยความหมายแปลว่าทำให้ร้อน ไม่ว่าด้วยวิธีใด “การบำเพ็ญตบะหมายความถึงการทำให้กิเลส ความรุ่มร้อนต่างๆหมดไปหรือเบาบางลง” ในมงคลนี้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสอนวิธีกำจัดกิเลสที่เหมาะสมและได้ผลเด็ดขาดเฉียบพลันให้กับเราโดยถือหลักว่า “หนามยอกต้องเอาหนามบ่ง”

เมื่อกิเลสมันเผาใจเราให้รุ่มร้อน เราก็ต้องเอาไฟไปเผากิเลสบ้าง แต่เป็นการเอาไฟภายในเผา วิธีการที่เอาไฟภายในเผากิเลสในตัวเองนี้เราเรียกว่าตบะ

บำเพ็ญตบะ จึงหมายถึงการทำความเพียรเผาผลาญความชั่วคือกิเลสทุกชนิดให้ร้อนตัวทนอยู่ไม่ได้ เกาะใจเราไม่ติด ต้องเผ่นหนีไปแล้วใจของเราก็จะผ่องใสหมดทุกข์

การที่เราจะขับไล่สิ่งใดเราก็จะต้องทำทุกอย่างที่ฝืนความต้องการของสิ่งนั้นเหมือนการไล่คนออกจากบ้าน เขาอยากได้เงินเราก็ต้องไม่ให้ อยากกินก็ไม่ให้กิน อยากนอนก็ไม่ให้นอน คือต้องฝืนใจเขาจึงจะออกการไล่กิเลสออกจากใจก็เหมือนกัน หลักปฏิบัติที่สำคัญคือต้องฝืนความต้องการของกิเลส

เรายังขาดวิธีที่เหมาะสมไปกำจัดกิเลส ตราบใดพระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังไม่บังเกิดขึ้น เราก็ยังไม่รู้วิธีกำจัดกิเลส แม้อาจรู้ว่ากิเลสมีแต่ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร แก้ไม่ตกและอาจหาทางออกไม่เป็นเรื่อง เช่น บูชาไฟบ้าง กราบไหว้อ้อนวอนเทพเจ้าสิ่งศักดิ์สิทธิ์บ้าง

268_1253407605.jpg_648

ธุดงควัตร 13 ประการ
ในพระพุทธศาสนามีข้อปฏิบัติที่พระภิกษุนิยมบำเพ็ญกันเป็นการฝืนความต้องการของกิเลสเพื่อไล่กิเลสออกจากใจมีด้วยกัน 13 ประการ เรียกว่าธุดงควัตร พระภิกษุที่บำเพ็ญธุดงควัตร เราเรียกท่านว่าพระธุดงค์แต่ธุดงควัตรนี้ ไม่ได้จำกัดเฉพาะพระภิกษุ แม้ฆราวาสก็ปฏิบัติได้เป็นบางข้อ

ธุดงควัตร 13 ประการ แบ่งเป็น 4 หมวด ให้เรียกปฏิบัติได้ตามกำลังศรัทธา คือ

หมวดที่ 1 เกี่ยวกับเครื่องแต่งตัว

  • ใช้แต่ผ้าบังสุกุลที่ชักมาได้เท่านั้น แม้จะได้มาทางอื่น เช่นมีคนถวายให้กับมือก็ไม่ใช้
  • ใช้เฉพาะผ้าไตรจีวรเพียง 3 ผืนเท่านั้น คือมีสบง จีวร สังฆาฏิ อย่างละผืน ใช้ผ้าอื่นๆนอกจาก 3 ผืนนี้ไม่ได้
  • เราลองคิดดู ทำถึงขั้นนี้แล้ว กิเลสมันจะร้อนตัวสักแค่ไหน คนนิสัยขี้โอ่ อวดมั่งอวดมี รักสวยรักงามพิถีพิถันกับเครื่องแต่งตัวจนเกินเหตุ ชนิดที่เสื้อผ้าเป็นตู้ๆก็ยังไม่พอใจนั้น เจอธุดงค์ 2 ข้อนี้เข้าก็สะอึกแล้ว

