วัฒนธรรมเรื่อง “สี” และ “พิธีกรรม” / สรรพสิทธิ์ เอี่ยมสุดใจ

0002

คุณสวมเสื้อผ้าสีอะไรไปร่วมงานศพคะ ?

แล้วถ้าดิฉันนึกสนุกสวมเสื้อที่ตกแต่งด้วยลวดลายสีเขียว แดงและน้ำเงินระยิบทั้งตัวไปร่วมงานศพ คุณจะว่าอย่างไร ?

คุณคิดว่าดิฉันควรสวมเสื้อสีดำไปอวยพรปีใหม่จีนหรือเปล่า?

ทำไมเราต้องสนใจและวุ่นวายกับสีสันพวกนี้ด้วย…

ในทางวิทยาศาสตร์ แสงประกอบไปด้วยสเปกตรัมทั้ง 7 คือ สีม่วง, คราม, น้ำเงิน, เขียว,เหลือง,แสดและแดง สีเหล่านี้จะตกกระทบวัตถุซึ่งดูดกลืนและสะท้อนสีต่างๆกลับออกมา ทำให้เรามองเห็นสีสันของโลก แต่เมื่ออยู่รวมกันก็จะกลายเป็นสีที่ให้ความสว่างไสว เรียกกันว่า ‘สีขาว’ แต่หากวัตถุใดดูดกลืนแสงทั้ง7ได้เท่าๆกันแล้วจนไม่มีแสงไหนสะท้อนกลับออกมา เราจะเห็นวัตถุนั้นเป็น ‘สีดำ’

สีมีอิทธิพลกับวิถีชีวิตมนุษย์อย่างยิ่งยวด จึงไม่แปลกที่เราต่างก็ให้ความหมายของสีสันต่างๆกันออกไป และต่างก็ถ่ายเทแลกเปลี่ยนความรู้สึกต่อสีสันแก่กันและกัน เกิดเป็น ‘วัฒนธรรมสี’ ที่น่าสนุกสนาน

สีกับการเมือง

ยกตัวอย่างง่ายๆเช่นประเทศไทยในช่วงหลายปีมานี้ เต็มไปด้วยความหมายใหม่ๆของสีสัน และความหมายนั้นก็มีอิทธิพลอย่างยิ่งยวดต่อวิถีชีวิตของพวกเรา แม้แต่ดิฉันซึ่งเป็นคนชอบแต่งตัวสีโน้นสีนี้ตามใจปรารถนา แต่ระยะหลังกลับถูกเพื่อนๆปรามว่าห้ามใส่สีนี้ไปแถวโน้น หรือห้ามใส่สีโน้นมาแถวนี้ ซึ่งบอกตามตรงว่าบางครั้งรู้สึกขัดใจมาก แต่ก็ประหลาดใจที่ประเทศไทยมีสีเป็นหลักเป็นฐานอยู่แค่ไม่กี่สี และแต่ละสีก็ดันเป็นไทต่อกันหรือไม่ก็ถึงขั้นอริกันนั่นเชียว

ไม่แน่ใจเหมือนกันว่า สมเด็จพระราชินีนาถอลิซาเบธที่สอง แห่งสหราชอาณาจักรจะทรงรู้สึกแบบเดียวกับดิฉันหรือเปล่าเมื่อเสด็จเยือนประเทศบรูไน แล้วได้รับการถวายคำแนะนำให้ทรงงดฉลองพระองค์สีเหลือง เพราะเป็นสีที่สงวนไว้เฉพาะสมเด็จพระราชาธิบดีเท่านั้น แต่ที่แน่ๆ ทรงเลือกที่จะปฏิบัติตามคำแนะนำนั้น

นึกถึงสมัยเด็กๆนะคะ เวลาเรียนภูมิศาสตร์ดิฉันจะต้องระบายแผนที่ประเทศไทยด้วยสีเหลืองเสมอ จำไม่ได้ว่าครูห้ามหรือว่าไปฟังกฎนี้มาจากใคร แต่รู้ว่าถือปฏิบัติเคร่งครัดมาก ทั้งๆที่อยากระบายด้วยสีม่วงใจจะขาดเพราะเป็นสีโปรด ก็ต้องหักห้ามใจ หันไปมองเพื่อนรอบๆเขาก็ขมักเขม้นกับการเกลี่ยสีเหลืองให้เรืองรองทั่วแผนที่ไทย

