Season changes: เพราะอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย

ใกล้จะถึงวันโลกแตก แผ่นดินจะล่มสลาย ?!?

ภาพแผ่นดินแยก ถนนแตก แผ่นดินไหว ตึกพัง เรื่อยไปจนถึงคลื่นยักษ์ถล่มเมือง หากเป็นเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ ย่อมไม่ต้องสงสัยเลยว่า ปรากฏการณ์เหล่านั้น จะถูดจัดรวมไว้ในเรื่องของอาเพศ ซึ่งเราเคยได้ยินมานักต่อนัก ถึงเรื่อง ธรณีสูบ ฟ้าถล่ม เมื่อคนบางคนที่ฟ้าไม่ปรารถนา ขึ้นมาเป็นใหญ่ในบ้านเมือง

แต่พอมาถึงยุคนี้ ที่อาเพศทั้งหลาย อธิบายได้ด้วยเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ โลกเราก็ได้ตื่นเต้นกับความรู้ใหม่ๆเกี่ยวกับภัยธรรมชาติมาอย่างไม่ขาดสาย

—————-

ย้อนไปเมื่อ กุมภาพันธ์ 2552 เกิดไฟป่าครั้งรุนแรงที่สุดในรอบร้อยปีทางตอนใต้ของประเทศออสเตรเลีย คร่าชีวิตผู้คนไปกว่า 200 คน ในขณะที่ทางตอนเหนือของประเทศกำลังเผชิญกับอุทกภัยครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ออสเตรเลีย

มกราคม 2552 ประชาชนในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ, กรุงปารีสประเทศฝรั่งเศส หรือแม้กระทั่งกรุงวอชิงตัน ดี.ซี เมืองหลวงของสหรัฐอเมริกา ต้องต่อสู้กับหิมะตกครั้งใหญ่ที่หลายคนเพิ่งได้เห็นหิมะตกมากเท่านี้เป็นครั้งแรกในชีวิต การจราจรบนท้องถนนเป็นอัมพาต สนามบินต้องหยุดทำการ ผู้คนวุ่นวายอยู่กับการจัดการหิมะในที่ทางของตน แน่นอนว่ามีคนเพียงพวกเดียวที่สนุกกับห่าหิมะในครั้งนี้ นั่นคือ นักท่องเที่ยว

ธันวาคม 2551 คลื่นความหนาวเย็นพัดกระหน่ำทั่วทั้งโลก หิมะตกในจีนตอนใต้ ซึ่งถือเป็นเขตร้อนชื้นและไม่เคยมีหิมะตกมาก่อน อานุภาพของลมที่พัดกระหน่ำอย่างรุนแรงส่งผลให้เกิดคลื่นขนาดใหญ่ในทะเล

ตุลาคม 2551 พายุไซโคลนนากีซ โหมพัดเข้าสู่ประเทศพม่า ทำลายกรุงย่างกุ้งราบเป็นหน้ากลอง ผู้คนล้มตายนับไม่ถ้วน (หรือทางการพม่าอาจจะไม่กล้ารับเองก็ได้)

เมษายน 2551 อากาศทั่วทั้งโลกแข่งกันร้อน ประชาชนในยุโรป โดยเฉพาะประเทศอังกฤษ, เยอรมัน, เนเธอร์แลนด์ ซึ่งปรกติเป็นเมืองหนาวกลับทวีอุณหภูมิสูงขึ้นเรื่อยๆ จนแตะ 40 องศาเซลเซียส ประชาชนต่างเดือดร้อนวุ่นวาย ประมาณกันว่าประชากรกว่า 70% เกิดอาการเจ็บป่วยเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ โดยเฉพาะเด็กและผู้สูงอายุ ซึ่งกลุ่มหลังมีจำนวนสมาชิกในกลุ่มเสียชีวิตเนื่องจากอากาศร้อนสูงมาก

เวลา 14.28 น. ตามเวลาท้องถิ่น ของวันที่ 12 พฤษภาคม 2551 เกิดแผ่นดินไหวครั้งรุนแรงขนาด 7.9 ริกเตอร์ ในมณฑลเสฉวน สาธารณรัฐประชาชนจีน มีผู้เสียชีวิต 68,516 คน บาดเจ็บ 365,399 คน และสูญหาย 19,350 คน

26 ธันวาคม 2547 เกิดแผ่นดินไหวในมหาสมุทรอินเดีย ก่อให้เกิดคลื่นยักษ์ซึนามิ ซัดเข้าสู่ชายฝั่งของประเทศไทย, อินโดนีเซีย, มาเลเซีย, บังคลาเทศ, อินเดีย, ศรีลังกา, หมู่เกาะมัลดีฟส์, โซมาเลีย, เคนยาและแทนซาเนีย ทำให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 165,000 คน

