เอกยุทธ อัญชันบุตร ผู้บริหาร โอเรียนเต็ล มาร์ท ประเทศอังกฤษ / นักลงทุนในตลาดหุ้น

จอร์จ ตัน หรือที่รู้จักในนาม เอกยุทธ อัญชันบุตร ผู้เชื่อว่าตนเองคือคู่ปรับหมายเลขหนึ่งของอดีตนายกรัฐมนตรีพลัดถิ่น จับเครื่องบินส่วนตัวจากสิงคโปร์มายังเมืองไทย เปิดใจให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์ทางการเงิน และการเมืองซึ่งประเทศไทยจะต้องเผชิญวิกฤตทั้งจากปัจจัยภายในและที่สำคัญอย่างยิ่งคือแรงกระเพื่อมจากภายนอกอย่างน้อยซึ่งจะกินเวลานานถึง 2 ปี ครั้งนี้เขายืนยันหนักแน่นว่าไม่ใช่การทำนายทายทัก หากแต่เป็นสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นจริงและสิ่งที่เป็นอยู่ในปัจจุบันตรงกับที่เขาเคยเตือนล่วงหน้าในอดีตมาแล้ว

ทั้งนี้ยังฝากบอกผู้มีอำนาจในทางราชการ โดยเสนอการแก้วิกฤตความแตกแยกของผู้คนสองฝ่าย จากวิกฤตการณ์ทางการเมือง ที่ฝ่ายหนึ่งเชื่อ และอีกฝ่ายหนึ่งชังผู้ชายชื่อ ทักษิณ ชินวัตร และผองเพื่อน ว่าการยุติข้อกล่าวหา คือการนำตัวละครสำคัญมาดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรม แต่ในเมื่อเดินทางออกนอกประเทศ เพราะไม่เชื่อมั่นกระบวนการพิจารณาคดี ขอแค่เพียงออกหมายจับ คนอย่างเอกยุทธจะพากลับมาพิสูจน์การกระทำในอดีตให้ประจักษ์

ไฮคลาส : อัพเดทสักนิดว่าตอนนี้คุณทำอะไรอยู่บ้าง
ผมก็เหมือนเดิมครับ ยังอยู่อังกฤษ ทำธุรกิจโอเรียนเต็ล มาร์ท เรากำลังอัพเกรดตึก อีกประมาณปีครึ่งถึงสองปีถึงจะเสร็จ จาก 200,000 ตารางฟุตจะขยายใหญ่ขึ้นเป็นประมาณ 500,000-600,000 ตารางฟุต ส่วนอื่นก็เช่นเดิม ยังอยู่ในตลาดทุนไม่มีเปลี่ยนแปลงยี่สิบกว่าปี (หัวเราะ)

ไฮคลาส : พูดถึงตลาดทุน มองสถานการณ์ในประเทศอย่างไร
ถ้าจำกันได้ผมเคยพูดเรื่องนี้มาแล้วว่า สถานการณ์ทั่วโลกประมาณ 10 ปีก็วนมารอบหนึ่ง เหตุการณ์เมื่อครั้งปี 1987 เรียกว่า “Black Monday” แล้วก็มาเป็น “ต้มยำกุ้ง Disease” ปี 1997 สมัยพล.อ.ชวลิต เป็นนายกฯ เมื่อ 3-4 ปีที่แล้ว เราเริ่มออกมาเตือนรัฐบาลว่าน่าจะเกิดอีกรอบในปี 2007 สาเหตุจากอะไร ผมตอบไม่ได้ แต่มันเป็นรอบทางเศรษฐกิจว่า 2-3 ปีเจ๊ง อีก 2 ปีสร้าง ถัดมา 2-3 ปีคือช่วงบูม มันเป็นรอบเช่นนี้มาโดยตลอด
ยุคทักษิณที่รุ่ง ไม่ใช่เพราะเขาเก่ง เป็นอัศวินขี่ม้าขาวอย่างที่เขาพูดกัน แต่บังเอิญเป็นรอบของเศรษฐกิจโลกในช่วงบูมที่สุด ระหว่างปี 2544-2546 วิกฤตเศรษฐกิจครั้งที่แล้วมาเมื่อปี 2540 สมัยพล.อ.ชวลิต ถ้าจำกันได้ แล้วก็เจ๊งกันระเนระนาด 2 ปีก็เงียบไป 2543 ทักษิณเริ่มกลับเข้ามาการเมือง เศรษฐกิจเริ่มกระเตื้อง พอปี 2544-2545-2546 กลับมาเป็นช่วงบูมอีก เช่นกันกลับมารอบนี้เริ่มตั้งแต่ปีที่แล้ว 2550 เริ่มจากปัญหาซับไพรม์ที่อเมริกา และผมก็พูดเตือนแล้วด้วยว่าอาจจะเกิดจากปัญหาค่าเงินหรือปัญหาราคาน้ำมัน ซึ่งเราเคยให้สัมภาษณ์ไปแล้วว่า น้ำมันจะมีราคาถึง 100 เหรียญ เคยโดนโจมตีว่าเป็นไปไม่ได้ เพราะในขณะที่พูดนั้นราคา 30 กว่าเหรียญ แต่ที่สุดก็เป็นไปตามที่เราประเมินไว้ ฉะนั้นแล้วเศรษฐกิจรอบนี้ต่อให้เก่งอย่างไรไปไม่รอดแน่นอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเมืองเมืองไทยนั้นความขัดแย้งยังสูง หากเร็วที่สุดน่าจะกลับมาดีขึ้นบ้างประมาณปี 2553 ปลายๆ ปีเลยคืออีก 2 ปีข้างหน้า

ไฮคลาส : นักลงทุนรายย่อยในตลาดหุ้นต้องปรับตัวอย่างไร
นักลงทุนในตลาดหุ้น ผมแนะนำถือเงินสดไปเลย หรือถ้าคันมือคันไม้มากๆก็เล่น TFEX (Thailand Futures Exchange) ปลอดภัยที่สุดเพราะตลาดเป็นขาลง ถ้าซื้อหุ้นก็ต้องรอหุ้นขึ้นอย่างเดียวถึงจะได้เงิน หุ้นนั้นเล่นขาเดียวและถ้าเป็นขาใหญ่เขาขายล่วงหน้าได้ แต่รายย่อยยืมหุ้นมาขายล่วงหน้าไม่ค่อยจะได้
ผมแนะนำให้เล่น TFEX เพราะว่าเทรนด์มันชัด และมีช่องทางให้เล่นแทบทุกวัน ประเภท 3 จุด 5 จุด จุดละ 1,000 บาท เราก็ได้ 3,000 บาท 5,000 บาท ก็ดีกว่าไปเสี่ยงในตลาดหุ้น ซึ่งโอกาสขึ้นมันน้อย แต่ผมไม่แนะนำให้ไปเล่นในตลาดทองคำเพราะต้องมีประสบการณ์
ทองบ้านเรามันไม่เหมือนต่างประเทศ ถ้าเราจะเล่นซื้อทองขายทองจริงๆ มันก็ยังมีส่วนต่างของค่าใช้จ่าย และทองคำไม่มีดอกมีผล สำหรับเรานักลงทุนแล้ว เล่นทองเหมาะสำหรับเก็งกำไรช่วงสั้น แต่ถ้าเป็นประชาชนซื้อมาแล้วขายกำไรบาทละ 100 ราคาสูงเต็มที่ก็ 300 ไม่คุ้ม! เพราะว่าเวลาลงนั้นลงแรงมาก การลงทุนในทองคำหรือหุ้นก็เสี่ยงพอกัน มันไม่ใช่ Safe Heaven อย่างที่เขาพูดกัน ผมเห็นคนล้มละลายเพราะทองมาเยอะ ตลาดเงินมันมีโปรดักส์ใหม่อีกเยอะทั่วโลก ฉะนั้นทองเป็นแค่ทางเลือกเดียวที่ไม่ใช่ทางเลือกใหญ่

ไฮคลาส : มองระดับความตกต่ำทางเศรษฐกิจในขณะนี้อย่างไร
เราตกเลยระยะกลางลงมาแล้ว ผมมองถัวเฉลี่ยว่าตลาดโดยปกติในวิกฤต ดูจากประวัติศาสตร์และความเป็นไปได้ สมมติหุ้นขึ้นมาจากราคา 300-400 จุด ถึง 900 จุด ก็หารครึ่งไปเลยจาก 900 จุด จุดที่ปลอดภัยสักหน่อยสำหรับประเทศไทยคือประมาณสัก 460 – 520 จุด เรียกว่าค่อนข้างที่จะหยุดนิ่ง ถึงลงอีกก็คงไม่เยอะแล้ว ใครรอซื้อช่วงนี้ค่อนข้างปลอดภัย