 

หมวดที่ 2 เกี่ยวกับการกิน

  • ฉันแต่อาหารที่บิณฑบาตมาได้เท่านั้น ใครจะใส่ปิ่นโตใส่หม้อแกงมาถวายที่วัดก็ไม่ฉัน บิณฑบาตมาได้เท่าไรก็ฉันเท่านั้น
  • เดินบิณฑบาตไปตามลำดับตรอกหรือหมู่บ้านในแนวที่กำหนดไว้เท่านั้น ไม่ใช่มานึกๆเอาว่าไปบ้านนั้นจะได้มาก บ้านนี้จะได้น้อย เลยเลือกทางเดินบิณฑบาตเป็นบางบ้านตามใจชอบ อย่างนั้นไม่ได้
  • ฉันอาสนะเดียว คือถ้าฉันเสร็จ ลุกจากอาสนะแล้ว ก็ไม่รับประท่าอาหารอีก ไม่ฉันอะไรอีก ซึ่งก็เท่ากับฉันวันละมื้อเดียว เรียกกันว่า “ฉันเอกา”
  • ฉันสำรวม คือฉันอาหารในบาตร ไม่ใช้ภาชนะอื่น เอาอาหารทั้งหมดทั้งคาวทั้งหวานใส่ลงรวมกันในบาตรแล้วฉัน
  • เมื่อลงมือฉันแล้วไม่รับประเคนอีก ใครจะนำอาหารมาถวายให้อีกก็ไม่รับ
  • ทั้ง 5 ข้อนี้เป็นตบะเกี่ยวกับการกิน ใช้แก้นิสัยตามใจปากตามใจท้อง ไม่ต้องพูดถึงว่าจะลักเขากิน โกงเขากิน แม้แต่ของที่ได้มาดีๆก็ตัดความฟุ้งเฟ้อลง พวกนิสัยกินจุบกินจิบ จะกินนั่นจะกินนี่ พิรี้พิไรไม่รู้จักกระเป๋าของตนเอง ตลอดจนกิเลสประเภทที่ยุใจเราให้ทำผิดเพราะเห็นแก่ปากแก่ท้อง พอเจอธุดงค์ 5 ข้อนี้เข้าก็งง

 

หมวด ที่ 3 เกี่ยวกับที่อยู่อาศัย

  • อยู่ในป่านอกละแวกบ้านเท่านั้น ไม่มาอาศัยอยู่ตามแหล่งชุมชน
  • อยู่ตามร่มไม้เท่านั้น ไม่อาศัยอยู่ในเรือน ไม่อาศัยนอนในกุฏิศาลาปักกลดนอนใต้ร่มไม้กันเลย
  • อยู่กลางแจ้งเท่านั้น ในกุฏิก็ไม่นอน ใต้ร่มไม้ก็ไม่นอนกันละ ปักกลดนอนกลางแจ้งกันเลย
  • อยู่ในป่าช้าเท่านั้น เข้าปักกลดนอนในป่าช้ากันเลย จะนั่งนอนบนหลังโลงศพ หรือปักกลดนอนใต้ต้นไม้ในป่าช้าก็เอา
  • อยู่ในที่ที่คนอื่นจัดให้ ไม่เลือกที่อยู่ เขาจัดให้พักที่ไหนก็พักที่นั้น
  • โปรดพินิจดู เรื่องโกงที่โกงทางดื้อแพ่งเพราะที่อยู่ ไม่ต้องพูดถึงกันเพียงแค่นิสัยติดที่ ชอบที่นอนนุ่มๆ บ้านหรูๆ เครื่องอำนวยความสะดวกพร้อม กิเลสเรื่องที่อยู่อาศัยพอเจอธุดงค์ 5 ข้อนี้เข้าก็เผ่นหนีกันกระเจิง