พฤศจิกายน 2532 พายุใต้ฝุ่นเกย์ ก่อตัวขึ้นเหนือมหาสมุทรอินเดียและพัดเข้าสู่ฝั่งทะเลชุมพร ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างใหญ่หลวง นับเป็นมหาวาตภัยครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย

เวลา13.30 น. ของวันที่ 24 สิงหาคม ค.ศ. 79 ภูเขาไฟวิซุเวียตเกิดการระเบิดครั้งใหญ่ ใช้เวลากว่า 3 วันจึงจะสงบ ทิ้งไว้เพียงเถ้าถ่านจำนวนมหาศาลและหินพัมมิซ ซึ่งเป็นหินหนืดจำนวนมหาศาลออกมา กลืนกินชีวิตผู้คนไปมากมาย โดยเฉพาะเมืองปอมเปอีซึ่งถูกกลบจนมิดไม่เห็นแสงเดือนแสงตะวัน พร้อมกับผู้คนในเมืองนานกว่า 1,400 ปี

พ.ศ.1552 เมืองนาคพันธุ์โยนกนคร ซึ่งมีราชวงศ์สิงหนวัติปกครองอยู่ ถูกน้ำท่วมฉับพลันผู้คนส่วนมากล้มตาย ต่อมาในปี พ.ศ.1088 ก็ต้องพบกับความหายนะครั้งใหญ่จากเหตุแผ่นดินไหว จนเมืองแห่งนี้สาปสูญ สันนิษฐานกันว่าปัจจุบันคือบริเวณที่เรียกว่า ‘เวียงหนองล่ม’ ในเขตจังหวัดเชียงราย

ภัยพิบัติทางธรรมชาติเหล่านี้ล้วนยังฝั่งตรึงอยู่ในความทรงจำของมนุษยชาติ จากเหตุการณ์ต่างๆ ที่ถูกยกตัวอย่างขึ้นอาจทำให้คุณรู้สึกว่าธรรมชาติกำลังวิปริตและเกรี้ยวกราดอย่างน่าสะพรึงกลัว คุณลองหันไปถามคนข้างๆซิคะว่าพวกเขาคิดว่าต้นเหตุของภัยพิบัติทางธรรมชาติเหล่านี้เกิดจากอะไร

เชื่อเหลือเกินว่าทุกคนต่างโทษตัวเอง เห็นพ้องต้องกันว่ามนุษย์คือต้นเหตุของความเปลี่ยนแปลงในธรรมชาติ อันที่จริงความเชื่อนี้ถูกทว่ามันถูกต้องเพียงส่วนเดียวเท่านั้น

คุณเชื่อล่ะหรือว่ามนุษย์ต้อยต่ำอย่างคุณสามารถเปลี่ยนแปลงธรรมชาติอันยิ่งใหญ่เกินใครจะเอื้อมถึงได้

เราต่างก็ใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางลมหายใจของโลก ดาวเคราะห์สีฟ้างดงามแห่งนี้ยังมีชีวิตอยู่ นั่นแปลว่าตั้งแต่กำเนิดขึ้น โลกเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา ตั้งอยู่และดำเนินสู่การดับไป ตามหลักสัจธรรมไม่ผิดเพี้ยน

ตำนานการเกิดโลกในคติของญี่ปุ่นกล่าวว่า เมื่อโลกยังเยาว์อยู่นั้น มีเพียงท้องฟ้าลอยอยู่เบื้องบนและของเหลวข้นหนืดกว้างไกลสุดสายตาไหลวนอยู่เบื้องล่าง แยกจากกันโดยสิ้นเชิง

เทพเจ้าคู่แฝดอิซานามิและอิซานากิได้รับความเห็นชอบจากคณะทวยเทพ ให้ลงมาสร้างโลกอันสมบูรณ์ เทพเจ้าผู้พี่ใช้หอกกวนลงไปในของเหลวหนืด เมื่อยกหอกขึ้น ของเหลวหนืดนั้นกระเด็นออกไปอันหนึ่ง กลายเป็นผืนแผ่นดินเดียว ลอยอยู่เหนือห้วงน้ำ

ฝ่ายตำนานฮินดูเล่าถึงคราวน้ำท่วมโลกไว้ว่า พระพรหมทรงเบื่อหน่ายโลกที่เต็มไปด้วยปัญหา มีดำริจะทรงผลาญโลกด้วยน้ำบรรลัยกัลป์ คราวนั้นพระนารายณ์แปลงร่างเป็นปลากรายทอง มีพรรณอันงามว่ายใกล้นครหนึ่ง พระราชานาม ‘ พระมนูไววัสวัต’ ทอดพระเนตรเห็นปลากรายทองมีความงดงามก็โปรดให้จับปลากรายมาใส่ในอ่างทองคำตั้งพระทัยจะเลี้ยงไว้เป็นเครื่องทรงพระสำราญ

