ดลชัย บุณยะรัตเวช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แบรนด์ซเคพ จำกัด

 

ชีวิตเลือกได้ของ ดลชัย บุณยะรัตเวช นักสร้างแบรนด์มือหนึ่ง

ในชีวิตของมนุษย์คนหนึ่ง ไม่ใช่เรื่องง่ายที่ใครจะมีความสามารถหลากหลายรอบด้านถึงระดับที่ทำได้ดีไปเสียทุกอย่างที่ดำริคิดกระทำ ยิ่งไปกว่านั้น คงเป็นเรื่องไม่น่าเป็นไปได้ยิ่งกว่า ที่หากจะมีใครสักคนเป็นดังว่า ทั้งยังเกิดมามีสถานภาพทางสังคมในระดับสูงจนทำให้ใครต่อใครที่ได้พบอดที่จะอิจฉาไม่ได้
แต่ในความยากหรือความเป็นไปไม่ได้ดังว่า ก็เกิดมีความเป็นไปได้ขึ้นแล้วกับ Interview ฉบับนี้ ที่ไฮคลาสนัดจับเข่าสนทนากับสุภาพบุรุษที่มีคุณสมบัติพรั่งพร้อม ทั้งสถานะทางสังคม ความสามารถรอบด้าน และการสร้างรสชาติให้กับชีวิต
สุภาพบุรุษผู้มีชีวิตครบเครื่องที่กล่าวถึง คือ ดลชัย บุณยะรัตเวช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แบรนด์ซเคพ จำกัด นอกเหนือจากบทบาทของการเป็นนักคิด นักสร้างแบรนด์ นักเขียน ฯ ที่พิสูจน์ฝีมือได้จากความสำเร็จผ่านผลงานกว่า 2 ทศวรรษที่ผ่านมาในแวดวงโฆษณา อีกสิ่งที่เป็นเสมือนอีกหนึ่งเครื่องหมายการค้าของเขาก็เห็นจะเป็นลีลาผสานน้ำเสียงซึ่งคนทั่วไปคุ้นเคยเป็นอย่างดีในการถ่ายทอดบทเพลงจากความสามารถทางดนตรีและการร้องเพลงที่สั่งสมมาทางสายเลือดบวกการฝึกฝนด้วยใจรัก จึงทำให้มีโอกาสบ่อยครั้งที่ได้ถวายงานโดยเสด็จพระราชกุศลแด่พระบรมวงศานุวงศ์ รวมถึงคอนเสิร์ตเพื่อสาธารณกุศลของโครงการ องค์กร หน่วยงานต่างๆ เสมอมา
กระนั้น แม้คุณสมบัติความสามารถทั้งหลายของผู้ชายคนนี้ที่กล่าวมา จะเป็นดั่งรัศมีที่เปล่งประกายให้เขาแลดูเปี่ยมเสน่ห์ แต่ที่น่าสนใจยิ่งกว่า คือเสน่ห์ที่ลึกลงไปภายใน อันคือกระบวนคิดและภาวะจิตใจที่เรียกได้ว่า คือต้นกำเนิดหลักที่ทำให้ผู้ชายคนนี้ลุกขึ้นมาใช้ความสามารถทำในหลายๆ สิ่งจนประสบความสำเร็จอย่างน่าชื่นชม โดยเฉพาะการสร้างแบรนด์ทางธุรกิจที่ไฮคลาสฉบับนี้หยิบจับมานำเสนอ

ไฮคลาส : นอกจากเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหารแล้วคุณยังเป็นนักคิด นักเขียน นักออกแบบ รวมถึงเป็นศิลปิน คุณค้นพบว่าสิ่งเหล่านี้อยู่กับคุณมานานแค่ไหน
ผมว่าการค้นพบตัวเองเป็นสิ่งสำคัญนะครับ ตลอดชีวิตก็พยายามจะค้นพบตัวเองตลอดและพยายามจะเข้าใจความเป็นตัวตนของตัวเอง ฉะนั้นเราก็ค้นพบมานานแล้วว่าเราชอบอะไร ถนัดทางไหน เรารู้สึกว่าเราชอบในสิ่งที่เกี่ยวกับความคิดสร้างสรรค์ การสร้างไอเดีย ไม่ว่าจะออกมาในรูปแบบของการสร้างแบรนด์ หรือสร้างกลยุทธ์การตลาด การออกแบบสถาปัตยกรรม ออกแบบตกแต่งภายใน การสร้างดนตรี เสียงเพลง สร้างสรรค์ทุกอย่างที่เป็นศิลปะเหล่านี้คือสิ่งที่ผมชอบ รู้สึกว่าตัวเองถนัดด้านนี้ จึงพยายามศึกษาในแต่ละแวดวงที่ตัวเองชอบให้ดีที่สุด ทำอะไรให้เป็นตัวเองดีกว่าทำในสิ่งที่ฝืนศักยภาพตัวเอง

ไฮคลาส : ไม่ใช่แค่รู้ แต่ว่าต้องรักในสิ่งที่ทำ
ถูกครับ ต้องรักก่อนแล้วก็ต้องรู้ให้ลึกในสิ่งที่จะทำ

ไฮคลาส : สิ่งแรกๆ ที่ค้นพบว่าอยากจะทำในวัยเด็ก
ตอนเรียนประถมหรือมัธยมยังไม่ค่อยชัดเจนนะครับ แต่รู้แน่ๆ ว่าเรารักศิลปะ และรักดนตรี แต่สมัยก่อนมหาวิทยาลัยมีไม่กี่คณะที่เน้นทางศิลปะ มีแค่มัณฑนศิลป์หรือไม่ก็สถาปัตยกรรมศาสตร์ ฉะนั้นเราก็ตั้งใจไว้แน่วแน่ว่าเมื่อจบมัธยมจะต้องเอ็นทรานซ์เข้าคณะสถาปัตย์ให้ได้

ไฮคลาส : คุณจึงเลือกเรียนสายวิทย์-คณิตเพื่อไปให้ถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้ในตอนนั้น
โดยพื้นฐานส่วนตัวผมชอบสายศิลป์นะครับ ชอบภาษา ชอบประวัติศาสตร์ แต่เลือกเรียนสายวิทย์เพราะจะเข้าเรียนสถาปัตย์ สมัยก่อนไม่รู้หรอกว่าโฆษณามีอะไร นิเทศเป็นอย่างไร ผมรู้สึกว่าเด็กชอบศิลป์จะต้องเรียนสถาปัตย์ จึงตั้งเข็มไว้ว่าต้องเข้าสถาปัตย์ให้ได้ จำเป็น (เน้นเสียง) ต้องเรียนวิทย์ เพราะจะต้องใช้ความรู้ทางด้านฟิสิกส์ คณิตศาสตร์ในการสอบเข้า แต่ส่วนตัวนั้นผมชอบภาษามากกว่า