หมวดที่ 4 เกี่ยวกับการดัดนิสัยเกียจคร้าน

  • อยู่ในอิริยาบถ 3 คือ ยืน เดิน นั่ง ไม่นอน ง่วงมากก็ยืน เดิน อย่างมากก็นั่งหลับแต่ไม่ยอมนอน ไม่ให้หลังแตะพื้น หมวดที่ 4 นี้มีอยู่ข้อเดียว พวกที่ติดนิสัยขี้เกียจ เช้าเอน เพลนอน บ่ายพักผ่อน ดึกๆจำวัด พอเจอธุดงค์ข้อนี้เข้าก็หาย พวกใครมีนิสัยชอบผัดวันประกันพรุ่งจะลองรักษาธุดงควัตรข้อนี้ดูบ้างก็ดีเหมือนกัน จะรักษาสัก 1 วัน 3 วัน 5 วัน 7 วัน ก็ตามกำลัง สำหรับผู้ปฏิบัติธรรมทำสมาธิถ้าใจเริ่มสงบแล้วการอยู่ในอิริยาบถ 3 นี้ จะทำให้สมาธิก้าวหน้าเร็วมากและถ้าสมาธิดีก็จะไม่ง่วง มีพระภิกษุบางรูปรักษาธุดงควัตรข้อนี้ได้นาน 3 เดือน 7 เดือนก็มี บางรูปรักษาตลอดชีวิต เช่น พระมหากัสสปะท่านอยู่ในอิริยาบถ 3 คือ ยืน เดิน นั่ง ไม่นอนได้ตลอดชีวิตโดยไม่ง่วงเลย พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงยกย่องว่าเป็นเอตทัคคะทางอยู่ธุดงค์

 

ทั้งหมดนี้รวมเป็นธุดงควัตร 13 ข้อ จัดเป็นตบะชั้นยอดในพระพุทธศาสนาความมุ่งหมายเพื่อจะกำจัดกิเลสออกจากใจให้เด็ดขาด ในทางปฏิบัติใครจะเลือกทำข้อใดบ้างก็ได้และจะทำในระยะใดก็ให้ตั้งใจอธิษฐานสมาทานธุดงค์เอา

พระ

การบำเพ็ญตบะในชีวิตประจำวัน

พวกเราบางคนอาจสงสัยว่าการบำเพ็ญธุดงควัตรสำหรับผู้ที่ยังเป็นฆราวาสอยู่ยังต้องทำงานทางโลกก็ยากที่จะปฏิบัติไปได้ตลอด อย่างมากก็หาเวลาช่วงว่างๆสุดสัปดาห์หรือพักร้อนไปปักกลดกัน แล้วในชีวิตประจำวันมีวิธีบำเพ็ญตบะได้หรือไม่ คำตอบ ก็คือ “ได้”

วิธีบำเพ็ญตบะในชีวิตประจำวันเพื่อกันไม่ให้กิเลสฟุ้งขึ้นและเพื่อกำจัดกิเลสออกจากตัว ทำได้ดังนี้ คือมีอินทรียสังวรและมีความเพียรในการปฏิบัติธรรม

อินทรียสังวร (การสำรวมอินทรีย) คือการสำรวมระวังตนโดยอาศัยสติเป็นตัวกำกับ สำรวมอย่างไร ขอให้เรามาดูอย่างนี้ คนเรานี้มีช่องทางติดต่อกับภายนอกอยู่ 6 ทาง คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เหมือนกับบ้านก็มีประตูหน้าต่าง เป็นทางติดต่อกับภายนอก คนเราก็เหมือนบ้านที่มีประตูหน้าต่างอยู่ 6ช่องทาง สิ่งต่างๆภายนอกที่เราจะรับรู้ รับทราบก็มาจาก 6 ทางนี้ จะเป็นสิ่งที่ดีทำให้ใจของเราสงบผ่องใสก็มาจาก 6 ทางนี้ จะเป็นสิ่งที่ทำให้ใจของเราฟุ้งซ่าน ขุ่นมัวก็มาจาก 6ทางนี้เสมอเหมือนกัน ช่องทางทั้ง 6 นี้นับว่ามีความสำคัญมาก เราจึงควรมารู้จักถึงธรรมชาติของช่องทางทั้ง 6 นี้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเปรียบช่องทางทั้ง 6 ไว้ ดังนี้