ไม่นานปลากรายก็โตคับอ่างทองคำ โปรดให้เทลงในอ่างที่ใหญ่กว่า ปลากรายทองก็สำแดงเดชแปลงร่างให้ใหญ่จนคับภาชนะขึ้นเรื่อยๆ พระราชาโปรดให้เทลงสู่สระในพระราชอุทยาน ปลาก็สำแดงกายให้โตจนคับสระนั้น ที่สุดพระราชาทรงปล่อยปลาวิเศษลงสู่มหาสาครใหญ่ ปลาก็สำแดงกายให้โตตาม พระราชาจึงเกิดความเลื่อมใส ทรงอภิวาทด้วยดำริว่าเป็นปลาเทวดา

พญาปลาจึงกลายเพศเป็นพระวิษณุ ดำรัสว่าอีกไม่นานน้ำจะท่วมโลก ดำรัสสั่งให้พระมนูไววัสรัตเตรียมนาวาลำใหญ่ไว้พร้อมอาหารเสบียง และคัดเลือกมนุษย์และสัตว์ทั้งหลายอย่างละคู่ขึ้นสู่เรือ เมื่อถึงเวลาน้ำบรรลัยกัลป์มาผลาญโลก พระองค์จะแปลงพระกายเป็นพญาปลามาลากมหานาวาให้พ้นอันตรายจากกระแสน้ำ

การณ์เป็นไปตามเทวโองการ พระมนูไววัสรัตและพระมเหสีพร้อมสัตว์อย่างละคู่ ใช้ชีวิตเคว้งคว้างอยู่บนนาวาใหญ่ไม่นาน ที่สุดน้ำก็ลด แผ่นดินก็ผุดขึ้นมาเป็นผืนใหญ่ พระมนูไววัสรัตจึงกลายเป็นบรรพบุรุษของมนุษย์ทั้งมวลมาจนบัดนี้

ทฤษฎีแรกตรงกับทฤษฎีของนักวิทยาศาสตร์ชาวอเมริกันชื่อ….. อย่างไม่น่าเชื่อ …..ประกาศว่าโลกเริ่มต้นจากแผ่นดินเดียว

และตั้งชื่อทฤษฎีนี้ว่า ‘ทฤษฎีทวีปเดียว’

เริ่มจากแผ่นเดียวกัน เปลือกโลกซึ่งลอยอยู่บนหินหนืดมีการเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา จนในที่สุดเปลือกเดียวก็แยกออกจากกันเป็นหลายแผ่น แบ่งแยกแผ่นดินเป็นทวีป ทั้ง 7 แยกมนุษย์ออกจากกัน แยกวัฒนธรรมออกจากกัน แยกความคิดออกจากกัน จนแม้กระทั่งแยกความเป็นมนุษย์ผู้เท่าเทียมออกจากกันด้วย

แม้ปัจจุบันนี้แผ่นเปลือกโลกก็ยังมีการเคลื่อนไหวอยู่ อันเป็นต้นเหตุของแผ่นดินไหวและภูเขาไฟระเบิด การเคลื่อนที่ของเปลือกโลกนี้ แน่นอนว่าเริ่มต้นจากของเหลวหนืดซึ่งไหลวนอยู่ใต้พิภพ ซึ่งถูกขับดันมากจากพลังงานมหาศาลของโลกอีกต่อหนึ่ง
การเคลื่อนที่อยู่เสมอทำให้ภูมิอากาศและภูมิประเทศมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา

เคยมีการคาดการณ์คร่าวๆว่า สภาพต่างๆบนโลกเปลี่ยนแปลงทุกๆ 80,000 ปี เวลานานขนาดนี้อาจทำให้เราลืมไปว่าทุกสิ่งมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ

ข้อสนับสนุนของแนวคิดนี้ได้รับการเปิดเผยโดยพราหมณ์ลัทธิไวษณพนิกาย เมื่อประมาณ 4,000 ปีมาแล้ว

คัมภีร์วิษณุปุราณะซึ่งเล่าเรื่องการอวตารลงมาปราบทุกข์เข็ญของพระนารายณ์เป็นเจ้า เล่าถึงน้ำท่วมโลกครั้งแล้วครั้งเล่า และหลักฐานทางธรณีวิทยาก็แสดงให้โลกประจักษ์มานานแล้วว่า แม้เทือกเขาหิมาลัยซึ่งได้ชื่อว่าเป็นหลังคาของโลกก็เคยอยู่ใต้เมหาสาครใหญ่มาก่อน
น้ำประลัยกัลป์!