ไฮคลาส : จึงเลือกคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นอับดับหนึ่ง
อันดับหนึ่งผมเลือกแพทยศาสตร์ จุฬาฯ ทั้งๆ ที่รู้ว่าไม่ได้อยู่แล้ว ที่เลือกก็เพราะอยากจะลองของตัวเองว่าไหวรึเปล่า เพราะว่านามสกุลบุณยะรัตเวชส่วนใหญ่จะเป็นหมอ ไล่จากคุณทวด คุณปู่ลงมา ก็อยากจะรู้เหมือนว่าเราไหวไหม โดยเลือกสถาปัตย์ฯ อันดับ 2 ในที่สุดก็ติดตามที่เราต้องการ

ไฮคลาส : ในยุคนั้นคณะสถาปัตย์ จุฬาฯ เป็นอย่างไร
ผมว่าเป็นสถาบันที่ดีมาก สอนให้เราคิดอย่างมีตรรกะ (Logic) ทุกวันนี้ผมก็ยังใช้ประโยชน์จากการคิดแบบนั้น การคิดแบบสถาปนิกต้องคิดว่าต้องมีคอนเซ็ปต์ ต้องมีตรรกะ ต้องมีโครงสร้างของความคิด ต้องมีระบบคิดที่ไม่มั่ว ก่อนจะออกมาเป็น End Product เป็นที่อยู่อาศัยที่สวยงาม จะต้องมีทั้งคอนเซ็ปต์ มีจุดประสงค์ มีการวิเคราะห์ผู้บริโภค มีตรรกะทุกอย่างในการคิด ซึ่งผมใช้โครงสร้างความคิดนั้นมาใช้ในชีวิตประจำวันถึงทุกวันนี้ในการสร้างแบรนด์

ไฮคลาส : สมัยเรียนปริญญาตรีเป็นเด็กกิจกรรม หรือเป็นเด็กเรียน
เน้นกิจกรรมครับ (หัวเราะ) ไม่ค่อยเรียนสักเท่าไหร่ เราเป็นเด็กเรียนตอนปี 1 ปี 2 ตั้งใจเรียน ได้ที่ 1 ด้วยนะครับตอนเข้าไปเทอมแรก แต่หลังจากนั้นชอบกิจกรรม ชีวิตก็เปลี่ยนไป เพื่อนก็เยอะ มีเพื่อนข้ามมหาวิทยาลัยอย่างเพื่อนธรรมศาสตร์และมหาวิทยาลัยอื่นๆ โดยที่เราก็มีเพื่อนที่รักศิลปะ ดนตรี การแสดง และได้ไปร่วมกิจกรรมกับเขาเยอะมาก

ไฮคลาส : ศิษย์เก่าสถาปัตย์ จุฬาฯ ในวงการบันเทิงก็เช่น กลุ่มซูโม่ และคนอื่นๆ ก็เป็นศิลปินนักคิดคนสำคัญของเมืองไทยในปัจจุบัน
ผมอยู่ระหว่างรุ่นพี่ตู้-จรัสพงษ์ (สุรัสวดี) พี่ตา-ปัญญา (นิรันดร์กุล) กับ ตั้ว-ศรัญยู (วงษ์กระจ่าง)  จิก-ประภาษ (ชลศรานนท์) และ ดู๋-สัญญา (คุนากร) ซึ่งผมรู้สึกว่าแต่ละคนเขาก็มีบทบาทสำคัญในการใช้ความคิดในสังคมไทย คณะนี้เขาสร้างคนที่มีคุณภาพทั้งนั้นเลย เรามานึกสังเกตรุ่นพี่รุ่นน้องของเราว่า เอ๊ะ ทำไมเขามีความคิดสร้างสรรค์จังเลย เวลามีละครถาปัตย์จะมีมุขหรือมีไอเดียที่ไม่เหมือนชาวบ้านชาวช่อง ผมรู้สึกว่ามันมีไอเดียที่ดี ผมสังเกตจากผลงานที่พวกเขาได้ทำกัน หรืออย่างการแต่งเพลง พี่ดี้ (นิติพงษ์ ห่อนาค) พี่จิก เขาจะมีแนวคิดที่คม และไม่ซ้ำซาก เข้าถึงได้ง่าย ทุกอย่างคือการทำเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่าย

ไฮคลาส : แล้วเด็กกิจกรรมรายนี้ทำงานด้านไหน อยู่หน้าเวทีเลยไหม
ส่วนใหญ่เป็นเบื้องหลัง ฝ่ายประชาสัมพันธ์ ดนตรี ไม่ได้แสดงเองเพราะขี้อาย ไม่กล้า รู้สึกว่าแสดงตลกไม่ค่อยเป็นด้วย เราก็จะช่วยเบื้องหลังเสียมากกว่า แต่พอจบมาแล้วนี่สิ ล่าสุดก็มีคอนเสิร์ต ‘ครบเด็กสร้างบ้าน’ ครบเลยนะ รวมตัวเด็กสร้างบ้านคือเด็กสถาปัตย์ทุกรุ่นมาด้วยกัน เขาก็เลือกผมให้เป็นหนึ่งในผู้ร้องเพลง ตอนนี้กล้าแล้วเพราะรู้สึกว่าตัวเองมั่นใจในเรื่องพวกนี้แล้ว เขามอบให้ผมร้องเพลงลาสาวแม่กลอง เป็นเพลงลูกทุ่ง แต่แทนที่จะเป็นลูกทุ่งธรรมดา เขาหาไอเดียว่าเพลงนี้เต็มไปด้วยซาวน์เอฟเฟ็คต์ “…สิ้นแสงดาวดุเหว่าเร่าร้อง จากสุมทุมลุ่มน้ำแม่กลอง…” พี่อิฐ-อิทธิสุนทร วิชัยลักษณ์ ก็ให้ไอเดียว่ามีเสียงกาเหว่าดังมาก เดี๋ยวก็มีเสียงระเบิดดัง ในตอนสุดท้ายระเบิดลงทั้งเวทีจนนักร้องอย่างผมเสียสติไปเลย อยู่บนเวทีไม่ได้แล้ว เพลงก็ให้ความไพเราะแต่ก็ยังมีลูกเล่นทำให้คนดูได้เห็นว่าเพลงลาสาวแม่กลองที่เราได้ยินประจำนั้นมันไม่เหมือนเดิม