  • ตาคนเรานี้เหมือนงู งูไม่ชอบที่เรียบๆแต่ชอบที่ที่ลึกลับซับซ้อน ตาคนเราก็เหมือนกันไม่ชอบดูอะไรเรียบๆ ชอบดูสิ่งที่มีลวดลายวิจิตรสวยงาม ยิ่งสิ่งที่เขาปกปิดไว้ละก็ยิ่งชอบดู แต่อะไรที่เปิดเผยออกแล้ว ไม่ลับแล้ว ความอยากดูกลับลดลง
  • หูคนเรานี้เหมือนจระเข้ คือชอบที่เย็นๆ อยากฟังคำพูดเย็นๆที่เขาชมตัว หรือคำพูดเพราะๆที่เขาพูดกับเรา
  • จมูกคนเรานี้เหมือนนก คือชอบโผขึ้นไปในอากาศ พอได้กลิ่นอะไรหน่อยก็ตามดมทีเดียวว่ามาจากไหน
  • ลิ้นคนเรานี้เหมือนสุนัขบ้าน คือชอบลิ้มรสอาหาร วันๆขอให้ได้กินของอร่อยๆ เที่ยวซอกแซกหาอาหารอร่อยๆ กินทั้งวัน ยิ่งเปิบพิสดารยิ่งชอบนัก
  • กายคนเรานี้เหมือนสุนัขจิ้งจอก คือชอบที่อุ่นๆที่นุ่มๆ ชอบซุก เดี๋ยวจะไปซุกตักคนโน้นเดี๋ยวจะไปซุกตักคนนี้ ชอบอิงคนโน้น ชอบจับคนนี้
  • ใจคนเรานี้เหมือนลิง คือชอบซน คิดโน่น คิดนี่ ประเดี๋ยวก็ฟุ้งซ่านถึงเรื่องในอดีต ประเดี๋ยวก็สร้างวิมานในอากาศถึงเรื่องในอนาคต ไม่ยอมอยู่นิ่ง ไม่ยอมสงบ

 

อินทรีย์สังวรที่ว่าสำรวมระวังตัวก็คือระวังช่องทางทั้ง 6 นี้ เมื่อรู้ถึงธรรมชาติของมันแล้วก็ต้องคอยระวังใช้สติเข้าช่วยกำกับ อะไรที่ไม่ควรดูก็อย่าไปดู อะไรที่ไม่ควรฟังก็อย่าไปฟัง อะไรที่ไม่ควรดมก็อย่าไปดม อะไรที่ไม่ควรลิ้มชิมรสก็อย่าไปชิม อะไรที่ไม่ควรสัมผัสก็อย่าไปสัมผัส อะไรที่ไม่ควรคิดก็อย่าไปคิดหรือถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไปเห็นสิ่งที่ไม่ควรดูเข้าแล้วก็ให้จบแค่เห็นไม่คิดปรุงแต่งต่อว่า สวยจริงนะ หล่อจริงนะ อะไรทำนองนี้ ต้องไม่นึกถึงโดยนิมิต หมายถึง เห็นว่าสวยไปทั้งตัว เช่น “เออ คนนี้สวยจริงๆ” ต้องไม่นึกถึงโดยอนุพยัญชนะหมายถึงเห็นว่าส่วนใดส่วนหนึ่งสวย เช่น “ตาสวยนะ คมปลาบเลย” หรือแขนสวย ขาสวย อะไรอย่างนี้

