HiclassSociety.com-Thailand 's Luxury Lifestyle & High Society » Rumor Heritage, กาลกรรม » What dream may come…

What dream may come…

ดิฉันเป็นหนึ่งในสมาชิกของชมรมคนรักภาพยนตร์แฟนตาซีค่ะ และในกลุ่มพวกเราก็รู้กันดีว่า บทสรุปของความสนุกตื่นเต้นเหนือจินตนาการที่ผ่านมาเมื่อสองชั่วโมงครึ่งที่แล้ว ที่แท้ก็แค่ความฝันของตัวเอกในเรื่องเท่านั้นเอง ซึ่งมักเป็นบทสรุปที่จบในตัวเอง ไม่เหลือช่องว่างให้ผู้ชมช่างสงสัยคนใดเก็บไปคิดต่อเลย

ความฝัน(Dream) ช่างมหัศจรรย์เหลือเกินนะคะ ดิฉันเชื่อว่าเราต่างก็มีความฝันที่พิสดารพันลึกไม่แพ้กันสักเท่าไร อยู่ที่ว่าใครจะกล้าขานไขความฝันของตนให้คนอื่นฟังเท่านั้นเอง

ว่ากันว่าสิ่งมีชีวิตทั้งหลายมีความฝันเป็นของตัวเอง นักวิทยาศาสตร์ตรวจพบว่าสัตว์กำลังฝันโดยการอ้างอิงจากการเคลื่อนไหวของดวงตาขณะนอนหลับ (Rapid Eye Movement, REM) ซึ่งมีหลักการที่อธิบายง่ายๆก็คือว่าฝันเกิดจากการทำงานของสมอง ซึ่งจะส่งสัญญาณไปกระตุ้นประสาทการรับรู้ต่างๆโดยอัตโนมัติซึ่งไม่มีใครควบคุมได้ ระบบประสาทเหล่านี้จะสั่งการให้ส่วนต่างๆของร่างกายขยับ เช่น ลูกตากลอกไปมาภายใต้เปลือกตาที่ปิดสนิทและอาการละเมอ เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ไม่มีใครรู้แน่นอนว่าสัตว์เหล่านั้นกำลังฝันอะไร จึงได้แต่อนุมานเอาจากการเคลื่อนไหวร่างกายขณะฝัน เช่น แมวอาจฝันถึงการล่าเหยื่อ ดูได้จากการเคื่อนไหวขาและตัว ส่วนหมาอาจฝันว่ากำลังเล่นสนุกอยู่ เพราะมันทำท่าวิ่งและบางครั้งยังละเมอเห่าออกมาอีกด้วย

แล้วมนุษย์ฝันอะไร….

ไม่น่าเชื่อว่าประสบการณ์ของภาพ เสียง ข้อความ ความคิด หรือความรู้สึกในขณะที่กำลังนอนหลับ โดยที่เจ้าตัวไม่สามารถควบคุมได้นี้มีอิทธิพลต่อชีวิตมนุษย์อย่างยิ่งยวด หลายครั้งที่มันเป็นต้นกำเนิดของศิลปกรรม, ขนบธรรมเนียม, ความเชื่อ และอีกหลายครั้งที่ความฝันของคนผู้หนึ่งมีอิทธิพลต่อคนอีกมากมาย

พ.ศ.2000 – 21000 พระนันทาจารย์ สงฆ์นักปราชญ์แห่งล้านนาได้รจนาคัมภีร์ภาษาบาลีขึ้นเรื่องหนึ่ง ชื่อ ‘สารัตถะสังคหะ’ มีเนื้อความเล่าถึงอำนาจของกิเลสอันประกอบขึ้นจาก โลภะ โทสะ โมหะ โดยตอนหนึ่งอธิบายว่ามนุษย์เกิด ‘สุบินนิมิต(ฝัน)’ ได้จาก 4 สาเหตุ ดังนี้

