ประเทศไทยได้ผ่าน ‘จุดต่ำสุด’ แห่งความเสื่อมทางการเมืองไปแล้ว

001

หลายคนบ่นว่า รู้สึกสิ้นหวังกับประเทศไทย แต่มิตรสหายผู้ปราดเปรื่องมากมายจากหลายวงการที่ให้เกียรติแวะเวียนมาเยือนสภากาแฟของดิฉันมิได้ขาดตลอดปี 2556 นี้ ตั้งแต่บ้านหลังใหม่ของเราสร้างเสร็จและมีพื้นที่รับรองเพื่อนๆ ซึ่งได้มาร่วมกันเสนอมุมมองที่น่าสนใจและดีเบตกันหลายแง่มุม แม้จะต่างขั้ว ต่างทัศนะ และต่างที่มา แต่ด้วยจุดยืนเดียวกันคือความปรารถนาดีต่อประเทศชาติ ทำให้ดิฉันเกิดพุทธิปัญญาว่า

การตื่นตัวทางการเมืองของผู้คนทุกฝ่าย ทุกชนชั้นในครั้งนี้ แม้จะอยู่บนความขัดแย้งรุนแรง แต่สภาวะการแสดงออกอย่างถึงพริกถึงขิงของประชาชนในประเทศที่เคยซ่อนทุกอย่างไว้ใต้รอยยิ้ม และกัดฟันพูดคำว่า ‘ไม่เป็นไร’ อยู่เสมอนั้น อาจเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นว่า ประเทศไทยได้ผ่านจุดต่ำสุดแห่งความเสื่อมทางการเมือง แล้ว และกำลังเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคใหม่อย่างช้าๆ หากไม่มีทหารมาเกี่ยวข้อง ไม่มีความรุนแรง และเมื่อมีการเลือกตั้งครั้งใหม่เกิดขึ้น โดยมีพรรคที่สามซึ่งเป็นตัวเลือกใหม่ที่ประชาชนไม่ต้องกัดฟันทนเลือกเพราะเกลียดฝ่ายตรงข้าม ประกอบกับการก่อเกิดขึ้นอย่างเข้มแข็งของการเมืองภาคประชาชน ที่เน้นเรื่องความถูกต้องอย่างแท้จริง โดยไม่จำเป็นต้องอิงกับองค์กร หรือมีทุนขนาดใหญ่สนับสนุนอย่างแต่ก่อน

ประจวบเหมาะกับจังหวะของความล่มสลายในศรัทธา และ ‘ภาวะตะวันตกดิน’ ทางธุรกิจของสื่อกระแสหลัก ทำให้สื่อทางเลือก และสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งเป็นสื่อของมวลชนอย่างแท้จริงก้าวเข้ามารับใช้สังคมแทนที่สื่อหลัก ในฐานะเครื่องมือที่ประชาชนใช้เผยแพร่แลกเปลี่ยนข่าวสารอย่างเสรีและทรงพลังด้วยตนเอง ประดุจแสงสว่างที่จะค่อยๆขับไล่ความสกปรกมืดมนในสังคมให้หมดไป

เมื่อนั้น…อำนาจจะเป็นของประชาชน สิทธิเสรีภาพ และอำนาจในการตรวจสอบ แก้ไขสิ่งผิด และสร้างสรรค์สิ่งดีงามจะเกิดขึ้นโดยพลังประชาชน 

ผู้คนจะทนต่อความเลว ความไม่ถูกต้อง การเอารัดเอาเปรียบได้น้อยลง

การตัดหัวเสียบประจานออนไลน์ จะเกิดขึ้นทุกวันถ้ามีใครทำเลวๆ กับประชาชน

อดทนอีกหน่อย

ไม่ว่านาทีนี้ เหรียญที่ทอย มันจะออกหัวหรือก้อย

แต่ในที่สุด เราจะก้าวผ่านความเลวร้ายไปสู่สิ่งที่ดีขึ้น โดยไม่ต้องพยายามปรองดองหรือสามัคคีรักใคร่กันแบบดัดจริตอย่างที่ผ่านๆมา แต่อยู่ร่วมกันบนพื้นฐานของความถูกต้อง และความเป็นจริง

