ปรับทัศนคติเพื่ออนาคตของประเทศ “ธรรมะ” วิชาแรก หรือ วิชาสุดท้ายของชีวิต ?

photo 2.1

การปลูกฝังค่านิยมที่ไม่เป็น “ธรรม” มักเริ่มจากตัวเราและครอบครัว …“ลูกต้องเรียนให้เก่งโตไปจะได้ร่ำรวย” “ทำธุรกิจให้รวยต้องเลี่ยงภาษีให้เป็น” “เอาใจนายถูกทางได้เลื่อนตำแหน่งเร็ว” “ถูกจับก็ให้เงินปิดปาก” “มีเส้นถึงจะเติบโต” “แก้ระเบียบเสียใหม่ ผิดจะได้กลายเป็นถูก” “กินตามน้ำจะได้อยู่รอด” …ด้วยวิธีคิดเช่นนี้ทำให้สังคมห่างไกลธรรมออกไปเรื่อยๆ

ค่านิยมในสังคมทุกวันนี้ผลักดันให้คนกระโจนเข้าสู่กระแสแห่งทุกข์แก่งแย่งแข่งขันกันอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ต่างเดินมุ่งหน้าสู่ชีวิตที่ร่ำรวย มีชื่อเสียงเกียรติยศ จนลืมไปว่าชีวิตนี้เราไม่ได้เกิดมาเพื่อที่จะทุกข์ไปกับการดิ้นรนไขว่คว้าแสวงหาไม่มีที่สิ้นสุด ทั้งๆที่สิ่งที่ชีวิตต้องการจริงๆคือ “ความสุข”

จึงทำให้คนกลุ่มหนึ่งมาจากที่ต่างๆได้มารวมตัวกันเก็บแต้มความสุขให้กับชีวิต ด้วยการใช้เวลาหลังเลิกงานเพียงวันละ 2 ชั่วโมง ในการเข้าร่วมการอบรมหลักสูตรธรรมะระยะสั้นชื่อ “ธรรมโฆษณ์” จัดขึ้น ณ หอจดหมายเหตุพุทธทาสอินทปัญโญ(สวนโมกข์กรุงเทพฯ)ซึ่งเป็นหลักสูตรธรรมะสำหรับคนทุกเพศ ทุกวัย สมัครเรียนได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ เพื่อส่งเสริมให้คนในสังคมได้เข้าใจธรรมะในแบบง่ายๆที่สามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน เพื่อการใช้ชีวิตอย่างมีความสุขและเกิดความสำเร็จที่ยั่งยืน

photo 3.1

ในการอบรมครั้งหนึ่งได้มีการยกประเด็นที่น่าสนใจขึ้นมาให้ผู้เข้าร่วมได้แสดงทัศนะว่า “หากเปรียบประเทศเป็นต้นไม้ใหญ่ที่มีผลไม้เต็มต้น คนจำนวนหนึ่งสามารถปีนขึ้นไปเก็บผลไม้ได้ อีกกลุ่มปีนต้นไม้ไม่เป็น จึงพากันเอาขวานมาโค่นต้นไม้ลงมาเพื่อให้พวกตนได้ผลไม้มากินเช่นกัน ถามว่า ใครคือคนที่อยู่บนต้นไม้ และใครคือคนที่อยู่ด้านล่าง (คนที่ปีนไม่เป็น) แล้วเราแต่ละคนอยู่ตรงไหน จะแก้ปัญหานี้อย่างไร”

แนวคิดแบบระบบตลาดเสรีของ อดัมส์ สมิธ นักเศรษฐศาสตร์ชื่อก้องโลกที่เชื่อว่า “ทรัพยากรมีจำกัดแต่ความต้องการของคนมีไม่จำกัด” ในมุมหนึ่งได้ส่งเสริมให้เกิดการลัทธิบริโภคนิยม ผู้คนใช้ทรัพยากรอย่างฟุ่มเฟือย จนส่งผลให้ทรัพยากรที่มีอยู่ทั่วโลกหมุนเวียนไม่ทันและเริ่มหมดลง ซึ่งยิ่งกระตุ้นให้ผู้คนเพิ่มการสะสมทรัพย์สิน เงินทอง อาหาร ที่อยู่อาศัยและสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆไว้กับตัวให้มากยิ่งขึ้นเพราะกลัวความขาดแคลนและด้วยเหตุที่ทุกคนตั้งหน้าตั้งตาสะสม กอบโกยเข้าตัวเองอย่างไม่ลืมหูลืมตานั่นเอง ได้กลายเป็นต้นเหตุสำคัญที่ทำให้ทรัพยากรบนโลกนี้เริ่มหมดไปจริงๆตามความเชื่อแบบนั้น

หากมองในอีกมุมหนึ่ง ปรากฎการณ์นี้ก็ได้พิสูจน์ให้เราเห็นว่า วิธีคิดและความเชื่อมีอิทธิพลต่อการใช้ชีวิต ถ้าเช่นนั้นเหตุใดเราจึงไม่เปลี่ยนวิธีคิดกันเสียใหม่ว่า “ทรัพยากรมีไม่จำกัด แต่ความต้องการของคนจำกัด” แล้วหันมาใช้ชีวิตอย่างพอเพียง เพื่อปล่อยให้ทรัพยากรบนโลกได้เติบโต บนรากฐานแห่งความพอเพียงของผู้คน