ไฮคลาส : ในกลุ่ม Value Investor มองว่าระยะนี้เป็นช่วงเวลาดีที่สุดสำหรับการเก็บหุ้นดีราคาถูกถือยาว
ถ้ามองว่าถือยาว 5 ปี 7 ปี ได้ ทำไมจะต้องไปรีบซื้อ เพราะว่าในเมื่อตลาดยังเป็นตลาดขาลงอยู่ ถ้าใครอยากซื้อตอนนี้ ก็ซื้อไปบ้างแต่อย่าซื้อเยอะ เพราะผมยังเชื่อว่าลงอีก
การลงทุน 5 ปีกับยุคนี้ มันยาวเกินไป เศรษฐกิจโลกรอบหนึ่ง จะเจ๊งประมาณ 2 ปี เริ่มดีขึ้นนิดหน่อยอีกปีหรือ 2 ปี แล้วจะเริ่มดีจริงๆ ก็คือปีที่ 5 ในเมื่อเรารู้ว่าดีจริงก็ไปรอซื้อปีที่ 3 ก็ได้ อีก 2 ปีค่อยซื้อก็ยังทัน แก้วเพิ่งเริ่มร้าว ยังแตกไม่หมด กว่าจะแตกหมดอย่างช้าที่สุดก็คงประมาณกลางปีหน้า จะเห็นว่าเจ๊งหมดแล้ว ตอนนี้ทุกคนยังโกหกตัวเอง
กองทุนอย่าลืมนะครับ ว่ารายต่อไปที่จะล้มคือธนาคารแถบยุโรป ยกเว้นธนาคารใหญ่ๆ เช่น ธนาคารดอยซ์แบงค์ (DEUTSCHE BANK) พวกนี้เขาคงไม่ให้ล้ม หรือธนาคารสวิส (SWISS BANK) เพราะมีชื่อของประเทศอยู่ แต่ถ้าธนาคารระดับเล็กขนาดเดียวกัน และชื่อไม่เกี่ยวพันกับประเทศ เขาคงต้องปล่อยให้ล้ม และเวลาที่จะเกิดมันคงใกล้แล้ว
ยุคนี้มีเงินนอกระบบ ที่ภาษานักการเงินคือ Hedge Fund ซึ่งไม่รู้ว่ามีกี่พันกองทุนอยู่ในโลก คิดดูสิว่าหุ้นตกลงมาขนาดนี้มีใครเหลือบ้าง เจ๊งหมด! ผมการันตรีโดยเฉพาะเมืองไทย ที่ออกมาซื้อหุ้น 90% เจ๊งหมด ยอมรับความจริงกันหรือเปล่าเท่านั้นเอง เหตุผลที่ผมบอกว่าว่าเจ๊ง เพราะกองทุนถูกต้องตามกฎหมายหรือกองทุนใหญ่ๆ จะมีวิธีการลงทุนเหมือนกัน คือว่าดูหุ้นจะซื้อได้ต้อง P/E ratio กี่เท่า กำไรกี่ตังค์ มีกฎเกณฑ์มาเลย Average 3 ปีดีไหม Market Cap เท่าไหร่ ต่ำกว่า 200 ล้านเหรียญไม่ซื้อ หุ้นตกมาเท่านี้ซื้อ เมื่อขาดทุน 15% ต้อง cut loss อะไรอย่างนี้ ด้วยกฎเกณฑ์เดียวกันหมด เวลาซื้อก็เหมือนกันคือ ซื้อ PTT  PTTEP BANPU  BBL KBANK ฯลฯ มันจะรอดได้อย่างไร
การลงทุนของผมกับของเขานั้นต่างกัน เราจะไม่มีเอฟเฟคต์ในตลาดมากสำหรับกองทุนของผม เพราะว่าเราไม่เล่นแบบเขา ถ้าเล่นแบบเขาเราก็เจ๊งแบบเขา
มาดูตอนนี้สิ วอเรน บัฟเฟตต์ ใส่ลงไปแล้วประมาณ 10,000 ล้าน สัปดาห์ก่อนเอาไปซื้อโกลแมนแซคส์ ใส่ไป 5,000 ล้าน ถัดมาซื้อจีอี ไปอีก 2,000-3,000 พันล้าน ผมว่าเขาเก่งนะ แต่อย่าลืมว่ายุค 40 ปีที่แล้วมันไม่ใช่อย่างนี้ มันไม่มี Hedge Fund หรือเอาแค่ 10 ปีที่แล้ว Hedge Fund ก็ยังมีน้อยมาก
กองทุนเล็กๆ Hedge Fund คนหนึ่ง 100-200 ล้านก็คุยใหญ่คุยโตแล้ว เดี๋ยวนี้ Hedge Fund บางกองทุน 5,000 ล้าน 10,000 ล้าน เพื่อนผมเพิ่งขึ้นมานะ เด็กยุคใหม่เป็นฝรั่ง มันบริหารกัน 30,000-40,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เจอกันที่การแข่งฟอร์มูลล่าร์วันที่สิงคโปร์เมื่อสัปดาห์ มานั่งคุยโจ๊กกันว่า “เอ็ง 30 เอ็ง 40 50 ล้านดอลลาร์” ผมเลยโจ๊กกลับคืนไป “เฮ้ย…แล้วเอ็งเหลือเท่าไหร่ (หัวเราะ)” ทุกคนหุบปากหมดบอกว่า “ตกงานไปแล้วครึ่งหนึ่ง”
กองทุนผมแตกต่างตรงที่เราจะไม่ซื้อเหมือนเขา และไม่ซื้อตอนที่ใครๆ เขาซื้อกัน อย่างผมซื้อหุ้นบ้านปู ผมซื้อเมื่อตอน 80-100 กว่าบาทผมชวนเพื่อนๆ เล่น ทุกคน เรามองไม่ได้มองเฉพาะแค่บริษัท แต่เรามองอนาคตของบริษัทว่าช่วงนั้นน้ำมันมันเริ่มขึ้น ถ่านหินอย่างไรมันต้องขึ้น เพราะเป็นทางเลือกที่ใช้แทนกันได้ แล้วในที่สุดผมขายได้ 500 บาท เมื่อต้นปีนี้ นี่เป็นวิธีการลงทุนที่ต่างจากเขา คือลงทุนในหุ้นที่ Market cap ไม่ใหญ่มาก ดูโครงสร้างผู้ถือหุ้น วิธีการของเราไม่ต่างจากโจรสลัดในตลาดหุ้น คือเราขี่หุ้น เราถนัดแบบนั้นสำหรับตลาดเมืองไทยนะครับ แต่ถ้าตลาดเมืองนอกเราข้ามไปเล่นตัวอื่นเยอะ
ผมมักจะเล่นหุ้นใหญ่ โต๊ะใหญ่ เล่นแต่หุ้นที่มีเจ้าของดี ส่วนหุ้นที่ไม่มีเจ้ามือบางทีเล่นยาก เราเล่นได้ก็จริง แต่เล่นได้สั้น อย่างบ้านปู แอดวานซ์ฯ ชินคอร์ป แต่เดี๋ยวนี้ชินคอร์ปหมดเสน่ห์ไปแล้ว แล้วก็มี KBANK  SCB พวกนี้เล่นได้ หรืออย่าง ปตท. แต่เดี๋ยวนี้เสน่ห์ไม่แรง เพราะการเมืองเข้าไปยุ่งมากเกินไป ส่วนพวกหุ้นเล็ก เช่นตระกูล M ก็เล่นบ้าง แบบฉาบฉวย ได้ค่าไวน์ เล่นพวกนี้ไม่ได้เยอะหรอก เพราะเจ้ามือตังค์น้อย คุณจะได้อะไรของเขาล่ะ เข้าไปทีหนึ่ง 20-30 ล้านหุ้นมันก็หนีคุณแล้ว มันมีแต่จะจับคุณไปขัง ไม่คุ้ม จะไปเอาที 50 ล้าน 100 ล้านต่อวันต่อเดือน…ยาก
เดี๋ยวนี้มีเด็กรุ่นใหม่ที่กลุ่มนักปั่นหุ้นบางตระกูลเขาปั้นขึ้นมา เรียกว่าคลื่นลูกใหม่ แต่สำหรับเรารุ่นพี่ก็บอกว่า พวกนี้ยังไม่เคยเห็นโลงยังไม่หลั่งน้ำตา วิธีการและสไตล์การเล่นหุ้น ถ้าเป็นนักลงทุนที่มีประสบการณ์จริงเขาจะไม่พูดกัน พวกนี้เขาโม้เกินไป เข้าตัวนั้น 3 ล้าน โถ…หุ้นตัวละบาทเดียวซื้อ 5 ล้าน มาพูด เจ้ามือใหญ่เขานั่งหัวเราะ เขาซื้อกันทีเป็นพันล้านยังไม่เคยโม้ใคร แต่ก็โอเคนะครับ เด็กพวกนี้ก็ถือเป็นสีสันของตลาด เขาเกิดมาจากมาร์เก็ตติ้งไม่ใช่นักลงทุน ในตลาดเรา จะมีพวก Front run เยอะ ก็คือมีเจ้ามือหรือมีเจ้าของหุ้นสั่งซื้อสั่งขายแล้ว มาร์เก็ตติ้งไป Front run เขา พอได้ตังค์มาคิดว่าตัวเองเก่ง ไม่ใช่มีมือตนเองหรอก เช่น สมมติผมสั่งซื้อหุ้น…ไอ้หนึ่ง ไอ้สอง ไอ้สาม ไอ้สี่ ไอ้ห้า หรืออะไรก็แล้วแต่ ซื้อสิบล้านหุ้น ราคานี้ เพื่อไล่ราคา ไอ้พวกนี้พอเห็นก็ไปซื้อไว้ก่อน เราเรียกว่า Front run พอถึงเวลาที่รายใหญ่สั่งซื้อ มันก็ไปวางขายเพื่อกินเจ้ามือ อย่างนี้เขาไม่เรียกว่า ‘ขี่เจ้ามือ’ แต่เรียกว่า ‘โกงเจ้ามือ’ มีคนประเภทนี้เยอะในตลาด เป็นถึงประธานบริษัทหลักทรัพย์ก็มีหลายคน เราก็รู้อยู่แต่ไม่เอ่ยชื่อเขา ในวงการเรารู้กันอยู่
ในวงการหุ้น ถ้าเจ้ามือขาใหญ่ คนที่เก่งจริงๆ ในเมืองไทยมีน้อย ผมให้ไม่เกิน 2-3 คน พวกเด็กที่เพิ่งเกิดขึ้นมาประเภทปล้นรายวัน ด้วยการปั่นหุ้นนั้นผมเกลียดมาก (เน้นเสียง) ถ้าเป็นของเจ้ามือรายใหญ่บางคน เขาจะไม่ทำแบบนั้น คุณจะซื้อ 10-20 ล้านก็ออกได้ ไม่ใช่ลากแบบน่าเกลียดแล้วเอาคนไปขังยาวแบบพวกหุ้นปั่นปล้นรายวัน ซึ่งส่วนใหญ่รายย่อยเข้าไปก็ถูกกิน เพราะรายย่อยนั้นเวลาเอา ได้แค่ 2-3 ช่อง เวลาเสีย 20 ช่องไม่ขาย
เรามันเป็นแบบผีเห็นโลง ก็รู้กันอยู่แล้ว เมื่อเล่นหุ้น หุ้นไม่ขึ้นจะขายอย่างไรแล้วขายใคร พวก Front run ที่มาบอกว่าเป็นเซียนหุ้น เล่นหุ้นตอนนี้เซียนที่ไหนก็มันไม่มี Volume ให้คุณเล่น แต่เรื่องราวของเด็กพวกนี้ก็เป็นสีสันที่นักข่าวชอบ วันๆ ก็โม้ไปว่าขี่เฟอร์รารี่ ออกไปโม้ว่าร่ำรวย โธ่เอ๊ย… เสี่ยสองเขามีเป็นหมื่นล้าน กลับมารอบนี้ยังนั่งรถตู้อยู่เลย หมอยงขี่บีเอ็มเก่าๆ คันละสี่ห้าแสน แต่นั่นแหละของจริง นานๆ เจอกันที คุยกันว่า เฮ้ย! นั่นไงเศรษฐีรถใหม่ ขี่เฟอร์รารี่ ขี่ลัมโบร์กินี่ ทุกคนหัวเราะกันแบบตลก มันมีเงินกี่ตังค์วะ คนที่เป็นเศรษฐีของจริงเขายังขี่รถสี่ห้าแสนอยู่เลย (หัวเราะ)