อย่าเพิ่งสิ้นหวังนะคะ

 

ระยะเวลา 10 ปีหรือ 20 ปี ไม่มากหรอกค่ะ สำหรับการเปลี่ยนแปลงประเทศด้วยกำลังประชาชน ตามวิถีทางที่เราเชื่อ ดิฉันขอแบ่งปันประสบการณ์ส่วนตัว จากการลงมือทำด้วยตัวเอง เผื่อท่านผู้อ่านจะเกิดกำลังใจบ้าง

เมื่อปี 2543 ขณะที่เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และเป็นอาจารย์พิเศษในหลายสถาบันการศึกษา ดิฉันได้เห็นช่องโหว่ที่ระบบการศึกษาไทยไม่เคยอุด ไม่ว่าโดยกระทรวงศึกษาธิการ หรือทบวงมหาวิทยาลัย นั้นคือการให้ความรู้ที่ถูกต้อง ทั้งเชิงกว้างและเชิงลึกในเรื่องอาชีพต่างๆในสังคมไทยและในโลก รวมถึงไม่สอนข้อมูลความรู้ร่วมสมัยที่เยาวชนควรนำไปใช้ประโยชน์ในชีวิตจริง ดิฉันจึงเริ่มต้นทำเว็บไซต์ www.yes-wedo.com เป็นแมกกาซีนออนไลน์รายแรกๆของประเทศไทย ที่ให้ความรู้เกี่ยวกับความจริงของอาชีพต่างๆ และนำเสนอบทความที่ให้สาระความรู้และแรงบันดาลใจให้คนตื่นขึ้นจากการหลับใหลทางความคิด – - – ดิฉันคิดว่า เรากำลังทำการเมืองภาคประชาชน แทนกระทรวงศึกษาธิการ ทบวงมหาวิทยาลัย และกระทรวงแรงงาน

ต่อมาในปี 2546 ดิฉันเห็นว่า ศิลปวัฒนธรรมในประเทศนี้ยังขาดพื้นที่ในการนำเสนอ ประกอบกับเชื่อว่า เราจะยกระดับสติปัญญาของผู้คนในสังคมได้ ด้วยการพัฒนาศิลปวัฒนธรรมอย่างจริงจัง เพราะศิลปะเป็นเครื่องปลดปล่อยอิสรภาพทางความคิด กระตุ้นให้คนเข้าใจในสิทธิเสรีภาพของตัวเองด้วยการแสดงออกทางศิลปะอย่างสร้างสรรค์ และดิฉันเห็นว่า กระทรวงวัฒนธรรม ไม่สนใจที่จะทำเนื้อหาข้อมูลนี้ หรือสร้างสื่อศิลปวัฒนธรรมที่ร่วมสมัยอย่างจริงจัง ดิฉันจึงเปิดเว็บไซต์ www.artbangkok.com ขึ้น จนวันดีคืนดี กระทรวงวัฒนธรรมก็มาให้พวกเราไปทำเว็บทำนองเดียวกันนั้นให้ทางกระทรวงใช้บ้าง   - – - ดิฉันคิดว่า เรากำลังทำการเมืองภาคประชาชน แทนกระทรวงวัฒนธรรม