ไฮคลาส : แม้จะบอกว่าตัวเองเป็นเด็กกิจกรรม แต่ก็เรียนจบมาด้วยเกียรตินิยมอันดับ 2 แสดงว่าไม่ได้หลุดออกจากการเรียน
เทอมแรกสะสมไว้ดีและเทอมสุดท้ายตอนกำลังจะจบเราก็ทำ Thesis ได้ A  โดย Thesis ยังเป็นวิทยานิพนธ์สถาปัตยกรรมที่เกี่ยวกับศิลปะการแสดงและดนตรี   ด้วยความที่เราชอบทางนี้ใช้เวลาเต็มที่ตามหลักสูตร 6 ปี
จบมาก็ใช้เวลาค้นหาตัวเองก่อน 1 ปี ว่าเอ…เราชอบอะไรกันแน่ เราจะเรียนต่อสถาปัตย์ดีไหม หรือจะเรียนต่อวิชาอื่นที่เกี่ยวกับทางด้านไอเดีย ก็ไปตามสถาบันแนะนำการศึกษา จึงไปเจอว่ามีคอร์สหนึ่งชื่อว่า Advertising Design  ที่ Syracuse University, New York เราสามารถไปเรียนปริญญาโทในแขนงนี้ได้โดยใช้หน่วยกิจและผลงานจากการเรียนสถาปัตยกรรม

ไฮคลาส : มีความสุขกับการเรียนเพียงใด
ดีมากเลย ผมรู้สึกว่ามันเป็นศาสตร์ที่ประยุกต์ความคิดสร้างสรรค์ การตลาด ดีไซน์ แฟชั่น บันเทิง รู้สึกได้ว่ามันเป็นตัวเรา เราเป็นคนที่ชอบทำอะไรหลายๆ อย่างอยู่แล้ว เราชอบหลายๆ มุม Advertising Design  เป็นการผนวกมุมต่างๆ ที่เราชอบอยู่แล้ว และเจอคนเยอะด้วย ไม่ชอบอยู่กับโต๊ะเขียนแบบ ผมชอบอยู่กับคน  อยู่กับเทรนด์เรียนจบกลับมา แบก Port Folio กล่องใหญ่มาเลย เราทำเยอะมาก สมัครงานก็ได้หมดเลย สมัยก่อนโชคดีที่คนจบมาทางด้านนี้ไม่ค่อยมี ผมก็เลยได้รับเลือกทันที

ไฮคลาส : ชีวิตจริงแตกต่างจากชีวิตการเรียนแค่ไหน
ตอนที่เราฝึกงานที่เมืองนอกเป็นนักศึกษาฝึกงาน ไม่ได้เจอประสบการณ์ในชีวิตธุรกิจจริงๆ ทำแบบนักศึกษาฝึกงาน ทำแมกกาซีนของโรงเรียน ทำอย่างเป็นเบ๊ ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบดีไซน์ ออกแบบโลโก้ ออกแบบบรรจุภัณฑ์ ออกแบบการจัดวางหนังสือ ทำโฆษณาเล็กๆ โปรโมชั่น เหมือนนักศึกษาฝึกงาน แต่พอกลับมาในเมืองไทย โลกการทำงานแตกต่างกันสิ้นเชิง

ไฮคลาส : ช่วงนั้นรูปแบบของโฆษณาไทยยังไม่ได้ก้าวมาถึงจุดที่ทัดเทียมกับระดับนานาชาติ
ยุคนั้นเริ่มบูมแล้ว มีทิศทางที่ชัดเจน จากการที่มีกระแสมาแล้ว เห็นได้จากโฆษณาเบียร์สิงห์สมัยก่อน เป็นการจุดประกายให้เราได้คิดว่าทำไมโฆษณาถึงทำได้ดีขนาดนี้ จากที่เป็นแค่สื่ออันหนึ่งที่กำลังขายสินค้า
ชิ้นแรกที่ทำคือนีเวีย โชคดีที่ได้รับโอกาสนี้ ตอนนั้นทำงานให้กับเอเจนซี่แรกคือ ลีโอเบอร์เน็ต ผลิตภัณฑ์หลักที่มีก็คือผลิตภัณฑ์นีเวีย เอสโซ่ และลูกอมฮอล ซึ่งได้ทำแบรนด์ที่ดีมีชื่อเสียง ทำให้กระแสความนิยมเกิดเร็วขึ้น และก็โชคดีที่แคมเปญที่ทำในปีแรกคือนีเวียก็ได้รางวัลเทคอวอร์ดด้วย

ไฮคลาส : คุณเริ่มต้นทำงานในตำแหน่งอาร์ตไดเรคเตอร์ คิดว่าตัวเองก้าวขึ้นมาเร็วไหม
ค่อนข้างเร็วถ้าเทียบกับคนอื่น อาจจะเป็นเพราะว่าผมชอบการสื่อสาร ขายงานด้วยตนเอง ไปรับบรีฟจากลูกค้าด้วยตนเอง ไม่อายที่จะไปทักถามลูกค้า เป็นอาร์ตไดเรคเตอร์ที่ค่อนข้างจะกลายเป็น Client Service ด้วย ผมสังเกตหลายคนที่เป็นอาร์ตไดเรคเตอร์ไอเดียดีแต่บางทีไม่ค่อยชอบสื่อสาร

ไฮคลาส : วันนี้คุณเติบโตจนก้าวขึ้นมาเป็นผู้บริหาร มีบริษัทของตัวเอง ทิศทางการทำงานในวันนี้เปลี่ยนไปจากวันแรกที่เริ่มทำงานเพียงใด
เปลี่ยนไปค่อนข้างเยอะ จาก 20 กว่าปีที่เราเรียนรู้อยู่ในอุตสาหกรรม ผมคิดว่าทำอะไรด้วยความตรงไปตรงมา ซื่อสัตย์และโชว์ให้คนที่มาจ้างเราเห็นว่าเรานั้นเต็มที่กับงาน มีจรรยาบรรณ เหมือนว่าเขาจ้างเราทำ 10 แต่เราให้เขา 20 ผมจะคิดอย่างนี้ตลอดเวลา ให้มากกว่าที่เขาคาดหวังและผมพยายามจะสอนลูกน้องอยู่ตลอดเวลา ต้องทำด้วยจรรยาบรรณ ด้วยคุณธรรม ซื่อสัตย์ในวิชาชีพตัวเอง