ไฮคลาส : มองผลกระทบต่อปัญหาเศรษฐกิจของประเทศโดยรวม
เกิดวิกฤตการณ์มาปีกว่าแล้ว แต่เราไม่เตรียมรับมือเลยในขณะที่เศรษฐกิจและทั่วโลกเขาเตรียมการ เราเสียเปรียบ และปัญหาใหญ่คือเราทะเลาะกันอยู่ในทางการเมือง ฉะนั้นโอกาสพังมันมีเยอะ
ผมพูดมาตั้งแต่สมัยหม่อมอุ๋ย แต่ก็ไม่เกิดอะไรขึ้นมา ผมจึงเรียกว่า ‘หม่อมอุ๋ยแสนศพ’ มาตรการ 30% คนตายกันเป็นแสน แต่รวยไม่กี่คน จนกระทั่งรัฐบาลสุรยุทธ์ ผมก็เข้าไปพูดว่า ไม่ถูกต้องที่ไปกังวลเรื่องค่าเงินบาทที่จะแข็ง
ผมแนะว่าช่วงนั้น 1 ดอลลาร์ 30 บาท เอาเงินออกนอกเลย ตั้งกองทุนของรัฐบาลลงทุนเลย เขาถามว่ามันเสี่ยงไหม ผมก็ตอบว่ามันเสี่ยงตรงไหน คุณจะซื้อหุ้นก็อย่าไปซื้อแบบที่รัฐบาลทักษิณทำ ไม่ใช่กองทุนวายุภักษ์ ไปซื้อสิงคโปร์ดอลลาร์หรือไปที่อังกฤษ ออกไปสัก 20,000-30,000 ล้านเหรียญ หรือสัก 30% ที่เรามีอยู่ เขาถามว่า “ออกไปแล้วทำอย่างไร” ผมตอบว่าพอเงินบาทอ่อนลงก็นำกลับมาประเทศ กู้วิกฤตในตลาดได้เลย วิกฤตการณ์มันง่าย เงินเข้ามา 1,000 ล้านเหรียญ เอาออกสัก 500-600 ถ้าเข้ามา 2,000 ล้านเหรียญเอาออกสัก 1,000 ล้านเหรียญ ง่ายๆ คิดไม่เป็น ตกลงเจ๊งไป 400,000 กว่าล้านเหรียญสำหรับการเอาไปปกป้องค่าเงินบาท แต่ถ้าเชื่อผม เอาออกไปแค่ 30,000 ล้านเหรียญ วันนี้คุณกำไร 4 บาท 4×3 =12 เท่ากับ 120,000 ล้านบาท จากลบกลายเป็นบวก ทำไมโง่ขนาดนั้นถามหน่อยสิ บอกว่าเป็นดอกเตอร์ จบเศรษฐศาสตร์ เป็นรัฐมนตรี แต่โง่! โง่แบบให้อภัยไม่ได้นะ เพราะผมถือว่าผู้เสียภาษีเป็นผู้เสียหาย เป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดมาก ทุกวันนี้เขายังมาคุยกับผมว่า “ถ้าเชื่อคุณก็ดีแล้ว” อืม ก็เจ๊งแล้วไง ไป-กลับ 500,000 ล้านบาท นี่ไงคือช่องว่างของบรรดาผู้ที่มีอำนาจทางการเงินในรัฐบาล หากินส่วนต่าง เขาอาจจะได้หลักร้อย หลักพัน หรือหลักหมื่นล้าน แต่ประเทศชาติเสียไปทีละ 500,000 ล้าน และผลกระทบทางเศรษฐกิจเมื่อมันเกิดตรงนี้แล้ว ปีนี้ดอกเบี้ยเริ่มขึ้นเพราะเงินเริ่มตึง ปีหน้าจะส่งผลมาที่อสังหาริมทรัพย์
วันนี้ทุกคนพยายามโกหกตัวเองว่าไม่มีปัญหา แต่ผมให้อีกประมาณ 6-9 เดือน จะเป็นรอบสุดท้ายของตลาด จะได้เห็นอสังหาริมทรัพย์เจ๊งหมด การก่อสร้างวัสดุจะขายยาก คนผ่อนบ้านไม่ไหวเพราะดอกเบี้ยขึ้น คนที่ซื้อเก็งกำไรถ้าถือไหวก็รอดไป ใครถือไม่ไหวก็โดนธนาคารยึด มาเจอปัญหาแบบที่อเมริกา