ดิน น้ำ อากาศ แสงแดด พืชพรรณธัญญาหารล้วนมีเพียงพอสำหรับทุกชีวิตบนโลกนี้ เพียงแค่มนุษย์รู้จักประมาณในการบริโภค “กิน ดื่ม ใช้ เท่าที่จำเป็น” ทรัพยากรของโลกที่กำลังเสื่อมลง เป็นพิษและเริ่มหมดลงก็จะมีเวลาสำหรับการฟื้นกลับคืนมาได้ เมื่อไหร่ที่คนในสังคม

เริ่มหยุดการสะสมหยุดการทำลายแล้วเปลี่ยนมาเป็นผู้สร้างและผู้ให้ เราจะได้เห็นโลกในมุมใหม่ที่ผู้คนเริ่มมีความสุขกับการใช้ชีวิตพอเพียง ไม่จำเป็นต้องแก่งแย่งแข่งขัน ชีวิตก็มีความสุขได้ แล้วความร่มเย็นสงบสุขในสังคมก็จะเกิดขึ้นอีกครั้ง

มาช่วยกันปลูกฝัง “ความเป็นธรรม” ให้กลายเป็นค่านิยมของคนยุคนี้และยุคต่อไป ส่งเสริมให้พวกเขาแสวงหาความสุขที่มาจากภายใน แสวงหาทรัพย์อย่างพอประมาณ เพราะการแข่งขันที่ดีที่สุดคือการแข่งขันกับตัวเอง และมิตรภาพที่เกิดจากความเมตตาและรู้จักแบ่งปันคือมิตรภาพแท้ที่ยั่งยืนกว่าการใช้เงินตรา

แทนการตั้งเป้าไปสู่ความร่ำรวยที่ได้มาด้วยการดิ้นรนแก่งแย่งแข่งขันใช้ชีวิตแต่ละวันอยู่บนเปลวไฟแห่งความโลภ ทุกข์ทรมานเพราะความอยากได้ใคร่มีอยู่ทุกลมหายใจ หากเราเริ่มต้นตั้งเป้าหมายชีวิต ให้ดำเนินไปเพื่อความสุขและความพอเพียง ยอมรับความจริงของโลก รู้จักแบ่งปัน ความสุขจะเกิดขึ้นในทันที โดยมิต้องร้อนเร่าบนกองทุกข์ในวันนี้ เพื่อรอพบสุขในบั้นปลายชีวิตซึ่งอาจจะไม่ได้พบเจอก็ได้

…เพราะ
ทรัพย์ที่ล้ำค่าที่สุด คือ ปัญญาที่รู้ว่าเราเกิดมาทำไม และควรใช้ชีวิตอย่างไร
อำนาจที่น่าเกรงขามที่สุด คืออำนาจที่สามารถควบคุมจิตใจตนเอง
(ไม่ให้จมดิ่งลงไปในความโลภ โกรธ หลง)
เกียรติยศที่งดงามที่สุด คือ ความภูมิใจที่ได้เสียสละและทำอะไรเพื่อผู้อื่น
(อย่างจริงใจ โดยมิได้มีผลประโยชน์แอบแฝง)
คนที่ไม่เคยเข้าถึงธรรมะ แม้ว่าจะร่ำรวยเพียงใด ก็ยากนักที่ชีวิตจะมีความสุข

เมื่อรู้ธรรมแล้ว ย่อมรู้ว่า เป้าหมายชีวิตของคนล้วนเป็นหนึ่งเดียวคือต้องการ “ความสุข” แล้วเหตุใดเราจึงไม่ช่วยกันสร้างความสุขให้เกิดขึ้นในสังคมกันเล่า…

“ธรรมะ” จึงควรเป็นทั้ง “วิชาแรกและวิชาสุดท้าย” ในชีวิตของทุกคน เราสามารถเริ่มต้นเรียนรู้ธรรมะกันอย่างง่ายๆ จากอ่านหนังสือที่ให้ข้อคิดที่เป็นธรรม เข้าวัดฟังธรรม หรือเข้าเวปไซด์เพื่ออ่านและฟังธรรมะต่างๆ …และเมื่อคุณเฝ้ามองโลกภายนอกมาทั้งวันแล้ว ต่อไปนี้ขอให้คุณเฝ้ามองโลกภายในของคุณบ้าง ด้วยการฝึกหัดการนั่งสมาธิ และนั่งวิปัสสนาสุดท้ายคุณอาจลองไปฟังธรรมบรรยายตามสถานที่ต่างๆซึ่งมีการจัดบรรยายธรรมะอย่างง่ายๆอยู่ทั่วไปในแทบทุกจังหวัดทั่วประเทศ

สื่อมวลชนที่ต้องการข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ
ภรณ์ธณัฐ สถิรกุล, ฐิภา จิ๋วแก้ว
โทร. 081-844-6595, 087-152-6246

Related contents:

You may also like...