ปี 2552 ดิฉันเริ่มต้นทำเว็บไซต์ท้องถิ่น www.iamtrang.com เพราะได้เห็นความพร้อมและและความตื่นตัวด้านเทคโนโลยีข่าวสารข้อมูลของพี่น้องประชาชนในบ้านเกิดที่จังหวัดตรัง ซึ่งมองว่า การใช้สื่อส่วนใหญ่มุ่งออกไปสองด้านอย่างชัดเจน คือ ด้านการนำเสนอข่าวสารที่เป็นปากเสียงเพื่อประชาชน และัอีกส่วนหนึ่งนั้นมุ่งเรื่องการท่องเที่ยวและไลฟ์สไตล์ ซึ่งทั้งสองอย่างนั้นดีอยู่แล้ว ทว่ายังขาดในด้านการเผยแพร่องค์ความรู้ ดิฉันจึงสร้างสื่อเพื่อท้องถิ่นออกมาเสริมกำลังเป็นส่วนที่สาม ในบทบาทของผู้นำเสนอองค์ความรู้เกี่ยวกับเมืองตรัง เพื่อให้คนตรังได้รู้เรื่องราวของตัวเอง นอกเหนือจากการได้เปิดหูเปิดตามรับรู้เรื่องราวดีๆจากโลกภายนอก และรับเชิญไปเป็นผู้บรรยายในการประชุมสัมนาที่เชิญหัวหน้าส่วนราชการทั้งจังหวัดตรังมาร่วมฟัง เพื่อสร้างแรงบันดาลใจการร่วมพัฒนาท้องถิ่น  - – - ดิฉันคิดว่า เรากำลังทำการเมืองภาคประชาชน แทน สส./ สว. / สจ. / สท. / อบต. / อบจ. และ ฟหกด ฯลฯ ทั้งหลายในท้องถิ่น

ปี 2554 เราได้เปิดสื่อเพื่อการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมทั้งทางธรรมชาติและทางวัฒนธรรม www.greenscapeasia.com ขึ้น โดยเปิดนิตยสาร Greenscape Asia ร่วมด้วย แต่การดำเนินงานของนิตยสารยังขาดความพร้อม เราจึงมุ่งนำเสนอข้อมูลผ่านทางเว็บไซต์เป็นหลัก และเพื่อประหยัดทรัพยากรกระดาษในการพิมพ์ ปัจจุบันเว็บไซต์นี้มีพันธมิตรเป็นองค์กรระดับโลกอย่าง Greenpeace และ Peta รวมถึุง สำนักงานการท่องเที่ยวของประเทศต่างๆทั่วโลก นอกจากนี้ยังมีนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญจากนานประเทศแสดงเจตจำนงในการร่วมมือช่วยเหลือ - – - ดิฉันคิดว่า เรากำลังทำการเมืองภาคประชาชน แทนกระทรวงทรัพยากรฯ กระทรวงศึกษาฯ กระทรวงแรงงานฯ กระทรวงวิทยาศาสตร์ กระทรวง….ฯลฯ 

 

ทุกวันนี้ ทุกสื่อที่ทำมาไม่ได้ใหญ่โตหรือประสบความสำเร็จทางธุรกิจแต่ประการใด เพราะไม่ได้มีเป้้าหมายทางธุรกิจเลยแม้แต่น้อย หากจะต้องหาเงินบ้าง ก็เป็นไปเพื่อเป็นเรี่ยวแรงให้คนทำงานเดินต่อไปบนเส้นทางที่เราเชื่อและศรัทธาได้เท่านั้น แต่เชื่อไหมว่า เรายังคงมุ่งหน้าทำต่อไปอย่างไม่หยุดนิ่ง … และเชื่อว่า จะไม่มีวันหยุด เพราะเราคงต้องอยู่ในประเทศนี้ทุกวัน ลูกหลานของเราก็เช่นกัน เราไม่อยากอพยพย้ายหนีไปไหน เราอยากอยู่อย่างมีความสุขในบ้านเมืองของเรา อยากเห็นมันดีขึ้นเรื่อยๆ และตลอดไป แม้จะช้าและเหนื่อยแค่ไหน ก็สิ้นหวังไม่ได้เลย…อย่าสิ้นหวังค่ะ ทำในสิ่งที่เชื่อ และทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด … อย่าสิ้นหวังโดยเด็ดขาด

 ผู้เขียน: วรรณศิริ ศรีวราธนบูลย์ บรรณาธิการบริหาร HI-CLASS MEDIA GROUP

editor@hiclassSociety.com

ขอมอบเพลงนี้ให้ทุกคนที่ต่อสู้เพื่อความถูกต้อง และอุดมการณ์ที่บริสุทธิ์

Related contents:

You may also like...