ไฮคลาส : ไทยเราก็ผ่านเหตุการณ์แบบนี้มาแล้ว
ผ่านแล้วจำไหมครับ อเมริกาก็ผ่านมาก่อนเรา ยุโรปก็เช่นกัน มันเป็นสิ่งที่คลื่นลูกใหม่ต้องเจอ เด็กรุ่นใหม่ไม่เคยเห็นโลงไม่รู้หรอกว่าเวลาเจ๊งมันเป็นอย่างไร กระทั่งคนที่เคยเจ๊งมาแล้ว บางทียังกลับตัวไม่ทัน ด้วยความที่ไม่เชื่อ  จะสังเกตว่าคนไทย เศรษฐีไทย นักธุรกิจไทย จะติดยึดสไตล์ของการทำธุรกิจแบบเอเชีย ไม่ยอมตัดชิ้นส่วนเพื่อรักษาส่วนใหญ่ไว้ เจ้าของโรงงาน เจ้าของบริษัทไทยเราไม่ยอมขายธุรกิจที่ขาดทุน ที่สุดแล้วก็ เจ๊งคามือ นี่คือปัญหาใหญ่ของนักธุรกิจไทย
รอบนี้จะเกิดวิกฤตเยอะ ระดับล่างพวก SMEs ไม่รอดแน่ เพราะรัฐบาลไม่ต่อเนื่องเลยตลอด 3 ปี เมื่อปัญหาวิกฤตเกิดขึ้นมาจะหาคนช่วยไม่ได้ และสำหรับรัฐบาลนี้ ผมว่าไม่เกิน 3 เดือน อาจเกิดคดียุบพรรค จะเกิดการเลือกตั้งใหม่ภายในปีหน้า รัฐบาลนี้แค่โรงรับจำนำ 4 เดือน วัน 15 ต้องต่อดอก
การทำธุรกิจสำหรับผมคือการลงทุน แล้วจะไปลงทุนทำไม ในเมื่อเห็นๆ อยู่ อย่างไรรัฐบาลนี้ก็อยู่ไม่ได้ และรัฐบาลหน้าก็เห็นอยู่แล้วว่าพวกเขาเหมือนเดิม เปลี่ยนหน้าเข้ามา ประเทศไทยจะอย่างไรก็ไม่รอด 2 ปีนี้ คนที่ปรับตัวไม่ได้มีเยอะ และเดือดร้อนแน่ แต่เสียงเราไม่ดังพอ ถ้าเราพูดได้ เขาให้ออกทีวีได้ เราเตือนได้เยอะกว่านี้ ไอ้คนที่มาพูดในทีวีตอนนี้ มันโกหกทั้งนั้น
คุณดูสิเมืองไทย ในด้านเศรษฐกิจ โอฬาร ไชยประวัติ เป็นรองนายกฯ โถ…อยู่ธนาคารไทยพาณิชย์ดูแลทรัพย์ ดูแลค่าเงินไม่เป็นเลย ยังเจ๊งเป็นแสนล้าน นี่เราพูดเรื่องจริง ไม่ว่าจะเอาคนอย่าง ทนง พิทยะ หรือใครก็ตาม พวกนี้เห็นมาแล้วว่าทำให้ประเทศชาติเสียหายมาแล้ว
จากรองนายกฯ มาดูรัฐมนตรีคลัง หนักเข้าอีก พวกปากพาจน ทะเลาะกับธนาคารแห่งประเทศไทย สถานการณ์เช่นนี้ความคิดเห็นที่ไม่ตรงกันมันน่าจะจูนน์กัน ไม่ใช่ออกมาปากพูดอย่างหนึ่งแต่ธนาคารแห่งประเทศไทยพูดอีกอย่างหนึ่ง ซี่งไม่เป็นผลดีต่อภาพรวม นโยบายบ่อปลาบ่อน้ำมันไม่ใช่หรอก ผมว่าเป็นนโยบายหลุมฝังศพมากกว่า ด้วยเงินของคนทั้งชาติ เงินของผู้ที่เสียภาษี…โอเคเราเห็นใจคนที่รายได้น้อย แต่ผมถามหน่อยว่า ผมเสียภาษีช่วยไปแล้ว ทำไมไม่จบไม่สิ้น ช่วยได้จริงหรือเปล่า ส่งเงินไป มันก็แบ่งกันอยู่ในหมู่ เป็นเงินหาเสียง นโยบายแบบนี้ไม่ได้ช่วยประเทศชาติ
รัฐมนตรีพาณิชย์ ไชยา สะสมทรัพย์ ปัดโธ่…พาณิชย์เขาต้องไปหาตลาด แล้วคุณเอาไชยามานั่ง รัฐมนตรีอุตสาหกรรม ประชา พรหมนอก ตำรวจจับโจรอยู่ เอามาทำอุตสาหกรรม ผมว่าโรงเรียนตำรวจเขาไม่ได้สอนมา และเขาก็ไม่ได้เก่งขนาดนั้น เหมือนกับเอาพลเอกมาเป็นนายกฯ จปร.คงไม่ได้สอนมาขนาดนั้น ก็ไอ้ประเภทที่…บอกได้ว่าเมืองไทยก็เป็นได้แค่นี้ มีปัญญาคิดได้แค่นี้ รัฐมนตรีคมนาคม สันติ จะคิดอะไรได้มาก เป็นผู้รับเหมาเก่า มันก็ยังเป็นแค่ผู้รับเหมาที่คิดได้แค่นั้น
ปัญหาหลักของประเทศไทยคือโครงสร้างของผู้มีอำนาจไม่เปลี่ยน แค่ขยับจากโครงสร้างเก่าที่นักการเมืองเป็นครู กับ ทนาย มาตอนนี้เป็นพวกผู้รับเหมา กับพวกปั่นหุ้น สังคมจึงเปลี่ยนไปตามคนที่มีอำนาจ เมื่อผู้รับเหมาเป็นใหญ่กัน จะเห็นได้ว่างบประมาณที่ออกมาหรือแนวคิดทางด้านเศรษฐกิจออกมาจะเป็นการก่อสร้างที่ใหญ่ๆ คิดออกนอกกรอบนี้ก็ตายหมดเพราะว่าไม่มีปัญญา
เมื่อธนาคารไม่ปล่อยกู้ เกิดปัญหาสภาพคล่อง ตามมาด้วยตลาดต่างประเทศจะหนักขึ้นภายในปีสองปีข้างหน้า เนื่องจากตลาดสหรัฐเจ๊งกำลังซื้อน้อย และจะเกิดกระทบมาที่จีน เพราะจีนตลาดใหญ่อยู่ที่อเมริกาเหมือนกัน เขาผลิตของได้ถูกกว่าเราเยอะแยะ โปรดักส์เขาก็เยอะกว่า แล้ว SMEs บ้านเราจะอยู่ได้อย่างไร
รัฐบาลเคยคิดไหมว่าจะต้องไปหาตลาดใหม่ ว่าจะไปตะวันออกกลางไหม อินเดีย หรืออเมริกาใต้ เพราะคิดเน้นแต่ญี่ปุ่น อเมริกา ยุโรป ซึ่งเป็นตลาดเก่า การแข่งขันมันสูง และโดนจีนทุ่มราคา และความเร็วของเขาเยอะกว่าเรามาก เราเสียเปรียบทั้งค่าแรง เทคโนโลยี ราคา รัฐบาลเราก็ไม่เก่งเท่ารัฐบาลจีน ที่ยังมีการช่วยเหลือ ปัญหานี้ใหญ่แน่นอน
ตลาดตะวันออกกลางยังไปได้ อยู่ที่โปรดักส์ และการตลาดต้องดี แต่เมื่อรัฐมนตรีพาณิชย์เป็นไชยาแล้ว คุณจะทำอย่างไร ผมกลไกของเรื่องนี้มันจะขับเคลื่อนได้ ต้องมีการเมืองที่แข็งแกร่ง มีวิสัยทัศน์ออกมา ผมยังไม่เคยเห็นรัฐมนตรีคนไหนออกทำการตลาดต่างประเทศเลย ทุกคนก็นั่งอยู่ที่กระทรวงใช้งบประมาณอย่างเดียว

ไฮคลาส : หากคุณมีอำนาจที่พูดและเปลี่ยนแปลง
เราจะเปิดกว้าง และมีองค์กรควบคุม ไม่ว่าโทรศัพท์ อาหาร ผลิตภัณฑ์ ถ้าเรามีคนที่เก่งและดีพอซึ่งไม่ได้มีผลประโยชน์ทับซ้อนอยู่ เดี๋ยวนี้เอาใครมาเป็นกรรมการต่างๆ เอาประธานซีพีบ้าง เสี่ยเจริญ ฯลฯ เอาแต่ละคนก็พวกที่คุมเศรษฐกิจของประเทศ แล้วใครจะยอมฆ่าตัวเอง กรรมการในหน่วยงานรัฐมันก็ไอ้คนหน้าเก่าๆ คนพวกนี้ไม่เวิร์ค มันสะสมมาจากการเป็นข้าราชการ โตมาจากการวิ่งเต้น ไม่ได้โตจากฝีมือ แล้วจะเจริญได้อย่างไร

ไฮคลาส : เมื่อไม่มีทางออกแล้วใครจะนำทางออกมาให้ พันธมิตรหรือ?
การเมืองใหม่ไง (หัวเราะ) ผมมองว่าเราอยากเห็นการเมืองใหม่ๆ นะ 25 ปีที่แล้วผมให้สัมภาษณ์ไฮคลาสครั้งแรก ผมพูดถึงพวกนี้ทุกคนไม่เชื่อ เราอยากเห็นคนหนุ่มคนรุ่นใหม่ขึ้นมา เพราะพวกนี้จะมีวิสัยทัศน์และอุดมการณ์แรงกล้า ข้อดีคนคือรุ่นใหม่จะไม่มีแผล ไม่เคยติดบุญคุณใคร ถ้าเอาคนอายุ 50-60 พวกนี้ติดบุญคุณกันแทบทั้งนั้น ลองไปดูสิว่าไอ้นี่เคยฝากลูก ไอ้นั่นเคยฝากนี่ เสร็จแล้วก็มีการขอกัน นี่คือสังคมไทย
มุมมองการเมืองใหม่ของผมในสังคม ณ วันนี้ กับการเมืองใหม่ของพันธมิตร ต่างกันเยอะ คนจะมาเสนอเรื่องการเมืองใหม่แต่ยังทำผิดกฎหมายอยู่ ตัวเองยังละเมิดเลย อ้างว่ามีสิทธิในการประท้วง เป็นประชาธิปไตย โอเค…ฟังดูเหมือนดีนะ คุณไปยึดทำเนียบด้วยคนพันคน…หมื่นคน ต่อให้แสนคนด้วย แล้ว 62 ล้านคนไปอยู่ไหนล่ะ แล้วมาอ้างประชามติ ไอ้ประชามติโห่ฮิ้ว กันอยู่ไม่กี่พันคน ก็รู้ๆ กันอยู่ว่ามาจากสันติอโศก ตอนนี้โดนข้อหากบฏกันหมด การเอาคนที่โดนข้อหากบฏมานำเสนอการเมืองใหม่ ผมว่าเลอะเทอะ ยิ่งกว่าตลกรุ่นเก่า ทุเรศ! การเมืองมาเสนอแต่ละแบบจาก 70/30 มาลดราคาเป็น 50/50 การเมืองของพวกนี้ลดราคาได้ ?
ปัญหาบ้านเรามันมีทางออกน้อยมาก ทางออกที่ดีที่สุดก็คือ ผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองต้องเสียสละ ถ้าต้องการให้มีความเปลี่ยนแปลง ยอมให้ประชาชนมีอำนาจ การยอมรับบางอย่างก็จะน้อยลง มันอยู่ที่เราจะเอาอย่างไร อีกทางหนึ่งก็คือ ปฏิวัติโดยประชาชน สิ่งที่มันทำๆ กันอยู่นี่แหละคือการปฏิวัติ การเคลื่อนพลมายึดอำนาจรัฐ ยึดทำเนียบ ยึดโน่นยึดนี่ นี่คือการปฏิวัติครับ! ถ้าการปฏิวัติเกิดขึ้นไม่ได้จากสองชนชั้น มีอีกวิธีการหนึ่ง คือหาอัศวินม้าขาวมาทุบโต๊ะ อันนั้นมันน่าทำนะ