ไฮคลาส : ใช้เกณฑ์อะไรในการเลือกทีมงาน
ผมจะใช้บรรทัดฐานส่วนตัวที่ไม่เหมือนกับคนอื่น ผมดูองค์รวมแบบบูรณาการของคนคนหนึ่ง บางคนเก่งมากแต่ในด้านอื่นอารมณ์อาจจะไม่ได้ หรือพูดไม่รู้เรื่อง หรือบางคนเก่งแต่ค่อนข้างอยู่ในกรอบเกินไป ผมจะใช้วิธีการดูรวมๆ ว่าเขาอาจจะมีจุดดีตรงนี้ แต่เขามีองค์ประกอบอื่นๆ ด้วย ผมจะไม่ดูว่าคนต้องเก่งสุดโต่งทางใดทางหนึ่ง ผมใช้หลักว่าคนคนหนึ่งจะต้องมีองค์ประกอบหลายอย่าง
อันดับแรกที่ตรรกะ ตามมาด้วยความคิดสร้างสรรค์ การสื่อสาร การมองโลกในแง่บวก มีคุณธรรม เป็นคนที่เปิดหูเปิดตา อัตตาต้องไม่เยอะเกินไป ผมว่างานอุตสาหกรรมที่ใช้ไอเดียไม่มีใครเป็นเจ้าของไอเดียหรอก ไอเดียมันอยู่ในอากาศ อยู่ที่เราจะเอามาประยุกต์ปรุงแต่งให้เข้ากับโจทย์ได้รึเปล่า มันไม่ใช่ว่าเป็นของดลชัยและจะต้องเป็นอย่างนั้น เมื่อไอเดียที่ 1 ไม่ดีก็เปลี่ยนไปไอเดียที่ 2 และต้องไม่แสวงหาคำชม ผมรู้สึกว่าต้องแสวงหาคำติเพื่อจะให้มันดีขึ้น บางคนต้องการแต่คำชมอย่างเดียวผมคิดว่าไม่ถูกต้อง ผมบอกน้องๆ ว่าที่พี่ตินั้นไม่ใช่อะไร ติเพื่อให้มันดีขึ้นแหละ ทุกคนที่นี่น่ารักเป็นคนเปิดใจกว้าง เพราะเราติอย่างสร้างสรรค์

ไฮคลาส : ประสบการณ์ 2 ทศวรรษในวงการโฆษณาเรียกว่าเดินบนพรมแดงหรือต้องสะดุดกับอุปสรรค
ไม่ปูพรมเลยล่ะ มีทั้งกองไม้ขวาง มีอะไรเยอะไปหมด แต่เราไม่เคยมองตรงนั้นเป็นอุปสรรค เรามองว่าเป็นความท้าทายแล้วเราก็สนุกกับมัน เผชิญด้วยการหาทางออกที่แปลกๆ เราก็เลยไม่ค่อยหดหู่หรือเดือดร้อนเท่าไหร่กับอุปสรรคที่ผ่านมา ผมว่าอย่ามองให้เป็นเรื่องลบ ทุกอย่างในชีวิตมันมีไม่ทางที่จะปูพรมตลอดหรอกครับ

ไฮคลาส : คนรอบข้างสนับสนุนเราเยอะไหม
จริงๆ แล้วผมไม่ค่อยพึ่งคนอื่นนะ ผมคิดว่าตัวเองจะต้องเป็นคนสนับสนุนตัวเอง บางคนหวังว่าองค์กรต้องสนับสนุนเรา ลูกค้าต้องสนับสนุนเรา หรือทีมงานต้องสนับสนุนเรา ถ้าหวังอย่างนี้ไปเรื่อยๆ จะทำให้เราโทษว่าสิ่งรอบข้างไม่ดี มันไม่เอื้ออำนวยให้เราคิดดี ทำงานไม่มีคุณภาพ เพราะ 1, 2, 3, 4…ผมจะตัดประเด็นนี้ทิ้งไปเลยถึงแม้ว่าเขาจะไม่สนับสนุนเราก็ตาม เราต้องสนับสนุนตัวเอง หาทางออกให้กับตัวเองให้ได้   อย่างตอนอยู่ DYR  เราเป็น  Creative  แต่ขอไปฝึกงานด้าน  Brand Strategy    เจ้านายก็งงแต่ก็ให้ทำ    ต้องขอบคุณมากๆจนเป็นพื้นฐานของวันนี้

ไฮคลาส : เป็นปกติของคนที่ทำงานสร้างสรรค์ที่จะต้องมีช่วงจุดบอดของตัวเอง ช่วงเวลานั้นเกิดบ่อยและนานแค่ไหน
จุดที่คิดงานไม่ออกมีบ่อยมาก มาเป็นระยะ บางทีออกมาเป็นสายน้ำเลยนะครับ บางครั้งก็ติดขัดเหลือเกิน ถ้าคิดออกต้องรีบคุย ผมเป็นโรคที่ชอบคุยกับทีม ไม่ค่อยชอบคิดคนเดียว ถ้าผมมีก้อนไอเดียก้อนหนึ่ง หรือน้องๆ มีไอเดียก้อนหนึ่งเรามาคุยกัน ทำอย่างไรให้สานไอเดียนั้นต่อ ขยายผลให้ใหญ่ขึ้น หรือถ้าผมมีอะไรก้อนหนึ่งผมจะนั่งคุยกับทีม ลูกน้องอาจจะมีมุมมองอื่นที่ไม่เห็นด้วยกับผม หรือมีมุมมองที่จะต่อยอดไอเดียนี้ได้ แล้วมันจะทวีคูณเองครับ เมื่อใช้วิธีนี้จะได้ผล อย่าอยู่กับตัวเองเกินไป ต้องแชร์ ต้องเปลี่ยนมุมมองบ้าง บางทีมุมมองเดิมมันไม่ออกหรอก หามุมมองอื่น หาอุตสาหกรรมอื่นมอง

