ในโลกที่ไร้รักและสับสนนี้ จะสร้างสนามพลังความรักได้อย่างไร

Mother-Child

มีคำกล่าวที่ว่า “คนที่รักแม่มากเป็นคนเลวไม่ได้” เพราะแม่ถือได้ว่าเป็นผู้หญิงที่เปี่ยมด้วยพลังความรัก ไม่มีความรักใดๆในโลกที่ยิ่งใหญ่กว่าความรักของแม่ที่มีต่อลูก ในยามที่โลกแล้งรักเพราะความอักเสบที่เกิดจากวัตถุนิยม บริโภคนิยมที่เกินเลย จิตใจมนุษย์ก็จะระส่ำระส่าย เพราะธรรมชาติของจิตใจมนุษย์ขาดความรักไม่ได้ ถ้าไม่รักใครและไม่มีใครรัก มนุษย์จะกลายเป็นคนเจ็บป่วย เมื่อเจ็บป่วยแล้วหันไปรักษาด้วยวิธีผิดๆ เช่น ยาเสพติด ยาบ้า ยาอี มั่วทางเพศ ติดเอดส์ เสพของแพงๆฟุ่มเฟือยเหล่านี้ล้วนเป็นอาการของจิตที่บกพร่อง ขาดความสมบูรณ์ในตัวเอง อ่อนแอ ขาดภูมิคุ้มกัน โรคจิตบกพร่องนี้แพร่หลายเต็มสังคม ต้องการการเยียวยา การเยียวยาคือการสร้างสนามพลังความรักในสังคม ถ้าสังคมมีสนามพลังความรักอ่อน ผู้คนก็จะเจ็บป่วย ถ้าบุคคลอยู่ในสังคมที่มีสนามพลังความรักแรงก็จะมีความสุขและมีภูมิคุ้มกันทางจิตใจ

ในสังคมที่สับสนวุ่นวาย เครียด ไม่มีเวลาที่ใครจะคิดถึงใครและอะไรๆก็เปลี่ยนแปลงไปหมดนี้ สิ่งที่คงทนต่อความเปลี่ยนแปลงมากที่สุด คือความรักที่แม่มีต่อลูก ทุกคนมีแม่ ทุกคนมีคนที่รักเรามากที่สุดในโลก ความรักของแม่เป็นความรักที่บริสุทธิ์ เป็นความรักที่ปราศจากเงื่อนไข เป็นความรักที่เหนือกาลเวลา แม้ตายไปแล้ววิญญาณของแม่ก็ยังตามรักลูกอยู่ตลอดไป แม่กลายเป็นมิติทางจิตวิญญาณที่อยู่กับลูก ถ้าลูกมีเครื่องรับมิติทางจิตวิญญาณของแม่ ลองนึกถึงแม่ดูจะเกิดความรู้สึกสัมผัสอะไรที่ล้ำลึก บางทีขนลุก บางทีน้ำตาไหลเพราะท่านกำลังสัมผัสพลังอะไรสักอย่าง ก็สนามพลังความรักของแม่ที่มีต่อท่านและที่ท่านมีต่อแม่นั่นเอง ถึงแม้ความรักของลูกที่มีต่อแม่จะไม่เท่ากับความรักของแม่ที่มีต่อลูกและยังถูกบั่นทอนไปด้วยชีวิตยุ่งๆหนักๆในสังคมปัจจุบันก็เป็นสิ่งที่ปลุกไม่ยาก เพราะเป็นร่องรอยที่ฝังลึกอยู่ในจิตใจในสายสัมพันธ์ที่ล้ำลึกระหว่างแม่กับลูก