สีโปรดของคนเอเชีย

สีเหลืองมีค่าสำหรับคนเอเชียเป็นอย่างยิ่ง เชื่อกันว่าเป็นสีแห่งความเจริญรุ่งเรือง ความอุดมสมบูรณ์ ซึ่งสันนิษฐานได้ว่าเพราะสีเหลืองเป็นสีของทองคำนั่นเอง ดังนั้นคนสยามซึ่งฝังใจเป็นพิเศษกับคำว่า ‘สุวรรณภูมิ’ หรือ ‘แผ่นดินทอง’ จึงพึงพอใจที่จะรบายสีแผนที่ของตัวเองเป็นสีเหลือง

มีความเข้าใจคลาดเคลื่อนนิดหน่อยเกี่ยวกับสีเหลือง ด้วยคนไทยเกือบทั่วทั้งแผ่นดินทองแห่งนี้เข้าใจผิดตามๆกันว่าสีเหลืองเป็นสีประจำวันพระบรมราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบัน อาจมีรากฐานจากธรรมเนี่ยมสากลที่เด็กไทยแท้ๆชอบท่องจนขึ้นใจกันมาตั้งแต่อนุบาลว่า วันอาทิตย์สีแดง วันจันทร์สีเหลือง วันอังคารสีชมพู ฯ ก็เป็นได้ แต่ที่แท้จริงแล้วสีเหลืองเป็นสีประจำพระองค์ของพระมหากษัตริย์ในพระบรมราชจักรีวงศ์ทุกพระองค์ หรือหากจะกล่าวรวมว่าเป็นสีประจำพระราชวงศ์ก็สามารถกล่าวได้ ส่วนสีประจำวันจันทร์ ซึ่งเป็นวันพระบรมราชสมภพของพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบันนั้น ตามตำราทักษาอย่างโบราณใช้สีขาวหรือสีนวล เป็นสัญลักษณ์ อุปามาเหมือนสีของแสงจันทร์ในคืนเพ็ญนั่นเอง

เรื่องสีนี้นับวันก็แสนจะวุ่นวาย ด้วยธรรมชาติของวัฒนธรรมและขนบประเพณีมักมีการเปลี่ยนแปลงไปได้ตามกาลเวลา

ในขณะที่สากลโลกแบ่งแยกว่าสีขาวหมายถึงคุณความดี และสีดำหมายถึงความชั่วร้าย เรากลับได้เห็นฉลองพระองค์ของพระจักรพรรดิในราชวงศ์ชิงเป็นสีดำ ตกแต่งด้วยลวดลายมงคล ถือเป็นสีฉลองพระองค์ที่มีความสำคัญเป็นอันดับสองรองจากฉลองพระองค์มังกรซึ่งเป็นสีเหลืองทอง

สีดำหมายถึงอำนาจ

ชาวจีนเชื่อกันว่าสีดำเป็นสีของอำนาจ มีนัยถึงความเด็ดขาด หนักแน่น มั่นคง และไม่ได้มีนัยของความเศร้าโศกชั่วร้ายอยู่เลย อันที่จริงสีขาวเองกลับมีนัยแฝงถึงเรื่องแนวนี้มากกว่า เพราะเป็นสีของผ้าปานดิบซึ่งลูกหลานของผู้ตายใช้สวมใส่เพื่อไว้ทุกข์ สีขาวในบางกรณีจึงหมายถึงความเศร้าโศกด้วยก็ได้

ธรรมเนียมนี้คงมีความเกี่ยวพันกับธรรมเนียมโบราณที่ถือกันในสยามไม่มากก็น้อย ก่อนที่เราจะถือกันเป็นระเบียบของสังคมว่าสีดำเป็นสีที่ทุกคนควรสวมเพื่อเข้าร่วมงานศพนั้น เราเคยมีระเบียบแบบแผนที่น่าสนใจกว่านี้มาก นั่นคือเมื่อมีผู้วายชนม์ ผู้น้อยจะไว้ทุกข์ด้วยการนุ่งขาว ผู้อาวุโวกว่าจะนุ่งดำ แต่หากไม่สะดวกก็สามารถนุ่งผ้าสีหม่น ไม่ว่าจะเป็นสีเทา สีน้ำเงิน สีม่วงแก่ ก็ได้