อินทรีย์สังวรนี้เป็นเรื่องสำคัญมาก เราสู้กับกิเลสชนะหรือแพ้ก็อยู่ตรงนี้ ถ้าเรามีอินทรีย์สังวรดีแล้วโอกาสที่กิเลสจะรุกรานเราก็ยาก คุณธรรมต่างๆที่เราตั้งใจรักษาไว้ก็จะสามารถทำได้อย่างที่ตั้งใจ เหมือนบ้านถ้าเราใส่กุญแจดูแลประตูหน้าต่างอย่างดีแล้ว ถึงแม้ตามลิ้นชักตามตู้จะไม่ได้ใส่กุญแจก็ย่อมปลอดภัย โจรมาเอาไปไม่ได้ แต่ถ้าเราขาดการสำรวมอินทรีย์ไปดูในสิ่งที่ไม่ควรดู ฟังในสิ่งไม่ควรฟัง ดมในสิ่งไม่ควรดม ลิ้มรสในสิ่งไม่ควรลิ้ม จับต้องสัมผัสในสิ่งที่ไม่ควรสัมผัส คิดในสิ่งที่ไม่ควรคิด แม้เราจะมีความตั้งใจรักษาศีล รักษาคุณธรรมต่างๆดีเพียงไรก็มีโอกาสพลาดได้มาก เหมือนบ้านที่ไม่ได้ปิดประตูหน้าต่าง แม้จะใส่กุญแจตู้ลิ้นชักดีเพียงไรก็ย่อมไม่ปลอดภัย โจรสามารถมาลักไปได้ง่าย

วิธีที่จะทำให้อินทรียสังวรเกิดขึ้นนั้นให้เราฝึกให้มีหิริโอตตัปปะ มีความละอายและเกรงกลัวต่อบาปโดยคำนึงถึงชาติตระกูล อายุ วิชาความรู้ ครูอาจารย์ สำนักศึกษาของเราและอื่นๆ ดังรายละเอียดในมงคลที่ 19

ท่านเปรียบเป็นลูกโซ่แห่งธรรมไว้ ดังนี้
หิริโอตตัปปะ ทำให้เกิดอินทรียสังวร
อินทรียสังวร ทำให้เกิดศีล
ศีล ทำให้เกิดสมาธิ
สมาธิ ทำให้เกิดปัญญา

ผู้มีอินทรียสังวรดี ศีลก็ย่อมบริสุทธิ์ ศีลบริสุทธิ์สมาธิก็เกิดได้ง่าย สมาธิตั้งมั่น ปัญญาก็เกิดขึ้น เป็นความสว่างภายในเห็นถึงสิ่งต่างๆตามความเป็นจริง เห็นถึงตัวกิเลสที่ซุกซ่อนอยู่ภายในและสามารถกำจัดไปให้หมดสิ้นได้ เราทุกคนจึงควรฝึกให้มีอินทรียสังวรในตัวให้ได้

ความเพียรในการปฏิบัติธรรม
คนเราส่วนใหญ่มักพอจะทราบอยู่ว่าอะไรดี อยากจะให้สิ่งที่เห็นว่าดีนั้นเกิดขึ้นกับตัว แต่ก็มักทำความดีนั้นไปได้ไม่ตลอดรอดฝั่ง ทั้งนี้เพราะขาดความเพียร คนเราถ้าขาดความเพียรเสียแล้ว คุณธรรมทั้งหลายก็ไม่สามารถงอกเงยขึ้นมาได้เลย “วิริเยน ทุกฺขมจฺเจติ – บุคคลจะล่วงทุกข์ได้เพราะความเพียร”

ขุ. สุ. ๒๕/๓๑๑/๓๖๑

Thanks to images from : http://www.dhammajak.net/board/files/268_1237050365.jpg_869.jpg
http://www.dhammajak.net/board/files/268_1253407605.jpg_648.jpg
http://1.bp.blogspot.com/-nMT-CuN0MKs/TdAPSHFpi0I/AAAAAAAAAo0/5dLPQQskEtk/s1600/yoga_on_fire.jpg
http://www.dmc.tv/images/post-1468-1272959597.jpg

Related contents:

You may also like...