Global Impact

ประเด็นที่ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์มากที่สุดในช่วง 1 ปีที่ผ่านมานี้คงหนีไม่พ้นความหายนะทางเศรษฐกิจที่กำลังคืบคลานและกัดกินส่วนต่างๆของโลก เมื่อหลุดเข้าไปอยู่ในวงสนทนาเมื่อใด ประเด็นที่เป็นที่ถกเถียงมากที่สุดก็คงหนีไม่พ้นเกิดขึ้นเพราะใคร ทำไมและอย่างไร

บทสรปุหนึ่งสำหรับวิกฤตการณ์นี้ก็คงหนีไม่พ้นความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของโลก ซึ่งทำให้เหตุการณ์ในบ้านเมืองหนึ่งส่งผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ไปสู่อีกบ้านเมืองหนึ่ง ความล้ำหน้าของการเดินทางและการสื่อสารทำให้พรมแดนของโลกถอยร่นไปจนเหลือเพียงเสน้บางๆเพียงเส้นเดียว ทว่าก็เป็นการเปิดทางให้ความยุ่งยาก‘ ร่วมเดินทางไปกับเราด้วย

หากเปรียบโลกนี้เป็นสระน้ำใหญ่และประเทศทั้งหลายเป็นกอบัวที่ชูช่อเรียงรายอยู่บนผืนน้ำ เมื่อใดก็ตามที่มีผู้โยนหินลงกระทบส่วนใดก็ตามของน้ำในสระ จะถูกกอบัวโดยตรงหรือไม่ก็ตาม กอบัวทั้งหมดก็ต้องไหวเอนตามแรงกระเพื่อมของน้ำ หนักเบาตามแต่จะอยู่ไกลใกล้ แต่ไม่มีกอไหนไม่กระทบ

เช่นเดียวกัน เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับประเทศใดหรืออารยธรรมใดบนโลก ย่อมส่งผลกระทบต่อโลกโดยรวมไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ความเชื่อมโยงระหว่างกันนี้ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นในวันที่โลกกลายเป็หนึ่งเดียวอย่างเช่นวันนี้เท่านั้น ทว่าเกิดขึ้นมานับร้อย นับพันปี ตั้งแต่อารยธรรมเพิ่งเริ่มต้นแบ่งบาน

กฎของประวัติศาสตร์ข้อหนึ่งมีอยู่ว่า ‘ผู้ชนะยอมรับเอาสิ่งดีของผู้พ่ายแพ้มาเป็นของตน’ ดังนั้นเราจึงได้เห็นการถ่ายเททางวัฒนธรรม แนวคิดและปรัชญาจากที่หนึ่งสู่อีกที่หนึ่งอย่างต่อเนื่อง

แต่หากย้อนดูประวัติศาสตร์ของสยามแล้ว จะเห็นว่าประเทศเล็กๆแห่งนี้มีความทรนงมากพอที่จะไม่ยอมรับอิทธิพลจากต่างชาติได้ง่ายๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเมือง, เศรษฐกิจหรือสังคมวัฒนธรรมก็ตาม แต่จะค่อยๆปรับเอาสิ่งใหม่เข้ามาผสมผสานกับสิ่งเก่า เลือกเอาเฉพาะสิ่งที่เห็นว่าชอบดี จนกระทั่งเกิดเป็น ‘ของใหม่’ ที่เป็นลายเซ็นของตัวเอง

นิโคลาส แชร์แวส หนึ่งในคณะทูตจากฝรั่งเศสที่เข้ามาเจริญพระราชไมตรีในราชสำนักสมเด็จพระนารายณ์มหาราช วิจารณ์ลักษณะของคนไทยเกี่ยวกับเรื่องการเปิดประเทศเอาไว้อย่างน่าสนใจว่า “แม้จะมีลักษณะนิสัยที่แท้จริงเป็นคนรักสงบ ไม่มีเลห์เหลี่ยมและไม่มีความทะเยอทะยาน แต่ชาวสยามก็ยอมรับการเข้ามาของชาวตะวันตกอย่างเป็นมิตร”

ความรักและภาคภูมิในชาติพันธุ์คือลักษณะพิเศษอย่างหนึ่งที่ทำให้ชาวสยามรอดพ้นจากการถูกวัฒนธรรมอื่นครอบงำอย่างเบ็ดเสร็จ แม้ว่าเรามักจะรู้สึกชื่นชมเมื่อมี ‘ของใหม่’ เข้ามาให้ได้เห็น แต่ในที่สุดแล้วเราก็จะ ‘เบื่อ’ สิ่งเหล่านี้ กลับมาสู่รากเหง้าเดิมของตนแต่ก็ยังพร้อมที่จะ ‘เห่อ’ ของใหม่ได้อยู่ตลอดเวลา