ไฮคลาส : ที่พึ่งทางใจของคุณคืออะไร
อันดับหนึ่งของผมคือธรรมะนะ พยายามศึกษาธรรมะ ทุกวันนี้อ่านหนังสือธรรมะ พยายามอยู่กับตัวเอง บางคนบอกว่าทำภาวนาสมาธิ แต่สำหรับผมนั้นไม่ใช้ทฤษฎีจ๋า แต่ผมจะอยู่กับตัวเอง นั่งนิ่งอยู่กับปัจจุบันของตนเอง จิตใจก็จะนิ่งเหมือนแก้วน้ำที่เคยมีตะกอนเยอะๆ มองอะไรก็ไม่เห็น ถ้าอยู่นิ่งก็ตกตะกอน น้ำใสเราจะมองเห็นสิ่งที่เรามองไม่เห็น นี่คือระดับที่หนึ่ง
ระดับที่สองคือใช้สติเยอะๆ บางทีการพูดนั้นอย่ารีบพูด พูดกับคิดผมว่าคิดดีกว่า เมื่อคนรอบข้างพูดอะไรมาเรานั่งฟังสักพักไม่ต้องตอบ คิดสักนิดเดี๋ยวมันจะเกิดปัญญาขึ้นมาเอง ฟังให้มาก คิดให้มาก พูดให้น้อย ทำให้เยอะ อันนี้ช่วยได้ บางทีคิดอะไรไม่ออกผมก็คิดว่าเปลี่ยนมุมไปเลย ไปเดินร้านหนังสือ ไปฟังเพลง ไปอ่านแมกกาซีน ไปเล่นกับหมา ไปมองต้นไม้ต้นหนึ่ง มองไปข้างหน้าเห็นคนข้ามถนนเปลี่ยนมุมไปเลยก็จะเกิดไอเดียประยุกต์ขึ้นมาเอง อันสุดท้ายก็คือคุยกับคน

ไฮคลาส : เคยทำงานชิ้นหนึ่งเสร็จเร็วที่สุดภายในกี่นาที
บางครั้งภายใน 10 นาที หรือ 5 นาที สมมติว่ามีไอเดียหรือว่ามีคำพูดบางอย่างที่คิดว่าคมและแตกต่าง มีความพิเศษอยู่ในนั้น ผมสามารถขยายผลได้ทันที เรามีสมการในหัวตั้งแต่คุยกับลูกค้า กลับมาก็รีบคุยกับทีมงานเลย

ไฮคลาส : แล้วงานที่ใช้เวลานานที่สุด
ผมจะบอกทีมงานว่าถ้าคิดอย่างสมาร์ทจะไม่ใช้เวลานานเกินเหตุหรอก บางคนจะบอกว่าคิดไม่ออกเพราะว่างานเยอะ คิดไม่ออกเพราะโจทย์ไม่ดี คิดไม่ออกเพราะสินค้าไม่มีอะไรแตกต่าง ผมจึงบอกว่าขอโทษมันอยู่ที่ระบบความคิด ความออร์แกไนซ์ในหัวเรา ถ้าหัวเราออร์แกไนซ์ดีคุณสามารถฝันได้เต็มที่ ผมจะพยายามผลักดันให้ลูกน้องคิดกลยุทธ์ของแบรนด์อันหนึ่งอย่างช้าที่สุดไม่เกินครึ่งเดือน ไม่ใช่ว่าคิดไม่ออกเป็นเดือนๆ ผมว่าถ้าเราเป็นลูกค้าคงไม่แฮปปี้

ไฮคลาส : สถานการณ์ของวงการธุรกิจนี้ในเมืองไทยเติบโตแค่ไหนเมื่อเทียบกับเพื่อนบ้านและโลกตะวันตก
ผมคิดว่าเรามีช่วงเติบโตและมีช่วงชะงัก และมีช่วงฟุ้งเฟ้อตามกระแสเศรษฐกิจ จะเป็นอะไรหลายๆ อย่าง บางครั้งจะเห็นว่าโฆษณาหรือการสร้างแบรนด์นั้นฟุ้งเฟ้อ ใช้เงินฟุ่มเฟือย มีแต่ภาพเปลือกเยอะไปหมด มีช่วงหนึ่งเขียมไปหมดเลย เน้นโปรโมชั่นเน้นการขาย มีช่วงหนึ่งที่หยุดไป แล้วมาเน้นทำกิจกรรมแทน ใช้มีเดียให้น้อยลง ผมคิดว่าธุรกิจนี้ก็ขึ้นลงตามเศรษฐกิจของโลก

ไฮคลาส : กลยุทธ์ในการทำธุรกิจนี้คืออะไร
อันที่หนึ่งต้องเป็นพาร์ทเนอร์ทางธุรกิจแก่ลูกค้า ต้องแคร์เรื่องธุรกิจของลูกค้าว่าสุดท้ายการสร้างแบรนด์คือการปรับเปลี่ยนไปสู่โอกาสทางธุรกิจ แบรนด์จะต้อง Transform เป็น Business Oppertunity
อันดับที่สองจะต้องเป็นเข็มทิศให้กับลูกค้า สร้าง Platform สร้างแผนที่ว่าแบรนด์ของเขาหรือองค์กรของเขาควรจะเดินไปทางไหน เป็นทั้งเนวิเกเตอร์และเป็นเข็มทิศ เดินไปทิศทางไหน ทิศเหนือ ทิศใต้ สมรภูมิเป็นแบบนี้คุณควรจะใช้กุลยุทธ์แบบนี้
อันดับที่สามคือต้องทำกลยุทธ์ Stratergy ให้ออกมาเป็นรูปธรรมที่จับต้องได้ ให้คนเห็นได้ ถ้านำมาเสนอได้มันก็จะเป็นเพียงแผ่นกระดาษที่เป็นแค่กลยุทธ์ ไม่ว่าจะเป็นตั้งแต่โลโก้ ยูนิฟอร์มพนักงาน หัวกระดาษ ซองจดหมาย โบรชัวร์ โฆษณา การสร้างอีเวนท์ การทำไดเรคมาร์เก็ตติ้ง ฯลฯ ทุกอย่างจะต้องต่อยอดเป็นรูปธรรมให้ได้ สุดท้ายก็คือช่วยควบคุมการเดินทางของชีวิต ของแบรนด์ให้เขาได้ว่าในอนาคตควรจะเดินอย่างไรต่อไป