ไฮคลาส : คุณสมบัติของอัศวินขี่ม้าขาวต้องเป็นอย่างไร
อัศวินขี่ม้าขาว ต้องเป็นแบบจอมพลสฤษดิ์ ถ้าเป็นวีรบุรุษข้ามคืนอย่างสะพรั่ง สนธิ  มันไม่ใช่ของจริง ต้องกล้าทุบโต๊ะ ต้องกล้าฆ่าคนเลว เพื่อให้สังคมมันดีขึ้น ดูจากการรัฐประหาร 19 กันยายน มันเป็นโอกาสที่ดีในการเปลี่ยนแปลงการเมืองเลยนะครับเพราะหักดิบไอ้พวกที่เข้าฉ้อฉล แต่ว่าการร่างรัฐธรรมนูญที่ผ่านมาคือข้อผิดพลาด
คุณไม่ต้องเปลี่ยนรัฐธรรมนูญปี 2540 ทั้งหมดหรอก เปลี่ยนแค่ 3-4 ข้อทุกอย่างจบหมด 1. คือไม่ต้องสังกัดพรรคการเมือง 2. วุฒิการศึกษาคุณจะไปจำกัดคน 4 ล้านกว่าคนมามีที่จบปริญญาตรี สิทธิ์มาควบคุมประเทศที่มี 62 ล้านคน รัฐธรรมนูญกำหนดให้คนพวกนี้มาบริหารประเทศได้ แล้วคนอื่นล่ะ ปราชญ์ชาวบ้านไม่ได้ ข้อสุดท้ายและใหญ่ที่สุดคือ 3. เราไม่มีการกำหนดคุณสมบัติผู้ที่จะไปลงรับสมัครรับเลือกตั้ง ก็คือการสรรหา เวลานี้คุณเป็นก็ได้แค่แจ้งว่าคุณมีเงินพันล้าน หมื่นล้าน แสนล้านก็แล้วแต่ แล้วบอกว่าผมรวย ผมอยากช่วยชาติ แต่มึงไม่ต้องอธิบายเลยว่าเงินมันมาจากไหน นี่คือข้อผิดพลาด คุณต้องเปิดเผยโดยแสดงการเสียภาษีย้อนหลังสัก 5 ปี โกหกไม่ได้นี่ แม้แต่คนเขียนรัฐธรรมนูญเองยังไม่มีปัญหาเปิดเผยเลย หิมะตกเมืองไทยก็น่าจะเปลี่ยนได้ล่ะมั้ง
ถ้าคนมีอำนาจในการกำหนดเกมเป็นคนทำ แต่คนพวกนี้ไม่เสียสละ ถ้าคิดว่ารัฐประหารแล้วจะไม่กลับมายิ่งใหญ่ก็เขียนไปเลย ไม่ว่าจะเป็นสุรยุทธ์ สนธิ บัง กำหนดไปเลยกฎเกณฑ์นี้ ถ้าออกมาได้จริง คุณไม่ต้องไปสู้กับทักษิณเลย มีใครเปิดเผยได้บ้างล่ะ ยัยแดงเมียนายกฯ ถามดูสิเจ๊แดงว่าเปิดเผยได้ไหม รวยมาจากไหน ทำธุรกิจยังไม่เคยประสบความสำเร็จเลย อยู่ๆ มารวย โถ…บ้าบอ
คนที่มีอำนาจสร้างกฎไม่กล้าใช้กฎ ไม่กล้าเอาตัวเองเป็นบรรทัดฐาน เนื่องจากตัวเองไม่บริสุทธิ์พอ ก็เลยไม่กล้าเขียนกฎ พวกโจรมันเลยอยู่กันได้ แต่ถ้าคุณกล้าเขียน สังคมจะเปลี่ยนแปลง
ผมถามหน่อยเถอะว่าเสธ.หนั่น บรรหาร สุวัจน์ หรือ สมชาย บอกได้ไหม รวยมาจากไหน นายกฯ สมชาย เป็นศาลมาทั้งชีวิต แต่มีบ้านหลังละ 300 ล้าน ก่อนทักษิณมา เมียมีตังค์ไหม…ไม่มี ปัญหาพวกนี้ ผลักให้เขาไปตอบกับสังคมดีกว่า เอากระบวนการทางกฎหมายมาบีบบังคับเขา ก็เลยดูเหมือนแกล้ง แต่มันไม่แกล้งคือเรื่องจริง นี่คือกระบวนการเปลี่ยนแปลงบ้านเมืองในระบบการเมืองใหม่
พันธมิตรไม่ใช่คนที่ล้มรัฐบาล คนที่ไล่ทักษิณได้จริงก็คือ ตัวเล็กๆ อย่าง เรืองไกร (ลีกิจวัฒนะ) นี่แหละ ถ้าไม่มีคนไปฟ้อง ไม่มีคนใช้กฎหมาย ป่านนี้ก็ยังอยู่หมดไม่ว่าสมัคร สุนทรเวช ก็ยังอยู่หมด เพราะว่าอะไรล่ะ ประท้วงกันเย้วๆ เขาไม่สนใจแต่เมื่อศาลตัดสินติดคุกจึงต้องไป ทักษิณเป็นผู้ต้องหาหนีคดี
แต่ก่อนอัลคาโปนยิ่งใหญ่ ยิงศาล ยิงคนโน้นคนนี้ ในที่สุดต้องติดคุกเพราะโกงภาษี สรรพากรตัวเล็กๆ ไล่บี้ภาษีอย่างเดียว ขึ้นศาลจบ อันนี้ควรจะทำ ผมถึงสนับสนุนคนนี้มาก เก่งรึเปล่า เด็กใครไม่รู้ แต่เขาทำถูกแล้ว ไม่เห็นต้องมานั่งประท้วงเลย ไปยึดทำเนียบ แค่นั่งค้นเอกสาร ฟ้องศาลจนนายกฯหลุดไปสองคนแล้ว เดี๋ยวไอ้สมชายก็หลุดอีกคนแน่ๆ เพราะรวยไม่มีแหล่งที่มา