แม้แต่มหาสมุทรก็มีการเปลี่ยนแปลง เคลื่อนไหวอยู่เสมอ คุณก็ทราบมิใช่หรือว่าเมื่อ 4,500 – 4,000 ปีที่แล้ว ปากอ่าวไทยอยู่ลึกเข้ามาถึงนครสวรรค์ ก่อนจะล่นลงไปที่อยู่ในปัจจุบัน และแปลกอะไรถ้าวันหนึ่งอ่าวไทยจะไหลย้อนกลับขึ้นมายังที่เดิมของมัน

ตำนานพื้นเมืองล้านนา เล่าถึงนครหลายต่อหลายแห่งซึ่ง ‘ล่ม’ ลงน้ำไป อาทิ หิรัญนครเงินยางเชียงแสน, นาคพันโยนกนคร แม้ภาคอีสานก็ยังมีตำนานท้าวผาแดงกับนางไอ่ ซึ่งเล่าถึงพระยานาคมาล่มเมืองลงน้ำไป

ประชาชนของหิรัญนครเงินยางเชียงแสน, นาคพันโยนกนคร หรือนคร ‘ล่ม’ ทั้งหลาย ต่างก็ใช้ชีวิตผูกพันกับธรรมชาติอย่างเหนียวแน่น ไม่มีใครใช้ถุงพลาสติก ไม่มีใครก่อให้เกิดภาวะโลกร้อน ไม่มีใครเป็นต้นเหตุของการละลายของน้ำแข็งขั้วโลก แต่เมืองก็ล่ม

ภูมิประเทศและภูมิอากาศสามารถเปลี่ยนแปลงไปได้ตามการเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติของเปลือกโลก

บางทฤษฎีกล่าวว่า ความลาดเอียงของเปลือกโลกเปลี่ยนแปลง แม่น้ำเปลี่ยนทิศ น้ำท่วมเมือง เวียงจึงล่ม

การตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ในสมัยโบราณนั้น จะอาศัยพื้นที่ซึ่งเอื้อต่อการดำรงชีวิตเป็นอันดับแรก เช่น ตั้งบ้านเมืองอยู่ใกล้แหล่งน้ำหรือในโอเอซิส เป็นต้น เมื่อแหล่ง ‘ชีวิต’ เหล่านั้นมีอันต้องหมดไป บ้านเมืองย่อมสิ้นสูญ

ทว่าเฉกเช่นที่พระมนูไววัสรัตทรงทำเมื่อครั้งอดีต บ้านเมืองหมดไปก็จริง วัฒนธรรมกลับไม่ตายหากคนยังไม่ตาย พระมนูไววัสรัสและพระมเหสีคือปลายทางของทวาบรดายุคและเป็นจุดเริ่มต้นของกลียุค

ลูกหลานของหิรัญนครเงินยางเชียงแสน, นาคพันโยนกนคร ก็คือบรรพบุรุษของเมืองสำคัญในล้านนารุ่นต่อๆมานั่นเอง
มนุษย์เป็นเพียงผู้เร่งให้กระบวนการเปลี่ยนแปลงบางอย่างเร็วขึ้น แต่ไม่ใช่ผู้เดียวที่เปลี่ยนโลก

มิใช่เพราะความโหดร้ายของธรรมชาติดอกหรือ เราจึงมีความก้าวหน้าทางวัฒนธรรมและเทคโนโลยีคุณจะเรียนรู้เรื่องการสร้างเขื่อนกักเก็บน้ำทำไม ถ้าคุณไม่ต้องทนหิวน้ำในหน้าแล้ง และเกือบจมน้ำตายในฤดูมรสุม

คุณจะสร้างบ้านทำไม ถ้าคุณอยู่อย่างสุขสบายท่ามกลางธรรมชาติ คุณจะเดินสองขาทำไม ถ้าคุณมีชีวิตอยู่รอดได้ด้วยการเดินสี่ขาเช่นเดียวกับบรรพบุรุษ

ไม่ใช่ว่ากระแสแห่งการรักษ์โลกไม่ดี และไม่ใช่ว่าดิฉันไม่เห็นด้วยกับการดูแลโลก
ทว่าดิฉันทนไม่ได้ที่เห็นมนุษย์ปัจจุบันตื่นตระหนกกับความเปลี่ยนแปลงรอบตัว ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงสอนเสมอว่าเป็นเรื่องธรรมดา

และเมื่อวันสุดท้ายมาถึงก็ไม่อยากให้คุณๆยกความดีของตัวเองออกมาประชันขันแข่งกัน
แล้วโทษฝ่ายตรงข้ามว่าเป็นคนผิด แบบที่เห็นผู้หลักผู้ใหญ่ชอบทำกันบ่อยๆ และในที่สุดก็แย่งกันเสนอตัวเป็นพระมนูไววัสรัตสำหรับยุคต่อไป

ถึงตอนนั้นโลกคงแย่ พระนารายณ์ก็ทรงช่วยไม่ได้…

Related contents:

You may also like...