ไฮคลาส : คุณมีหลักการในการแบ่งเวลาระหว่างธุรกิจกับสิ่งที่รักอย่างการเขียน การร้องเพลง อย่างไร
ใช้หลักประสานสมดุล ตอนนี้ผมคิดว่าชีวิตของผม 80% จะทุ่มให้กับการเป็น Brand Strategist คือเป็นผู้วางกลยุทธ์ให้กับแบรนด์ ก็คืองานประจำที่บริษัท แบรนด์ซเคพ นี่แหละ คือมีลูกค้าเยอะมาก หลั่งไหลเข้ามาโดยไม่ขาดสาย อีก 20% ที่เหลือผมจะเผื่อเวลาให้ตัวเองได้ทำสิ่งที่นอกเหนือไปจากที่ทำงาน ก็คือการเขียนหนังสือซึ่งก็ไม่หนีไปจากการสร้างแบรนด์กับการดีไซน์ เดี๋ยวนี้เขียนในนิตยสาร Brandage กำลังจะรวมเล่มในเร็วๆ นี้ รวมทั้งที่ออกมาก่อนหน้านี้ 2 เล่ม ชื่อ คมดีไซน์ เกี่ยวกับเรื่องดีไซน์ และ Brandvoice เกี่ยวกับกลยุทธ์ และที่กำลังจะออกก็คือ Brandmeaning
โดยใน 20% ที่เหลือผมก็เผื่อเวลาอีกสำหรับการเป็นครูสอนหนังสือ โดยกำลังจะทำเป็น Brand Academy ขึ้นมา เพราะทุกวันนี้มีคนเชิญให้ผมไปบรรยายตามสถาบันการศึกษา หรือองค์กร หรือมาร์เก็ตติ้งอีเวนท์ที่จัดขึ้นมา เนื่องจากผมถูกเชิญบ่อยๆ ก็เลยได้ไอเดียว่าเราน่าจะตั้งเป็นสถาบัน ใช้ชื่อว่า Brandscape Forum ซึ่งกำลังจะเปิดเร็วๆ นี้นะครับ เป็นคอร์สที่เป็น Intensive Course ที่ผมกับทีมจะลงมือสอนด้วยตัวเอง คอร์สหนึ่งมีนักเรียนไม่เกิน 10 คน ใช้เวลา 8 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 1 วันเท่านั้นเองครับ อาจจะทุกวันพฤหัสบดีหรือวันศุกร์ พอครบ 2 เดือนคนที่มาเรียนจะจบไปพร้อมกับโปรเจคต์ในมือที่เขาทำได้จริงอันหนึ่ง เราจะสอนกลยุทธ์ต่างๆ Ideology ในการสร้างแบรนด์ ซึ่งอันนี้จะต้องเกิดขึ้นในปีนี้ให้ได้
ส่วนอื่นๆ ก็คือเราได้มีเวลาไปทำในสิ่งที่เรารัก ทำดนตรี แต่งบ้าน เลี้ยงหมา ผมจะใช้ 20% นี้เฉลี่ยกัน

ไฮคลาส : ยังมีสิ่งใดที่ยังไม่ได้ทำแล้วอยากจะทำอีกไหม
ผมรู้สึกว่าผมโชคดี เพราะได้ทำในสิ่งที่อยากทำครบ 99% แล้วมั้ง ครบทุกอย่างเลยที่เราอยากทำในชีวิต ในอนาคตที่อยากจะทำแต่ยังไม่ได้ทำก็คือการมีชีวิตที่นิ่งขึ้น ผมคิดว่าด้วยวัยของเราที่โตขึ้น การที่เราจะต้องมานั่งทำเวลาแข่งกับการจราจร การประชุม 3 แห่งใน 1วัน ผมคิดว่าถ้าผมสร้างทีมให้แน่นขึ้นซึ่งตอนนี้ก็กำลังแน่นขึ้นแล้ว ผมจะมีเวลาอยู่กับตัวเองมากขึ้น ถอยไปอยู่หลังฉากมากขึ้น จะเป็นกุนซือ เป็นผู้วางนโยบายหาไอเดียใหม่ๆ หาความรู้ใหม่ๆ มาสอนให้เขาเก่ง ขณะเดียวกันเราก็จะได้เอาเวลาที่เรานิ่งขึ้นนั้นมานั่งคิดอนาคตของชีวิต หาความรู้ใหม่ๆ ให้กับองค์กร หาธุรกิจใหม่ๆ และอยู่กับธรรมชาติให้มากขึ้น อยู่กรุงเทพฯ ให้น้อยลง (หัวเราะ) อยากจะเป็นอย่างนั้น

ไฮคลาส : คุณเติบโตในย่านใดของเมืองกรุง
ผมโตมาจากย่านดุสิต มีต้นไม้ สงบนิ่ง ย่านพระตำหนักจิตรลดากับวชิราวุธวิทยาลัย แต่ทุกวันนี้การที่เรามาอยู่ตรงนี้เพราะทุกอย่างมันง่าย สะดวก เราคอนโทรลเวลาได้ รถติดเราก็ขึ้นรถไฟฟ้าได้ หรือลงรถไฟฟ้าใต้ดิน หรือนั่งเรือได้ แต่มันก็ไม่ใช่วิถีชีวิตที่เราหวังให้มันเป็นไปตลอดชีวิต เพราะว่าตอนนี้เราก็อายุเข้าเลข 5 แล้ว จึงคิดว่าให้เวลาอีกสัก 5 ปี หรือไม่เกิน 10 ปีชีวิตเราจะต้องเปลี่ยนไปอยู่ในที่สงบขึ้น นิ่งขึ้น
โดยตอนนี้เราไม่รังเกียจและไม่รู้สึกท้อแท้กับการที่จะต้องผจญกับอะไรหลายๆ อย่าง เราเป็นคนที่ชอบทำอะไรหลายๆ อย่างอยู่แล้ว ผมเป็นคนที่จัดการเวลาได้เก่งมั้ง ผมเป็นคนที่คิดเร็วและทำเร็ว บางคนคิดแล้วไม่ค่อยทำ แต่ผมคิดแล้วทำเลย ทำให้จบได้

ไฮคลาส : คุณให้เวลาช่วงไหนสำหรับการเขียนหนังสือ หรือร้องเพลงเล่นดนตรีสำหรับคอนเสิร์ตการกุศล
หลังจากเวลาที่ทุ่มให้กับการทำงาน โดยเริ่มหลังจาก 6 โมงเย็น หรือไม่ก็ตอนเช้าตื่นมา 7-9 โมงจะมีเวลาได้ทำอย่างอื่นที่ไม่ใช่งานครับ

