What dream may come…

ความฝัน(Dream) ช่างเป็นสิ่งมหัศจรรย์เหลือเกินนะคะ ดิฉันเชื่อว่าเราต่างก็มีความฝันที่พิสดารพันลึกไม่แพ้กันสักเท่าไร อยู่ที่ว่าใครจะกล้าขานไขความฝันของตนให้คนอื่นฟังเท่านั้นเอง

ว่ากันว่าสิ่งมีชีวิตทั้งหลายมีความฝันเป็นของตัวเอง นักวิทยาศาสตร์ตรวจพบว่าสัตว์กำลังฝันโดยการอ้างอิงจากการเคลื่อนไหวของดวงตาขณะนอนหลับ (Rapid Eye Movement, REM) ซึ่งมีหลักการที่อธิบายง่ายๆก็คือว่าฝันเกิดจากการทำงานของสมอง ซึ่งจะส่งสัญญาณไปกระตุ้นประสาทการรับรู้ต่างๆโดยอัตโนมัติซึ่งไม่มีใครควบคุมได้ ระบบประสาทเหล่านี้จะสั่งการให้ส่วนต่างๆของร่างกายขยับ เช่น ลูกตากลอกไปมาภายใต้เปลือกตาที่ปิดสนิทและอาการละเมอ เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ไม่มีใครรู้แน่นอนว่าสัตว์เหล่านั้นกำลังฝันอะไร จึงได้แต่อนุมานเอาจากการเคลื่อนไหวร่างกายขณะฝัน เช่น แมวอาจฝันถึงการล่าเหยื่อ ดูได้จากการเคื่อนไหวขาและตัว ส่วนหมาอาจฝันว่ากำลังเล่นสนุกอยู่ เพราะมันทำท่าวิ่งและบางครั้งยังละเมอเห่าออกมาอีกด้วย

แล้วมนุษย์ฝันอะไร….

ไม่น่าเชื่อว่าประสบการณ์ของภาพ เสียง ข้อความ ความคิด หรือความรู้สึกในขณะที่กำลังนอนหลับ โดยที่เจ้าตัวไม่สามารถควบคุมได้นี้มีอิทธิพลต่อชีวิตมนุษย์อย่างยิ่งยวด หลายครั้งที่มันเป็นต้นกำเนิดของศิลปกรรม, ขนบธรรมเนียม, ความเชื่อ และอีกหลายครั้งที่ความฝันของคนผู้หนึ่งมีอิทธิพลต่อคนอีกมากมาย

พ.ศ.2000 – 21000 พระนันทาจารย์ สงฆ์นักปราชญ์แห่งล้านนาได้รจนาคัมภีร์ภาษาบาลีขึ้นเรื่องหนึ่ง ชื่อ ‘สารัตถะสังคหะ’ มีเนื้อความเล่าถึงอำนาจของกิเลสอันประกอบขึ้นจาก โลภะ โทสะ โมหะ โดยตอนหนึ่งอธิบายว่ามนุษย์เกิด ‘สุบินนิมิต(ฝัน)’ ได้จาก 4 สาเหตุ ดังนี้

“ฝันเห็นด้วยธาตุโขภะ คือธาตุอันใดอันหนึ่งในกายกำเริบ ทำให้กายและจิตไม่สบาย ครั้นหลับลงจึงฝันพิกลไปต่าง ๆ ให้สะดุ้งตกใจ ให้เห็นปรากฏประดุจตกจากภูเขา ให้เห็นประดุจดังว่าบุคคลจับเอาตัวซัดขว้างไปในอากาศ ให้เห็นปรากฏประดุจดังว่า พาลมมฤคราชเนื้อแลช้างและโจรเป็นต้นไล่คุกคามให้สะดุ้งตกใจ

ฝันเห็นด้วยอนุภูติ คือตนได้เสวยซึ่งอารมณ์อันใดอันหนึ่งมาก่อน จิตนั้นประหวัดไปถึงอารมณ์นั้นจึงให้ฝัน เป็นต้นว่าได้เห็นได้ฟังสิ่งใด ๆ ครั้นหลับลงจึงได้ฝันเห็นสิ่งอันนั้น

ฝันเห็นด้วยเทวตูปสังหรณ์ คือเทวดาปรารถนาจะให้ประโยชน์ แลมิให้เป็นประโยชน์ ประมวลมาซึ่งอารมณ์ต่าง ๆ จึงดลใจให้ฝัน

ฝันเห็นด้วยเหตุบุพพนิมิต คืออำนาจแห่งกุศล อกุศลเข้าดลใจ ให้ฝันเห็นบุพพนิมิต เพื่อจะให้รู้ว่าดีแลร้าย ดุจหนึ่งพระนางสิริมหามายาทรงสุบินนิมิตในกาลเมื่อทรงตั้งพระครรภ์พระราชโอรส แลพระมหาบุรุษเจ้าทรงพระสุบินในการที่จะได้ตรัสแก่พระโพธิญาณ และพระเจ้าปเสนทิโกศลทรงสุบิน 16 ข้อ เพื่อจักให้รู้จักเหตุอันจักให้ปรากฏไปในอนาคตกาล ฝันดังนี้เป็นลักษณะบุพพนิมิต