ประเด็นที่จะสามารถอธิบายประกอบแล้วเห็นภาพชัดที่สุดก็คือเรื่องของเครื่องแต่งกาย

เพราะเป็นเขตร้อนชื้น แต่เดิมผู้คนในแถบสุวรรณภูมิจึงแต่งกายด้วยเสื้อผ้าน้อยชิ้น ดังที่ คังไถ (K’ang T’ai) และจูยิง (Chu Ying) ราชทูตจีนสมัยราชวงศ์ฮั่น ซึ่งเดินทางมาเจริญพระราชไมตรีกับกษัตริย์แห่งอาณาจักรฟูนัน ราวปี พ.ศ.760 – 795 ได้เขียนบันทึกเล่าไว้ว่า

“…เมืองฟูนันมีความรุ่งเรืองมาก มีแม่น้ำใหญ่ไหลมาทางตะวันตกผ่ากลางเมือง ชาวอินเดียชื่อโกณฑิยะ ได้เดินทางโดยเรือมายึดครองดินแดนบริเวณปากแม่น้ำโขงและได้ประมุขของชาวพื้นเมืองคือพระนางลิวเย่(Liu-ye)เป็นชายา ต่อมาอีกหลายปี ขุนพลฟันซีมัน(Fan Shihman)ได้ขึ้นเป็นเจ้าครองนครฟูนัน ทรงขยายอาณาจักรฟูนัน ออกไปอย่างกว้างขวาง โดยสามารถยึดครองอาณาจักร ฉูตูคุณ จิวจิ และเตียน…

… มีกำแพงล้อมรอบเมือง มีพระราชวังและบ้านประชาชน ประชาชนมีหน้าตาน่าเกลียด ผิวดำ ผมหยิก ไม่สวมเสื้อผ้าและเดินเท้าเปล่า อัธยาศัยใจคอง่าย ๆ ไม่ลักขโมย ปลูกหว่านพืชเพียงปีหนึ่งแต่เก็บเกี่ยวไปได้สามปี ชอบแกะสลักเครื่องประดับ ภาชนะกินอาหารมักทำด้วยเงิน เก็บภาษีเป็นทองคำ เงิน ไข่มุก และเครื่องหอม มีหนังสือ หอจดหมายเหตุ โดยใช้อักษรที่คล้ายอักษรของชนชาติฮู (Hu)”

การเปลือยอกของทั้งสองเพศเป็นเรื่องปรกติ เพศหญิงมักมีผ้าคล้องคอไว้ ซึ่งเป็นผ้าสารพัดประโยชน์ ต่อเมืออยู่ในพิธีกรรมหรืออากาศหนาวจึงจะพันผ้าปิดหน้าอกไว้ เสื้อเป็นของสำหรับชนชั้นสูงซึ่งใช้ในพิธีกรรมสำคัญเท่านั้น ตลอดเวลาเกือบ 1,000 ปีของประวัติศาสตร์สยาม ไม่เคยปรากฎว่าคนไทยทอผ้าขึ้นใช้เอง หากแต่เราใช้ผ้าที่ทอโดยคนเขมร, ลาว, ยวน, จีนหรือแม้แต่ฝรั่ง

จนเมื่อต้นกรุงรัตนโกสินทร์นี่เองที่การแต่งกายของคนไทยเริ่มมีระเบียบแบบแผนเป็นสัดเป็นส่วนขึ้น แต่โดยรวมแล้วทั้งผู้หญิงและผู้ชายยังแต่งกายคล้ายกัน คือนุ่งผ้าหนึ่งผืน ห่มผ้าหนึ่งผืนหรือไม่สวมอาภรณ์ท่อนบนเลย ราวรัชกาลที่ 4 จึงมีความนิยมสวมเสื้อแขนกระบอกกระดุมผ่าหน้าทั้งสองเพศ โดยผู้หญิงยังคงอนุรักษณ์การห่มผ้าเอาไว้ โดยห่มทับเสื้อแขนกระบอกอีกชั้นหนึ่ง หลังการเสด็จประพาสยุโรปครั้งแรก เมื่อปี พ.ศ.2440 การแต่งกายของไทยจึงพัฒนามาสู่การเป็น ‘ศิลปะร่วมสมัย’ อย่างแท้จริง