ไฮคลาส : คุณเริ่มเล่นดนตรีตั้งแต่เป็นเด็ก
ใช่ครับ คุณแม่เป็นครูเปียโน ถูกบังคับให้เรียนเปียโนคลาสสิคก่อน ไม่เข้าใจว่าทำไมคุณแม่ต้องให้เราเรียนเปียโน (หัวเราะ) เราก็เลยไม่ยอมเรียน เกเรเพราะว่าเป็นคุณแม่ตัวเองเลยสามารถเกเรได้ แต่ตอนหลังคุณแม่นำเพลงพระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาเล่นให้ฟัง แล้วผมก็ปิ๊งเลย คือเพลงยามเย็น แดดรอนๆ โอ้ทินกรจะลับเหลี่ยมเมฆา ทอแสงเรืองอร่ามช่างงามตา ในนภาสลับจับอัมพร… คุณแม่ใช้กลยุทธ์โดยทิ้งโน้ตเพลงยามเย็นของในหลวงไว้บนเปียโน หลังจากนั้นผมก็เล่นยามเย็นด้วยตัวเอง เพราะเริ่มเรียนเปียโนคลาสสิคและรู้ทฤษฎีคอร์ดที่คุณแม่สอน เหมือนจุดประกายให้เราชอบเพลงแจ๊ส และเราก็เล่นเปียโนทางด้านแจ๊สและป๊อบมาตลอดเวลา ผมว่าก็เป็นกลยุทธ์ที่ดี จนทุกวันนี้เพลงที่ผมถนัดในการร้องก็คือเพลงแจ๊ส
จะสังเกตได้ว่าผมมีคอนเสิร์ตร่วมกับคุณกมลา (สุโกศล) มาเกือบยี่สิบปี ช่วยสภากาชาดไทยทำการกุศล ไม่ได้เงินแต่เราเหมือนคอเดียวกัน เวลาทำงานด้วยกันการเลือกเพลงการเลือกสไตล์ความถนัดของเราจะไปด้วยกันและคุยกันรู้เรื่อง สนุกทุกครั้งที่คุณกมลาทำคอนเสิร์ต
มันเป็นตัวตน อย่างที่ผมเรียนให้ทราบว่าเรารู้ว่าตัวตนเราเป็นอย่างไร เรารักอันไหนและอย่าไปฝืน จะให้ผมร้องร็อคหรือเพลงไทยยุคใหม่วัยรุ่นมันไม่ใช่ตัวตนเรา ทำแล้วไม่ดีเราก็ไม่อยากจะทำ อย่างนักร้องที่เราร้องคู่ด้วย เช่น คุณมาริสา สุโกศล หนุนภักดี เราร้องด้วยกันจนเห็นแววตาซึ่งกันและกัน ก็รู้ว่าเราควรจะส่งต่ออย่างไร อย่างนี้รู้สึกเอ็นจอยและเราไม่ต้องฝืน

ไฮคลาส : สนิทกับคุณพ่อหรือคุณแม่มากกว่ากัน
ขึ้นอยู่กับว่ามุมไหนล่ะ มุมศิลปะก็ต้องคุณแม่อยู่แล้ว แต่ถ้ามุมในการใช้ชีวิตหรือด้านสถาปัตย์ก็ต้องคุยกับคุณพ่อ เพราะคุณพ่อเป็นวิศวกร เทคนิคของเขาจะดีมาก เวลาอยู่บ้านกับคุณพ่อก็คิดเรื่องทำสวนทำน้ำพุ ผมจะคุยเรื่องเทคนิคกับคุณพ่อซึ่งผมนั้นเทคนิคแย่มาก ผมมีแต่ดีไซน์ คุณพ่อจะคอยใส่เทคนิคลงไป ด้านคุณแม่จะคุยกันในเรื่องดนตรี  เที่ยว  เรื่องอาร์ต เป็นที่ปรึกษาใน 2 มุมให้กับชีวิต
ในอนาคตอยากจะมีเวลาให้กับท่านมากขึ้น คุณพ่ออายุ 80 กว่า คุณแม่ก็ 70 กว่า แก่แล้วนะ ในอนาคตอาจจะมีเวลาให้กับท่านมากกว่านี้ ตอนนี้ท่านคงเข้าใจว่างานเรากำลังเยอะจริงๆ ประกอบกับคุณพ่อไม่ค่อยชอบเดินทาง แต่คุณแม่นั้นชอบ ความที่ไม่ค่อยเหมือนกันจึงมักใช้เวลาอยู่ด้วยกันที่บ้านมากกว่า

ไฮคลาส : ได้วางแผนโครงการในอนาคตเกี่ยวกับงานดนตรีและงานเขียนของตัวเองไว้บ้างไหม
ผมคิดว่าอยู่ที่วาระมากกว่า อย่างเพลงตอบไม่ได้ว่ามันจะมากหรือน้อยลง อยู่ที่โอกาสที่เขาจะหยิบยืนมา แต่ผมจะไม่สร้างโอกาสเองเช่นลุกขึ้นมาออกอัลบั้ม มีโอกาสหยิบยื่นมาให้เราก็ทำ ผมไม่อยากจะเอาดีทางด้านบันเทิงนะครับ

ไฮคลาส : จำได้ว่าเมื่อปีก่อนมีเพลงที่คุณแต่งในโอกาสพิเศษคือเพลงแสงส่องไทย
เพลงแสงส่องไทยแต่งขึ้นในวโรกาสฉลองทรงครองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี และก็ได้แต่งเพลงให้คุณแม่และงานโรงเรียนจิตรลดา โดยเพลงแสงส่องไทยนั้นคุณแม่เป็นคนแต่งทำนอง แล้วผมแต่งเนื้อร้องซึ่งยูบีซีก็ขอไปเปิดในวันที่ 5 ธันวาคม หรือเพลงที่แต่งให้โรงเรียนจิตรลดาบ่อยๆ อย่างเพลงครู เพราะเป็นวันเกิดอาจารย์ใหญ่พอดี ผมแต่งให้กับโรงเรียน ทุกวันนี้ก็ภูมิใจมากที่โรงเรียนใช้เพลงนี้ให้นักเรียนปัจจุบันร้องในวันครู ใช้เวลาแต่งแป๊บเดียว อย่างที่ว่าถ้าอะไรที่บันดาลใจเราได้ก็แป๊บเดียวเสร็จออกมา
ถึงวันนี้มีเพลงที่เราแต่งสัก 50 กว่าเพลง ส่วนใหญ่เป็นเพลงสถาบันหรือเพลงที่ใช้ในการโฆษณา ในวงกว้างอาจจะไม่ค่อยได้ยินแต่คนที่อยู่ภายในก็จะรู้กัน โดยเฉพาะเพลงที่เทิดพระเกียรติพระบรมวงศานุวงศ์ เช่น สมเด็จพระเทพฯ หรือ สมเด็จย่า