“ฝันเห็นด้วยธาตุโขภะ คือธาตุอันใดอันหนึ่งในกายกำเริบ ทำให้กายและจิตไม่สบาย ครั้นหลับลงจึงฝันพิกลไปต่าง ๆ ให้สะดุ้งตกใจ ให้เห็นปรากฏประดุจตกจากภูเขา ให้เห็นประดุจดังว่าบุคคลจับเอาตัวซัดขว้างไปในอากาศ ให้เห็นปรากฏประดุจดังว่า พาลมมฤคราชเนื้อแลช้างและโจรเป็นต้นไล่คุกคามให้สะดุ้งตกใจ

ฝันเห็นด้วยอนุภูติ คือตนได้เสวยซึ่งอารมณ์อันใดอันหนึ่งมาก่อน จิตนั้นประหวัดไปถึงอารมณ์นั้นจึงให้ฝัน เป็นต้นว่าได้เห็นได้ฟังสิ่งใด ๆ ครั้นหลับลงจึงได้ฝันเห็นสิ่งอันนั้น

ฝันเห็นด้วยเทวตูปสังหรณ์ คือเทวดาปรารถนาจะให้ประโยชน์ แลมิให้เป็นประโยชน์ ประมวลมาซึ่งอารมณ์ต่าง ๆ จึงดลใจให้ฝัน

ฝันเห็นด้วยเหตุบุพพนิมิต คืออำนาจแห่งกุศล อกุศลเข้าดลใจ ให้ฝันเห็นบุพพนิมิต เพื่อจะให้รู้ว่าดีแลร้าย ดุจหนึ่งพระนางสิริมหามายาทรงสุบินนิมิตในกาลเมื่อทรงตั้งพระครรภ์พระราชโอรส แลพระมหาบุรุษเจ้าทรงพระสุบินในการที่จะได้ตรัสแก่พระโพธิญาณ และพระเจ้าปเสนทิโกศลทรงสุบิน 16 ข้อ เพื่อจักให้รู้จักเหตุอันจักให้ปรากฏไปในอนาคตกาล ฝันดังนี้เป็นลักษณะบุพพนิมิต

ฝันเห็นด้วยธาตุโขภะและอนุภูตนั้นมิได้จริง จะทำนายว่าดีร้ายนั้นไม่ได้และฝันเห็นด้วยเทวตูปสังหรณ์ก็จริงบ้างไม่จริงบ้าง บางทีเทวดาปรารถนาเพื่อจะให้เป็นประโยชน์ จึงมาดลใจให้ฝันเช่นนั้นก็มี บางทีเทวดาโกรธปรารถนาจะให้ฉิบหายด้วยอุบายของตน จึงดลใจให้ฝันเช่นนั้นก็มี

ฝันเห็นด้วยเหตุบุพพนิมิตนั้นจริงแท้ บุคคลจะฝันนั้นหลับสนิทก็มิได้ฝันตื่นอยู่ก็มิได้ฝันและฝันนั้นในกาลเมื่อกปินิทราคือหลับดังหลับวานร หลับ ๆ ตื่น ๆ ไม่หลับสนิท จิตนั้นขึ้นจากภวังค์ แล้ว ๆ เล่า ๆ จึงฝัน อนึ่ง บุคคลฝันในเวลากลางวัน แลปฐมยาม แลมัชฌิมยาม ฝันนั้นมิได้แน่ ถ้าฝันในปัจฉิมยามใกล้รุ่งไปจนถึงเวลาเบิกอรุณ เวลานั้นโอชารสาหารที่ตนบริโภคไว้นั้นซาบซ่านไปในกาย แต่งจิตแลกายให้สบายแล้ว แลฝันนั้นจริงเที่ยงแท้ ถ้าฝันดีคงจะได้ดี ถ้าฝันร้าย คงจะได้ร้าย”

ทั้งหมดนี่สรุปง่ายๆว่าความฝันเต็มไปด้วย ‘การคิดไปเอง, ธาตุไม่ปรกติและกลลวงของเทวดา’