ฝันเห็นด้วยธาตุโขภะและอนุภูตนั้นมิได้จริง จะทำนายว่าดีร้ายนั้นไม่ได้และฝันเห็นด้วยเทวตูปสังหรณ์ก็จริงบ้างไม่จริงบ้าง บางทีเทวดาปรารถนาเพื่อจะให้เป็นประโยชน์ จึงมาดลใจให้ฝันเช่นนั้นก็มี บางทีเทวดาโกรธปรารถนาจะให้ฉิบหายด้วยอุบายของตน จึงดลใจให้ฝันเช่นนั้นก็มี

ฝันเห็นด้วยเหตุบุพพนิมิตนั้นจริงแท้ บุคคลจะฝันนั้นหลับสนิทก็มิได้ฝันตื่นอยู่ก็มิได้ฝันและฝันนั้นในกาลเมื่อกปินิทราคือหลับดังหลับวานร หลับ ๆ ตื่น ๆ ไม่หลับสนิท จิตนั้นขึ้นจากภวังค์ แล้ว ๆ เล่า ๆ จึงฝัน อนึ่ง บุคคลฝันในเวลากลางวัน แลปฐมยาม แลมัชฌิมยาม ฝันนั้นมิได้แน่ ถ้าฝันในปัจฉิมยามใกล้รุ่งไปจนถึงเวลาเบิกอรุณ เวลานั้นโอชารสาหารที่ตนบริโภคไว้นั้นซาบซ่านไปในกาย แต่งจิตแลกายให้สบายแล้ว แลฝันนั้นจริงเที่ยงแท้ ถ้าฝันดีคงจะได้ดี ถ้าฝันร้าย คงจะได้ร้าย”

ทั้งหมดนี่สรุปง่ายๆว่าความฝันเต็มไปด้วย ‘การคิดไปเอง, ธาตุไม่ปรกติและกลลวงของเทวดา’

แต่มนุษย์ก็เอาจริงเอาจังกับความฝันมากและใช้เป็นแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ ยกตัวอย่าง เช่น ครั้งหนึ่งเมื่อพระพุทธเลิศหล้านภาลัยทรงพระสุบินว่าเสด็จเข้าไปในสวนอันงดงามแห่งหนึ่ง ทอดพระเนตรเห็นพระจันทร์เต็มดวงส่องสว่างสุกใส และมีทิพยดุริยางค์อันไพเราะขับกล่อมอยู่ พระจันทร์ดูเหมือนจะเคลื่อนลงมาใกล้พระองค์ ใหญ่ขึ้นๆและยิ่งพระจันทร์เลื่อนลงมาเท่าใด ทิพยดนตรีก็ดังขึ้นเท่านั้น และเมื่อพระจันทร์อยู่ใกล้คล้ายจะเอื้อมพระหัตถ์แตะได้ ก็กลับถอยลอยกลับไปอย่างเก่า ดนตรีสวรรค์ก็เบาลงๆ จนกระทั่งตกพระทัยตื่นจากบรรทม แต่ก็ยังทรงจำท่วงทำนองอันประทับพระทัยนั้นไว้ได้ โปรดฯให้เจ้าพนักงานเชิญซอสายฟ้าฟาดคู่พระหัตถ์มาถวายแล้วทรงบรรเลงเพลงที่ทรงจำไว้ โปรดให้จดโน้ตนำไปบรรเลง เรียกกันหลายอย่างว่าเพลง ‘บุหลันเลื่อนลอยฟ้า, บุหลันลอยเลื่อน, บุหลันลอยฟ้าหรือสรรเสริญพระจันทร์’

ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 6 สมเด็จฯกรมพระนครสวรรค์วรพินิจได้ดัดแปลงโน้ตเพลงเป็นทางสากลถวาย รัชกาลที่ 6 โปรดฯให้ใช้เป็ฯเพลงเครพและใช้ในการเดินธงมหาศารทูลธวัช (ธงประจำกองเสือป่า) และธงศารทูลธวัช (ธงไชยเฉลิมพลประจำหน่วยเสือป่า) พระราชทานชื่อเพลงว่า ‘สรรเสริญเสือป่า’ และในบางโอกาสก็โปรดฯให้บรรเลงรับเสด็จแทนเพลงสรรเสริญพระบารมี แม้ในปัจจุบันวชิราวุธวิทยาลัยก็ยังใช้เพลงนี้บรรเลงเมื่อเปิดพระวิสูตรพระบรมฉายาลักษณ์พระเจ้าอยู่หัวพระองค์นั้น เช่นเดียวกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยใช้บรรเลงแทนเพลงสรรเสริยพระบารมีในงานอันเนื่องด้วยพระองค์โดยตรง