ไฮคลาส : คุณเรียนช่วงเวลาเดียวกับที่สมเด็จพระเทพฯ ทรงศึกษาที่โรงเรียนจิตรลดา
ทันครับ ได้อยู่ห้องเรียนใกล้ๆ พระองค์ท่านเลย โชคดีที่ยังทันเรียนช่วงเดียวกับที่สมเด็จพระเทพฯ ทูลกระหม่อมจุฬาภรณ์ฯ เป็นนักเรียนจิตรลดา รุ่นของผมเป็นรุ่นถัดจากรุ่นที่ทูลกระหม่อมจุฬาภรณ์ฯ พระองค์ท่านคือรุ่นที่ 5 ผมเป็นรุ่นที่ 6 ของโรงเรียนจิตรลดา

ไฮคลาส : ช่วงชีวิตการเป็นเด็กนักเรียนจิตรลดา
เป็นชีวิตที่มีวินัย มีคุณธรรม มีมุมมองที่หลากหลาย ผมคิดว่าผมเป็นหนี้บุญคุณโรงเรียนนี้มากเลย อาจารย์ทุกท่านเป็นอาจารย์ที่มีคุณธรรมความเป็นครูอย่างสูงมาก ผมจำได้ไม่ลืมเลยคือ ท่านผู้หญิงทัศนีย์ บุณยคุปต์ กับท่านผู้หญิงอังกาบ บุณยัษฐิติ ท่านเป็นอาจารย์ใหญ่ 2 ท่านที่อยู่ในใจของผมตลอด ทุกวันนี้ที่ผมให้ความสำคัญกับ ‘คุณธรรม’ และพยายามเป็นคนที่มีความคิดบวกก็มาจาก 2 ท่านนี้ และครูจิตรลดาทุกท่านที่ปลูกฝังว่าอะไรดีอะไรไม่ดี สมัยที่ผมเรียนก็มีเกเรบ้าง ชวนเพื่อนเล่นไพ่ในห้องสมุด พาเพื่อนหนีไปสยามสแควร์ โดยท่านผู้หญิงทัศนีย์ ให้ยามหน้าวังดักไว้แล้วมานั่งคัดลายมือว่าทำไมเราทำผิด ทำไมเราถึงถูกทำโทษ ก็ทำให้เราคิดได้ว่าเออ…จริงนะ ที่ท่านทำโทษน่ะถูกแล้ว สมัยก่อนยังคิดว่าครูดุจังเลยไม่อยากเจอหน้าครู จะหาวิธีต่างๆ แต่พอจบไปแล้วก็คิดว่าที่ท่านทำนั้นถูกแล้ว

ไฮคลาส : ถ้าให้สอนเด็กนักเรียนสักเทอม
อยากนะ จริงๆ ชอบการเป็นครู แต่ ณ ปัจจุบันที่เราทำงานอยู่ไม่สามารถเป็นครูได้ เพราะการไปสอนต้องเตรียมการสอน เตรียมคำตอบที่เด็กจะถาม เด็กยุคใหม่นี่ก็ไม่ธรรมดานะ มักจะมีความคิดแปลกๆ ตอนนี้ผมยังไม่พร้อมที่จะเป็นครูเต็มที่ อาจจะเป็นอาจารย์พิเศษ นานๆ ไปพูดที ซึ่งโรงเรียนก็เคยเชิญผมไปพูด

ไฮคลาส : ชีวิตในวัยเด็กเฮี้ยวพอสมควร
เฮี้ยวนะ แต่ก็เป็นเด็กกิจกรรม ผมเป็นประธานชมรมดนตรี 2 ปีซ้อนที่จิตรลดา จัดโครงการบ่อยครับ ผมก็ทำกิจกรรมเรื่อยๆ

ไฮคลาส : คุณเป็นคนที่มีภาพถ่ายเยอะมาก อย่างในห้องรับแขกนี่ก็มีหลายภาพที่ดูจะเป็นที่ปลาบปลื้ม อาทิภาพที่คุณได้รับพระกรุณาธิคุณร่วมร้องเพลงกับทูลกระหม่อมจุฬาภรณ์ฯ
ตอนนั้นเคยจัดคอนเสิร์ตกับพระองค์ท่าน ร้องเพลงแสงเทียนคู่กับพระองค์ท่าน และอีกครั้งหนึ่งได้ร้องเพลงร่วมกับทูลกระหม่อมอุบลรัตน์ฯ ด้วย นี่เป็นโอกาสดีๆ บางทีผมอยู่เฉยๆ โอกาสก็เข้ามา ผมจะไม่ปฏิเสธ แต่จะไม่ค่อยวิ่งไปสร้างโอกาสทางบันเทิง เพราะว่าที่ผ่านมาโอกาสจะเข้ามาถึงตัวเราเอง มีอยู่ทุกปี ปีละ 2-3 ครั้ง หรืออย่างโครงการคอนเสิร์ตที่ท่านผู้หญิงวิระยา ชวกุล   ก็ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในคอนเสิร์ตระดมทุน  มีคอนเสิร์ตและอัลบัมของตนเองร้องคู่กับ  นักร้องศิลปินคุณภาพ    ทั้งคุณมาลีวัลย์ เจมีน่า, พี่ปุ๊-อัญชลี จงคดีกิจ, คุณตู่-นันทิดา แก้วบัวสาย  คุณปั่น, คุณวิยะดา โกมารกุล, คุณรัดเกล้า อามระดิษ,  และอีกหลายๆท่านต้องขอบคุณโอกาสดีๆ เหล่านี้ที่เข้ามาในชีวิต และผมก็สนุกกับมันเสมอครับ

ไฮคลาส : นอกเหนือจากความมุ่งมั่นพยายาม ดูเหมือนความสำเร็จในชีวิตคุณจะมีความมหัศจรรย์ดลบันดาลให้ สมกับชื่อดลชัย คำถามสุดท้ายที่อยากรู้มานานแล้ว คือชื่อนี้มีที่มาจากอะไร
คุณทวดตั้งชื่อนี้ให้ครับ ท่านตั้งให้เพราะว่าคุณพ่อชื่อเชิด จึงเป็นชื่อผม โดยนำ ช.ช้าง และ ด.เด็ก สลับกันได้เป็นดลชัย ส่วนแม่ชื่อมาลัยวัลย์ น้องชายก็ชื่อวิแมน มาจากแม่ ว.แหวน สลับกับกับ ม.ม้า

Text : วสิน ทับวงษ์
Photo : สรวิชญ์ หอมสุวรรณ

 

 

profiler01

Related contents:

You may also like...