ไฮคลาส : หลังจากนี้ไป คาดว่าจะเป็นอย่างไร
หลังจากนี้ไปก็ยุบสภา เลือกตั้งใหม่ต้นปี พรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาล คุณจะได้รัฐมนตรีคลังปากมาก หรืออาจจะได้โกวิทย์ไม่ทำอะไรเลยมาเป็นนายกฯ หรืออีกคนก็คือ ชัยสิทธิ์ ตรงๆ ไปเลย
ทางเลือกแรกที่คิดว่าเป็น ชัยสิทธิ์ เพราะอย่างน้อยก็เป็นพี่น้อง เกาะทักษิณขึ้นมาโต แต่ก็ยังดีกว่าคนอื่น นี่แหละคืออนาคตของประเทศไทย 3 คน คนอื่นไม่มี เพราะว่าโดนยุบพรรค สมชายก็ต้องกลับไปนอนกอดเมีย เจ๊ดันไม่ขึ้น หมดแล้ว ประชาธิปัตย์ต้องรอต่อไป อภิสิทธิ์ถ้าลาออกไปแล้วเปลี่ยนคน อาจจะดีขึ้นนะ เพราะแสดงให้เห็นมา 2 ปีแล้วว่าไม่เร้าใจ มองการเมืองสั้นๆได้แค่ปีหน้า จะไปทำนายล่วงหน้าหลายปีไม่ได้
ในพรรครัฐบาลก็อาจแตกออกไปอีกสัก 1-2 พรรค กลุ่มใหญ่ๆ น่าจะไปเกาะอยู่กับพรรคเพื่อไทย เพราะนักเลือกตั้งทั้งหลายย่อมมองอย่างเดียวกัน ว่าทำอย่างไรถึงจะชนะ ไม่ได้คิดถึงประเทศชาติ เพราะฉะนั้นถ้ามัชฌิมา หรือพวกโคราช พวกนี้มันก็ต้องไหลไปอยู่กับเพื่อไทยเพราะจะได้เป็นสส.ได้เป็นรัฐบาลแน่
สมัยที่ทหารคุมอำนาจอยู่ มันยังมากันตั้ง 200 กว่าเสียงเลย ไอ้พวกนี้นกรู้ สมชายยังเป็นรักษาการณ์นายกฯ อยู่ ถึงจะโดนยุบพรรคในสมัยหน้า อำนาจรัฐก็ยังอยู่ในมือ ได้ใช้งบประมาณตั้งแต่วันนี้จนถึงเลือกตั้งอีก 4-6 เดือน ฉะนั้นผู้รับเหมาจะได้รับเงินทุกคน ก่อนการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นประมาณเดือนกุมภาพันธ์ หรือมีนาคม มันเป็นโครงสร้างที่เห็นได้ชัดเจน
ถ้าบรรหารโดนยุบพรรค ไอ้พวกนี้ไปอยู่กับเสธ.หนั่น มีอีกทางเลือกหนึ่ง คือหม่อมอุ๋ยอาจเป็นหัวหน้าพรรค แต่ว่าเจ้านี้ก็นกรู้ อร่อยจังตังค์อยู่ครบ ไม่เสี่ยง ถ้าได้เป็นนายกฯ กูไป ถ้าไม่ได้เป็น เสธ.หนั่นรับหน้าไป แต่แนวโน้มอาจไม่ได้เป็น
เพราะฉะนั้นคงไม่หลุดจาก 3 คนที่ว่ามาแต่แรก แต่กลุ่มเพื่อแผ่นดินยังลูกผีลูกคนเพราะว่าพวกพินิจ พวกวัฒนาหนีคดีอยู่ ประเทศไทยมันไม่มีความหวัง อะไรจะเกิดขึ้นก็รอเวลาต่อไป อีก 2 ปี ค่อยว่ากัน
การเมืองใหม่จะเกิดขึ้นไม่ได้ เสนอสภาเหรอ นักการเมืองที่ไหนจะเอาพวกคุณ พวกข้างถนนน่ะปิดประตูไปเลย  ประการที่สอง รัฐประหาร จะมีไหมตอนนี้…ไม่มี งบประมาณกูฟาดอยู่ โถยังอยู่อีกสองปี พล.อ.อนุพงษ์ จะทำปฏิวัติเหรอ…ไม่จริงหรอก ผมทำรัฐประหารมาหลายรอบ ผมรู้สันดานทหารดี ทหารยุคนี้ไม่เหมือนยุคก่อน ไม่ตายเป็นตาย สู้เป็นสู้ ปลอดภัยดีกว่า ยกเว้นแต่มีการขัดแย้งแย่งผลประโยชน์กันในหมู่ทหารด้วยกันเอง ใครไม่ยอม รัฐประหารแม่งเลย !
มันไม่ง่ายอย่างที่จะมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างที่เราอยากเห็น มันไม่มี มีแค่สองสัญญาณที่ผมบอกมาตั้งแต่ต้น คือ ยอมหรือปฏิวัติ แต่ปฏิวัติจะเกิดขึ้นไม่ได้ถ้าไม่มีคนตาย
ถ้าคนออกไปบนถนนล้านหรือสองล้านคน แล้วมีการฆ่ากันจริง นั่นแหละเรื่องจริงต้องยอมตาย ตอนนี้เหมือนการเล่นโป๊กเกอร์สองฝ่ายเล่นกัน ไม่ใช่นักการเมืองกับนักการเมือง ระหว่างโจรคนหนึ่งหนีไปแล้ว กับอีกฝั่งหนึ่งเป็นเจ้าของบ้าน มีไพ่ตัวเบี้ยทั้งหลายเล่นอยู่ในกระดาน ไอ้ฝ่ายนี้บอกว่ารอได้โกงไปเยอะ 400,000 กว่าล้าน อีกฝ่ายหนึ่งบอกว่า เฮ้ย นี่ของกู
คุณลองคิดดูว่า พรรคของไอ้ทักษิณกำลังสู้อยู่กับใคร ประชาธิปัตย์เรอะ…ไม่เห็นฝุ่น พรรคนี้เขาทั้งถีบทั้งช่วยยังไม่ขึ้นเลย ไม่มีพรรคการเมืองไหนกล้าสู้กับทักษิณ ดังนั้นคำตอบจึงชัดเจนว่าเขาสู้กับใครอยู่ เกมนี้มันเป็นเกมซื้อเวลา ซื้อไพ่ในตลาดซื้อประชาชน น้ำท่วมทักษิณยังส่งของไปเลย 2,000 ถุง เขาท้าทายขนาดไหน คำตอบขึ้นอยู่กับประชาชนว่าจะเลือกใคร เลือกอย่างไร ‘เวลา’ เป็นปัจจัยสำคัญ เรื่องนี้พูดแล้วเครียดนะเปลี่ยนเรื่องเถอะ (หัวเราะ)

ไฮคลาส : ในระดับคนชั้นกลาง ปัญญาชน น่าจะมีพลังใดเกิดขึ้น
ไม่มี ถ้าไม่ฆ่าก็ไม่จบ ประชาชนก็ปรับตัวไป อย่าลืมว่าสังคมไทยปรับตัวง่าย ใครจะมาปกครองก็อยู่ได้หมด

ไฮคลาส : ในเมื่อคุณมีความคิดแบบนี้วางบทบาทให้กับตัวเองอย่างไรในอนาคต
ถ้าเรามีส่วนช่วยเปลี่ยนโครงสร้างสังคมได้ เราก็ยินดีที่จะใช้ความรู้ที่เราพอมีบ้าง แต่ตอนนี้ผมว่ามันไม่คุ้ม เพราะผมไม่เห็นความชัดเจน เรื่องนี้มันพูดแล้วคุณเขียนยาก แต่ผมยกตัวอย่างเป็นครอบครัว ถ้าผมเป็นลูกที่ดีของพ่อ ผมรักพ่อมาก พ่อโดนไอ้ข้างบ้านรังแก เขาจะมาเอาที่ของพ่อให้ได้ ที่ของเราแท้ๆ มันก็จะมายึด เราก็อยากคุยกับพ่อ แต่พ่อไม่ค่อยให้เจอเพราะพ่อเมียเยอะลูกเต็มไปหมด เราบอกกับพ่อว่าเราอยากช่วย เราอยากทำ และเราก็ทำแล้ว ไปตีกับไอ้ข้างบ้าน ตีกันแล้วก็ตีอีก พ่อกลับนั่งเฉย…จะให้เราทำอย่างไรไม่เห็นพูดเลยว่าจะให้เราเอาที่คืนมารึเปล่า พ่อไม่บอกอะไรสักคำ ไม่เห็นชมเลย เล่นนั่งเงียบและไม่รู้ว่าพ่อแอบคุยกับฝั่งโน้นรึเปล่า นี่คือปัญหา และคนที่เกิดในสภาพเดียวกับผมมีเยอะมากในสังคมไทย
คนอื่นที่ตกอยู่ในสภาพนี้ เขาก็คิดเหมือนกันว่าเราจะออกไปตีกันทำไม เราก็ไม่ใช่เด็กแล้ว ความพร้อมเราก็มี สุขนิยม เที่ยว อยู่สบายๆ เงินทองพร้อม อยู่ๆ จะไปตีกับข้างบ้านเพื่อพ่อ ทั้งที่ความจริงที่ดินนั้นพ่อจะยกให้เราหรือเปล่ายังไม่รู้เลย พ่อเมียเยอะ จะยกให้ใครก็ไม่รู้ จะชมสักคำก็ไม่ชม ปรากฏว่าไอ้ฝั่งที่ทะเลากับเขาอยู่ เดี๋ยวก็เอาของขวัญให้โน่นให้นี่ ให้เกียรติยศเต็มไปหมดเลย
ก่อนจะกำหนดบทบาท คนเรามันต้องคิดหลายๆ ชั้น ว่าเราทำเพื่ออะไร ที่บ้านก็ถามผมอยู่ว่าทำเพื่ออะไร ก็เพื่อประเทศชาติแล้วยังไง ตังค์ก็เสีย หลายคนคิดอย่างนี้ เพื่อนๆ ผมที่สนับสนุนกันอยู่สมัยก่อนทำรัฐประหาร “เรียกเท่าไหร่วะ ส่งมาเลย” เดี๋ยวนี้ “ไอ้เห้…เอ้ย เอาเงินไปกินเหล้าดีกว่า”
ผมมีบทสรุปค่อนข้างรุนแรง ลองคิดดู ไดอาน่าโด่งดังแค่ไหน ทั่วโลกยอมรับ ขนาดหย่าไปแล้วแต่ก็ยังมีภาพติดอยู่กับสถาบันอังกฤษ ยังต้องตายเลย เพราะว่าที่กษัตริย์อังกฤษดันไปมีพ่อเลี้ยงเป็นมุสลิม ซึ่งมันจะเกิดขึ้นไม่ได้ ทางออกก็คือถ้าจะเอาสถาบันเอาไว้ ไดอาน่าก็ต้องไป หรือยกตัวอย่างการเมืองปากีสถาน บุตโตลี้ภัยไปอยู่อังกฤษ เขาก็ให้อยู่สบายไม่ตาย เงินทองโกงไปเท่าไหร่ก็ไม่ว่ากัน กลับมาไม่ถึงสองอาทิตย์ตายเลย แล้วคนตายพูดไม่ได้ ตอนนี้ดีขึ้นมั้ย…ดีขึ้น
สำหรับประเทศไทย ถ้าให้สรุปว่าตัวปัญหามีอยู่กี่ตัว ตัวแรก ‘ไอ้เหลี่ยม’ อีกตัว ‘ไอ้ลิ้ม’ ตัวที่สาม ‘ไอ้ขันที’  ใครเป็นใคร คุณต้องไปคิดต่อเอาเอง
เมื่อเจ้าของบ้านรู้ว่าใครคือตัวปัญหา หมาตัวไหนที่เป็นนักเลงอันธพาลเที่ยวกัดเขาไปทั่ว ไม่จัดการไล่มันไป หรือถ้าคุณจะเอาไว้คุณต้องตัดสินใจ แต่ถ้าคุณไม่ตัดสินใจอะไรเลย คนดูมันเหนื่อยแล้วนะ ถ้าไอ้หมาตัวนี้ มันหยุดเห่าหยุดหอน โกงไปแล้วก็ไปอยู่ไปกินสบายๆ  เลิกไปเลยหนีไปเลย ไม่ต้องเอาไอ้เจ๊ทั้งหลายไอ้พวกหน้าโง่ในตระกูลมึงมาอีก เขาไม่ว่าหรอก แต่ไอ้นี่มันไม่เลิก พอมันไม่เลิก แล้วคุณยังไม่ทำอะไรอีก ผมว่าเป็นความคิดซึ่งอ่านไม่ออก
ตอนนี้เขาอยู่ต่างประเทศสะสมอาวุธ ก็เงินเยอะน่ะ กะว่าจะกลับมาปล้นประเทศอีกรอบ เราไม่ใช่เจ้าของประเทศตัวจริง เป็นเพียงหุ้นส่วนเล็กๆใน 62  ล้านคน ถ้าผมเป็นเจ้าของนะโธ่…ไม่ต้องรอหรอก ไอ้ทำน่ะ มันทำได้ ขนาดผมพูดกับผู้ใหญ่ว่าเอามั้ย แต่ถ้ากลับมาแล้ว โดนด่าว่ามึงไปทำเขาทำไม ใครจะไปเสี่ยงล่ะ สรุปก็นั่งกินไวน์ เล่นหุ้นไป อย่าไปยุ่งกับมัน