ปรากฏการณ์คล้ายๆกันนี้เกิดกับครูสง่า อารัมภี ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (เพลงสากล) พ.ศ.2531 และทำให้เราได้ยินเพลงอันไพเราะสุดซึ้งที่ชื่อ ‘น้ำตาแสงไต้’ มาจนปัจจุบัน

ว่ากันว่าประธานาธิบดีอับราฮัม ลินคอล์นก็เคยฝันเห็นพิธีศพของตนก่อนที่เขาจะถูกลอบสังหารเมื่อวันที่ 14 เมษายน พ.ศ.2406 ภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งเดือน

นางคัลเปอร์เนียภรรยาคนแรกของจูเลียส ซีซาร์เคยได้รับคำทำนายว่าวันที่ 15 มีนาคมคือวันอันตรายของวามีเธอ เธอพยายามเตือนเขาอยู่ตลอด และในคืนวันที่ 14 มีนาคม ก่อนคริสตศักราช 44 ปีนางก็ฝันว่าสามีถูกลอบสังหาร ก่อนที่มันจะกลายเป็นความจริงในวันรุ่งขึ้น

แต่อย่าลืมนะคะว่าพระนันทาจารย์บอกเราว่า “ฝันส่วนมากเชื่อถือไม่ได้” คนที่ฝัน ’แม่น’ มักต้องเป็นคนดีชนิดไร้ที่ติหรือเป็นคน ‘พิเศษ’ มากๆ และความฝันเหล่านั้นเป็น ‘ปัจจัตตัง’ คือ รู้ได้เฉพาะตัวบอกคนอื่นไม่ได้ เหตุผลข้อหลังนี่กระมังที่เป็นต้นทางให้คอหวยทั้งหลายถือกันว่า ‘ฝันใครก็ฝันใคร’ หากฝันแล้วเล่าให้คนอื่นฟังต่อ ความ ‘แม่น’ ก็จะลดน้อยลง

หากมองอย่างพินิจพิเคราะห์ ความฝันที่เราได้ยินในประวัติศาสตร์อาจจะเป็นเพียงเครื่องมือที่ใช้เน้นย้ำหรืออธิบายความสำคัญของบุคคลหรือปูทางให้เห็นความพิเศษของเหตุการณ์ต่างๆ โดยใช้เรื่องราวในความฝันเป็นสัญลักษณ์ เพราะแทบทุกความฝันที่ถูกกล่าวถึงเป็นความฝันในแบบบุพพนิมิตและอนุภูติทั้งสิ้น บทสรุปนี้ก็คงคล้ายๆกับบทสรุปว่า ‘ฝัน’ ในภาพยนตร์แฟนตาซีนั่นแล

แต่อย่าลืมว่า ความฝันไม่ได้แปลตรงตัวว่า ความฝัน (Dream) เพียงอย่างเดียว

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2544 ให้ความหมายของ “ฝัน” เอาไว้ว่า “ น. การเห็นเป็นเรื่องราวเมื่อหลับ, โดยปริยายหมายถึงการนึกเห็นในขณะที่ตื่นอยู่ ซึ่งไม่อาจจะเป็นจริงได้. ก.เห็นเป็นเรื่องราวเมื่อหลับ, นึกเห็น, นึกเห็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้. ฝันกลางวัน (ปาก) ก. นึกฝันถึงสิ่งที่ไม่อาจเป็นจริงได้. ฝันเปียก น.การหลั่งน้ำกามในขณะนอนหลับหรือฝัน. ฝันเฟื่อง ก.คิดฟุ้งซ่านไปตามอารมณ์”

ความฝัน อีกอนุสนธิหนึ่งก็คือ “จินตนาการ (Imagination)“ นั่นเอง ซึ่งคำว่า ‘ฝัน’ ในมุมนี้มักถูกเน้นย้ำในเรื่องเพ้อฝัน ไม่มีทางเป็นไปได้ เป็นไปในทางเยาะเย้ยถากถาง แต่ก็มีไม่น้อยที่ดันทุรังทำฝันของตนให้สำเร็จและทำให้ฝันของฝ่ายตรงข้ามแหลกสลาย

ดังนั้นฝันประเภทหลังนี้จึงควรจะจัดเป็น ‘ปัจจัตตัง’ คือ ‘รู้ได้เฉพาะตัวเอง ไม่สามารถหาผู้ร่วมฝันด้วยได้ หรือหายากเต็มที’ ด้วย

…อยากรู้จังว่าผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองเราฝันเห็นอะไร…

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

Text: Urawasi

Related contents:

You may also like...