ในเวลานั้นแฟชั่นยุโรปกำลังอยู่ในยุค ‘ Victorian’ โดยเฉพาะเสื้อที่ตัดเย็บให้แขนพอง ลักษณะคล้ายขาหมูแฮม จึงเรียกกันว่า ‘เสื้อแขนหมูแฮม’ หรือ ‘เสื้อขาหมูแฮม’ ซึ่งเจ้านายสยามทรงนำมาดัดแปลงแล้วทรงคู่กับโจงกระเบน โดยยังคงธรรมเนียมการห่อมสไบไว้ โดยใช้สไบอัดกลีบแบบโบราณพาดทับบนตัวเสื้อ จนเมื่อปลายรัชกาล เสื้อแขนหมูแฮมจึงคลี่คลายไปเป็นตัวเลื้อคอตั้ง แขนตัดระบายเป็นชั้นๆ ตัดด้วยผ้าลูกไม้ เปลี่ยนจากห่มสไบทับเป็นการ ‘สะพายแพร’ ที่นำเข้าจากต่างประเทศ โดยสามารถสวมเสื้อแบบนี้กับโจงกระเบนหรือกับการนุ่งจีบแบบโบราณก็ได้

สันนิษฐานกันว่าสตรนีในราชสำนักสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงได้แบบอย่างของแฟชั่นวิคตอเรียนมาจากราชสำนักรัสเซียและราชสำนักปรัสเซีย โดยเฉพาะที่แรก ซึ่งมีธรรมเนียมการแต่งกายเป็นของตนเอง โดยผสมผสานความเป็นเอเชียและความเป็นยุโรปเข้ากันได้อย่างพอดี

การ ‘Mix & Match’ ชุดไทยในสมัยนั้นเป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดถึงอิทธิพลโลก (Global Impact) ที่มีต่อสยาม และยังสะท้อนการ ‘แบ่งรับแบ่งสู้’ อิทธิพลเหล่านั้นออกมาได้อย่างเห็นภาพชัด ในเวลานั้นรอบๆบ้านเรา เช่น สิงคโปร์, พม่า, ฟิลิปปินส์หรือแม้แต่จีน สตรีพากัน ‘แต่งแหม่ม’ อย่างเต็มที่กันไปหมดแล้ว ในขณะที่สยามพยายามเลือก ‘หยิบ’ ของที่เห็นว่า ‘โก้เก๋’ มาปรับปรุงใช้กับของเดิมของตน สร้าง ‘อัตลักษณ์’ ขึ้นมาอย่างมีนัย แม้ว่าจะมีสตรีหัวก้าวหน้าบางคนแต่งแหม่มเต็มที่ในบางกอกบ้างแล้ว แต่ก็ยังถูกมองว่าเป็นพวก ‘เปิ๊ดสะก๊าด’ หรือไม่รู้กาลเทศะ

ความแบ่งรับแบ่งสู้ในการรับเอาของต่างชาติมาใช้นี้เองทำให้สยามไม่เคยรู้สึก ‘เป็นหนึ่งเดียว’ กับผู้ใดเลย จนกระทั่งสงครามมหาเอเชียบูรพาปะทุขึ้นและญี่ปุ่นเริ่มประกาศนโยบายชาตินิยมแห่งเอเชียหรือ ‘วงศ์ไพบูลยืแห่งมหาเอเชียบูรพา (New order in East Asia and the Greater East Asia Co-Prosperity Sphere) ’ เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ.2481 โดยใช้คำขวัญว่า “ เอเชียเพื่อเอเชีย (Asia For Asians) และเริ่มรุกล้ำอธิปไตยของสยาม คนไทยจึงเริ่มต้นเลือกข้างและตอกย้ำความคิดอยู่เสมอว่าตนเป็นใคร พวกไหน ผ่านการแสดงออก โยงใยไปถึงเรื่องเศรษฐกิจ, สังคมและวัฒนธรรม จนในที่สุดความเป็นปัจเจกของสยามก็หายไปและเราก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของโลกไร้พรมแดน

อิทธิพลของโลกที่มีต่อเราไม่ใช่เรื่องเลวร้ายแต่อย่างเดียว เพราะอย่างน้อยมันก็ส่งผลดีเป็นอย่างยิ่งต่อความเจริญของประเทศโดยรวม การก้าวไปพร้อมกันด้วยความร่วมมืออันดีของมิตรประเทศเป็นสิ่งจำเป็น แต่ในขระเดียวกันการดำรงไว้ซึ่งเอกลักษณ์และ ‘คุณวิเศษเฉพาะตน’ ก็เป็นเรื่องสำคัญ จากความล่มสลายทางเศรษฐกิจหลายครั้งที่ผ่านมาก็คงทำให้เราได้ประจักษ์แล้วว่า เกราะกำลังที่ดีที่สุดของเราก็คือตัวเราเอง ในท้ายที่สุดไม่ว่าใครก็ต้องลุกขึ้นยืนด้วยขาและแรงพยุงจากแขนของตัวเอง โดยมีมือจากรอบข้างช่วยพยุงเพียงเล็กน้อย

เพราะมือที่เหลืออยู่มากมาย ถ้าไม่คอยฉุด ก้แค่คอยปรบแสดงความยินดีด้วย เท่านั้นเอง.

Related contents:

You may also like...