ไฮคลาส : คำว่าประเทศในมิติของคุณคืออะไร
ประเทศก็คือองค์รวมของถิ่นกำเนิด คนเราเกิดที่ไหนก็มีความผูกพัน ญาติพี่น้องวงศ์ตระกูลเรามีถึงจะใหญ่โตหรือไม่นั่นอีกเรื่องหนึ่ง แต่เป็นความรู้สึกมีส่วนร่วม เช่นไปไหนจะบอกว่าผมเป็นอังกฤษ ถือ English Passport มันไม่ใช่ ยังไงหน้าก็ยังเป็นไทย เราแค่ข้ามไปสิงคโปร์ ขนาดเราเกลียดมันอิจฉามัน เรายังบอกว่าประเทศไทยดีกว่า ทั้งๆ ที่เราก็ไม่ได้ดีกว่าเขา ความภูมิใจของถิ่นกำเนิดทุกคนมี ไม่ว่าใครจะหนีไปอยู่ที่ไหน กี่ร้อยพาสปอร์ต รวยแค่ไหน แต่ถิ่นกำเนิดนั้นมีที่เดียว
คำว่าประเทศเป็นการอยู่รวมของสังคมของคนหมู่มาก ผมพูดเสมอนะว่าผมเห็นด้วยในการต่อสู้กับทักษิณ แต่ผมไม่เห็นด้วยกับการไปยึดทำเนียบ โดยเฉพาะเดือนหน้าจะมีงานพระราชพิธีผมยังคิดไม่ออกเลยว่าถ้ามีประธานาธิบดี มีแขกบ้านแขกเมือง  แขกรัฐบาล จะไปรับที่ไหนล่ะ ดอนเมืองเหรอ ทุเรศตาย แค่นี้มันก็แย่
ผมกลับมาโดยเครื่องบินเจ็ตส่วนตัว ปกติจะมีทางออกทางห้องวีไอพี แต่นี่ไฟมึดตื๋อ ถ้าเราไม่ใช่คนไทยก็กลัวนะ เศรษฐีที่ไหนเขาอยากจะมาล่ะ มีตำรวจอยู่แค่ 4 คน นี่หรือสยามเมืองยิ้มที่ไปโฆษณาว่าจะชวนนักลงทุน ชวนเศรษฐีมาเที่ยว บ้าเหรอ เศรษฐีเขามาเจอแบบนี้ก็กลับแล้ว ไม่เข้ามาเที่ยวหรอก ไอ้เรื่องสู้กับรัฐบาลทักษิณมันก็ต้องสู้ แต่หน้าตาและศักดิ์ศรีของประเทศก็ต้องรักษา
คนที่ไปร่วมนั่งอยู่ที่ทำเนียบ มันต้องมีจิตสำนึกบ้าง ผมน่ะศัตรูหมายเลขหนึ่งของทักษิณเลย ผมยังไม่เห็นด้วยกับเรื่องนี้ แต่ไอ้สนธิลิ้มไปขอเขาแล้วไม่ให้ ไม่ใช่ว่าเกลียดทักษิณหรือว่าเคยต่อสู้กับทักษิณมาก่อนเลย สมัยเขาออกทีวีด่าผมชัดเลย และบอกว่าทักษิณเป็นนายกฯ ที่ดีที่สุดในโลก วันนี้มานั่งเห่าหอนประชาธิปไตย มันไม่ใช่หรอก ตัวคุณเองยังไม่ทำตามกฎหมายเลย ประชาธิปไตยคืออะไรคุณเข้าใจไหม ทุกคนเคารพสิทธิซึ่งกันและกัน คุณมีสิทธิในการต่อว่าเขา มีสิทธิในการต่อสู้กับเขา แต่คุณไม่มีสิทธิไปละเมิดสิทธิคนอื่น

ไฮคลาส : ถ้าคุณทักษิณกลับมาได้เต็มตัว คุณจะอยู่ตรงไหน
ผมคงต้องทบทวนบทบาท มีสองอย่างคืออยู่เฉยๆ นิ่งๆ บริษัทของผมอยู่อย่างนี้ ผมคิดว่าเขาคงไม่กล้ายุ่งกับผม ถ้าเล่นผม ผมก็เล่นเขากลับ ลูกเต้าเขามีเราก็รู้หมด เขาเป้าใหญ่กว่า เขาฆ่าผมคนเดียว ผมฆ่าเขาทั้งโคตร พูดชัดๆ แบบนักเลงผมไม่ค่อยกังวล แต่เรื่องจะให้ผมปรับตัวแล้วไปอยู่ร่วมกับเขาโดยที่ไปสวามิภักดิ์ มีคนเอาโต๊ะมาให้ผมเป็นรัฐมนตรี เราคิดว่า ก็โอเคถ้าจะเอาอำนาจเพื่อมาเปลี่ยนแปลงมันก็ดูดี แต่มาคิดอีกที จะรบกับโจรแต่ไปอยู่กับโจร ผมไม่เชื่อวิถีทางตำรวจที่เลี้ยงโจรไว้ปราบโจรมันไม่ได้ ก็ทางใครทางมันไป

ไฮคลาส : ในทางกลับกันหากคุณทักษิณไม่สามารถอยู่เมืองไทยได้อีกแล้ว ต่อไปคุณจะวางบทบาทตัวเองอย่างไร
ก็คงจะเข้ามาช่วยทางการเมือง ต้องดูว่าสถานะตอนนั้นเป็นอย่างไร แต่ถ้าเรามีโอกาสเราใช้วิสัยทัศน์เราได้ ผมว่าประเทศไทยบริหารง่าย เพราะคนไทยปรับตัวเก่ง ถึงจะมีความขัดแย้งบ้างแต่ถ้าการสมานผลประโยชน์ให้ลงตัวกันก็โอเค
ถ้าสมมติได้เป็นผู้นำ ผมจะใช้กฎหมายให้เป็นกฎหมาย และผมจะเปลี่ยนกฎหมายให้ไม่ต้องเยอะขนาดนี้ องค์กรบ้าบอเยอะเกินไป ไม่ต้องมีเลย ยกเลิกซะให้หมด เขียนแต่ข้อหลักๆ และเอาธรรมเนียมปฏิบัติมาใช้ซะ เอาการตัดสินของศาลฎีกาอย่างแต่ก่อน ถ้ามีคดีเกิดขึ้นกฎหมายกำหนดแบบเดิมง่ายกว่า อย่างวันนี้คุณมีคดียังไม่รู้ว่าควรไปฟ้องตรงไหน
อำนาจที่แท้จริงอยู่ตรงไหนบ้าง เรามีพอแล้ว อำนาจบริหาร นิติบัญญัติ ตุลาการ จบ! แล้วใช้ให้ชัด แต่ตอนนี้มันไม่ใช้ อำนาจบริหารมารบกวนตุลาการ อำนาจที่ไม่มีอำนาจเลยก็ยังเรียกเข้าไปสั่งได้ เกษียณไป 20 ปีแล้ว มีการโยกย้ายทหารยังต้องเอาโผไปให้ดู ถ้าผมเป็น พล.อ.เปรมผมไม่อยู่บ้านสี่เสาฯ หรอก เพราะนั่นเป็นบ้านประจำตำแหน่งผบ.ทบ. ถ้าจะแก้กฎให้ท่านในฐานะประธานองคมนตรี รัฐบุรุษ ก็เปลี่ยนไปเลยว่านี่คือบ้านรัฐบุรุษ อยู่ไปเลย…ไม่ว่ากัน ขนาดผู้ใหญ่ที่มีศักยภาพชี้นำสังคมยังไม่ทำให้เป็นตัวอย่าง แล้วจะมาเรียกร้องให้สังคมเชื่อถือคุณได้อย่างไร