เล่ากันว่าเมื่อ พ.ศ. 2351 สมเด็จพระเจ้าลูกเธอฯ กรมขุนศรีสุนทรเทพ สิ้นพระชนม์ พระราชบิดาคือพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงเสียพระราชหฤทัยมาก รับสั่งว่า “ลูกคนนี้รักมากต้องนุ่งขาวให้ ” และทรงพระภูษาขาวเมื่อเสด็จออกบำเพ็บพระกุศล ทุกวัน

นุ่งขาว ของรัชกาลที่ 1 นั้น ตามหลักฐานปรากฎว่าทรงพระภูษาลายเล็กๆ สีเข้ม เช่น สีน้ำเงิน, สีม่วงเข้ม บนพื้นสีขาว ไม่ใช่พระภูษาขาวล้วน

ต่อมาในรัชกาลที่ 3เมื่องานพระเมรุพระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้าวิลาส กรมหมื่นอัปสรสุดาเทพ พ.ศ.2388 พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ทรงพระภูษาขาวคล้ายกับสมเด็จพระอัยกาธิราชอีก ด้วยพระราชธิดา พระองค์นี้เป็นที่ทรงสนิทเสน่หายิ่ง

คนสมัยก่อนนุ่งขาวไปงานศพ

ตามประเพณีไทยโบราณ ผู้ที่จะไปเฝ้าพระบรมศพที่พระมหาปราสาท ทุกคนจะต้องนุ่งขาว ไม่มีใคร แต่งดำเลย ดังนี้การแต่งขาวของผู้อยู่ข้างหลังจึงเป็นการระลึกถึงความดีงามของผู้วายชนม์ เป็นมิติแห่งการใช้สีสันที่น่าสนใจอย่างยิ่ง

การณ์เป็นไปดังประเพณีนี้จนเมื่อครั้งพระราชทานเพลิงพระศพสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจันทรมณฑล พ.ศ.๒๔๐๖ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดฯ ให้พระบรมวงศานุวงศ์และข้าทูลละอองธุลีพระบาทนุ่งดำเป็นการไว้ทุกข์ จนกลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติสืบต่อมา ธรรมเนี่ยมการไว้ทุกข์ผู้ตายด้วยการเคารพคุณงามความดีก็หมดไป แถมยิ่งนานวันเข้า ความทุกข์จากการจากกันที่แสดงออกด้วยผ้าดำก็หดลงทุกทีๆ จนเหลือแค่เศษผ้าดำกว้างไม่ถึงคืบพันไว้ที่ต้นแขนเท่านั้น

สีดำนี้ ตามธรรมเนียมอินเดียถือเป็นสีแห่งปัญญา สังเกตได้ว่าพราหมณ์ใช้สีขาวเป็นสีประจำหมู่ แต่พวกปริพาชก(นักบวช) ซึ่งเป็นผู้ใฝ่รู้ ใช้สีดำ เล่ากันว่าเมื่อรัชกาลที่ 5 มีพระราชดำริจะพระราชทานสีประจำกระทรวงซึ่งเพิ่งทรงพระกรุณาโปรดฯให้จัดตั้งขึ้นในรัชกาลของพระองค์นั้น โปรดฯให้สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ พระอนุชาที่ทรงไว้วางพระราชหฤทัยซึ่งทรงว่าราชการกระทรวงมหาดไทยเป็นพระองค์แรกนั้น ทรงเลือกสีประจำก่อนเป็นกระทรวงแรก สมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงเลือกสีดำ เพราะทรงเห็นว่าเป็นสีแห่งปัญญา

เรื่องสีสันของเครื่องแต่งกายนี้ ในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ชาวสยามค่อนข้างถือกันอย่างเคร่งครัดไม่แพ้ชาติใดใด เพราะนอกเหนือจากความหมายแล้ว สียังเป็นเครื่องบ่งบอกสถานภาพของบุคคลได้อีกด้วย และแม้ในปัจจุบันสีก็ยังทำหน้าที่นี้ในสยามอย่างเต็มภาคภูมิ

สีเครื่องแบบบอกตำแหน่ง

ภายหลังจากรัชกาลที่ 5 พระราชทานเครื่องแบบทหารมหาดเล้กในราชสำนักแล้ว ทรงพระราชดำริให้เจ้านายและข้าราชบริพารแต่งเสื้อแพรสีต่างๆเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทในเวลาปรกติ เพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อยและสามารถแยกแยะหมวดหมู่ได้ โดยทรงพระกรุณาฯกำหนดสีเสื้อไว้ดังนี้