แต่มนุษย์ก็เอาจริงเอาจังกับความฝันมากและใช้เป็นแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ ยกตัวอย่าง เช่น ครั้งหนึ่งเมื่อพระพุทธเลิศหล้านภาลัยทรงพระสุบินว่าเสด็จเข้าไปในสวนอันงดงามแห่งหนึ่ง ทอดพระเนตรเห็นพระจันทร์เต็มดวงส่องสว่างสุกใส และมีทิพยดุริยางค์อันไพเราะขับกล่อมอยู่ พระจันทร์ดูเหมือนจะเคลื่อนลงมาใกล้พระองค์ ใหญ่ขึ้นๆและยิ่งพระจันทร์เลื่อนลงมาเท่าใด ทิพยดนตรีก็ดังขึ้นเท่านั้น และเมื่อพระจันทร์อยู่ใกล้คล้ายจะเอื้อมพระหัตถ์แตะได้ ก็กลับถอยลอยกลับไปอย่างเก่า ดนตรีสวรรค์ก็เบาลงๆ จนกระทั่งตกพระทัยตื่นจากบรรทม แต่ก็ยังทรงจำท่วงทำนองอันประทับพระทัยนั้นไว้ได้ โปรดฯให้เจ้าพนักงานเชิญซอสายฟ้าฟาดคู่พระหัตถ์มาถวายแล้วทรงบรรเลงเพลงที่ทรงจำไว้ โปรดให้จดโน้ตนำไปบรรเลง เรียกกันหลายอย่างว่าเพลง ‘บุหลันเลื่อนลอยฟ้า, บุหลันลอยเลื่อน, บุหลันลอยฟ้าหรือสรรเสริญพระจันทร์’

ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 6 สมเด็จฯกรมพระนครสวรรค์วรพินิจได้ดัดแปลงโน้ตเพลงเป็นทางสากลถวาย รัชกาลที่ 6 โปรดฯให้ใช้เป็ฯเพลงเครพและใช้ในการเดินธงมหาศารทูลธวัช (ธงประจำกองเสือป่า) และธงศารทูลธวัช (ธงไชยเฉลิมพลประจำหน่วยเสือป่า) พระราชทานชื่อเพลงว่า ‘สรรเสริญเสือป่า’ และในบางโอกาสก็โปรดฯให้บรรเลงรับเสด็จแทนเพลงสรรเสริญพระบารมี แม้ในปัจจุบันวชิราวุธวิทยาลัยก็ยังใช้เพลงนี้บรรเลงเมื่อเปิดพระวิสูตรพระบรมฉายาลักษณ์พระเจ้าอยู่หัวพระองค์นั้น เช่นเดียวกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยใช้บรรเลงแทนเพลงสรรเสริยพระบารมีในงานอันเนื่องด้วยพระองค์โดยตรง

ปรากฏการณ์คล้ายๆกันนี้เกิดกับครูสง่า อารัมภี ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (เพลงสากล) พ.ศ.2531 และทำให้เราได้ยินเพลงอันไพเราะสุดซึ้งที่ชื่อ ‘น้ำตาแสงไต้’ มาจนปัจจุบัน

ว่ากันว่าประธานาธิบดีอับราฮัม ลินคอล์นก็เคยฝันเห็นพิธีศพของตนก่อนที่เขาจะถูกลอบสังหารเมื่อวันที่ 14 เมษายน พ.ศ.2406 ภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งเดือน

นางคัลเปอร์เนียภรรยาคนแรกของจูเลียส ซีซาร์เคยได้รับคำทำนายว่าวันที่ 15 มีนาคมคือวันอันตรายของวามีเธอ เธอพยายามเตือนเขาอยู่ตลอด และในคืนวันที่ 14 มีนาคม ก่อนคริสตศักราช 44 ปีนางก็ฝันว่าสามีถูกลอบสังหาร ก่อนที่มันจะกลายเป็นความจริงในวันรุ่งขึ้น