ลูกก่อกำเนิดมาจากเซลล์และดีเอ็นเอของแม่อยู่ในร่างกายของแม่ ได้อาหารและพลังงานมาจากกระแสเลือดของแม่ ความรักทุกๆ อณูของแม่ที่มีต่อลูกในครรภ์จะสัมผัสสัมพันธ์กับชีวิตที่ค่อยๆเติบโตขึ้น การเต้นตึ้กๆของหัวใจของแม่กระตุ้นสมองของลูกให้งอกงามขึ้น มนุษย์เป็นสัตว์ที่อยู่รอดด้วยตนเองเมื่อแรกคลอดไม่ได้ แต่อยู่รอดมาได้เพราะการประคบประหงมของแม่ น้ำนมของแม่มีสารที่ช่วยให้ภูมิคุ้มกันของลูกเข้มแข็งไม่เจ็บป่วยง่ายๆ สายตาแม่ลูกที่ประสานกันขณะลูกดูดนมแม่ด้วยความสุขคือสายใยของความรัก การโอบกอดของแม่ รอยยิ้มและการพูดคุยกระหนุงกระหนิงจะกระตุ้นโครงสร้างสมองของลูกให้แตกกิ่งก้านสาขา โครงสร้างในสมองของลูกที่กำหนดจิตใจต่อไปในอนาคตได้มาจากสัมผัสและการเลี้ยงดูของแม่ สายสัมพันธ์ระหว่างแม่กับลุกทั้งรูปธรรมและนามธรรมจึงล้ำลึกสุดพรรณนา คำแรกที่เด็กทุกคนทั่วโลกพูดได้ คือ “แม่” ไม่ว่าในภาษาใดๆ เพราะแม่คือปฐมฐานของลูก ความสุขของลูกคือการได้อยู่ใกล้แม่ ได้ช่วยแม่ทำอะไรๆ ไม่ว่าจะทำกับข้าวหรือทำงานอื่นๆ ครอบครัวอบอุ่นเป็นฐานการพัฒนามนุษย์ที่สำคัญ มนุษย์เมื่อโตขึ้นแล้วเจริญไปได้แม้เพียงใดก็เพราะฐานที่มาจากแม่และพ่อ ดังที่บรรยายมาดังนี้

ชีวิตของท่านแม้ยุ่งด้วยประการใดๆ ลองหยุดแล้วคิดถึงแม่ดังที่อธิบายมานี้ เมื่อคิดถึงแม่จะมีกระแสพลังเข้ามาสู่ตัวท่าน เพราะความรักของแม่ที่มีต่อตัวท่านนั้นเป็นมิติทางจิตวิญญาณ ถ้าท่านมีจิตใจที่มีเครื่องรับความรักของแม่ ความรักของท่านก็แล่นเข้าสู่ตัวท่านได้เหมือนเคย ตัวท่านถูกโปรแกรมมาด้วยความถนอมรักของแม่ ความสุข ความอบอุ่นที่ได้รับในอ้อมอกของแม่ได้ฝังร่องรอยอยู่ในตัวท่าน ยามที่ท่านยุ่งจนไม่มีเวลานึกถึงแม่ ความรักความอบอุ่นก็ดูจะเหือดแห้งไป แต่ยามใดที่คิดถึงแม่ร่องรอยหรือโปรแกรมเก่าในตัวท่านก็จะส่งความรู้สึก อบอุ่นเหมือนเคยเมื่อครั้งยังเป็นเด็ก

3232686595_707a4d767f_z

วัฒนธรรมอย่างหนึ่งคือการมีความเอื้ออาทรหรือมีความรักความเมตตาต่อกัน ยามที่กำลังหน้ามืดด้วยความโลภ พูดถึงเรื่องความรักความเอื้ออาทรก็ไม่มีใครฟัง แต่ยามนี้อาจะเข้าใจได้ง่ายขึ้น หากสังคมเต็มไปด้วยความรักความเอื้ออาทรต่อกันแล้วก็อยู่ได้ ฟื้นตัวได้ และจะดีกว่าเดิม ในสังคมที่อาจจะลืมไปแล้วว่าความรักความเอื้ออาทรต่อกันนั้นคืออย่างไร แม่คือคำตอบ เพราะแม่คือสัญลักษณ์ของความรักอันยิ่งใหญ่อย่างที่มนุษย์ทั้งหมดไม่มีใครปฏิเสธได้และแม่ยังฝังลึกอยู่ในจิตใจของมนุษย์ทุกคนที่ล้วงเอาออกมาใช้ได้ง่ายที่สุด ถ้าถูกกระตุ้นให้คิดถึงแม่ก็เหมือนกับไปเปิดโปรแกรมแห่งความรักในเบื้องลึกของจิตใจของคนทุกคน