- เจ้านายทรงฉลองพระองค์สีไพล (สีเหลืองอมเขียว)

- ขุนนางกระทรวงมหาดไทยใส่”สีเขียวแก่” ดังนี้คนรุ่นเก่าจึงเรียกสีเขียวแก่ว่สีมหาดไทย

- กลาโหม ใส่สีลูกหว้า (สีครามเจือแดง)

- กรมท่า (กระทรวงการต่างประเทศ) ใส่สีน้ำเงินแก่ คนจึงเรียกสีน้ำเงินว่าสีกรมท่ามจนบัดนี้

- มหาดเล็ก ใส่สีเหล็ก (อย่างเดียวกับสีเสื้อเครื่องแบบทหารมหาดเล็ก)

- อาลักษณ์กับโหร ใส่สีขาว

 

สีต้องห้ามสำหรับสามัญชน

นอกจากนี้ยังมีข้อปฏิบัติเรื่องสีอีกมากมาย อาทิ เรื่องการห้ามสวมเสื้อผ้าสีแดงไปวัดในวันพระ เพราะสีแดงเป็นสีพระภูษาทรงที่พระมหากษัตริย์ทรงไปบำเพ็ญพระราชกุศล ชาวสยามถือมากเรื่องไม่ทำตนเทียมเจ้า เพราะฉะนั้นจึงห้ามสวมเสื้อผ้าสีแดงไปในเวลานั้น ส่วนสีน้ำเงินซึ่ง หมายความถึงสถาบันพระมหากษัตริย์นั้น ว่ากันว่าแต่แรกเริ่มมาจากการกระทบกระเทียบเจ้านายในยุโรปซึ่งแต่ละพระองค์มักเก็บพระองค์อยู่แต่ในปราสาท ไม่ถูกแสงทำให้พระฉวีขาวจนเห็นเส้นพระโลหิตเป็นสีน้ำเงิน จึงเรียกพวกเจ้าว่าเป็นพวก ‘เลือดสีน้ำเงิน’ และเมื่อนานเข้าก็กลายเป็นเครื่องหมายประจำวรรณะไป

 

สีแบ่งชนชั้นวรรณะ

เรื่องการให้ความสำคัญกับการใช้สีกับเครื่องแต่งกายนี้ในอินเดียให้ความสำคัญมากเช่นกัน ดังจะเห็นว่าคำว่า ‘วรรณะ’ ก็แปลว่าสี ซึ่งความหมายดั้งเดิมคือสีผิว เป็นการแยกพวกพื้นเมืองผิวดำออกจากชนชาติอารยันผู้รุกรานซึ่งมีผิวเหลืองจนถึงขาว และยังกำหนดสีประจำวรรณะทั้ง 4 คือ วรรณพราหมณ์ ใช้สีขาว หมายถึงความบริสุทธิ์, วรรณะกษัตริย์ใช้สีแดง หมายถึงความกล้าหาญ, วรรณแพทย์ใช้สีเหลืองแสดงถึงความมั่งคั่งบริบูรณ์และวรรณะศูทรใช้สีดำหรือสีที่ไม่สดใส เพราะต้องเป็ฯผู้ใช้แรงงานและทาส บุคคลจะไม่สามารถใช้สีที่เกินวรรณะของตนได้ถือเป็นความผิด

ฟังแล้วก็คล้ายๆสยามในเวลานี้นะคะ บุคคลไม่สามารถละมิดสีที่ไม่ใช่วรรณะทางความคิดของตนได้ ถือเป็นความผิด

ยิ่งนานวันสีต่างๆก็ยิ่งผุดขึ้นมาพร้อมความหมายใหม่ๆ ซึ่งแต่ละสีก็ยากเกินสมองน้อยๆของดิฉันจะเข้าใจได้ถ่องแท้

ที่รู้แน่ๆคือต่อแต่นี้ไป สีขาวก็ไม่ใช่ว่าจะขาวตลอด ส่วนสีดำก็ไม่ได้หมายความว่าจะดำเสมอไป เท่านั้นเอง

———
ผู้เขียน: สรรพสิทธิ์ เอี่ยมสุดใจ

Related contents:

You may also like...