ไฮคลาส : มองบทบาทของทหารกับตำรวจ ณ วันนี้
ถ้าตอบภาษาผมก็ประเภท…อร่อยจังตังค์อยู่ครบ คือไม่ทำอะไรเลย อยากได้ของฟรี กฎของพวกนี้ อยู่เฉยๆ อยู่นิ่งๆ อยู่ได้นาน ไม่ยุ่งกับใคร แต่ใครอย่ามายุ่งกับของเรา การโยกย้ายต้องเป็นของผม งบประมาณอันนี้ผมขอไป ต้องได้บ้าง อย่าตัดเยอะ เท่านี้ จบ! สังคมมันถึงอยู่ยาก ทั้งทหารตำรวจเหมือนกัน คนดียังมีอยู่ในนั้น ถ้ามีคนกล้าใช้กฎหมายจริงๆ คนดีที่รอเวลาต่อสู้กับความชั่วร้ายในสังคม จะโผล่ขึ้นมาเยอะ เขารอเวลาอยู่ แต่เขาไม่กล้า

ไฮคลาส : ถ้าคนดีแสดงตัวก็ไม่มีที่อยู่สิ หรือบางทีคนดีอาจจะตายไปหมดแล้ว
ถ้าเราจะสู้กับความชั่วร้ายคุณต้องไม่มีแผล คุณต้องไม่ติดบุญคุณคน ผมอยู่ได้เพราะผมไม่เคยติดบุญคุณ ไม่เคยไปขอใครให้ช่วยเหลือคดี ถ้ามีป่านนี้คงมาเปิดเผยกันเละ เดี๋ยวนี้ด่าได้เต็มที่ เรื่องชาร์เตอร์ถ้ามันมีจริง ก็มาสิวะออฟฟิศผม ขนาดคุณยังมาถูกเลย ถ้าบอกว่ามีพันคน หมื่นคนก็มาหาสิ มันมีไม่จริงน่ะ แต่ว่าสื่อเขาสร้างภาพให้เราเป็นโจรผู้ร้าย ผมไม่สน
ผมไม่กลัวเลย ผมด่าได้ทุกคน คุณพูดมาว่าจะเอาใคร บอกมาเลยผมวิจารณ์ได้หมด ผมยังไม่เคยขึ้นศาลเลย เพราะผมพูดเรื่องจริง ถ้าผมพูดผิด คุณฟ้องผมสิ ผมจะได้ให้ศาลเอาหลักฐานมาพิสูจน์ เอาแม่งเข้าคุกให้หมดเลย เอ็งโกงเขามาทั้งนั้น แต่ได้นั่งแถวหน้าในวงสังคม เราถึงอยู่ยากในสังคมไทยในสังคมพวกนี้ พวกผู้ดีทั้งหลายจะหนีผม กลัวผมถามคำเดียวจบ “เฮ้ยเอ็งรวยมาจากไหนวะ”
แต่เวลานี้ คนโกงชาติ หนีคดี หนีหมายจับ กลับมามีตำรวจ 500 คนไปปิดแอร์พอร์ตรับ ผมเห็นแล้วทุเรศ  ถุย!  ประเทศนี้ ทักษิณกลับมาในฐานะผู้ต้องหาหนีคดี แต่ตำรวจปิดถนนรับ รัฐมนตรีมหาดไทยไปยืนอยู่ข้างหลัง ความจริง…แค่ให้เกียรติไม่ใส่กุญแจมือก็พอแล้วนะ คุณไปให้เกียรติคนชั่วทำไม
คนชั่วไม่มีเกียรติหรอกครับ ไปไหนก็ต้องกลัว ไปเจอผมที่โฟร์ซีซั่นเมื่อสักสองเดือนก่อนยังหนีผมเลย ทักษิณนั่งอยู่ผมเดินเข้าไปตำรวจวิ่งพล่านเลย พวกบอดี้การ์ดก็จำผมได้ มันก็ไม่กล้า นั่งอยู่กับ ‘ไอ้เพ้ง’ ‘ไอ้หมอ’  ‘ไอ้ทนาย’ ที่เป็นรัฐมนตรียุติธรรมเก่า ผมเจอปั๊บก็บอก “เอ้า…วันนี้โจรเต็มเลย” มันนั่งอยู่ข้างหลังผม ผมมองหน้ามัน มันก็หลบหน้าผม ไม่เกิน 5 นาทีมันไปเลย (หัวเราะ) กลัวเราเดินไปฉี่ใส่มั้ง

ไฮคลาส : มองบทบาทของสื่อจะช่วยเหลืออะไรได้บ้าง
สื่อของไทยเราค่อนข้างจะต้องถูกต่อว่าอย่างที่สุด สังคมที่เจริญแล้วอย่างอเมริกา เล่นการเมืองก็จริงนะ สำหรับสื่อ แต่เมื่อถึงเวลาผลประโยชน์ของชาติเขาก็ต้องทำ ของเราแทงฝั่งกัน อย่างไทยโพสต์ก็หากินไม่ได้ ดอกเบี้ยก็หากินไม่ได้ ที่อยู่ก็ได้คือไทยรัฐ รอฝั่งชนะอย่างเดียว เดลินิวส์หาที่ยืน เนชั่นใครขึ้นมาก็จะเอาอำนาจอย่างเดียว เป็นสื่อที่ดูเหมือนดี ถ้าเขาเป็นสื่อที่ดีจริงสมัยสุรยุทธ์เขาไม่ควรจะเข้าไปยุ่ง นั่งในบอร์ดนั่นบอร์ดนี่ พอได้โอกาสก็เอาเวลามาจัดรายการถล่มฝ่ายตรงข้าม

ไฮคลาส : ยุทธการป่าล้อมเมืองของ ASTV ถือว่าได้ผล
ได้ผลแล้วประเทศชาติได้อะไรล่ะ ได้ผลในฐานะที่คุณเป็นสื่อล้างสมองคน ได้เชื่อว่าเขาชั่วเขาเลว ผมว่ากระบวนการที่ดีที่สุดคือให้ทักษิณขึ้นศาล เมื่อสังคมเปิดนะ ทำเป็นแบบ Public hearing ให้ทนายซักฟอกถ่ายทอดทางทีวี กล้าไหม ถ้าเป็นผมๆ ให้ทำนะ ธรรมเนียมไม่ให้ปฏิบัติเช่นนั้น แต่เมื่อสถานการณ์ประเทศชาติแตกแยกไม่รู้ใครผิดใครถูกทำแบบนี้ไปเลย

ไฮคลาส : คุณเองก็ไอเดียร้อนแรงทำไมไม่เปิดสื่อของตัวเองเป็นจริงเป็นจัง
ผมว่าเราทำเว็บไซต์ก็แรงพอแล้วนะ ทุกคนในการเมืองอ่านของเราอยู่แล้ว ถ้าหากไปทำสิ่งพิมพ์หรือทีวีก็ไม่ได้ต่างกันเยอะ หรือทีวีทางอินเตอร์เน็คยังไม่ถึงขั้นนั้น เพราะค่าใช้จ่ายมันเยอะ ถ้าเปิดทีวีแล้วผมพูดอยู่คนเดียวก็ตลกนะ เราก็มีของเราอัดรายการของเราทีละ 2-3 หนเวลาว่างก็พูดบ้าง คอมเมนต์ออกไปบ้างทางอินเตอร์เน็ต ในระดับหนึ่งเราเชื่อว่าผู้ใหญ่ในประเทศก็อ่านกันอยู่ พวกไอ้ลิ้มหรือพวกรัฐบาลก็อ่าน เรื่องไหนที่เราพูดไป คุณสังเกตได้เลยนะ ประมาณสักอาทิตย์สองอาทิตย์เขาจะกลับมาเล่นเรื่องนี้ แต่เขาไม่กล้าพูดว่ามาจากเรา ผมไปออกรายการไหนวันรุ่งขึ้นโดนถอดหมด ไปถามไอ้ปลื้มดูสิ ผมอุตส่าห์ถามมันแล้ว เขากลัวสื่อทีวีกับวิทยุ เราก็ไม่ได้ด่าอะไรเขานะ แค่พูดเรื่องจริง
อ้าว…เรานัดคุยเรื่องหุ้นกันนี่ แล้วไหงมาพูดเรื่องการเมือง (หัวเราะ)

สรุปก็คือเศรษฐกิจสองปีข้างหน้าจะเป็นช่วงวิกฤตสำหรับเมืองไทย มองไม่เห็นอนาคตอันใกล้ว่าจะมีวิถีทางอะไรช่วยประชาชนในระดับนี้ได้ เชื่อว่าคนรวยระดับสูงคงไม่เดือดร้อนมาก แต่ที่เดือดร้อนมากก็คือกองทุนอาจจะล้ม หรือเงินฝากต่างประเทศอาจเสียหายฃ ผลกระทบทางการเงินอาจเกิดขึ้น เงินบาทอาจอ่อนค่าลง เมื่อรัฐบาลไม่มีมาตรการดีๆ ที่แน่นอนคงที่ การจะทำธุรกิจปีหน้าหรือ 2 ปีลำบาก สำหรับนักลงทุนรายย่อยควรขายหุ้นออกแล้วถือเงินสด แต่ถ้าคันไม้คันมือก็ไปเลือก TFEX ซะเพราะว่าขึ้นลงมันเล่นได้

การเมืองก็เห็นๆ อยู่ว่าใครจะมาอย่างที่บอกชื่อไปแล้ว และยังน้ำเน่าไปอย่างนี้อีกไม่จบ การเมืองใหม่เกิดขึ้นไม่ได้แน่นอนเพราะว่าคนที่เสนอการเมืองใหม่มันไม่ใหม่พอ…โบราณเกินไป
Text : กองบรรณาธิการ
Photo : สรวิชญ์ หอมสุวรรณ

**********************************

 

 

profiler01

Related contents:

You may also like...