ควรจะมีการกระตุ้นให้สังคมสร้างความรักให้เต็มสังคม เป็นสังคมที่มีสนามพลังความรักแทนที่สนามพลังความโลภ นำเอาความรักที่แม่มีต่อลูกและลูกมีต่อแม่แผ่ไปให้เป็นความรักสากล คือความรักต่อเพื่อนมนุษย์และต่อสรรพสิ่งทั้งหมด ให้เมตตาธรรมหรือมิตรภาพธรรมแผ่เป็นรังสีปกคลุมสังคมไทย รัฐบาลควรจะมีนโยบายที่จะส่งเสริมการสร้างพลังความรักในสังคม สื่อมวลชนโดยเฉพาะโทรทัศน์ซึ่งมีส่วนสร้างค่านิยมทางวัตถุนิยม บริโภคนิยมอย่างมาก ควรจะหันมาสร้างสนามพลังความรักในสังคมให้มากที่สุด คณะนิเทศศาสตร์ต่างๆควรจะติดตาม ประเมินและให้คะแนน(rating)ว่าสถานีใดมีสถานภาพในการสื่อวัฒนธรรมความรักความเอื้ออาทรในสังคมเท่าใด สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ (สวช.) ควรสนับสนุนคณะนิเทศศาสตร์ให้ทำหน้าที่เฝ้าระวังทางวัฒนธรรมดังกล่าวและนำผลมารายงานต่อสาธารณะเป็นระยะๆ นักสร้างสรรค์(ครีเอทีฟ) แทนที่จะไปสร้างสรรค์เฉพาะที่จะทำให้ประชาชนอยากบริโภคนั่นบริโภคนี่ทำนอง “ความสุขที่คุณดื่มได้” ก็หันมาสร้างสรรค์ความรักความเอื้ออาทรโดยได้รับค่าตอบแทน เพราะสถานีต่างๆต้องแข่งกันและได้รับการตรวจสอบในการสื่อความรัก การโฆษณาสินค้าต่างๆก็สามารถสอดแทรกวัฒนธรรมความรักความเอื้ออาทรเข้าไปได้ใช่ว่าจะต้องทำแต่การกระตุ้นกิเลสตัณหาเท่านั้น ที่พูดมานี้คือการถักทอความดี ตั้งแต่นโยบายมาถึงสื่อ มาถึงวิชาการ มาถึงองค์กรทางวัฒนธรรม มาถึงนักครีเอทีฟ มาถึงธุรกิจการค้า

ความดีไม่ถักทอกันจึงไม่มีพลัง แต่ความชั่วนั้นถักทอกันอย่างเหนียวแน่นจึงมีพลังมาก สังคมใดที่ความชั่วมีพลังมาก แต่ความดีมีพลังน้อย ย่อมวิ่งไปสู่ความเสื่อมเป็นนิตย์ อย่าลืมว่าความดีไม่ใช่ลอยละล่องไปคนละทางสองทาง แต่ต้องมาถักทอกันให้เป็นโครงสร้างความดีจึงจะมีพลัง

Reference : Mom’s love makes babies grow up much calmer

Thanks to image from http://growingleaders.com/blog/wp-content/uploads/2010/12/her-mom-love.jpg
http://farm4.staticflickr.com/3075/3232686595_707a4d767f_z.jpg?zz=1

Related contents:

You may also like...