แต่อย่าลืมนะคะว่าพระนันทาจารย์บอกเราว่า “ฝันส่วนมากเชื่อถือไม่ได้” คนที่ฝัน ’แม่น’ มักต้องเป็นคนดีชนิดไร้ที่ติหรือเป็นคน ‘พิเศษ’ มากๆ และความฝันเหล่านั้นเป็น ‘ปัจจัตตัง’ คือ รู้ได้เฉพาะตัวบอกคนอื่นไม่ได้ เหตุผลข้อหลังนี่กระมังที่เป็นต้นทางให้คอหวยทั้งหลายถือกันว่า ‘ฝันใครก็ฝันใคร’ หากฝันแล้วเล่าให้คนอื่นฟังต่อ ความ ‘แม่น’ ก็จะลดน้อยลง

หากมองอย่างพินิจพิเคราะห์ ความฝันที่เราได้ยินในประวัติศาสตร์อาจจะเป็นเพียงเครื่องมือที่ใช้เน้นย้ำหรืออธิบายความสำคัญของบุคคลหรือปูทางให้เห็นความพิเศษของเหตุการณ์ต่างๆ โดยใช้เรื่องราวในความฝันเป็นสัญลักษณ์ เพราะแทบทุกความฝันที่ถูกกล่าวถึงเป็นความฝันในแบบบุพพนิมิตและอนุภูติทั้งสิ้น บทสรุปนี้ก็คงคล้ายๆกับบทสรุปว่า ‘ฝัน’ ในภาพยนตร์แฟนตาซีนั่นแล

แต่อย่าลืมว่า ความฝันไม่ได้แปลตรงตัวว่า ความฝัน (Dream) เพียงอย่างเดียว

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2544 ให้ความหมายของ “ฝัน” เอาไว้ว่า “ น. การเห็นเป็นเรื่องราวเมื่อหลับ, โดยปริยายหมายถึงการนึกเห็นในขณะที่ตื่นอยู่ ซึ่งไม่อาจจะเป็นจริงได้. ก.เห็นเป็นเรื่องราวเมื่อหลับ, นึกเห็น, นึกเห็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้. ฝันกลางวัน (ปาก) ก. นึกฝันถึงสิ่งที่ไม่อาจเป็นจริงได้. ฝันเปียก น.การหลั่งน้ำกามในขณะนอนหลับหรือฝัน. ฝันเฟื่อง ก.คิดฟุ้งซ่านไปตามอารมณ์”

ความฝัน อีกอนุสนธิหนึ่งก็คือ “จินตนาการ (Imagination)“ นั่นเอง ซึ่งคำว่า ‘ฝัน’ ในมุมนี้มักถูกเน้นย้ำในเรื่องเพ้อฝัน ไม่มีทางเป็นไปได้ เป็นไปในทางเยาะเย้ยถากถาง แต่ก็มีไม่น้อยที่ดันทุรังทำฝันของตนให้สำเร็จและทำให้ฝันของฝ่ายตรงข้ามแหลกสลาย

ดังนั้นฝันประเภทหลังนี้จึงควรจะจัดเป็น ‘ปัจจัตตัง’ คือ ‘รู้ได้เฉพาะตัวเอง ไม่สามารถหาผู้ร่วมฝันด้วยได้ หรือหายากเต็มที’ ด้วย

…อยากรู้จังว่าผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองเราฝันเห็นอะไร…

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

Text: Urawasi

Related contents:

Comments

comments

Powered by Facebook Comments

Filed under: Rumor Heritage, กาลกรรม

You are not authorized to see this part
Please, insert a valid App ID, otherwise your plugin won't work correctly.

3 Responses to "What dream may come…"

  1. check says:

    88597 207647Have you noticed the news has changed its approach lately? What used to neve be brought up or discussed has changed. It is that time to chagnge our stance on this though. 918668

  2. hosted pbx says:

    173508 424191We can have a hyperlink alternate arrangement between us! 812381

  3. 722584 717457Read More HERE. I bookmarked it. 472486

Leave a Reply

You may use these HTML tags and attributes: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>